ดังนั้น เราก็ต้องพัฒนาต่อไปด้วย รวมไปถึงการพัฒนาเทคนิค

ในการสกัดสารกัญชาด้วย อย่างแคนาดาใช้การสกัดที่เรียกว่า คาร์บอนไดออกไซต์ แต่ไทยยังใช้เอทานอลในการสกัดสารอยู่ โดยสิ่งสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้สามารถปลดล็อกให้กัญชา เป็นสิ่งเสพติดประเภทที่ 2 แทน ซึ่งสามารถนำมาวิจัยพัฒนาเป็นยาได้ แต่ต้องมีข้อบ่งชี้ทางวิชาการ

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจอีกอย่าง คือ ลักษณะการใช้งานกัญชาทางการแพทย์ที่ประเทศแคนาดาที่ได้รับการยอมรับกันทั้งในแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์ทางเลือกในขณะนี้ คือ ความสามารถในการระงับอาการเจ็บปวดได้ดี ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และลดการพึ่งพายา เนื่องจากในคนไข้บางรายที่จำเป็นต้องกินยาระงับอาการปวดตลอดเวลานั้น อาจทำให้เกิดพิษที่ตับได้

การนำกัญชามาใช้ในการระงับอาการปวด จึงเป็นทางเลือกในการลดผลข้างเคียงดังกล่าวนอกจากนี้ในระดับนานาชาตินั้น กัญชายังมีงานศึกษาและวิจัยในการเอาไปใช้รักษาบำบัดใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ ซึ่งขณะนี้กลุ่มโรคที่นานาชาติให้ความสนใจในการนำสารสกัดจากกัญชามาใช้ในการบำบัดรักษา อาทิ อาการปวดเรื้อรัง มะเร็ง โรคปลอกประสาทอักเสบ หรือโรคเอ็มเอส โรคอัลไซเมอร์ โรคเบาหวาน โรคลมชัก โรคพาร์กินสัน โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ฯลฯ

ส่วนประเทศไทยเบื้องต้นสนใจในเรื่องโรคทางสมอง ทั้งโรคลมชัก พาร์กินสัน สมองเสื่อม เป็นต้น ในเรื่องนี้

นพ.นพพร ชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม บอกว่า มีความกังวลที่หากไทยไม่ทำอะไรเลย และปล่อยไปเช่นนี้เรื่อยๆ ในอนาคตเราอาจต้องนำเข้าสารสกัดกัญชาจากประเทศอื่นก็เป็นได้ ดังนั้น แม้ขณะนี้ยังติดเรื่องกฎหมาย แต่ในขณะเดียวกันเราก็จำเป็นต้องมีข้อมูลทางวิชาการมายืนยัน และทำการศึกษาวิจัยให้เป็นรูปธรรมชัดเจน

“ท่านประธานบอร์ด อภ.ได้นำเรียนท่านรัฐมนตรีว่าการ สธ.แล้ว ซึ่งแนวทางของประเทศไทยจะเริ่มต้นศึกษาทดลองเชิงยา จากการศึกษาสาร Cannabidiol (CBD) ซึ่งมีผลทางสมองและจิตใจน้อยกว่า แต่อย่างไรก็ตาม Tetrahydrocannabinol (THC) ก็จะเป็นทางเลือกในการรักษาโรคลมชัก ออทิสซึม พาร์กินสัน ซึ่งเราคิดว่าเราจะจับมือกับทางมหาวิทยาลัยกับอาจารย์แพทย์ ทำงานร่วมกันศึกษาอย่างจริงจัง แต่เราก็ต้องปรับปรุงคุณภาพสายพันธุ์กัญชาด้วย เพราะเราไม่สามารถเอากัญชาที่จับกุมได้มาทำ เพราะมาตรฐานจะแตกต่าง ซึ่งมีผลต่อคุณภาพสารสกัด ดังนั้น หาก อภ.จะร่วมทำงานกับนักวิชาการต่างๆ ก็ต้องเริ่มจากพัฒนาสายพันธุ์กัญชา ที่มีการควบคุมเพาะพันธุ์จนได้กัญชาสายพันธุ์ดีและปริมาณชัดเจน เพื่อเข้าสู่กระบวนการสกัดสารต่อไป ซึ่งการสกัดสารนั้นคนไทยมีศักยภาพทำได้อยู่แล้ว และเมื่อได้สารสกัดก็นำมาใช้ทางการแพทย์ แต่อยู่ภายใต้การควบคุมทั้งหมด” นพ. นพพร กล่าว

จากการบอกเล่าของตัวแทนบอร์ด อภ.ที่ไปเยือนแคนาดา รวมทั้งทิศทางในประเทศไทย อาจสรุปได้ว่า สารสกัดจากกัญชามีศักยภาพทางการแพทย์จริง เพียงแต่ต้องมีการพัฒนาสายพันธุ์ และใช้เทคนิคในการสกัดสารออกมาใช้ประโยชน์ รวมทั้งต้องมีการทดลองวิจัยทางการแพทย์ตามลำดับ

และถึงแม้กฎหมายยังปิดล็อกแน่นหนา แต่การวิจัยพัฒนาก็ยังจำเป็นต้องดำเนินการ ส่วนจะปลดล็อกให้เหลือลงมาที่สิ่งเสพติดประเภท 2 ได้หรือไม่นั้นก็คงต้องรอ เพราะหากได้เราก็จะสามารถวิจัยในมนุษย์ได้ แต่หากไม่ได้ก็จบ!

