ณ ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า)

นายทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายแพทย์พิชญา นาควัชระ รองปลัดกรุงเทพมหานคร ดร. ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ ดร. ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ

“โครงการขยายผลงานวิจัย DentiiScan เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ไทย” โดยมี ศาสตราจารย์ ดร. ไพรัช ธัชยพงษ์ ที่ปรึกษาอาวุโสสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติและผู้อำนวยการโครงการวิจัยพัฒนาเครื่องเดนตีสแกน นายแพทย์สมชาย จึงมีโชค ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ และคณะผู้บริหารทั้งสององค์กร เข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธีลงนาม

นายทวีศักดิ์ กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้สอดคล้องกับนโยบายผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คุณภาพชีวิต การดูแลประชาชน สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศ เพื่อดำเนินการพัฒนางานวิจัยทางด้านทันตกรรม โดย สวทช. ได้พัฒนาผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาอย่างต่อเนื่อง และเล็งเห็นความสำคัญของประชาชนกรุงเทพมหานคร โดยนำเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สามมิติทางทันตกรรมหรือเดนตีสแกน และผลักดันเทคโนโลยีทางทันตกรรมรากฟันเทียมแบบครบวงจรด้วยนวัตกรรมไทย มาใช้ใน

โรงพยาบาลในสังกัดสำนักการแพทย์ ซึ่งสามารถตอบสนองต่อเป้าหมายของประชาชนได้เป็นอย่างดี อาทิ ความสะดวกของประชาชนที่มาใช้บริการด้านทันตกรรมในโรงพยาบาล และในอนาคตจะมีการเชื่อมโยงข้อมูลด้านทันตกรรม ระหว่างโรงพยาบาลสังกัดสำนักการแพทย์ ช่วยให้ทันตแพทย์มองเห็นโครงสร้างช่องปากและขากรรไกรของผู้ป่วยแบบ 360 องศา ลดความผิดพลาดในการผ่าตัดในช่องปากของผู้ป่วย และเพิ่มประสิทธิภาพในการฝังรากฟันเทียม ที่สำคัญคือ เป็นนวัตกรรมที่ผลิตโดยคนไทย โดยมีคุณภาพเทียบเท่ามาตรฐานสากลผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยทางปริมาณรังสีจากสำนักรังสีและเครื่องมือแพทย์ มีปริมาณรังสีต่ำใกล้เคียงกับเครื่องที่ผลิตจากต่างประเทศ ผ่านความปลอดภัยทางระบบไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

สำหรับเครื่องเดนตีสแกน และการใช้งานแพลตฟอร์มดิจิทัลทางทันตกรรมที่จะนำไปให้บริการประชาชนในโรงพยาบาลสังกัดสำนักการแพทย์ ทั้ง 2 แห่ง จะช่วยให้พี่น้องประชาชนในกรุงเทพมหานคร ได้มีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีนวัตกรรมซึ่งเกิดจากฝีมือนักวิจัยที่เป็นคนไทย ที่ช่วยลดค่าใช้จ่าย และยังทำให้ประเทศไทยสามารถลดการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศซึ่งมีราคาสูง

ดร. ณรงค์ กล่าวว่า เครื่องเดนตีสแกนเป็นผลงานวิจัยพัฒนาของ สวทช. โดยโครงการนี้ได้เริ่มวิจัยพัฒนาอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2550 มี ศาสตราจารย์ ดร. ไพรัช ธัชยพงษ์ เป็นผู้อำนวยการโครงการในการพัฒนาเครื่องดังกล่าว เครื่องเดนตีสแกนเป็นตัวอย่างผลงานวิจัยไทยที่มีคุณสมบัติและมาตรฐานระดับสากล ซึ่งพิสูจน์ว่าใช้งานได้จริง และได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อการผลิตเชิงพาณิชย์ให้แก่บริษัทเอกชนแล้ว

