ซึ่งหลังจากที่ได้ออกสำรวจพื้นที่ต่าง ๆ ทราบว่าเริ่มมีปริมาณน้ำเอ่อล้น

เข้าท่วมบ้านเรือนชาวบ้านบริเวณหมู่ที่ 3 ในพื้นที่ตำบลอ่างทองแล้ว นอกจากนี้ยังพบบริเวณที่อยู่อาศัยของชาวบ้านที่ปลูกติดอยู่กับลำห้วยก็เริ่มมีปริมาณน้ำสูงขึ้น ซึ่งได้โทรศัพท์สอบถามข้อมูลสถานการณ์น้ำกับนายจิตศักดิ์ อนุศาสนนันท์ หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 1 โครงการชลประทานราชบุรี สำนักชลประทานที่ 13 ให้ข้อมูลปริมาณความจุของน้ำในอ่างเก็บน้ำห้วยสำนักไม้เต็งขณะนี้เวลา 18.00 น. มีปริมาณน้ำ 100 เปอร์เซ็นต์ ที่ความจุ 36 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งยังได้มีการเปิดระบายน้ำที่อาคาร River outlet ที่คลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งซ้ายและคลองส่งน้ำใหญ่ฝั่งขวาเพื่อเร่งระบายน้ำออกไปหลาย ๆ เส้นด้วย

สำหรับเส้นทางน้ำจากอ่างเก็บน้ำสำนักห้วยไม้เต็งนั้นจะไหลผ่านตำบลน้ำพุ ตำบลดอนแร่ ตำบลอ่างทอง ตำบลดอนตะโก ตำบลบ้านไร่ อำเภอเมือง ก่อนจะลงสู่แม่น้ำแม่กลองผ่านอำเภอวัดเพลง น้ำที่ไหลในลำห้วยต่าง ๆ ที่ติดต่อกับลำห้วยในตำบลอ่างทองนั้น จะมีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอยู่ที่บริเวณตำบลดอนตะโก ตำบลบ้านไร่ ตำบลวัดเพลง ทราบว่าทางพื้นที่ด้านล่างก็ได้มีการเตรียมการรองรับไว้แล้วเช่นกัน โดยทางอำเภอยังได้แจ้งประชาชนในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องให้ทราบข่าว เพื่อให้ชาวบ้านเตรียมความพร้อมรองรับการสถานการณ์น้ำที่จะอาจจะไหลหลากเข้าท่วมในพื้นที่ดังกล่าวได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นน้ำได้เข้าเอ่อล้นท่วมบางพื้นที่เท่านั้นยังไม่รุนแรง แต่หากยังมีฝนตกซ้ำลงมาอีกก็จะทำให้หลายพื้นที่ที่อยู่ในที่ต่ำก็จะถูกน้ำท่วมเสียหายได้ จึงเป็นการป้องกันไว้ก่อน

กับข้าวไทยภาคกลางสำรับหนึ่งที่มีนามอันเป็นปริศนา ทว่าทำง่าย เก็บไว้กินได้นาน ทั้งยังพลิกแพลงได้หลายสูตร กินแกล้มผักแกล้มของทอดของต้มได้อร่อย ก็คือ “ผัดพริกขิง” ครับ

ปริศนาของมันคือชื่อ ทำไมถึงชื่อผัดพริก “ขิง” ทั้งที่เกือบทั้งหมดของสูตรที่ทำกินกัน แทบไม่มีขิงเป็นส่วนประกอบเลย (แน่นอนว่าสูตรที่เขาใส่กันก็มีนะครับ) แม้ในตำราเก่าๆ ก็ไม่ปรากฏ แถมแม่ครัวมีชื่อสมัยเกือบร้อยปีที่แล้ว อย่าง ม.ร.ว.หญิงเตื้อง สนิทวงศ์

เคยแสดงความสงสัยไว้ในหนังสือตำรับสายเยาวภา (พ.ศ. 2478) ว่า “..ยังเครื่องปรุงอีกชนิดหนึ่งซึ่งเรียกกันว่าพริกขิงผัด แต่ไม่มีขิงเลย ไม่ทราบเหตุผลว่าทำไมจึงเรียกกันเช่นนี้ และไม่ทราบจะไปค้นที่ไหนได้ ข้าพเจ้าได้เรียนถามท่านผู้หลักผู้ใหญ่ท่านก็ว่าไม่ทราบเหมือนกัน..” ก็น่างงอยู่นะครับว่า แล้ว “ขิง” มันหายไปไหน