อีกประเด็นที่น่าสนใน คือ กลับมีอีกกลุ่มที่มองว่า หากกัญชานำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ยาก ก็อาจใช้กัญชง ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับกัญชา แต่การควบคุมน้อยกว่า ปัญหาคือ สารสกัดน้อยกว่ากัญชา และส่วนใหญ่ใช้ประโยชน์ทางด้านเส้นใย

งานนี้จึงไม่รู้ว่า สรุปแล้ว ประเทศไทยจะเดินหน้ายาวๆ หรือเดินระยะสั้นเท่านั้นรายการ “THE GUEST (เดอะเกสท์) ตีสนิทคนดัง” วาไรตี้สุดสนุกที่จะพาคุณผู้ชมไปตีสนิทกับเหล่าดาราคนดังทั่วเมืองไทย นำทีมโดย 3 พิธีกรอารมณ์ดี บ๊วย-เชษฐวุฒิ, เอมี่ กลิ่นประทุม และ บอล เชิญยิ้ม

ล่าสุดบุกกันไปถึงอาณาจักรฟาร์ม “จตุรงค์” หรือ “ครัวลุงรงค์” ของตลกรุ่นใหญ่ ‘จตุรงค์ มกจ๊ก’ เจ้าของวลีฮิตอย่าง “ม่ายอาวม่ายพูด” และ “ม่ายกินเผ็ด” ที่คุ้นหูกันดี ที่ อ.โพธาราม จ.ราชบุรีพร้อมพูดคุยวิถีชีวิตอันเรียบง่าย เรียกได้ว่าได้ทั้งสาระและฮากระจาย

โดย ‘จตุรงค์’ เปิดใจถึงฟาร์แห่งนี้ว่า “นี่คือบ้านเกิดของเราเอง ทุกคนอยู่ที่นี่หมด พ่อแม่พร้อมหน้าพร้อมตา บ้านที่เราพักอยู่ก็ออกแบบเองหมดเลย ใช้อุปกรณ์ วัสดุเหลือใช้ต่างๆ ที่ชอบที่สุดคือชั้นบนดาดฟ้าที่สามารถชมวิว 360 องศา ล้อมรอบด้วยทุ่งนาได้ ตอนแรกเลี้ยงวัวนมก่อน แล้วเจ๊ง เลยเปลี่ยนมาเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู ผสมผสานหลายๆ อย่าง สุดท้ายก็มาเป็นครัวลุงรงค์หรือจตุรงค์ฟาร์ม”

“เราเป็นคนชอบเลี้ยงไก่อยู่แล้ว ก่อนที่จะมาเป็นฟาร์มไก่ชนก็เคยเลี้ยงปลาดุกแต่ไปไม่รอด ที่ฟาร์มนี้ไม่มีอะไรเลยนะ คนมาก็บอกว่าไม่มีอะไรเลย เราก็เลยเปิดเป็นร้านอาหาร พออาหารอร่อยคนก็ว่ากันปากต่อปาก ติดใจ ตามมาจากเพจบ้าง คนก็อยากมา มารับประทานอาหารที่นี่ของเด็ดเลยคือ หมูหัน สูตรเด็ดจากเชฟป้อม มีแค่วันละ 50 ตัว เท่านั้น หมูหันเราใช้มือหมุนเพราะหมูแต่ละส่วนใช้เวลาสุกไม่เท่ากัน อยากให้ลองมาชิม แต่ถ้าพูดตามจริงแล้วที่นี่เข้ามาลึกมากนะ ไม่น่ามีใครเข้ามาเที่ยว แต่คนก็อยากมากัน”

“เราทำที่นี่ตอนแรกไม่หวังผลกำไรเลย เริ่มจากสิ่งเล็กๆ เติบโตไปเรื่อยๆ อย่าใจร้อน ทุกอย่างมันจะดีเอง หลายสิ่งที่เห็นว่าฟาร์มนี้มันแปลกๆ เราปล่อยตามธรรมชาติ ไม่ได้เสริมเติมแต่งให้มันแปลก คนเลยชอบตรงนี้ด้วย ส่วนเรื่องของการทำโครงการ “เก็บตก ต่อลมหายใจ” เพื่อซื้อเครื่องช่วยหายใจในห้องไอซียูให้คนที่เข้าห้องไอซียูมีลมหายใจก่อนอันดับแรก แล้วหมอค่อยรักษาต่อไป โครงการนี้จะวิ่งระยะทาง 300 กิโลเมตร ทุกอำเภอในราชบุรีครับ” ตลกรุ่นใหญ่กล่าว