ปัจจุบันเครื่องเดนตีสแกน มีจำนวนการใช้งานทั้งสิ้น มากกว่า 5,000 ครั้ง เครื่องเดนตีสแกนจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในการก้าวสู่ยุค ดิจิทัลทางทันตกรรม จากการใช้ข้อมูล 3 มิติ ซึ่งจากข้อมูล 3 มิติที่ได้ จะทำให้สามารถนำเทคโนโลยีอื่นๆ เข้ามาสนับสนุนการทำงานของทันตแพทย์ อย่างเช่น การวางแผนผ่าตัด, การใช้อุปกรณ์นำร่องสำหรับเจาะช่วยในการผ่าตัด เป็นต้น ทำให้การฝังรากฟันเทียมมีประสิทธิภาพแม่นยำ และปลอดภัย นำไปสู่การเกิดเป็น “แพลตฟอร์มดิจิทัลทางทันตกรรม”

ความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานคร และ สวทช. ในวันนี้ ดำเนินงานภายใต้โครงการ Big Rock ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในส่วนของนโยบาย “วิทย์เสริมแกร่ง” ซึ่งเป็นการตอบโจทย์การสร้างศักยภาพการแข่งขันให้กับประเทศไทย โดยมีเป้าหมายในการติดตั้งเครื่องเดนตีสแกนในโรงพยาบาลหรือสถาน พยาบาลของรัฐ จำนวน 50 แห่งทั่วประเทศ พร้อมการฝึกอบรมการใช้งาน ให้กับบุคลากรทางทันตกรรม อาทิ ทันตแพทย์และผู้ช่วยทันตแพทย์ จำนวน 500 คน ให้มีความชำนาญในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลทางทันตกรรม

การร่วมลงนามความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนนโยบายรัฐบาล ให้เกิดการขับเคลื่อนและบูรณาการความร่วมมือ ส่งเสริม ผลักดันในกลุ่มสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มเทคโนโลยีที่และอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ สร้างสังคมที่เปี่ยมสุข ประชาชนมีสุขภาพที่ดี นำสู่ความเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอย่างยั่งยืนในอนาคต

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมจัดนิทรรศการเนื่องในการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2562 ณ บ้านหลุก ตำบลนาครัว อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง

โอกาสนี้ พลเอกประยุทธ์ จันโอชา นายกรัฐมนตรีและคณะ เยี่ยมชมบู๊ธนิทรรศการของ วว. โดยมี ดร. ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว. ให้การต้อนรับ พร้อมนำเสนอผลงานของ วว. ประกอบด้วย การพัฒนาสวนส้มเกลี้ยงเพื่อเพิ่มผลิตผล และการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ของ แม่บุญพิน การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อสับปะรดโดยนำพันธุ์จาก จังหวัดเพชรบุรี มาลงแปลงที่ จังหวัดลำปาง ซึ่งให้ผลผลิตที่ดีและชุมชนสนใจอย่างยิ่ง อีกทั้งยังมีการนำผลิตภัณฑ์น้ำสับปะรด แยม และน้ำพริกจากสับปะรด ที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก วว. งานวิจัยด้านปุ๋ย บล็อกประสาน วว. และแบบบ้านบล็อกประสานประชารัฐ และโรงงานนำร่องอาหาร นอกจากนี้ ผู้ว่าการ วว. ยังได้ขึ้นแนะนำผลงาน วว. บนเวทีกลางให้แก่ชุมชน พร้อมกับลงพื้นที่หารือกับชุมชนและผู้ประกอบการ เพื่อช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับการเกิดเชื้อราในต้นไผ่สำหรับนำไปผลิตเป็นเฟอร์นิเจอร์

“ยางพารา” ถือเป็นพืชที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยปัจจุบันประเทศไทยมีเนื้อที่ปลูกยางพาราประมาณ 23 ล้านไร่ ซึ่งสามารถผลิตยางธรรมชาติได้ 4.4 ล้านตัน ต่อปี โดยผลผลิตดังกล่าวได้สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนยางที่มีอยู่ประมาณ 1.6 ล้านครัวเรือน เป็นมูลค่าประมาณ 3 แสนล้านบาท ก่อให้เกิดการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมประมาณ 200,000 คน และในแต่ละปี “ยางธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ยาง” สามารถสร้างรายได้จากการส่งออกให้กับประเทศไม่ต่ำกว่า 400,000 ล้านบาท แต่อย่างไรก็ตาม

