ณ อยุธยา ส.ก. กล่าวว่า สาเหตุที่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้

เพราะผู้ค้ารู้จักกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เช่น ถนนราชดำเนิน มีการแบ่งกล้วยทอดให้เจ้าหน้าที่ เพื่อขอให้ขายในพื้นที่และให้ปล่อยไฟสัญญาณจราจรเอื้อต่อการเร่ขาย

ด้าน พล.ต.อ. ชินทัต มีศุข รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า จะเร่งประสานของรายละเอียดปัญหาในแต่ละพื้นที่จากสำนักเทศกิจ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เทศกิจประสานไปยังตำรวจ สน.ท้องที่ดำเนินการเข้มงวดกับการบังคับใช้กฎหมายต่อไป

กนง.มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ไม่ขยับขึ้นตามธนาคารกลางสหรัฐที่เตรียมปรับดอกเบี้ยอีกรอบเป็นพิเศษ ชี้เหตุเพื่อหนุนเศรษฐกิจไทยมีขยายตัวต่อเนื่อง แต่ยังกังวลกำลังซื้อโดยรวมยังปรับตัวช้า เพราะหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง เตือนภาคธุรกิจจับตาค่าเงินบาทเพราะผันผวนรุนแรง

นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า ที่ประชุม กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ต่อไป เพราะประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่อง จากการส่งออกสินค้าและบริการที่ปรับตัวดีขึ้น ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก

การบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในหมวดสินค้าคงทน รวมทั้งแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ ซึ่งนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายจะมีส่วนช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจและเอื้อให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายได้ในช่วงไตรมาส 2/2561

“อย่างไรก็ดีกำลังซื้อของครัวเรือนโดยรวมยังปรับตัวดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาโครงสร้างในตลาดแรงงานและหนี้ภาคครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง การลงทุนภาคเอกชนมีทิศทางดีขึ้น และมีแนวโน้มดีต่อเนื่องตามการลงทุนของภาครัฐ เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งผลกระทบจากความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจและการค้าสหรัฐและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์” นายจาตุรงค์กล่าว

เลขานุการ กนง.กล่าวอีกว่า ที่ประชุมไม่ได้มีการหารือปัจจัยในกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เตรียมปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นพิเศษ ซึ่ง กนง.มีความชัดเจนว่าการตัดสินใจปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย จะต้องดูปัจจัยหลายด้าน โดยเฉพาะปัจจัยภายในประกอบ เช่น ทิศทางการขยายตัวเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ เสถียรภาพระบบการเงิน ความสมดุลของนโยบาย ไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามเฟด เพราะนโยบายการเงินยังควรอยู่ในระดับผ่อนปรน

สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาท กนง.พิจารณาว่าที่ผ่านมามีความผันผวนสูงมาก มาจากปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก และเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินเป็นไปได้ทั้ง 2 ข้าง กนง.จึงอยากให้ภาคธุรกิจพิจารณาความผันผวน และบริหารจัดการความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนของธุรกิจตัวเอง

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา ณ ห้องออดิทอเรียม อาคารเฉลิมราชกุมารี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีการจัดงานงานแถลงข่าวเรื่อง สถานการณ์ทะเลไทย พ.ศ.2560 : ผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลของ…(ใคร)…ไทย ? เพื่อรายงานสถานการณ์ผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล พ.ศ.2560 รวมถึงสรุปประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับทะเลไทย รวมถึงข้อเสนอแนะเชิงนโยบายฉบับย่อผลประโยชน์แห่งชาติและความมั่นคงทางทะเล นอกจากนี้วันเดียวกันยังมีการทำพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาและขับเคลื่อนงานวิจัย “ผลประโยชน์แห่งชาติและความมั่นคงทางทะเล” ระหว่าง 3 หน่วยงาน คือ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เพื่อสร้างความร่วมมือการทำงานวิจัยอันนำไปสู่การแก้ไขปัญหาทางทะเลของประเทศให้ตรงจุดลและเกิดประสิทธิผลมากที่สุด