ทีมนักวิทยาศาสตร์เยอรมนี ประสบความสำเร็จในการทดลองทำเกษตรกรรมในพื้นที่ปิด บนลานน้ำแข็งใกล้สถานีทดลองแอนตาร์กติก หวังพัฒนาขึ้นเป็นแหล่งอาหารในสถานีอวกาศนานาชาติและการสำรวจห้วงอวกาศในอนาคต

เรือนเพาะปลูกระบบปิดดังกล่าวมีขนาดประมาณตู้คอนเทนเนอร์สำหรับขนส่งสินค้า ถูกเรียกว่า “อีเดนไอเอสเอส” ถูกเคลื่อนย้ายมาติดตั้งไว้บน เอคสตรอม ไอซ์ เชลฟ์ แผ่นน้ำแข็งของทวีปแอนตาร์กติก ห่างจาก นูเมย์เออร์ สเตชัน ทรี ห้องวิจัยแอนตาร์กติกของเยอรมนีเพียง 400 เมตร เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อใช้เป็นแหล่งทดลองและเก็บข้อมูลการทำการเกษตรในระบบปิด โดยผลที่ได้นอกจากจะใช้เป็นอาหารสดสำหรับทีมวิจัยขั้วโลกใต้ที่นำโดย เบิร์นฮาร์ด กร็อปป์ แล้ว ทางศูนย์การบินอวกาศแห่งเยอรมัน (ดีแอลอาร์) ยังหวังจะใช้เป็นองค์ความรู้ในการพัฒนาหาวิธีการที่ดีที่สุดในการผลิตอาหารสดให้กับนักบินอวกาศในการสำรวจอวกาศในอนาคตอีกด้วย

พอล ซาเบล นักวิทยาศาสตร์ประจำดีแอลอาร์ ผู้ดูแลระบบ ระบุว่า ยกเว้นเรื่องแรงโน้มถ่วงแล้ว ทวีป แอนตาร์กติกมีสภาพแวดล้อมคล้ายคลึงกับในอวกาศไม่น้อย เนื่องจากภายนอกเป็นสภาพแวดล้อมที่เป็นปฏิปักษ์เช่นเดียวกัน ไม่มีดินเช่นเดียวกับในอวกาศ และไม่มีแสงแดดที่เป็นแสงธรรมชาติด้วย ระบบเพาะปลูกภายใน “อีเดนไอเอสเอส” จำเป็นต้องทำเป็นระบบปิดโดยสิ้นเชิงเช่นเดียวกัน โดยนักวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องคำนวณการให้น้ำ เช่นเดียวกับการให้แสงสีม่วงซึ่งใช้เป็นแสงแดดเทียม และระดับของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่จำเป็นต้องควบคุมอย่างใกล้ชิด

ระบบการเกษตรแบบเดียวกันนี้ จึงสามารถนำไปปรับใช้เพื่อเป็นแหล่งอาหารให้นักบินอวกาศที่ไปใช้ชีวิตอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติ (ไอเอสเอส) เป็นระยะเวลายาวนานได้ เช่นเดียวกับสามารถพัฒนาเป็นส่วนหนึ่งของการสำรวจ ไม่ว่าจะเป็นบนดวงจันทร์ หรือดาวอังคารในอนาคต

ซาเบล ระบุว่า ระบบอีเดน ไอเอสเอสนั้น มีหลายส่วนที่สามารถควบคุมจากระยะไกลได้ อย่างไรก็ตาม ซาเบลตัดสินใจเดินทางมาร่วมอยู่ในสถานีวิจัยบนแอนตาร์กติก เพื่อดูแลพืชพรรณที่ปลูกได้ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น จนถึงต้นเดือนเมษายนนี้ ซาเบลสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้หลายอย่าง มีผักกาดหอม 3.6 กิโลกรัม, หัวผักกาดหนูแรดิช 70 หัว และแตงกวา 18 ลูก ถือเป็นการเก็บเกี่ยวครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มทดลองในเดือนกุมภาพันธ์

นอกเหนือจากพืชเหล่านั้นแล้ว ภายในอีเดนไอเอสเอส ยังมี โหระพา, ผักชีฝรั่ง, กุยช่าย และผักชี ปลูกไว้เป็นการทดลองอีกด้วย นอกจากนั้นยังมีการทดลองตัดต่อมะเขือเทศเข้ากับเถาองุ่น และกำลังรออยู่ด้วยว่าต้นสตรอเบอรี่ซึ่งเป็นไม้ประเภทที่อ่อนไหวมากที่สุดเท่าที่นำมาทดลองนั้นจะเพาะขึ้นมาได้สำเร็จหรือไม่ภายในสภาพแวดล้อมของอีเดนไอเอสเอส