เมื่อพิจารณาลึกลงไปในรายละเอียดจะเห็นว่า อุตสาหกรรมยางพารามีปัญหาหลายประการ ได้แก่ ยางพาราเป็นสินค้าที่ต้องพึ่งพาตลาดส่งออกเป็นหลัก โดยยางพาราที่ผลิตได้ถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์ยางจากโรงงานที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยเพียงแค่ 14% เท่านั้น ส่วนที่เหลืออีก 86% ถูกส่งออกในรูปของยางที่เป็นวัตถุดิบ และด้วยเหตุที่โครงสร้างตลาดยางพาราเป็นแบบผู้ซื้อน้อยราย

ในขณะที่มีผู้ขายจำนวนมาก ส่งผลทำให้ผู้ซื้อมีอำนาจต่อรองเหนือกว่าผู้ขาย ในขณะเดียวกัน ราคายางพาราที่ซื้อขายกันในตลาดโลกยังถูกกำหนดจากตลาดซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งกว่า 90% เป็นการเก็งกำไร ส่งผลทำให้ราคายางพารามีความผันผวนค่อนข้างมาก นอกจากนั้น ราคายางพารายังได้รับผลกระทบจากราคายางสังเคราะห์ซึ่งเป็นสินค้าที่ใช้ทดแทนยางธรรมชาติ โดยเมื่อราคาน้ำมันดิบซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นของยางสังเคราะห์ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำทำให้ราคายางสังเคราะห์ปรับตัวลดลงตามไปด้วย ผู้ผลิตจึงหันไปใช้ยางสังเคราะห์แทนยางธรรมชาติเพื่อลดต้นทุน ซึ่งในท้ายที่สุดก็ส่งผลทำให้ราคายางธรรมชาติประสบกับภาวะตกต่ำ จนทำให้เกษตรกรชาวสวนยางเดือดร้อน และออกมาเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาล

นอกจากปัญหาราคาตกต่ำแล้ว การผลิตยางพาราของไทยยังมีต้นทุนสูงกว่าประเทศคู่แข่ง ทำให้สูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน ในขณะเดียวกัน ก็ต้องยอมรับว่าประเทศไทยมีพื้นที่สวนยางส่วนหนึ่งที่อยู่ในเขตป่าสงวนฯ ทำให้ประเทศผู้ซื้อ โดยเฉพาะสหภาพยุโรปและประเทศญี่ปุ่นกำหนดมาตรการกีดกันการค้าในรูปแบบของการออกมาตรฐานด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม เช่น มาตรฐาน FSC (หรือ PEFC)

ซึ่งเป็นมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน โดยตั้งเงื่อนไขว่าจะซื้อผลิตภัณฑ์ไม้ยางพาราจากสวนยางที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน FSC เท่านั้น ซึ่งในปัจจุบันส่วนที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้จำกัดอยู่แค่ไม้ยางพารา แต่หากเมื่อใดที่มาตรการดังกล่าวขยายผลไปถึงยางแปรรูป จะทำให้อุตสาหกรรมยางพาราของไทยได้รับผลกระทบทั้งระบบ และนอกจากนั้น ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานกรีดยาง ซึ่งส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติ ก็ถือว่าเป็นปัญหาท้าทายที่จำเป็นต้องรีบแก้ไขอย่างเร่งด่วน

นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ยุทธศาสตร์ยางพาราระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) เป็นยุทธศาสตร์ที่จัดทำขึ้นมาเพื่อใช้ขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการเกษตรให้บรรลุผลตามเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งมีเป้าประสงค์เพื่อยกระดับให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง โดยยุทธศาสตร์ยางพาราระยะ 20 ปีที่จัดทำขึ้นนั้นมีเป้าหมายหลักๆ ที่ต้องการผลักดันให้บรรลุผลสำเร็จอยู่ 5 เรื่อง คือ