ด้านศาสตราจารย์ ดร.เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ นักวิจัยจากภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้อธิบายความหมายของคำว่า “ผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล” ไว้ว่า คือผลประโยชน์ที่คนไทยทุกคน พึงได้รับจากทะเลหรือเกี่ยวเนื่องกับทะเลทั้งภายในและภายนอกน่านน้ำไทย โดยหมายรวมถึงพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเล เกาะ พื้นดินท้องทะเล หรืออากาศเหนือท้องทะเลด้วย โดยเป็นมูลค่าที่สามารถประเมินออกมาในรูปตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงิน โดยปัจจุบัน (ปี 2561) ไทยมีพื้นที่ทางทะเลรวม 323,488.32 ตารางกิโลเมตร หรือคิดเป็น 60% ของพื้นที่ทางบก ความยาวชายฝั่งทะเลเท่ากับ 3,151.13 กิโลเมตร

ประเทศไทยมีการใช้ประโยชน์จากทะเล 4 ภาคส่วนคือ 1.การพาณิชยนาวี 2.การประมง 3.การผลิตพลังงาน และ 4.การท่องเที่ยวจังหวัดชายทะเล ข้อมูลระบุว่าปี 2559 มูลค่าการนำเข้าและส่งออกสินค้าทางทะเลอยู่ที่ 9.6 ล้านล้านบาท หรือปริมาณ 209 ล้านตัน สินค้าส่วนใหญ่คือปิโตรเลียม ด้านธุรกิจอู่ต่อ อู่ซ่อมบำรุงเรือ รายได้มีแนวโน้มลดลงเหลือ 12.2 พันล้านบาทในปี 2560 ด้านประมงในปี 2555 – 2558 ไทยมีปริมาณและมูลค่าการส่งออกอาหารทะเลค่อยๆลดลงเรื่อยๆ ด้านการท่องเที่ยว ไทยมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวทะเล 94 ล้านคน

จากจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด 265 ล้านคน มีรายได้ 1 ล้านล้านบาท จากรายได้การท่องเที่ยวทั้งหมด 21. ล้านล้านบาท สัตว์น้ำที่จับได้มีค่อยๆมีสติลดลงเรื่อยๆ และในปี 2558 มีดัชนีชี้วัดความเสื่อมคุณภาพของทะเล พบการเกยตื้นของสัตว์ทะเลหายากอย่างเต่าทะเล โลมา พะยูนและวาฬ รวม 345 ครั้ง ในส่วนของปะการังปัจจุบันประเทศไทยเหลือปะการังที่มีสภาพสมบูรณ์จัดอยู่ในระดับดีถึงดีมากเพียง 5.7 % จากจำนวนปะการังทั้งหมด ด้านคุณภาพน้ำทะเลกรมควบคุมมลพิษระบุว่ามีความเสื่อมโทรมมากที่สุดคือ อ่าวไทยรูปตัว “ก”

ด้านปัญหาขยะทะเลพบว่า ขยะชายหาดส่วนใหญ่เป็นพลาสติกจำพวกถุง หลอด ขวด ฝาจุก ภาชนะบรรจุอาหาร คิดเป็น 49% ของขยะที่พบทั้งหมด โดยผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิจัยจาก ม.เกษตรศาสตร์ ระบุว่า การเพิ่มขึ้นของประชากรคือสาเหตุหลักที่มีการใช้ประโยชน์จากทะเลมากขึ้น ควรมีการบริหารจัดการตั้งแต่ขยะบนบก ที่เชื่อมต่อการทำงานกับการบริหารจัดการขยะชายหาดและขยะในทะเล โดยมาตรการที่มีการดำเนินการไปแล้วคือการติดตั้งที่ทิ้งบุหรี่บริเวณชายหาดต่างๆ ของประเทศ แต่ถือว่าเป็นเพียงจุดเล็กๆของปัญหาขยะทะเลที่กำลังประสบอยู่