ถ้าเราพิจารณาพริกแกงแบบไทย ว่าแท้ที่จริงแล้วมันก็เป็นเครื่องปรุงร่วมวัฒนธรรมอุษาคเนย์ ที่ต่างล้วนแต่รับอิทธิพลมาจากเครื่องแกงมุสลิมเปอร์เซียและอินเดียใต้ ผมก็อยากเดาล้วนๆ ว่า แต่ก่อน ซึ่งต้องนานมากกว่าหนึ่งศตวรรษ คือก่อนจะมีการบันทึกสูตรอาหารไทยกันไว้เป็นตำรา เครื่องผัดพริกขิงไทยก็คงมีขิงอยู่ด้วย เหมือนที่เครื่องผัดพริกแบบมาเลย์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย หรือแม้แต่กลุ่มคนจีนแถบภาคใต้ของไทยเองก็ยังใส่ขิงกันอยู่จนทุกวันนี้

ความที่คนไทยไม่ชอบกินขิง (ดูจากสูตรอาหารน่ะครับ) อะไร “ขิงๆ” ก็คงค่อยๆ ถูกปรับออกไป แต่ทว่าชื่อนั้นก็ยังคงอยู่ แถมคำว่า “พริกขิง” ยังถูกใช้เรียกพริกแกงในเอกสารเก่ามาตั้งแต่เมื่อร้อยปีก่อนด้วยซ้ำ

หัวใจของผัดพริกขิงสูตรมาตรฐานก็คือพริกแกงเผ็ดธรรมดา เพิ่มเนื้อกุ้งแห้งป่น หรือปลาป่นเข้าไป ผัดในกระทะน้ำมัน เติมรสเค็มหวานตามชอบ แล้วอาจใส่ผัก คือถั่วฝักยาว ถั่วแขก ผักบุ้งไทย หรือเนื้อสัตว์ เช่น ปลาดุกฟู กากหมู ไม่ก็ไข่แดงเค็ม หรือโปรตีนเกษตรก็ยังได้นะครับ เพิ่มกลิ่นหอมด้วยใบมะกรูด ซึ่งจะทอดหรือใช้สดก็แล้วแต่

ผมทำผัดพริกขิงกินมาหลายครั้ง ใจก็นึกอยากลองแปลงสูตรใหม่ๆ บ้าง จนกระทั่งวันก่อนมีมิตรสหายกำนัลปลาร้าชั้นดีเลิศจากอีสานมาให้ จึงคิดออก คือจะเอาปลาร้ามาแทนกะปิในเครื่องตำพริกขิงน่ะสิครับ

ที่เราต้องทำ ก็คือหาพริกแกงเผ็ดที่ชอบมาเตรียมไว้ จากนั้นเอาปลาร้ามาสับให้เป็นชิ้นเล็กก่อน แล้วเอาลงครก โขลกจนละเอียด จึงตักพริกแกงใส่ตามลงไป บรรจงโขลกเคล้าให้เข้ากันกับปลาร้า จะใส่ปลาป่นสักหน่อยเพื่อเพิ่มเนื้อพริกขิงก็ได้นะครับ มันกลายเป็นพริกขิงที่หอมกลิ่นปลาร้าแทนกลิ่นกะปิที่เราคุ้นเคย

จากนั้นหั่นมันหมู หรือหมูสามชั้นเป็นชิ้นเล็กหน่อย คั่วในกระทะให้น้ำมันหมูออกมาจนท่วม เราจะได้กากหมูแห้งๆ เอากระชอนช้อนขึ้นตากอากาศไว้ให้กรอบเลยนะครับ

ใบมะกรูดแก่เอาลงทอดน้ำมันจนกรอบหอม ทีนี้ตักน้ำมันในกระทะออกให้เหลือพอจะผัดเครื่องพริกขิงให้สุกหอมโดยไม่มันเยิ้มเกินไปนะครับ ตั้งไฟพอร้อน จึงตักเครื่องพริกขิงใส่ลงไปคั่วจนหอมฟุ้ง มันจะเค็มปลาร้าอยู่แล้ว ดังนั้นเราเติมแค่น้ำตาลปี๊บ พอให้รสเผ็ดเค็มนำ มีหวานตาม แน่นอนว่าเราจะรู้สึกคล้ายกำลังผัดปลาร้าสับที่กลิ่นอ่อนๆ หน่อย ครั้นพริกขิงในกระทะเริ่มแห้ง ก็ใช้ได้ ดับไฟเลยครับ ปล่อยให้มันนอนเล่นในกระทะไปจนเริ่มเย็นลง

เมื่อจะกิน ก็เทกากหมูลงคลุกเคล้าเบาๆ พอให้เข้ากัน

ถ้ามีไข่แดงเค็มดิบก็เอามานึ่งให้สุก หรือจะแกะแคะเอาจากฟองไข่เค็มต้มก็ได้ คลุกไปพร้อมกันเลยนะครับ อ้อ ใบมะกรูดทอดก็ด้วย แต่ขอขยักไว้โรยหน้าตอนจัดจานหน่อยหนึ่ง