ลดพื้นที่ปลูกยางลงจาก 3 ล้านไร่ ให้เหลือ 18.4 ล้านไร่
เพิ่มปริมาณผลผลิตยางจาก 224 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อปี ให้เป็น 360 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อปี
เพิ่มสัดส่วนการใช้ยางภายในประเทศจากร้อยละ 6 ให้เป็นร้อยละ 35
เพิ่มมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ยางจาก 250,000 ล้านบาท ให้เป็น 800,000 ล้านบาท ต่อปี
เพิ่มรายได้ในการทำสวนยางจาก 11,984 บาท ต่อไร่ ต่อปี ให้เป็น 19,800 บาท ต่อไร่ ต่อปี

ในการแปลงยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมนั้น ยุทธศาสตร์นี้ได้วางกรอบแนวทางในการขับเคลื่อนออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะสั้น ในช่วง 1-5 ปีแรก, ระยะปานกลาง ในช่วงปีที่ 6-10 และระยะยาว ปีที่ 11-20 โดยการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ยางพาราฯ ในช่วง 1-5 ปีแรกจะมุ่งเน้นไปที่เรื่องของการบังคับใช้กฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาสวนยางที่บุกรุกพื้นที่ป่าสงวนฯ/อุทยานแห่งชาติ, การโค่นต้นยางเก่า และปลูกแทนด้วยยางพันธุ์ดี, การปรับปรุงแก้ไขมาตรการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมแปรรูปยางพารา, การผลักดันการใช้ยางในหน่วยงานของรัฐ, การส่งเสริมให้สถาบันเกษตรกรฯ ปรับเปลี่ยนจากการผลิตยางแปรรูปขั้นต้นไปเป็นการผลิตผลิตภัณฑ์ยางพารา, การจัดตั้งศูนย์จำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ยางพาราในแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ, การจัดงานแสดงสินค้าประเภทผลิตภัณฑ์ยางพารา และการจัด Road Show ในประเทศเป้าหมาย”

สำหรับปีที่ 6-10 การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ยางพาราฯ จะมุ่งเน้นไปที่เรื่องของการปรับปรุง/พัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ยางพาราให้ได้มาตรฐาน มอก., การผลักดันรวมทั้งสร้างสิ่งจูงใจให้มีการนำเอาผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ และต่อยอดในเชิงพาณิชย์, การจัดตั้งศูนย์แสดงและจำหน่ายสินค้าประเภทยางพาราในประเทศที่เป็นตลาดเป้าหมาย, การจัดทำตราสินค้าผลิตภัณฑ์ยางพารา, การออกมาตรการด้านการเงินเพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการส่งออกผลิตภัณฑ์ยางพาราเพิ่มขึ้น, การพัฒนาการซื้อขายยางพาราในรูปแบบของ

“กองทุนอีทีเอฟยางพารา” และการพัฒนา “กองทุนรักษาเสถียรภาพรายได้ของเกษตรกรชาวสวนยาง” ส่วนในปีที่ 11-20 การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ยางพาราฯ จะมุ่งเน้นไปที่เรื่องของการพัฒนาและจัดหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับใช้ทดแทนแรงงานคนในสวนยางในระยะยาว, การจัดตั้งศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จเกี่ยวกับยางและผลิตภัณฑ์ยางพารา, การวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่จากองค์ประกอบที่ไม่ใช่ยางในน้ำยาง และการจัดตั้งหน่วยงานส่งเสริมการค้ายางและผลิตภัณฑ์ยางพาราในประเทศที่เป็นตลาดเป้าหมาย

สำหรับกลไกในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ จะมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ยางพาราฯ ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ฯ ให้เป็นไปตามเป้าหมาย โดยคณะอนุกรรมการชุดนี้จะทำงานภายใต้คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทำหน้าที่เป็นประธาน และมีผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยทำหน้าที่เป็นกรรมการและเลขานุการ ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ยางพาราระยะ 20 ปี ได้ผ่านความเห็นชอบจากทั้งคณะอนุกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ยางพารา และคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการนำเสนอเพื่อขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี” นายเยี่ยม กล่าวทิ้งท้าย