นอกจากนี้จากการเก็บข้อมูลของนายศักดิ์อนันต์ ปลาทอง นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พบว่าไทยกำลังประสบปัญหาสถานการณ์การกัดเซาะชายฝั่ง โดยความยาวของชายฝั่งที่มีการกัดเซาะกินระยะทาง 145.73 กิโลเมตร/ชั่วโมง คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ 4.63 จากความยาวชายฝั่งทั้งหมด โดยสาเหตุสำคัญของการกัดเซาะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่ง และการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะที่ไม่เหมาะสมจนก่อให้เกิดการกัดเซาะเพิ่ม

ด้านปัญหาปะการังที่มีจำนวนลดลง ผศ.ดร.ธรรมศักดิ์ ยีมิน นักวิจัยจากสมาคมวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งประเทศไทยและมหาวิทยาลัยรามคำแหง ระบุว่าปัจจุบัน ไทยมีพื้นที่แนวปะการังกินบริวเณ 153 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นมูลค่าประมาณ 36,450 ล้านบาท/ปี โดยมีมูลค่าด้านการท่องเที่ยวคิดเป็นเงิน 84,357 ล้านบาทต่อปี จึงจำเป็นต้องมีแนวทางด้านการจัดการการท่องเที่ยว แนวทางการจัดการน้ำเสีย แนวทางการจัดการเพื่อลดปริมาณตะกอนลงสู่ทะเล และแนวทางการจัดการประมงที่ส่งผลกระทบต่อแนวปะการัง เพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ทั้งนี้ศาสตราจารย์ ดร.เผดิมศักดิ์ ได้กล่าวให้ข้อมูลเสริมว่า ในปี 2561 ประเทศไทยมีสิ่งติดตั้งที่ใช้ในกิจการปิโตรเลียมในทะเลอยู่ 452 แท่น การรื้อถอนแท่นที่มีอยู่เมื่อหมดอายุการใช้งานเป็นอีกความท้าทายด้านทะเลของประเทศที่น่าจับตามอง ทั้งในประเด็นสัมปทานการรื้ออน ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นก่อนและหลังทำการรื้อถอน

กรมส่งเสริมการเกษตรตั้งเป้าเพิ่มเม็ดเงินสินค้าวิสาหกิจชุมชนทะลุ 2.55 หมื่นล้านต่อปี ดึงนวัตกรรม และเครื่องมือทางการตลาดสร้าง “Smart Products by วิสาหกิจชุมชน” เตรียมติดเครื่องในงาน “วิสาหกิจชุมชนแฟร์ 2018” 22 – 25 ก.พ.นี้

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีจำนวนวิสาหกิจชุมชนที่ขึ้นทะเบียนรวมกว่า 8.5 หมื่นแห่ง สร้างเม็ดเงินสะพัดทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 2.55 หมื่นล้านบาท นับตั้งแต่ปี 2548 ที่มีการประกาศใช้ “พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. 2548” ในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้มีการส่งเสริมและพัฒนากิจการของวิสาหกิจชุมชน ให้สามารถผลิตสินค้าบริการที่มีคุณภาพ ตรงตามความต้องการของชุมชนและตลาดทั่วไป อันจะก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ และแก้ไขปัญหาชุมชน

ส่วนของเป้าหมายการดำเนินงานของกรมฯ เร่งสนับสนุนศักยภาพของผู้ประกอบการ และสินค้า เพื่อสร้างรายได้ให้แก่วิสาหกิจชุมชนขยายตัวขึ้นไม่ต่ำกว่า 5% ต่อปี โดยขณะนี้จากผลการส่งเสริมองค์ความรู้ และนวัตกรรมการพัฒนาสินค้า และบริการ พบว่าวิสาหกิจชุมชนต้นแบบที่สามารถต่อยอดผลิตภัณฑ์ สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยเทคโนโลยีมีจำนวนรวม 462 แห่ง ซึ่งกรมฯ ยังตั้งเป้าเพิ่มวิสาหกิจชุมชนต้นแบบอีกปีละ 77 แห่ง