คลุกข้าวสวยกินกับผักสดๆ ก็อร่อยมากแล้วครับ แต่ผมเคยกินผัดพริกขิงกากหมูไข่เค็มแบบเต็มยศ คือกินกับข้าวสวยร้อนๆ แนมด้วยไข่พะโล้หมูสามชั้น ยำปลาอินทรีเค็ม และลูกชิ้นปลากรายทอดน้ำมันหมูแบบโบราณ แหม เป็นชุดกับข้าวหรูหราอู้ฟู่ที่จำได้ไม่ลืมเลยทีเดียว

ลองเสาะหามาให้ครบชุดดูสักครั้ง แล้วจะเชื่อว่า ผมไม่ได้พูดจาเกินเลยหรอกครับ เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลางกระจายในหลายพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อาทิ เขตประเวศ เขตลาดกระบัง เขตมีนบุรี เขตสะพานสูง เขตหนองจอก เขตดอนเมือง เขตลาดพร้าว เขตจตุจักร เขตหลักสี่ เขตสายไหม เขตคลองสามวา เขตทวีวัฒนา เขตตลิ่งชัน เขตหนองแขม เขตบางแค ต่อเนื่องไปยัง อ.เมือง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ อ.ลำลูกกา อ.ธัญบุรี อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี และ อ.เมือง จ.นนทบุรี ทั้งนี้ ศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร (กทม.) รายงานว่าปริมาณฝนสูงสุดวัดได้ที่ประตูระบายน้ำคลองทวีวัฒนา เขตทวีวัฒนา 72 มิลลิเมตร (มม.) มีรายงานน้ำเร่งระบายบนถนนสายหลัก 2 จุด ได้แก่ ถนนงามวงศ์วาน บริเวณแยกพงษ์เพชร และปากซอยชินเขต แต่เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ขณะเดียวกัน ระดับน้ำพื้นที่กรุงเทพฯ ทั้งภายนอกและภายในคันป้องกันน้ำท่วมยังปกติ

ทั้งนี้ นายณรงค์ เรืองศรี ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ กทม. เปิดเผยว่า จากข้อมูลอุตุนิยมวิทยาที่คาดว่าช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ประเทศไทยจะเข้าสู่ฤดูฝน และขณะนี้สภาพอากาศในพื้นที่จะได้รับอิทธิพลจากพายุฤดูร้อน อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล คาดว่าปีนี้ฝนมาก ส่วนหนึ่งเกิดจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ระยะที่ผ่านมาสำนักการระบายน้ำ กทม.จึงได้เตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฝนและดำเนินการตามแผนป้องกันน้ำท่วมกทม.อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ฤดูฝนเมื่อปี 2560 ประกอบด้วย การเตรียมความระบบป้องกันน้ำท่วม เครื่องมือและอุปกรณ์ในการป้องกันและเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในพื้นที่ อาทิ การปรับปรุงระบบระบายน้ำ การดำเนินการลอกท่อระบายน้ำ ปรับปรุงสถานีสูบน้ำให้มีความพร้อม พัฒนาพื้นที่ให้เป็นแก้มลิงเพื่อรองรับปริมาณน้ำจากถนนสายหลัก อุโมงค์ระบายน้ำในการระบายน้ำจากพื้นที่ลุ่มต่ำออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงตรวจสอบเครื่องมือและอุปกรณ์ในการเฝ้าระวังสถานการณ์ฝนตก อาทิ เรดาห์ตรวจวัดพื้นที่ที่ฝนกำลังตก การแจ้งเตือนประชาชนผ่านศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม หน่วยเคลื่อนที่เร็ว (เบสท์) เป็นต้น

“เนื่องจากท่อระบายน้ำมีความยาวประมาณ 2,600 กิโลเมตร ขณะที่อัตรากำลังของเจ้าหน้าที่สำนักการระบายน้ำมีจำนวน 3,000-4,000 ราย ดังนั้น ท่อระบายน้ำในพื้นที่ชุมชนหนาแน่นและประกอบกิจการตลาด บางครั้งมักเกิดปัญหาท่อน้ำอุดตันจากกิจกรรมต่างๆ ส่วนนี้ขอความร่วมมือประชาชนร่วมเป็นหูตาเฝ้าระวังไม่ให้มีการทิ้งขยะลงแม่น้ำคูคลองหรือทำให้อุดตันท่อระบายน้ำ รวมถึงร่วมแจ้งข้อมูลข่าวสารไปยังสำนักการะบายน้ำ และสายด่วน กทม.1555 เพื่อแก้ไขปัญหา” นายณรงค์ กล่าว