คาดว่าในราวปลายเดือนพฤษภาคม ระบบทั้งหมดของอีเดนไอเอสเอสจะทำงานได้ครบสมบูรณ์ ทำให้หลังจากนั้นแหล่งอาหารสดนี้จะสามารถผลิตผักสดได้ถึง 5 กิโลกรัม ต่อสัปดาห์

“ยูบีคิว” บริษัทเอกชนอิสราเอล ประสบผลสำเร็จในการทดลองเดินเครื่องโรงงานเปลี่ยนขยะให้เป็นเม็ดพลาสติกชีวภาพสำหรับนำไปใช้ในอุตสาหกรรมพลาสติก แทนที่เม็ดพลาสติกที่ได้จากกระบวนการผลิตน้ำมันดิบเพื่อช่วยลดการใช้น้ำมันและสามารถลดก๊าซเรือนกระจกจากกองขยะไปได้พร้อมกันในคราวเดียว

แอลเบิร์ต ดูเออร์ ประธานกรรมการบริหารของยูบีคิว ระบุว่า ความสำเร็จของยูบีคิวก็คือการเปลี่ยนสิ่งที่ไม่เพียงไม่มีประโยชน์ แต่ยังเป็นโทษและเป็นอันตรายต่อมนุษย์ ให้กลายเป็นสิ่งของที่มีประโยชน์ได้ในชีวิตประจำวันของคนเราอีกครั้งหนึ่ง ดูเออร์เป็นหนึ่งในผู้ลงทุนเบื้องต้นของยูบีคิวที่สามารถระดมทุน เบื้องต้นจากภาคเอกชนได้สูงถึง 30 ล้านดอลลาร์

เนื่องจากบริษัทมีกรรมการที่ปรึกษาระดับผู้เชี่ยวชาญชั้นนำ รวมทั้งนักเคมีรางวัลนโนเบลอย่าง โรเจอร์ คอร์นเบิร์ก และ โอเดด โชเซยอฟ นักชีวเคมีจากมหาวิทยาลัยฮิบรู เป็นต้น

กระบวนการผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพจากขยะนี้ เริ่มต้นจากการคัดแยกขยะ เพื่อนำเอาวัสดุที่สามารถ รีไซเคิลได้ อย่างเช่น โลหะ, แก้ว และแร่ต่างๆ ออกมาเพื่อนำไปใช้สำหรับกระบวนการรีไซเคิลนำกลับมาใช้ใหม่ ส่วนที่เหลืออย่างเช่น เปลือกกล้วย, กระดูกไก่ หรือเศษแฮมเบอร์เกอร์, เศษพลาสติกสกปรก, กล่องกระดาษ และกระดาษสกปรกที่ถูกทิ้งเป็นขยะ จะถูกนำมาตากให้แห้ง ส่งเข้าโรงบดเพื่อป่นจนเป็นผงสีเทา ซึ่งจะถูกป้อนต่อเข้าสู่ห้องปฏิกิริยา เพื่อแยกสลายโมเลกุลของผงขยะที่ได้ดังกล่าวแล้วเปลี่ยนองค์ประกอบทางเคมีเสียใหม่ให้เป็นเม็ดวัสดุที่มีคุณลักษณะเหมือนพลาสติก อันเป็นกระบวนการที่จดทะเบียนสิทธิบัตรไว้แล้วและถูกรักษาเป็นความลับอย่างเข้มงวด

ยูบีคิวระบุว่า กระบวนการทั้งหมดในการเปลี่ยนวัสดุชีวภาพให้กลายเป็นเม็ดพลาสติกนั้น เป็นกระบวนการสะอาด เพราะไม่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไม่มีของเสียหลงเหลือจากกระบวนการ และใช้พลังงานน้อย นอกจากนั้นยังไม่ใช้น้ำในกระบวนการดังกล่าวนี้เลย

ตามข้อมูลของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นอีพี) ก๊าซเรือนกระจกที่ก่อปัญหาโรคร้อนราว 5 เปอร์เซ็นต์ เป็นผลมาจากการเน่าเปื่อยของขยะชีวภาพในลานทิ้งขยะ ดังนั้น ทุกๆ 1 ตัน ของขยะที่นำมาใช้ในกระบวนการผลิตพลาสติกชีวภาพนี้ จะช่วยลดการเกิดคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศได้ราวๆ 3-5 ตัน