ด้านนางยุพา อินทราเวช ผู้เชี่ยวชาญด้านส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน เปิดเผยว่า ที่ผ่านมากรมฯ มีการส่งเสริม และพัฒนาวิสาหกิจชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านของการนำเอานวัตกรรม เทคโนโลยี รวมทั้งการคงความเป็นเอกลักษณ์สินค้าไทยด้วยภูมิปัญญาเข้ามาผสมผสาน จนเกิดเป็นสินค้าคุณภาพระดับสากล และปัจจุบันมีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนมากกว่า 200 แห่ง ที่สามารถส่งออกสินค้าไปขายยังต่างประเทศ

ขณะเดียวกัน ระหว่างวันที่ 22 – 25 กุมภาพันธ์ 2561 กรมฯ ยังเตรียมจัดงานวิสาหกิจชุมชนแฟร์ 2018 ณ เพลนารี ฮอลล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้แนวคิด “Smart Products by วิสาหกิจชุมชน” เพื่อผลักดันความเข้มแข็งของวิสาหกิจชุมชน ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศที่มีจำนวน 8.5 หมื่นแห่ง หรือราว 1.4 ล้านคน ได้ต่อยอดธุรกิจ ทั้งในด้านพัฒนาองค์ความรู้ด้านนวัตกรรม ด้านแนวทางทำการตลาด และการเจรจาธุรกิจสู่เวทีการค้าโลก

ทั้งนี้ กิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย 1) นิทรรศการแสดงความเป็นวิสาหกิจชุมชนและกระบวนการพัฒนาสินค้าและบริการของวิสาหกิจชุมชนสู่ Smart Product 2) การจัดแสดงสินค้า Smart Products by วิสาหกิจชุมชน 3) การจำหน่ายสินค้าจากวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งเป็นพื้นที่คัดสรรสินค้าวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศมาจำหน่ายกว่า 200 ร้านค้า 4) การสาธิต การเสวนาวิชาการ โดยกูรูชื่อดังด้านการตลาด อ.ธันยวัชร์ ไชยตระกูล ในหัวข้อ Smart idea ชี้ช่องธุรกิจสินค้าวิสาหกิจชุมชน

ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) วิเคราะห์บทเรียนจากสถานการณ์ราคายางย้อนหลัง 3 ปี และคาดการณ์ราคายางปี 2561 จะปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากไม่มีความผิดปกติของสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ย้ำ รัฐบาลยังคงเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวน ผลักดันราคาให้เพิ่มขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการ กยท. กล่าวว่า ในปี 2558 เป็นช่วงที่ผลผลิตยางธรรมชาติในหลายประเทศออกสู่ตลาดเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ตลาดล่วงหน้ามีการเก็งกำไรอย่างหนัก ทำให้ราคายางปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง และรุนแรง จนกระทั่งปี 2559 หลังก่อตั้ง กยท. ภายใต้คณะกรรมการและผู้บริหารชุดปัจจุบัน ได้มีการแก้ปัญหาในช่วงที่ราคาปรับลดลงต่ำสุดที่ 35.55 บาทต่อกก. จนสามารถผลักดันให้ราคายางปรับตัวขึ้นได้ตามสภาวะปกติ โดยมีราคาปิดตลาดปลายปี สูงกว่า 80 บาทต่อกก.

ปี 2560 จากเหตุการณ์น้ำท่วมพื้นที่ปลูกยางภาคใต้ที่สะสมมาจนถึงต้นปี ทำให้ปริมาณยางในตลาดลดลงมาก ยิ่งส่งผลให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้น จนไปแตะระดับราคากว่า 100 บาทต่อกก. แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ในที่สุด ราคายางก็กลับเข้าสู่วงจรตลาดขาลง ซึ่งเกิดขึ้นสลับเปลี่ยนหมุนเวียนตามฤดูกาล และตามสภาพการซื้อขายทั้งในประเทศ และตลาดซื้อขายล่วงหน้าต่างประเทศ คล้ายกับปี 2558 แต่ราคายางในประเทศไทยก็ยังไม่เคยลดลงต่ำกว่าราคาในช่วงธันวาคม 2558 ที่ปิดตลาดด้วยราคาประมาณ 36 บาทต่อ กก.