นอกจากนี้ นายณรงค์ กล่าวว่า ขณะนี้ กทม.ยังอยู่ระหว่างก่อสร้างท่อขนส่งน้ำในผิวจราจรบริเวณเกาะกลางด้วยวิธีดันท่อ หรือไปป์แจ็คกิ้ง โดยการก่อสร้างบ่อใต้ดินสำหรับรองรับน้ำเวลาฝนตกและจะช่วยระบายน้ำออกจากพื้นที่ผ่านแนวท่อจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุด ซึ่งก่อสร้างจะขุดเปิดผิวจราจรเฉพาะจุดก่อสร้างเท่านั้น ไม่ต้องเปิดพื้นที่มาก เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ชุมชนเมือง โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างโครงการสร้าง อาทิ บริเวณถนนทรงสวัสดิ์-ถนนเยาวราช และถนนเจริญกรุง ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ และบริเวณถนนสวนพลู เป็นต้น ซึ่งกทม.ได้กำชับให้ผู้รับเหมาก่อสร้างเร่งรัดดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนเข้าสู่หน้าฝนช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมนี้ คาดว่าอย่างน้อย 2-3 โครงการจะสามารถใช้งานได้

วันเดียวกัน นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามโครงการก่อสร้างระบบน้ำท่วม หรือไปป์แจ็คกิ้ง เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมบริเวณถนนราธิวาสราชนครินทร์ 17 และถนนสวนพลู ว่า ปัญหาอุปสรรคในการดำเนินการพบมีแนวท่อประปาเส้นผ่านศูนย์กลาง 1,000 มิลลิเมตร (มม.) และเส้นผ่านศูนย์กลาง 300 มม.กีดขวางแนวท่อระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็ก (ค.ส.ล.) และงานก่อสร้างบ่อดันท่อ เบื้องต้น สำนักการระบายน้ำ กทม.ได้ประสานการประปานครหลวง (กปน.) เขตทุ่งมหาเมฆ รื้อย้ายท่อประปา แต่ไม่สามารถรื้อย้ายท่อประปาเส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 1,000 มม.ได้ เพราะเป็นท่อขนาดใหญ่หากย้ายจะกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก จึงได้ปรับลดขนาดท่อระบายน้ำให้สามารถวางท่อระบายน้ำผ่านได้ ส่วนตำแหน่งการก่อสร้างบ่อดันท่อ และบ่อรับมีแนวร้อยท่อสายโทรศัพท์ใต้ดินกีดขวาง ได้แก้ไขโดยก่อสร้างบ่อดันท่อและบ่อรับหุ้มท่อร้อยสายโทรศัพท์ใต้ดิน

“จากการลงพื้นที่ติดตามโครงการก่อสร้างไปป์แจ็คกิ้ง ขณะนี้อย่างน้อย 2 โครงการ สามารถที่จะดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จทันหน้าฝนปีนี้ คือ บริเวณถนนนราธิวาสราชนครินทร์ 17 และถนนสวนพลู และอีกบริเวณคือ ถนนทรงสวัสดิ์ ถนนเยาวราช และถนนเจริญกรุง” นายจักกพันธุ์ กล่าว

ปศุสัตว์โคราชยันหมูโคราชกินได้อย่าตื่นตระหนกเพราะพบเชื้อเพียง 1 ตัวเท่านั้นไม่มีการระบาดแต่อย่างใด

นครราชสีมา วันนี้ 6 พฤษภาคม 2561 นายสัตวแพทย์พศวีร์ สมใจ ปศุสัตว์จังหวัดนครราชสีมาเปิดเผยถึงสถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่ จ.นครราชสีมาว่า จ.นครราชสีมา ตรวจพบสุนัขและแมวป่วยเป็นโรคพิษสุนัขบ้า จำนวน 49 ตัว ใน 14 อำเภอ จากสุนัขและแมวทั้งหมดในพื้นที่ 32 อำเภอ จำนวน 470,000 ตัว เฉลี่ยคิดเป็น 10,000 ตัว มีสุนัขป่วยพิษสุนัขบ้า 1 ตัว โดยหลังทราบผลการตรวจว่ามีสัตว์ป่วยพิษสุนัขบ้าทางปศุสัตว์จังหวัดและ ปศุสัตว์อำเภอได้ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและอาสมัครปศุสัตว์เร่งเข้าไปฉีดวัคซีนป้องกันให้กับสัตว์เลี้ยงทุกชนิดในจุดที่พบรัศมี 1 กิโลเมตรทันทีเพื่อป้องกันการระบาดของโรค และปัจจุบันทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วทั้งจังหวัดก็ได้รับงบประมาณจากกระทรวงมหาดไทยให้จัดซื้อวัคซีนฉีดป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้กับสัตว์เลี้ยงไปแล้ว 40 เปอร์เซนต์ และภายในเดือนพฤษภาคม 2561 นี้ นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ได้กำชับให้ปศุสัตว์และท้องถิ่นทุกแห่งเร่งฉีดวัคซีนให้ครบ 100 เปอร์เซนต์