ที่สำคัญก็คือ เม็ดพลาสติกชีวภาพที่ได้ เมื่อนำมาผลิตเป็นพลาสติกแล้วสามารถนำไป รีไซเคิลได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งโดยไม่เสื่อมคุณภาพอีกด้วยชบนเนื้อที่ราว 1 ไร่เศษ ตั้งอยู่บนเนินควนนายเกี้ยว ริมถนนสายตรัง-ปะเหลียน ในพื้นที่หมู่ที่ 6 ตำบล ทุ่งกระบือ อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง โกอ้วน-สมศักดิ์ อักษรกาญจน์ ในวัย 50 ปี อยู่บ้านเลขที่ 200/48 หมู่ที่ 10 ตำบลโคกหล่อ อำเภอเมือง จังหวัดตรัง หลังจากตัดสินใจหันมาทำฟาร์มเลี้ยงชะมดอย่างจริงจัง เพราะตลาดราคายางพาราและปาล์มน้ำมันผันผวนและต่ำลงอย่างต่อเนื่อง จึงตัดสินใจแปลงสภาพพื้นที่เพาะพันธุ์เลี้ยงลูกกุ้งหันมาทำฟาร์มเลี้ยงชะมด สร้างแบรนด์เป็นผลิตภัณฑ์ “กาแฟขี้ชะมดตรัง” หรือ Kopi Luwak ใช้เป็นพันธุ์มูสัง หรืออีเห็นข้างลายในแถบภาคเหนือ หรือมูสังหอม แถบภาคใต้ เป็นสัตว์ป่าไม่คุ้มครอง

โกอ้วน บอกว่า เริ่มศึกษาจากยูทูบ (youtube) และเรียนมาทางด้านเกษตรคิดว่าทำไม่ยากก็เลยเลี้ยงดู ไปค้นหาข้อมูลในยูทูบและราคาตลาดกาแฟตัวนี้ พบว่ามีรสชาติที่แตกต่างและมีราคาสูงก็เลยลองศึกษา มองถึงกลุ่มลูกค้าที่ต้องการรสชาติที่แตกต่าง ซึ่งตนมองว่ามีรสชาติที่แตกต่างอาจจะถูกใจ ตอบโจทย์ลูกค้าคอกาแฟ กระทั่งวันนี้วางจำหน่ายเป็นของฝาก ตอนนี้ก็เป็นร้านตัวแทนใน จ.ตรัง ที่ร้านโรงกาแฟ “มาเจอนี่@ตรัง” และต้องดูควบคู่ไปกับเศรษฐกิจ ตั้งแต่เริ่มต้นเลี้ยงก็ต้องคัดเลือกพันธุ์ชะมด และนำมาผสมพันธุ์จนได้ขนาด ที่พอจะกินเมล็ดกาแฟสด (ลูกแดงๆ หรือเรียกว่าลูกเชอร์รี่)

โดยป้อนให้ชะมดกินเมล็ดกาแฟสดทั้งพันธุ์อาราบิก้าและโรบัสต้า สลับกับกล้วยสุก นม ผลไม้ที่มีกากใยและอื่นๆ เพื่อนำขี้ชะมดที่ได้มาสกัดเป็นกาแฟขี้ชะมดเมืองตรัง ซื้อจากชาวสวนคัดคุณภาพที่ปลอดสารเคมีแล้วนำมาให้ชะมดกิน เมื่อชะมดกินผลกาแฟสุกเข้าไปแล้ว กรดและเอนไซม์ในกระเพาะของชะมดจะทำปฏิกิริยาเคมีกับผลกาแฟลักษณะคล้ายกับการหมัก โดยกระเพาะจะย่อยเฉพาะเปลือกและเนื้อของเมล็ดกาแฟ เหลือแต่กะลากาแฟ (เปลือกเมล็ดกาแฟ) ที่ย่อยไม่ได้ แล้วก็ขับถ่ายออกมา จากนั้นจะไปเก็บขี้ชะมด แล้วแยกเอาเฉพาะเมล็ดกาแฟเก็บไว้ประมาณ 1 ปี แล้วนำไปทำความสะอาดแล้วตากให้แห้ง สุดท้ายก็นำมาคั่วจนได้เป็นเมล็ดกาแฟคั่วที่สมบูรณ์สามารถนำมาบดและชงดื่มได้ ขายกิโลกรัมละ 20,000 บาท

โกอ้วน ระบุว่า จากเมล็ดกาแฟสด 100 กิโลกรัม ที่ชะมดกินเข้าไป จะได้กาแฟคั่วไม่เกิน 5 กิโลกรัม ในแต่ละปีสามารถผลิตกาแฟขี้ชะมดได้ประมาณ 500 กิโลกรัม ขายกิโลกรัมละ 20,000 บาท สร้างรายได้นับสิบล้านบาท แนะเกษตรกรหันมาปลูกต้นกาแฟแทนการทำสวนยางพาราและสวนปาล์มน้ำมัน ซึ่งตนมองว่าจะขายได้ทุกวันและได้ราคาดีกว่า เกษตรกรควรต้องปรับตัวในยุค “ไทยแลนด์ 4.0”