“ยางพารา” ถือเป็นพืชที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยปัจจุบันประเทศไทยมีเนื้อที่ปลูกยางพาราประมาณ 23 ล้านไร่ ซึ่งสามารถผลิตยางธรรมชาติได้ 4.4 ล้านตัน ต่อปี โดยผลผลิตดังกล่าวได้สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนยางที่มีอยู่ประมาณ 1.6 ล้านครัวเรือน เป็นมูลค่าประมาณ 3 แสนล้านบาท ก่อให้เกิดการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมประมาณ 200,000 คน และในแต่ละปี “ยางธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ยาง” สามารถสร้างรายได้จากการส่งออกให้กับประเทศไม่ต่ำกว่า 400,000 ล้านบาท แต่อย่างไรก็ตาม

เมื่อพิจารณาลึกลงไปในรายละเอียดจะเห็นว่า อุตสาหกรรมยางพารามีปัญหาหลายประการ ได้แก่ ยางพาราเป็นสินค้าที่ต้องพึ่งพาตลาดส่งออกเป็นหลัก โดยยางพาราที่ผลิตได้ถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์ยางจากโรงงานที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยเพียงแค่ 14% เท่านั้น ส่วนที่เหลืออีก 86% ถูกส่งออกในรูปของยางที่เป็นวัตถุดิบ และด้วยเหตุที่โครงสร้างตลาดยางพาราเป็นแบบผู้ซื้อน้อยราย ในขณะที่มีผู้ขายจำนวนมาก ส่งผลทำให้ผู้ซื้อมีอำนาจต่อรองเหนือกว่าผู้ขาย ในขณะเดียวกัน

ราคายางพาราที่ซื้อขายกันในตลาดโลกยังถูกกำหนดจากตลาดซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งกว่า 90% เป็นการเก็งกำไร ส่งผลทำให้ราคายางพารามีความผันผวนค่อนข้างมาก นอกจากนั้น ราคายางพารายังได้รับผลกระทบจากราคายางสังเคราะห์ซึ่งเป็นสินค้าที่ใช้ทดแทนยางธรรมชาติ โดยเมื่อราคาน้ำมันดิบซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นของยางสังเคราะห์ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำทำให้ราคายางสังเคราะห์ปรับตัวลดลงตามไปด้วย ผู้ผลิตจึงหันไปใช้ยางสังเคราะห์แทนยางธรรมชาติเพื่อลดต้นทุน ซึ่งในท้ายที่สุดก็ส่งผลทำให้ราคายางธรรมชาติประสบกับภาวะตกต่ำ จนทำให้เกษตรกรชาวสวนยางเดือดร้อน และออกมาเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาล

นอกจากปัญหาราคาตกต่ำแล้ว การผลิตยางพาราของไทยยังมีต้นทุนสูงกว่าประเทศคู่แข่ง ทำให้สูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน ในขณะเดียวกัน ก็ต้องยอมรับว่าประเทศไทยมีพื้นที่สวนยางส่วนหนึ่งที่อยู่ในเขตป่าสงวนฯ ทำให้ประเทศผู้ซื้อ โดยเฉพาะสหภาพยุโรปและประเทศญี่ปุ่นกำหนดมาตรการกีดกันการค้าในรูปแบบของการออกมาตรฐานด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม เช่น มาตรฐาน FSC (หรือ PEFC)

ซึ่งเป็นมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน โดยตั้งเงื่อนไขว่าจะซื้อผลิตภัณฑ์ไม้ยางพาราจากสวนยางที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน FSC เท่านั้น ซึ่งในปัจจุบันส่วนที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้จำกัดอยู่แค่ไม้ยางพารา แต่หากเมื่อใดที่มาตรการดังกล่าวขยายผลไปถึงยางแปรรูป จะทำให้อุตสาหกรรมยางพาราของไทยได้รับผลกระทบทั้งระบบ และนอกจากนั้น ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานกรีดยาง ซึ่งส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติ ก็ถือว่าเป็นปัญหาท้าทายที่จำเป็นต้องรีบแก้ไขอย่างเร่งด่วน

นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ยุทธศาสตร์ยางพาราระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) เป็นยุทธศาสตร์ที่จัดทำขึ้นมาเพื่อใช้ขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการเกษตรให้บรรลุผลตามเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งมีเป้าประสงค์เพื่อยกระดับให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง โดยยุทธศาสตร์ยางพาราระยะ 20 ปีที่จัดทำขึ้นนั้นมีเป้าหมายหลักๆ ที่ต้องการผลักดันให้บรรลุผลสำเร็จอยู่ 5 เรื่อง คือ