ปศุสัตว์จังหวัดนครราชสีมากล่าวถึงกรณีที่มีหมูในหมู่บ้านบึงตะโก ต.พลกรัง อ.เมืองนครราชสีมา ถูกสุนัขกัดและป่วยเป็นโรคพิษสุนัขบ้านั้นว่า เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2561 มีสุนัขจรจัดที่ป่วยเป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้วิ่งเข้าไปกัดหมูที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้และปล่อยให้หากินธรรมชาติโดยเป็นหมูพันธุ์ผสมหมูป่าหรือหมูกี้ถูกกัด 1 ตัว หลังที่กัดแล้วสุนัขก็หลบหายเข้าไปในป่า จากนั้นวันที่ 13 เมษายน 2561 หมูกี้ที่ถูกกัดก็ป่วยตาย เจ้าของจึงได้แจ้งให้ปศุสัตว์อำเภอเมืองนครราชสีมาทราบและตัดเอาหัวหมูส่งไปตรวจที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง จ.สุรินทร์

ส่วนซากหมูก็ได้ฝังกลบตามที่ปศุสัตว์แนะนำโดยไม่ได้นำมาปรุงอาหารรับประทานแต่อย่างใด ซึ่งผลตรวจออกมาเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2561 ก็พบว่าหมูตัวที่ตายติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าจริง หลังจากนั้นตนก็ได้สั่งการให้ปศุสัตว์อำเภอออกประกาศให้ตำบลพลกรังเป็นเขตโรคระบาดชั่วคราวและเร่งฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์เลี้ยงทุกชนิดในทันทีและสามารถฉีดครบ 100 เปอร์เซ็นต์ในตำบลพลกรัง เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2561

และประกาศให้ประชาชนเฝ้าระวังและจนถึงปัจจุบันก็ไม่มีหมูหรือสัตว์เลี้ยงชนิดอื่นๆป่วยเป็นโรคพิษสุนัขบ้าแต่อย่างใด ถือว่าสถานการณ์ระบาดของโรคไม่มีเป็นปกติ ฉะนั้นตนเองขอยืนยันกับประชาชนชาวนครราชสีมา,ประชาชนทั่วไปและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังจังหวัดนครราชสีมาว่าอย่าได้ตื่นตระหนกหรือมีความกังวลต่อการบริโภคหมูสามารถนำไปปรุงอาหารบริโภคได้ตามปกติเพราะหมูที่ถูกสุนัขจรจัดกัดในตำบลพลกรังมีเพียงตัวเดียวเท่านั้นและซากก็ได้ฝังกลบเรียบร้อยเจ้าของไม่ได้นำมารับประทานแต่อย่างใด นายสัตวแพทย์พศวีร์ฯกล่าว

ฝนถล่มเพชรบูรณ์น้ำป่าไหลทะลักจากคลองท่วม 4 หมู่บ้านเละ ชาวบ้านเผยขณะเกิดเหตุยังหลับไม่รู้ตัว กลัวจนตัวสั่น โชคดีไม่มีคนบาดเจ็บและเสียชีวิต

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่มีฝนตกลงมาอย่างหนักเมื่อช่วงเช้ามืดของวันนี้(6 พ.ค.) ในเขตอำเภอเมืองเพชรบูรณ์ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่บนเขาของตำบลป่าเลาส่งผลให้มีน้ำป่าไหลหลากลงจากเขาและไหลเข้าหนุนลำห้วยน้ำพลำเป็นจำนวนมาก กระทั่งส่งผลให้น้ำป่าในคลองห้วยพลำเอ่อทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎรใน 4 หมู่บ้านของ ต.ป่าเลา ได้แก่ หมู่ 6, 8, 9,13 บ้านพลำจำนวนหลายร้อยหลังคาเรือน โดยเฉพาะบ้านเรือนราษฎรที่อาศัยอยู่บริเวณริมคลองห้วยพลำ น้ำป่าและโคลนตมได้ทะลักเข้าภายในบ้านพักโดยเจ้าของบ้านบางรายซึ่งยังนอนหลับไม่รู้สึกตัว ทำให้ขนย้ายทรัพย์สินหนีน้ำไม่ทันจนได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก ส่วนที่บริเวณสะพานข้ามคลองห้วยพลำหมู่ 13 มีสวะต้นไม้และกิ่งไม้จำนวนมหึมาที่ถูกน้ำป่าพัดไหลมาติดที่คอสะพานจะแน่นขนัด