“จึงคาดการณ์ว่า ปี 2561 นี้ ราคายางซึ่งได้เริ่มปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่รัฐบาลได้ออกมาตรการช่วยเหลือชาวสวนยางหลายโครงการทั้งระยะสั้นและยาว ซึ่ง กยท. เองได้นำสู่การปฏิบัติตามนโยบาย มาโดยตลอด และในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ราคากลับมายืนอยู่ที่ 47 บาทกว่าต่อ กก. และมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นคล้ายปี 2559 หากต่อไปนี้ไม่มีสถานการณ์ของโลกที่ผิดปกติ หรือ การแทรกแซงทางการเมือง หรือการสร้างกระแสข่าวลบจากกลุ่มคนที่ละเลยประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ เพราะทั้งรัฐบาล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ กยท.เอง ได้มีนโยบาย และมาตรการทั้งในและต่างประเทศในการมาช่วยผลักดันราคายางในประเทศเพื่อประโยชน์ของพี่น้องชาวสวนยาง และเสถียรภาพราคายางอย่างต่อเนื่อง” ดร. ธีธัช กล่าวทิ้งท้าย

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวภายหลังร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ “ปั้นนักธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปไทย (SMEs เกษตร) ตามแนวประชารัฐ” ระหว่าง สภาเกษตรกรแห่งชาติ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เมื่อวันอังคารที่ 13 กุมภาพันธ์ 2561 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ว่า นับเป็นวันประวัติศาสตร์ที่สภาเกษตรกรฯได้สร้างความร่วมมือในเรื่องการพัฒนาเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการ ในอดีตไม่มีหน่วยงานไหนให้ความร่วมมือหรือว่าผลักดันในระดับนโยบาย

คราวนี้นับเป็นโอกาสดีมากที่ทางกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้เอื้อมมือเข้ามาเห็นด้วยกับปัญหาของประเทศ จึงได้เกิดความร่วมมือกัน 3 หน่วยงาน และมีแผนการทำงานอย่างชัดเจน โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้ของบประมาณมาแล้วส่วนหนึ่งเพื่อมาปรับตัวเกษตรกรเป้าหมาย 55,000 ราย ภายในปีนี้เพื่อปั้นให้เป็นผู้ประกอบการพร้อมๆกับมีเงินทุนในการปรับเปลี่ยนการผลิต แปรรูปสินค้าเกษตรของตัวเอง ซึ่งทางสภาเกษตรกรฯจะเชื่อมโยงกับทุกส่วนงาน ทั้งการแปรรูป การตลาด ความรู้ทางวิทยาศาสตร์

เพื่อนำมาปรับปรุงการผลิตของตัวเอง หากทำตามนี้ไปตลอดเชื่อมั่นว่าเกษตรกรจะสามารถพึ่งพาตนเองได้ สร้างรายได้จากอาชีพตัวเองได้เพิ่มมากขึ้น เศรษฐกิจจะไหลกลับไปสู่ฐานรากมากขึ้นด้วยอาชีพเขาเองไม่ใช่ด้วยเงินแจกฟรีจากรัฐบาล โดยการดำเนินการนั้นสภาเกษตรกรฯจะให้เครือข่ายสภาฯในตำบล อำเภอ เป็นตัวจักรเพื่อค้นหาเกษตรกรที่มีศักยภาพ มีความพร้อมเข้าสู่โปรแกรมการอบรมปรับเปลี่ยนการผลิตเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรของตัวเอง ซึ่งเป็นได้ทั้งเกษตรกรรายคนและองค์กรหรือสถาบันเกษตรกร