ไปคุยกับ “โกแต๋ว-สักขฉัฐ เชี่ยวภู่” เจ้าของร้านโรงกาแฟ “มาเจอนี่@ตรัง” ในฐานะผู้แทนจำหน่าย บอกว่า สำหรับคอกาแฟ การดื่มกาแฟขี้ชะมดถือว่าได้ลิ้มรสชาติกาแฟที่ถือว่าสุดยอดแล้ว รสชาติของกาแฟขี้ชะมดหอม กลมกล่อม ละมุนละไมและนุ่มลิ้นมาก หอมติดลำคอ

สร้างความกระปรี้กระเปร่าและชุ่มคอตลอดทั้งวัน ทำให้คอกาแฟนิยมดื่มกาแฟขี้ชะมด แม้จะมีราคาสูงกว่ากาแฟปกติทั่วไปก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญกาแฟบางรายระบุว่ากาแฟที่เก็บจากมูลชะมดทำได้ยากกว่าเก็บจากต้น จึงทำให้กาแฟชนิดนี้มีราคาสูง จากเมล็ดกาแฟมาคั่วบดเราก็จะมาเสิร์ฟด้วยแก้วไวน์ เพราะเราจะได้ลิ้มรสชาติทั้งการชิมและจมูกจะได้รับกลิ่นความหอมความละมุนของกาแฟขี้ชะมดด้วย

โกแต๋ว ตบท้ายว่า ใน 1 เสิร์ฟ จะเสิร์ฟ 250 ซีซี ตอนนี้ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี เริ่มแรกจัดให้ลูกค้าชิม หลังจากนั้นก็มีการแนะนำเพื่อนๆ มาเปรียบเทียบกับจังหวัดอื่นๆ รสชาติก็สู้ที่อื่นได้ ส่วนราคาที่เราจะถูกกว่า เพราะเราต้องการให้คนตรังหรือคนที่มาเที่ยวเมืองตรังได้ลิ้มรสกาแฟขี้ชะมด แวะซื้อติดมือเป็นของฝากได้ด้วย

ใส่อาหารช่วยเพิ่มรสชาติ แต่ผิดกม. ย้ำกระท่อมอีกทางรักษาโรค

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และนักวิชาการที่เกี่ยวข้องต่างๆ รวมทั้งทีมวิจัยมหาวิทยาลัยรังสิต เดินหน้าวิจัยพัฒนาสารสกัดจากกัญชา เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ทั้งโรคทางสมอง โรคลมชัก พาร์กินสัน โรคสมองเสื่อม โดย นพ. ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่ากระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ตั้งคณะทำงานวิชาการขึ้นมารวบรวมข้อมูลและศึกษาความเป็นไปได้ในการนำมาใช้เป็นยานั้น ล่าสุดในสังคมออนไลน์มีการตั้งคำถามว่า ปัญหาอาจมีประโยชน์หรือไม่ เพราะมีการนำไปผสมในอาหาร หรือในขนม อย่างที่เคยมีการจับกุมคือ กัญชาบราวนี่นั้น

เมื่อวันที่ 16 เมษายน ภญ. ผกากรอง ขวัญข้าว เภสัชกรชำนาญการ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า สูตรตำรับสมัยโบราณมีการนำกัญชาไปประกอบอาหาร เพียงแต่ใส่ในปริมาณเล็กน้อย ใช้ใบ 1-2 ใบ เท่านั้น ซึ่งคนโบราณเชื่อว่าจะช่วยเจริญอาหาร หรือทำให้อาหารรสชาติดีขึ้น ส่วนจะช่วยเรื่องการรักษาโรค หรือส่งผลดีต่อสุขภาพอย่างไรนั้น ยังไม่มีการนำมาศึกษาวิจัยอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากกัญชา จัดเป็นพืชเสพติดประเภทที่ 5 ซึ่งถูกควบคุมทั้งหมด แม้จะให้ทดลองวิจัยได้แต่เป็นเพียงห้องปฏิบัติการ ไม่สามารถวิจัยในมนุษย์ ดังนั้น แม้วิจัยออกมาได้ก็ไม่สามารถเดินหน้าต่อยอดใช้จริง