ต่อมาเวลา 08.30 น.วันเดียวกัน น.ส.ปภัสสิริย์ พิมพ์มะมุก ปลัดอำเภอเมืองเพชรบูรณ์ ได้รุดไปบริเวณสะพานดังกล่าว และระดมชาวบ้านชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านจำนวนหลายสิบคน เข้าเก็บสวะต้นไม้และกิ่งไม้ที่ปิดกั้นทางน้ำในคลองห้วยพลำบริเวณสะพาน แต่เนื่องจากเศษสวะที่ไหลมากับน้ำป่ามีจำนวนมาก จึงต้องขอสนับสนุนเครื่องจักรของ อบต.ป่าเลาและกำลังเจ้าหน้าที่ทหารจาก ม.3 พัน 26 เข้ามาช่วยเหลือ เพื่อระดมเคลียร์กิ่งไม้และต้นไม้ออกจากคลองห้วยพลำ และยังช่วยชาวบ้านเก็บสิ่งของและกวาดล้างบ้านพักที่เต็มไปด้วยโคลนที่ไหลมากับน้ำป่า และล่าสุดอยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหายอย่างละเอียด

นางไพสวน เมืองนา อายุ 67 ปี ชาวบ้านพลำ กล่าวว่า หลังจากฝนตกลงมาหนักในช่วงราว 04.00 น.หลังจากนั้นไม่นานน้ำป่าจากคลองห้วยพลำ เกิดการเอ่อทะลักเข้าท่วมบ้านราว 05.00 น. โดยขณะเกิดเหตุเสียงน้ำมาดังมากทำให้ตกใจตื่นรู้สึกกลัวจนตัวสั่นไปหมด พยายามหลบอยู่แต่ในห้องพักไม่กล้าออกมาขณะเดียวกันจำเป็นต้องปล่อยให้ทรัพย์สินจมไปกับน้ำ

นายยุทธ เมืองทอง อายุ 81 ปี ชาวหมู่ 13 บ้านพลำ กล่าวว่า บ้านพักอยู่ริมคลองห้วยพลำช่วงเกิดเหตุตนกับภรรยานอนหลับได้ยินเสียงน้ำจึงตกใจตื่น เห็นน้ำสีโคลนไหลเข้าท่วมบ้านเกิดความตื่นกลัวจนทำอะไรไม่ถูก เพราะไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน ไม่กล้าออกไปเก็บสิ่งของ ต้องเอาชีวิตรอดก่อน รอจนน้ำเริ่มยุบจึงออกมาสำรวจดู โดยทรัพย์สินในบ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้าจมน้ำและเลอะเปื้อนโคลนไปรับความเสียหายเป็นจำนวนมาก

น.ส.ปภัสสิริย์ พิมพ์มะมุก ปลัดอำเภอเมืองเพชรบูรณ์ กล่าวว่า เบื้องต้นได้รับรายงานว่ามีราษรและพืชผลการเกษตรในพื้นที่ 4 หมู่บ้าน ต.ป่าเลา ได้รับผลกระทบจากน้ำป่าที่ไหลจากเขาและเอ่อทะลักจากคลองห้วยพลำในครั้งนี้ ส่วนปัญหาเร่งด่วนต้องเร่งเคลียร์สวะต้นไม้ที่ติดคาอยู่ในคลองบริเวณสะพานเพื่อเปิดทางน้ำให้ไหลสะดวก ส่วนปัญหาหลักมาจากการต้นไม้ทำลายบนเขาและมีการทำการเกษตร ทำให้ฝนตกหนักจะมีน้ำป่าไหลหลากและยังพัดพาสวะตัดไม้และกิ่งไม้ลงมาด้วย คงต้องหาแนวทางแก้ไขในระยะยาวเพราะทุกครั้งที่มีฝนตกหนัก ก็จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นต่อเนื่องตลอด เพียงแต่ครั้งนี้ค่อนข้างหนักและโชคดีไม่มีคนบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

กล้วยหอมที่ไหนก็ไม่หอมเท่ากล้วยหอมไทย อันนี้กล้าท้าพิสูจน์

“กล้วยหอม” เป็นอีกผลไม้ที่เสน่ห์เหลือล้น หอมอร่อย แค่ 7 บาท ก็ได้ 1 อิ่มละ โดยเฉพาะในบรรยากาศอึนๆ ซึมๆ ฝนตกรถติด อย่างเมื่อเย็นวันศุกร์ปลายเดือนที่ผ่านมา กระหน่ำซะติดแหง็กอยู่บนถนน ความเครียดพุ่งปรี๊ดชนเพดานจนเลิกเครียดกันไปเลย ซึ่งเจ้า “ความเครียด” นี่แหละที่ก่อโรคร้ายในร่างกายคนเรา รวมทั้นที่มาของการเป็นโรคซึมเศร้า