“ สภาเกษตรกรฯได้เตรียมความพร้อมเกษตรกรมาตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมาด้วยโครงการทำแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมตำบล เกษตรกรหลายส่วนได้เตรียมความพร้อมไว้หมดแล้ว เพียงรอแค่ภาคราชการเข้าใจแล้วนำโครงการลงไปให้ได้ปฎิบัติจริง ซึ่งหลายส่วนพึ่งตนเองด้วยการแปรรูปสร้างตลาดเพิ่มมูลค่าให้สินค้าตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว และหลายส่วนที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน ความรู้ก็รอโครงการนี้อยู่ หากเกษตรกรต้องการแปรรูปสินค้าสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรมใหม่ๆด้านการเกษตรสามารถเข้าสู่โครงการ “ปั้นนักธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปไทย (SMEs เกษตร) ตามแนวประชารัฐ” โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยจะเชิญท่านมาอบรมและทำแผนธุรกิจ เขียนโครงการ ประเมินโครงการนำสู่แหล่งเงินทุนได้” นายประพัฒน์กล่าวปิดท้าย

ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ บริษัท ส.นภา (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท โกลบอล ยูทิลิตี้ เซอร์วิส จำกัด ในเครือเอสเอ็นกรุ๊ป พร้อมด้วยพันธมิตร กรมโรงงานอุตสาหกรรม และสมาคมวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย (สวสท.) ผนึกกำลังจัดงาน “วันวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 2” ในวันที่ 9 – 10 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา ระหว่างเวลา 08.30- 16.00 น. ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการร่วมพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน และก้าวทันการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของสังคมโลก

นางเกตุวลี นภาศัพท์ ประธานกรรมการ บริษัท ส.นภา (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท โกลบอล ยูทิลิตี้ เซอร์วิส จำกัด กล่าวว่า “ส.นภา และ กัสโก้ ในเครือเอสเอ็นกรุ๊ป ผู้นำธุรกิจน้ำและสิ่งแวดล้อมแบบครบวงจรระดับประเทศ ที่มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย การบริการของ ส.นภา และ กัสโก้ครอบคลุมตั้งแต่การให้คำปรึกษา ออกแบบ ก่อสร้างและบริหารจัดการระบบผลิตน้ำประปา น้ำเพื่ออุตสาหกรรม รวมทั้งระบบน้ำรีไซเคิล และระบบบำบัดน้ำเสีย ตลอดจนบริหารจัดการระบบสาธารณูปโภคและสิ่งแวดล้อม พร้อมการออกแบบติดตั้งระบบสระว่ายน้ำและงานภูมิสถาปัตย์ด้านน้ำ รวมถึงการบริการหลังการขายอย่างครบวงจร

ซึ่งตลอดระยะเวลา 60 ปีที่ผ่านมา ส.นภา และ กัสโก้ ถือเป็นกลุ่มบริษัทที่สามารถให้บริการด้านการบริหารจัดการระบบน้ำและสิ่งแวดล้อมได้อย่างครบวงจร และมีหน่วยงานปฏิบัติการอยู่ทุกภาคของประเทศไทย ทำให้มีความคล่องตัวในการให้บริการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรอบด้าน โดยนโยบายของ ส.นภา และ กัสโก้ ในปี 2561 คือ การพัฒนาองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อตอบสนองนโยบายของประเทศในยุคไทยแลนด์ 4.0 และรองรับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zones) และ Smart Park

นางเกตุวลี กล่าวด้วยว่า “ทางส.นภา และ กัสโก้ ได้มีการปรับเปลี่ยนพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศ โดยในปีที่ผ่านมาได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยคณะวิศวกรรรมศาสตร์ และเอสเอ็นกรุ๊ป มีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อต่อยอดและเชื่อมโยงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไปสู่ภาคการปฏิบัติในด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน ภายในงาน “วันวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 2” นี้ ทาง ส.นภา และ กัสโก้ ได้นำระบบผลิตน้ำประปาเคลื่อนที่ (Mobile Plant) มาจัดแสดงภายในงาน พร้อมส่งผู้เชี่ยวชาญมาร่วมให้ความรู้ในการสัมมนาวิชาชีพ “ประสบการณ์การทำงานด้านวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม” อีกด้วย