“คนสมัยก่อนที่นำมาประกอบอาหารนั้น และไม่มีการติดยา ก็เพราะว่าเขาใช้ในปริมาณน้อยๆ ไม่ได้ใช้หนักแบบคนที่ติดในปัจจุบัน ซึ่งทุกวันนี้สังคมเปลี่ยนแปลง จึงจำเป็นต้องมีการควบคุม ซึ่งเห็นด้วยต้องมีการควบคุมกัญชา แต่ก็น่าจะเปิดให้มีการวิจัยพัฒนา อย่างไรก็ตาม นอกจากกัญชา ใบกระท่อมก็เป็นอีกชนิดที่น่าสนใจในการพัฒนาเป็นยา เพราะภูมิปัญญาของคนสมัยก่อน จัดกระท่อมเป็นพืชที่ช่วยอาการท้องเสียได้ แต่ปัจจุบันมีการวิจัยพัฒนาและศึกษา พบว่าช่วยลดอาการปวดได้ รวมทั้งช่วยเรื่องโรคทางจิตเวช อย่างคนที่เครียดๆ จะกินยานอนหลับ ก็น่าจะใช้กระท่อมช่วยแทนยา ซึ่งถือเป็นตำราโบราณที่ใช้กันมา แต่ไทยก็ยังติดเรื่องกฎหมายอยู่” ภญ. ผกากรอง กล่าว

ผ่านพ้นกันไปแล้วสำหรับ “เทศกาลสงกรานต์” แห่งความสนุก ที่หลายๆ คนต่างใช้วันหยุดเพื่อเติมเต็มทั้งกำลังใจ และเสริมสร้างความสัมพันธ์ภายในครอบครัว และกลุ่มเพื่อนๆ

แต่กระนั้นหลังสงกรานต์ผ่านไป ความกังวลใจก็ตามมา เพราะสภาพผิวต้องเจอทั้งน้ำ แป้ง และแสงแดด รวมถึงมลภาวะที่อยู่ในอากาศ เสมือนผ่านการใช้งานมาอย่างหนัก จำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟู และดูแลผิวเป็นการเร่งด่วน แพทย์หญิงปิยะมาศ สิงห์วาหะนนท์ แพทย์ประจำศูนย์ความงาม รพ.พญาไท 2 เผยเคล็ดลับการดูแลผิวหลังเล่นน้ำสงกรานต์ ดังนี้

ปลอบประโลมผิวด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารให้ความชุ่มชื้น ปราศจากสารสเตียรอยด์ โดยสามารถเลือกใช้ได้ทั้งในรูปแบบครีม หรือโลชั่นตามความชื่นชอบ เพราะหลังจากผ่านแดดผ่านลมมาอย่างหนัก อาจทำให้เกิดผิวแห้งตึง

หรืออาจจะใช้ไอเท็มเด็ด “ว่านหางจระเข้” ยอดสมุนไพรที่ให้ผลดีด้านการเพิ่มความชุ่มชื้น โดยสามารถใช้ได้ตั้งแต่ช่วงกรำแดดขณะเล่นน้ำ ไปจนถึงช่วงที่หยุดเล่นแล้ว เพื่อให้ผิวได้รับการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ควร “หลีกเลี่ยงการใช้สบู่” หรือสารชำระล้างที่แรงเกินไป เพราะจะไปกระตุ้นให้ผิวอยู่ในภาวะขาดสมดุล เพราะมีการระเหยของน้ำออกไปอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึง “หลีกเลี่ยงการสครับขัดผิว” เพื่อขจัดความหมองคล้ำให้ดูขาวใสขึ้น เพราะนั่นอาจเป็นการกระตุ้นให้ผิวเกิดอาการอักเสบ และระคายเคืองได้

สำหรับผิวส่วนที่หมองคล้ำ ให้ใช้ครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของสารช่วยผลัดเซลล์ผิวแทน ควรรออย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ ให้ผิวมีการปรับสภาพ เซลล์ผิวลดบวมแล้วจึงค่อยเริ่มใช้

นอกจากนี้ เพื่อสุขภาพที่ดี ให้หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีแดดจัดเป็นเวลานาน เพราะจะเป็นการซ้ำเติมผิว ให้เกิดการอักเสบมากยิ่งขึ้น ตลอดจนควรดื่มน้ำอย่างน้อย 1 ลิตรต่อวัน และทานผักผลไม้เพื่อฟื้นฟูผิว เช่น มะเขือเทศ ซึ่งมีสารไลโคปีน ช่วยบำรุงให้ผิวสดใสชุ่มชื้น ทั้งยังมีวิตามินซี และอี ที่เป็น แอนตี้- ออกซิแดนท์ ช่วยฟื้นบำรุงผิว เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม หากอาการผิวแห้งตึงยังไม่ดีและยังมีอาการแสบคันผิว ไม่ควรแกะหรือเกา ให้รีบมาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย และรับการรักษาที่ถูกต้องต่อไป หากเข้าไปในร้านลาบแถบอีสานใต้ จะพบตะกร้าผักแกล้มที่มีพืชใบรี กลิ่นหอมเปรี้ยวอ่อนๆ คล้ายยอดมะม่วงแซมอยู่ รสชาติของผักชนิดนี้ฝากเปรี้ยว ซ่าที่ปลายลิ้นเล็กน้อย ตัดกับรสของเนื้อลาบที่เผ็ด เค็ม ได้เหมาะพอดีจนได้รับความนิยมอย่างยิ่ง แต่พืชชนิดนี้ไม่ได้เป็นของไทยแต่แรก และเพิ่งเข้ามาในร้านลาบไม่นานนี้โดยเหล่าแรงงานไทยตะวันออกกลาง จึงเรียกกันว่า “มะตูมซาอุ” “มะตูมแขก” หรือ “สะเดาบาห์เรน”