หมออ้อม-พญ.กอบกาญจน์ ไพบูลย์ศิลป แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมชาติบำบัด แนะนำ (เว็บไซต์ wellness.smartsme.co.th) ว่า ให้กิน “กล้วยหอม” เพราะมีสารทริปโตแฟน (Tryptophan) กรดอะมิโนชนิดหนึ่ง เมื่อทานเข้าไปร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็น “เซโรโทนิน (Serotonin)” ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทชนิดหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมการแสดงออกทางอารมณ์ ความรู้สึก การนอนหลับ อุณหภูมิร่างกาย ความดันโลหิต การหลั่งฮอร์โมน การรับรู้-ความเจ็บปวด

“หากร่างกายมีสารเซโรโทนินเพียงพอ ก็จะช่วยให้อารมณ์ดี รู้สึกผ่อนคลาย สงบ มีความคิดสร้างสรรค์ อารมณ์มั่นคง ไม่แปรปรวน ตอบสนองต่อความเครียดได้ดี” กล้วยหอมยังช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ป้องกันการเป็นโรคเกี่ยวกับสมองอื่นๆ และยังบำรุงประสาทได้ด้วย เพราะในกล้วยหอม เป็นแหล่งรวมวิตามินบีที่สูงมาก

รู้อย่างนี้แล้ว แจกกล้วยหอมได้แล้ว นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2561 (มกราคม – เมษายน) ประเทศไทยส่งออกข้าวสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของโลกมีมูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 3.31 ล้านตัน มูลค่า 1,826 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แซงหน้าอินเดียที่ส่งออกที่ 3.21 ล้านตัน เวียดนาม 1.61 ล้านตัน และปากีสถานอยู่ที่ 1.28 ล้านตัน จึงได้ปรับเป้าหมายการส่งออกข้าวปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 10 ล้านตัน มูลค่า 4,525 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากเดิมอยู่ที่ 9-9.5 ล้านตัน เนื่องจากมีข้าวค้างสต๊อกเป็นจำนวนมาก จึงมั่นใจว่าช่วง 8 เดือนที่เหลือจะสามารถส่งออกข้าวได้เพิ่มขึ้น

โดยชนิดข้าวที่ส่งออกมากที่สุดคือ ข้าวขาว 48.74% รองลงมาข้าวนึ่ง 27.70% และข้าวหอมมะลิไทย 16.19% โดยราคาส่งออกข้าวของไทยเกือบทุกชนิดในเดือนเมษายน 2561 ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ราคาข้าวหอมมะลิไทยอยู่ในระดับคงที่จากเดือนมีนาคม 2561 ที่ 1,150 เหรียญสหรัฐต่อตัน

นายอดุลย์กล่าวว่า ส่วนการส่งออกข้าวในช่วงไตรมาที่ 2 /2561 ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเนื่องจากผู้นำเข้าข้าวในหลายประเทศยังมีความต้องการนำเข้าข้าวอย่างต่อเนื่อง อย่างสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ส่งออกข้าวในรูปแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล (G to G) ให้รัฐวิสาหกิจที่ค้าขายสินค้าธัญพืชและน้ำมันพืช (COFCO) ที่มีการทำสัญญากันก่อนหน้านี้จะส่งมอบให้ 1 ล้านตัน โดยขณะนี้ไทยอยู่ระหว่างการส่งมอบข้าวงวดที่ 5 ปริมาณ 1 แสนตันและคาดว่าจะส่งมอบแล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2561ขณะเดียวกันได้มีการยื่นหนังสือกับผู้เกี่ยวข้องในการทำสัญญาส่งมอบข้าวครั้งที่สองอีก 1 ล้านตัน

นายอดุลย์กล่าวว่า ส่วนกรณีที่ฟิลิปปินส์มีหนังสือเชิญชวนให้ไทยร่วมประมูลข้าวแบบ G to G โดยหน่วยงาน National Food Authority (NFA) ปริมาณรวม 250,000 ตัน แบ่งเป็นข้าวขาว 15% ปริมาณ 50,000 ตัน และข้าวขาว 25% ปริมาณ 200,000 ตัน กำหนดส่งมอบในเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2561 นั้นทางไทยก็สนใจเข้าร่วม “แนวโน้มการส่งออกข้าวน่าจะยังดีอยู่เพราะตลาดต่างๆมีความต้องการข้าวสูง และตลาดในปีนี้น่าจะเป็นของผู้ขาย จึงทำให้มีแต่คนที่ต้องการข้าว ซึ่งนานๆทีจะอยู่ในสภาวะที่หล่อเลือกได้” นายอดุลย์ กล่าว