รองศาสตราจารย์ ดร. พิสุทธิ์ เพียรมนกูล รองคณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงความร่วมมือกันระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและเอสเอ็นกรุ๊ปว่า “ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีผู้เชี่ยวชาญและบุคลากรที่มีความพร้อม และทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมอย่างรอบด้าน โดยมีความเชี่ยวชาญทั้งในด้านน้ำ อากาศ ตลอดจนการบำบัดของเสียอื่นๆ ในอุตสาหกรรม และการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ภาควิชาฯ ยังมีประสบการณ์การทำงานกับภาคเอกชนและท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งการออกไปแก้ปัญหาชุมชน การถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่สังคม ตลอดจนการพัฒนาองค์ความรู้ และการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมไทย ซึ่งผลงานของภาควิชาฯ ก็เป็นที่ประจักษ์ยอมรับในมาตรฐานระดับสากล โดยการร่วมมือกันในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ต่าง ๆ สนับสนุนการศึกษาดูงานและการแก้ไขปัญหาจากหน้างานจริงรวมถึงการวิจัยทดลองและต่อยอดองค์ความรู้ต่างๆ ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

โดยในระยะสั้น: ทางจุฬาฯ และเอสเอ็นกรุ๊ป จะมีทำกิจกรรมร่วมกันเพื่อร่วมพัฒนาวิศวกรสิ่งแวดล้อมรุ่นใหม่เพื่อรองรับการพัฒนาประเทศ รวมถึงการวิจัยและพัฒนา (R&D) เกี่ยวกับกระบวนการเมมเบรน (Membrane) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ถูกพูดถึงอย่างมากในปัจจุบัน โดยเป้าหมายจะมุ่งไปที่การนำเมมเบรนไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแพร่หลาย ดังนั้นนักวิจัยจะต้องพัฒนาเมมเบรนให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน เพื่อที่จะสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้ และในระยะยาว : เราจะได้เห็นการทำงานร่วมกันของทั้ง 2 ฝ่าย มากขึ้น

โดยทางบริษัทอาจเกิดปัญหาในกระบวนการทำงาน ซึ่งจะต้องใช้การวิจัยศึกษาเพื่อแก้ไข ทางจุฬาฯ ก็พร้อมจะสนับสนุนงานด้านการวิจัยดังกล่าวอย่างเต็มที่ หรือทางจุฬาฯ มีความต้องการที่จะจัดการฝึกอบรม ศึกษาดูงานและทำงานวิจัยต่าง ๆ ก็สามารถขอความร่วมมือไปกับทางบริษัทเพื่อขอใช้สถานที่จริงในการทำกิจกรรมได้ นำมาซึ่งประโยชน์ของทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งนี้การทำงานร่วมกันของทั้งสองฝ่ายนั้น ยังมีจุดมุ่งหมายที่จะสร้าง National branding ด้านเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยจุดมุ่งหมายดังกล่าวอาจจะต้องใช้เวลาในการพัฒนาอีกมาก แต่ถึงกระนั้นความร่วมมือของทั้ง 2 ภาคฝ่ายก็ได้เกิดขึ้นแล้ว จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเห็นนวัตกรรมจากประเทศไทยในเวทีระดับโลกอย่างแน่นอน”

กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดยุทธศาสตร์ผลักดันสินค้าเกษตรอินทรีย์ 4 ด้าน เพื่อให้สอดคล้องยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560-2564 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีวิสัยทัศน์ พันธกิจหลักที่ต้องการให้ “ไทยเป็นผู้นำในระดับภูมิภาค ด้านการผลิต การบริโภค การค้าสินค้า และการบริการเกษตรอินทรีย์ ที่มีความยั่งยืน และเป็นที่ยอมรับระดับสากล”