มะตูซาอุ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Schinus Terebinthifolius ชื่อภาษาอังกฤษว่า Brazilian Pepper Tree มีถิ่นกำเนิดอยู่ในอเมริกาใต้ แถบบราซิล อาร์เจนตินา ปารากวัย เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีลักษณะใบคล้ายมะตูม แต่มีดอกคล้ายสะเดา จึงได้ชื่อเรียกในภาษาไทยเช่นนี้ แต่ความจริงแล้วเป็นพืชในวงศ์ใกล้เคียงกับมะม่วง ที่ประเทศต้นกำเนิดอย่างบราซิล ใช้เป็นเครื่องเทศ ส่วนตะวันออกกลางปลูกต้นมะตูม ซาอุนี้ใช้เป็นไม้ประดับตกแต่ง เนื่องจากปลูกง่ายและทนต่อสภาพอากาศ แต่แรงงานอีสานที่ไปทำงานในประเทศนั้นเห็นว่ามีลักษณะและกลิ่นน่าจะกินได้ จึงทดลองนำมารับประทานเป็นผักแกล้มน้ำพริก ลาบ และพบว่าเข้ากันได้ดี จึงลักลอบนำเมล็ดกลับมาปลูกด้วยเมื่อถึงเวลากลับบ้าน ซึ่งเหตุที่ว่ามะตูมซาอุนี้มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้ที่สภาพภูมิอากาศใกล้เคียงกันจึงเติบโตได้ดีในประเทศไทยยิ่งไปกว่าอากาศแล้งร้อนแบบอาหรับ

มะตูมซาอุถูกนำมาเป็นผักแกล้มลาบในประเทศไทยครั้งแรก ไม่สามารถสืบได้ว่าเป็นปีใด แต่น่าเชื่อว่าจะเริ่มที่จังหวัดร้อยเอ็ด เนื่องจากสามารถพบได้ในร้านลาบและอาหารอีสานในจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นของสามัญประจำตะกร้าผักมากกว่าในจังหวัดอื่น ก่อนจะแพร่ขยายความนิยมไปทั่วทั้งภาคอีสาน และเข้ามาถึงร้านลาบในกรุงเทพมหานคร ผ่านร้านอาหารอีสานตามริมทางยามค่ำคืนที่ส่วนมากลูกค้าเป็นคนขับรถแท็กซี่ที่มาจากร้อยเอ็ด

โดยเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ที่มีตลาดขายส่ง ขายปลีก รับซื้อ-ขาย ไม่ต่างจากผักชนิดอื่น โดยราคาขายที่ตลาดคลองเตย พื้นที่ตลาดลาวซึ่งเป็นแหล่งรวมสินค้าวัถถุดิบอาหารอีสานขายให้แก่ร้านอาหารหรือรถเข็นแผงลอยอีสาน ขายอยู่กำละ 10-15 บาท แล้วแต่ฤดูกาล ส่วนต้นพันธุ์ขายตามตลาดต้นไม้ในราคา ต้นละ 80-100 หาได้ไม่ยาก

แม้จะเป็นเอเลียนสปีชีส์ในทางหนึ่ง แต่มะตูมซาอุหรือสะเดาบาห์เรน ก็เหมาะกับประเทศเขตร้อนเช่นเดียวกับอเมริกาใต้ที่เป็นถิ่นกำเนิด ไม่แตกต่างจากพืชพื้นถิ่นอเมริกาใต้ ไม่ว่าจะเป็น จามจุรี (Rain tree) หางนกยูง (Peacock’s crest, Flame tree) ชมพูพันธุ์ทิพย์ (Tabebuia) หรือศรีตรัง (Jaqaranda) ที่ถูกนำเข้าจากต่างประเทศในยุครัชกาลที่ 5-6 มาปลูกจนนึกกันไปเองว่าเป็นพืชท้องถิ่นของไทยที่พบได้ทั่วไป ตั้งแต่ในกรุงจนถึงหัวไร่ปลายนาต่างจังหวัด แต่ในกรณีของมะตูมซาอุนั้น เป็นการนำมาปลูกเพื่อตอบสนองการบริโภคของชนชั้นแรงงาน ไม่ใช่การนำเข้ามาปลูกประดับสวยงามตามรสนิยมของชนชั้นสูงในสังคม