นายอดุลย์ กล่าวว่า ในที่ประชุมของคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ครั้งที่ 1/2561 ที่ประชุมเห็นชอบอนุมัติให้ระบายข้าวกลุ่มที่1 ที่เหลืออยู่ 4.4 หมื่นตัน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการทำข้อกำหนดผู้ว่าจ้าง (TOR) โดยจะชี้แจงในวันที่ 7 พฤษภาคมนี้ ส่วนในกลุ่ม 2 และกลุ่ม 3 ทาง นบข. ได้อนุมัติให้ระบายได้แล้วประมาณ 2 ล้านตัน โดยแบ่งเป็นกลุ่ม 2 ที่เป็นกลุ่มอาหารสัตว์ ที่สามารถเอาไปใช้ได้ในอุตสาหกรรมอาหาหารสัตว์ มีข้าวค้างอยู่ 1.5 ล้านตัน และในกลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มที่บริโภคไม่ได้อีก 5 แสนตัน คาดว่าจะสามารถระบายได้หมดภายในเดือนหน้า

เล็งโละสต๊อกข้าวเพื่ออุตสาหกรรมลอตสุดท้าย 2 ล้านตัน พาณิชย์ปลื้ม ส่งออกข้าวสดใส 4 เดือนแรกขึ้นแท่นเบอร์ 1 โลก มั่นใจทั้งปีได้ตามเป้า 10 ล้านตัน

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมเตรียมดำเนินการระบายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลที่ยังคงเหลือ 2 ล้านตัน ส่วนใหญ่เป็นข้าวสำหรับระบายเข้าสู่อุตสาหกรรม ซึ่งจะเร่งดำเนินการระบายตามแนวทางและแผนการระบายข้าวคงเหลือในสต๊อกของรัฐที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว ในปริมาณและช่วงเวลาที่เหมาะสมในปี 2561 เพื่อรักษาประโยชน์สูงสุดของรัฐ ตัดภาระค่าใช้จ่ายภาครัฐในการเก็บรักษาข้าว และจำเป็นต้องมีมาตรการกำกับดูแลติดตามไม่ให้รั่วไหลไปสู่ระบบการค้าข้าวปกติอย่างเคร่งครัด

ส่วนการระบายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลช่วงตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค. 2557-25 เม.ย. 2561 ไปแล้ว ปริมาณ 14.84 ล้านตัน จากสต๊อกทั้งหมด 17-18 ล้านตัน มูลค่า 135,120 ล้านบาท ปัจจุบันคงเหลือข้าวในสต๊อกของรัฐประมาณ2 ล้านตัน โดยส่วนใหญ่เป็นข้าวที่รอการระบายเข้าสู่อุตสาหกรรมที่มีมาตรการกำกับดูแลติดตามไม่ให้รั่วไหลไปสู่ระบบการค้าข้าวปกติอย่างเคร่งครัด กระทรวงพาณิชย์

ทั้งนี้ กรมการค้าต่างประเทศจะเร่งดำเนินการระบายข้าวคงเหลือในสต๊อกของรัฐในปริมาณและช่วงเวลาที่เหมาะสมในปี 2561 ตามแนวทางและแผนการระบายข้าวคงเหลือในสต๊อกของรัฐที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว เพื่อรักษาประโยชน์สูงสุดของรัฐ ตัดภาระค่าใช้จ่ายของภาครัฐในการเก็บรักษาข้าวต่อไป เบื้องต้นคาดว่าจะเริ่มประกาศหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการประมูลข้าวกลุ่ม 1 เพื่อการบริโภคล็อตสุดท้าย 44,000 ตันในสัปดาห์หน้า ตามด้วยข้าวกลุ่ม 2 เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่คนบริโภคได้ 1.5 ล้านตันในเดือนมิถุนายน และกลุ่ม 3 สำหรับใช้ในอุตสาหกรรมที่ไม่สามารถใช้บริโภคได้ทั้งคนและสัตว์ อีก 500,000 ตัน ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งจะคาดว่าทำให้สต๊อกข้าวสารจากโครงการรับจำนำหมดในปีนี้

นายอดุลย์ กล่าวว่า ได้ปรับเพิ่มเป้าหมายการส่งออกข้าวปี 2561 จาก 9.5 เป็น 10 ล้านตัน มูลค่า 4,525 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 158,000 ล้านบาท เนื่องจากการส่งออกข้าวช่วง 4 เดือนแรกของปี 2561 (ตั้งแต่ 1 ม.ค.-17 ม.ค. 2561 มีปริมาณ 3.31 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 1% ถือว่าเป็นการส่งออกข้าวสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของโลก มากกว่าคู่แข่งอย่างอินเดียที่ส่งออกได้ 3.21 ล้านตัน เวียดนาม 1.61 ล้านตัน และปากีสถานที่ส่งออกปริมาณ 1.28 ล้านตัน