ลดพื้นที่ปลูกยางลงจาก 3 ล้านไร่ ให้เหลือ 18.4 ล้านไร่
เพิ่มปริมาณผลผลิตยางจาก 224 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อปี ให้เป็น 360 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อปี
เพิ่มสัดส่วนการใช้ยางภายในประเทศจากร้อยละ 6 ให้เป็นร้อยละ 35
เพิ่มมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ยางจาก 250,000 ล้านบาท ให้เป็น 800,000 ล้านบาท ต่อปี
เพิ่มรายได้ในการทำสวนยางจาก 11,984 บาท ต่อไร่ ต่อปี ให้เป็น 19,800 บาท ต่อไร่ ต่อปี

ในการแปลงยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมนั้น ยุทธศาสตร์นี้ได้วางกรอบแนวทางในการขับเคลื่อนออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะสั้น ในช่วง 1-5 ปีแรก, ระยะปานกลาง ในช่วงปีที่ 6-10 และระยะยาว ปีที่ 11-20 โดยการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ยางพาราฯ ในช่วง 1-5 ปีแรกจะมุ่งเน้นไปที่เรื่องของการบังคับใช้กฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาสวนยางที่บุกรุกพื้นที่ป่าสงวนฯ/อุทยานแห่งชาติ, การโค่นต้นยางเก่า และปลูกแทนด้วยยางพันธุ์ดี, การปรับปรุงแก้ไขมาตรการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมแปรรูปยางพารา, การผลักดันการใช้ยางในหน่วยงานของรัฐ, การส่งเสริมให้สถาบันเกษตรกรฯ ปรับเปลี่ยนจากการผลิตยางแปรรูปขั้นต้นไปเป็นการผลิตผลิตภัณฑ์ยางพารา, การจัดตั้งศูนย์จำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ยางพาราในแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ, การจัดงานแสดงสินค้าประเภทผลิตภัณฑ์ยางพารา และการจัด Road Show ในประเทศเป้าหมาย”

สำหรับปีที่ 6-10 การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ยางพาราฯ จะมุ่งเน้นไปที่เรื่องของการปรับปรุง/พัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ยางพาราให้ได้มาตรฐาน มอก., การผลักดันรวมทั้งสร้างสิ่งจูงใจให้มีการนำเอาผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ และต่อยอดในเชิงพาณิชย์, การจัดตั้งศูนย์แสดงและจำหน่ายสินค้าประเภทยางพาราในประเทศที่เป็นตลาดเป้าหมาย, การจัดทำตราสินค้าผลิตภัณฑ์ยางพารา,

การออกมาตรการด้านการเงินเพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการส่งออกผลิตภัณฑ์ยางพาราเพิ่มขึ้น, การพัฒนาการซื้อขายยางพาราในรูปแบบของ “กองทุนอีทีเอฟยางพารา” และการพัฒนา “กองทุนรักษาเสถียรภาพรายได้ของเกษตรกรชาวสวนยาง” ส่วนในปีที่ 11-20 การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ยางพาราฯ จะมุ่งเน้นไปที่เรื่องของการพัฒนาและจัดหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับใช้ทดแทนแรงงานคนในสวนยางในระยะยาว, การจัดตั้งศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จเกี่ยวกับยางและผลิตภัณฑ์ยางพารา, การวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่จากองค์ประกอบที่ไม่ใช่ยางในน้ำยาง และการจัดตั้งหน่วยงานส่งเสริมการค้ายางและผลิตภัณฑ์ยางพาราในประเทศที่เป็นตลาดเป้าหมาย

สำหรับกลไกในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ จะมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ยางพาราฯ ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ฯ ให้เป็นไปตามเป้าหมาย โดยคณะอนุกรรมการชุดนี้จะทำงานภายใต้คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทำหน้าที่เป็นประธาน และมีผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยทำหน้าที่เป็นกรรมการและเลขานุการ ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ยางพาราระยะ 20 ปี ได้ผ่านความเห็นชอบจากทั้งคณะอนุกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ยางพารา และคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการนำเสนอเพื่อขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี” นายเยี่ยม กล่าวทิ้งท้าย