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุว่า ยุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์ ประกอบด้วย 1.สร้างความรู้ ตลอดห่วงโซ่สินค้า ถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับ การเพิ่มมูลค่าสินค้า คุณภาพสินค้าต้องให้เป็นที่ยอมรับในการบริโภค การซื้อขาย 2.การรับรองมาตรฐานของสินค้าเกษตรอินทรีย์ ทั้งในระดับสากลและในระดับประเทศ เช่น มาตรฐานของสหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (International Federation of Organic Agriculture Movements-IFOAM)

ระบบรับรองมาตรฐานและส่งเสริมกระบวนการตรวจรับรองแบบมีส่วนร่วม (participatory guarantee system : PGS) ซึ่งเป็นระบบ “ชุมชนรับรอง” เป็นการรับรองเกษตรกรที่เป็นสมาชิกของกลุ่มโดยองค์กรผู้ผลิตเอง และมาตรฐานอื่น ๆ ที่หน่วยงานที่เป็นที่ยอมรับในการเข้ามารับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ 3.การเชื่อมโยงตลาดในช่องทางต่าง ๆ ซึ่งเกษตรกรสามารถผลิตได้จะสามารถจำหน่ายผ่านช่องทางที่ดำเนินการให้ เช่น โมเดิร์นเทรด ฟาร์มเอาต์เลต (farm outlet) เป็นต้น และ 4.สร้างมูลค่าเพิ่มเชิงพาณิชย์ให้กับสินค้าเกษตรอินทรีย์ไทย นอกจากจะขายเป็นเพียงสินค้าผัก ผลไม้ เพิ่มมูลค่าโดยพัฒนาสินค้าให้มีรูปแบบที่หลากหลาย เช่น เครื่องสำอาง

ต้องยอมรับว่าตลาดโลกนั้นมีความต้องการสินค้าเกษตรที่ปลอดสารเคมีมากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคให้ความใส่ใจเรื่องของสุขภาพและคุณภาพของอาหารที่จะเข้าสู่ร่างกาย และมูลค่าการซื้อขายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในตลาดโลกนั้น มีมูลค่า 3 ล้านล้านบาท โดยตลาดใหญ่ที่สุด คือ ตลาดสหรัฐ มีสัดส่วน 50% รองลงมาเป็นตลาดยุโรป ซึ่งฝรั่งเศส และเยอรมนี เป็นประเทศที่มีการบริโภคมากสุดในตลาดยุโรป

ขณะที่ ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทยมีมูลค่า 2,700 ล้านบาท แบ่งเป็นการทำตลาดในประเทศ 30% มูลค่า 800 ล้านบาท โดยมูลค่าตลาดเกษตรอินทรีย์เติบโตต่อเนื่องมากว่า 3 ปี นับจากปี 2557 ซึ่งมูลค่าการซื้อขายภายในประเทศ 500 ล้านบาท ขยายตัวเฉลี่ยปีละ 20% ทุกปี ขณะที่ตลาดต่างประเทศ 70% มูลค่า 1,900 ล้านบาท ช่องทางการทำตลาดในต่างประเทศก็ยังเพิ่มขึ้นและมีโอกาสอีกมากสำหรับเกษตรกรไทยและผู้ประกอบการไทยที่ต้องการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์
โดยในอีก 5 ปีข้างหน้าหลังจากดำเนินการตามยุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์แล้ว ทั้งสองหน่วยงานวางเป้าหมายว่าจะปรับสัดส่วนการทำตลาดในประเทศเพิ่มขึ้นจาก 30% เป็น 40% และลดสัดส่วนตลาดต่างประเทศจาก 70% เหลือ 60% โดยกำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งส่งเสริมการพัฒนาสินค้าโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนขยายช่องทางในการทำตลาด เชื่อมโยงผู้ซื้อ ผู้ขาย เข้าถึงกันให้มากขึ้น