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ประกาศนโยบายบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน ครอบคลุมกิจการทั้งในและต่างประเทศ สนับสนุนการลดพลาสติกตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน

ปัญหาขยะจากบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขยะพลาสติก เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ได้รับความสนใจในระดับโลก ซีพีเอฟ จึงได้ประกาศนโยบายบรรจุภัณฑ์ฯ ซีพีเอฟ ดังกล่าว ตั้งเป้าหมายบรรจุภัณฑ์พลาสติกทั้งหมดของบริษัทจะต้องสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ (Reusable) หรือ นำมาใช้ใหม่ (Recyclable) หรือ นำไปผลิตเป็นสินค้าใหม่ได้ (Upcyclable) หรือสามารถย่อยสลายได้ (Compostable) 100% และจะยกเลิกการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ไม่จำเป็นภายในปี 2568 สำหรับกิจการในประเทศไทย ส่วนกิจการในต่างประเทศจะดำเนินการภายในปี 2573

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามนโยบาย บริษัทได้กำหนดแนวทางปฏิบัติสำคัญ 4 ข้อ คือ 1. ส่งเสริมการใช้วัสดุที่ทดแทนใหม่ได้จากแหล่งที่มีการจัดการอย่างยั่งยืน 2. สนับสนุนการนำบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วเข้าสู่กระบวนการนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle System) หรือนำบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วไปผลิตเป็นพลังงาน (Energy Recovery) ได้แก่ โครงการรับคืนบรรจุภัณฑ์จากผู้บริโภค (Take-back System) 3. เพิ่มสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลตามความเหมาะสมในกลุ่มบรรจุภัณฑ์ที่สามารถทำได้ โดยไม่กระทบกับคุณภาพ และความปลอดภัยอาหาร 4. มุ่งพัฒนารูปแบบการใช้ซ้ำแทนการใช้ครั้งเดียวสำหรับบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในกระบวนการผลิต หรือการขนส่ง ตามความเหมาะสม

นายสุขสันต์ เจียมใจสว่างฤกษ์ ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม และกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทมุ่งมั่นพัฒนาและบริหารจัดการบรรจุภัณฑ์ให้เกิดความยั่งยืน เพื่อให้ใช้ทรัพยากรในการผลิตบรรจุภัณฑ์อย่างคุ้มค่า ซึ่งคาดว่านโยบายนี้จะช่วยลดปริมาณของเสียที่กำจัดโดยการฝังกลบและเผาต่อหน่วยการผลิตลง 30% เมื่อเทียบกับปีฐาน 2558 ตามเป้าหมายความยั่งยืนปี 2563 ของบริษัท ซึ่งในปี 2560 บริษัทสามารถลดปริมาณของเสียได้แล้ว 9.08%

“ซีพีเอฟ มุ่งมั่นพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าและบรรจุภัณฑ์ด้วยวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดการใช้พลาสติก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจุดที่เป็น Hot spot ตั้งแต่ กลุ่มโรงงานผลิตอาหารสัตว์บก กลุ่มฟาร์มสัตว์น้ำ รวมถึงโรงงานผลิตอาหารของบริษัท” นายสุขสันต์ กล่าว

นอกจากนี้ นโยบาย “บรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน” ยังเป็นการสนับสนุนนโยบายของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งกำหนดให้ทุกกลุ่มธุรกิจที่ดำเนินการในประเทศไทยต้องหันมาใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ทำจากวัสดุ “นำกลับมาใช้ซ้ำ นำมาใช้ใหม่ และย่อยสลายได้” ทั้งหมด ภายในปี 2568 ขณะเดียวกัน ยังเป็นการสนับสนุนนโยบายขององค์กรด้านความยั่งยืนระดับโลกซึ่งซีพีเอฟเป็นสมาชิกอยู่ เช่น for Ocean Stewardship (SeaBOS) และ World Business Council for Sustainable Development (WBCSD) รวมถึงเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติข้อ 12 การผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน

นายสุขสันต์ กล่าวว่า ซีพีเอฟ ลดการใช้พลาสติกในกระบวนการผลิตด้วยการลงทุนและพัฒนานวัตกรรมสีเขียวมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดขยะพลาสติกในห่วงโซ่คุณค่าทุกสายธุรกิจ ทำให้ในปัจจุบันสามารถลดการใช้พลาสติกได้มากกว่า 10,000 ตัน ต่อปี เช่น ในปี 2556 โรงงานผลิตอาหารสัตว์บกของซีพีเอฟ ใช้ Bulk feed tank ทดแทนการใช้ถุงพลาสติกบรรจุอาหารสัตว์ และในปี 2560 สามารถลดการใช้พลาสติกได้ 60% ของการใช้พลาสติกในกระบวนการผลิต หรือคิดเป็นพลาสติกมากกว่า 8,000 ตัน เทียบเท่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 17,000 ตันคาร์บอน นอกจากนั้น ยังได้ขยายผลไปยังกิจการต่างประเทศ ได้แก่ เวียดนาม ลาว กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และรัสเซีย และในธุรกิจสัตว์น้ำได้นำ Q-pass tank มาใช้ที่ฟาร์มสัตว์น้ำเพื่อทดแทนการใช้ถุงพลาสติกบรรจุลูกกุ้ง ลดพลาสติกได้มากกว่า 1,600 ตัน เทียบเท่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 3,600 ตันคาร์บอน

ในส่วนโรงงานแปรรูปเนื้อไก่และอาหารแปรรูป บริษัทมีการพัฒนาการลำเลียงวัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการผลิตและการขนส่งสินค้า ด้วยเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ทันสมัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทำให้ลดปริมาณการใช้พลาสติกตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบันได้มากกว่า 3,500 ตัน นอกจากนี้ ถุงพลาสติกทั้งหมดที่บริษัทใช้ในโรงงานแปรรูปเนื้อไก่และอาหารแปรรูปจะต้องไม่ก่อให้เกิดขยะฝังกลบ ภายในปี 2568

นายสุขวัฒน์ ด่านเสริมสุข ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจอาหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) ของบริษัทกล่าวว่า ซีพีเอฟเป็นบริษัทแรกในประเทศไทยที่นำพลาสติกชีวภาพย่อยสลาย (Poly Lactic Acid หรือ PLA) ซึ่งทำจากวัตถุดิบธรรมชาติ เช่น ข้าวโพด และสามารถย่อยสลายได้เร็วกว่าพลาสติกทั่วไป มาใช้กับบรรจุภัณฑ์อาหารหมูสดและไก่สด

“บริษัทมุ่งสร้างนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์อาหารที่ตอบสนองความต้องการให้แก่ผู้บริโภคทั้งด้านการใช้งาน ด้านภาพลักษณ์ ตลอดจนถึงความปลอดภัยด้านอาหาร และการใช้ทรัพยากรให้เกิดคุณค่าที่สุดตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้” นายสุขวัฒน์ กล่าว

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว บริษัทได้ส่งเสริมบุคลากรให้มีความเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ ความคิดสร้างสรรค์เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการสร้าง Innovation & Renovation รวมถึงตั้งเป้าให้ศูนย์ Research and Development Center ซึ่งเพิ่งเปิดตัวใหม่ เป็นศูนย์กลางการวิจัยพัฒนาและออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อรวบรวมองค์ความรู้เทคโนโลยี การออกแบบเพื่อสนับสนุนการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ในทุกกลุ่มธุรกิจอาหาร และวิเคราะห์แก้ไขปัญหาด้านบรรจุภัณฑ์ให้กับบริษัทในเครือ ทั้งในและต่างประเทศ (Technical Assistance)

จังหวัดอุตรดิตถ์ ดำเนินงานโครงการสานพลังประชารัฐ เพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูการทำนา ปี 2561/62 ได้จัดกิจกรรม วันสาธิตและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังการทำนา ขึ้นในวันที่ 9 มกราคม 2562 ณ แปลงสาธิตการปลูกข้าวโพด สหกรณ์การเกษตรบ้านหม้อ จำกัด ตำบลบ้านหม้อ อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ โดย “นายกฤษฎา บุญราช” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน