ดันยอดขายปีหน้าโต 6% ปีหน้าจะลงทุน 400-500 ล้านบาท

เพิ่มกำลังการผลิตชิ้นส่วนยางนอกและยางในให้เต็ม 100% เพราะความต้องการสูง โดยเฉพาะตลาดส่งออกยอดขายเป็น 1 ใน 3 จากยอดขายรวมที่โตเฉลี่ยปีละ 5-6% ปีนี้คาดว่าจะโตก้าวกระโดดเป็น 6,000 ล้านบาท จากปีที่แล้ว 5,500 ล้านบาท ไตรมาส 3 ที่ผ่านมามียอดขายแล้ว 3,900 ล้านบาท ขณะที่ส่วนแบ่งตลาด ปัจจุบันเรามีส่วนแบ่งอยู่ที่ 30% ติด 1 ใน 5

ร.ฟ.ท.-ก.ท่องเที่ยวฯ ชี้ต้นทุนแพง

นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม และรักษาการผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กล่าวว่า รถไฟนำยางพารามาใช้กับการก่อสร้างเฉพาะส่วนงาน เช่น บริเวณจุดตัด ทางโค้ง เนื่องจากต้นทุนสูงและไม่สามารถนำมาใช้ก่อสร้างโดยตรงได้เหมือนงานถนน

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ที่ผ่านมาให้หน่วยงานในสังกัดนำยางพารามาผสมกับการก่อสร้างลู่วิ่งในสนามกีฬาบ้างแล้ว แต่มีต้นทุนสูงถึง 30% ทำให้การนำมาใช้งานจึงมีปริมาณไม่มากนัก แต่ในปี 2561 จะให้เพิ่มปริมาณการใช้งานมากขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับงบประมาณที่ได้รับจัดสรรด้วย

ทุนนิยมในยุคนี้จำเป็นต้องมี “หัวใจ” ถ้าหากต้องการที่จะอยู่อย่างสง่าผ่าเผย ยาวนาน และยั่งยืน

แต่การมี “หัวใจ” นั้น คงไม่ได้หมายเพียงแค่การทำ ซีเอสอาร์ หรือการบริจาคข้าวของ เงินทอง เพราะหากจะทำอะไรให้ยั่งยืน สิ่งที่ทำนั้นจะต้องยึดหลักตามสุภาษิตที่ได้ยกมาข้างบน คือไม่ได้ให้เปล่าในแบบที่ผู้รับจะต้องรอเป็นผู้รับอยู่ตลอดไป เพราะ”ปลา” หนึ่งตัวอาจจะช่วยประทังหิวไปได้เพียงแค่ชั่วครั้งชั่วคราว

แต่หากเป็นการให้ความรู้ หรือสอน “วิธีการตกปลา” ผู้รับก็จะไม่ต้องมาแบมือรอขอปลา แต่สามารถลุกออกไปจับปลาด้วยตัวเอง และจะไม่มีวันหิวอีกต่อไป

หนึ่งในนักธุรกิจไทยที่มองภาพนี้ออกได้อย่างเฉียบขาดและแหลมคมคือ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ เจ้าของทฤษฎี “สามประโยชน์”

ธนินท์กล่าวว่า “สามประโยชน์” ในความหมายของเขาคือ การทำกิจการได้ก็ตาม จะต้องเกิดประโยชน์ต่อทั้งสามฝ่าย ได้แก่ ประเทศ และประชาชนของประเทศนั้นๆก่อน แล้วประโยชน์ของบริษัทจึงตามมาทีหลัง

โครงการเลี้ยงไก่ไข่ 3 ล้านตัวที่ เมืองผิงกู่ สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นหนึ่งในตัวอย่างของ โครงการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ยึดอยู่บนหลักสามประโยชน์ โดยซีพีเป็นผู้นำเอาโนว์ฮาวการบริหาร จัดการ และเทคโนโลยีเข้าไปให้ พร้อมกับการเข้าไปรับความเสี่ยงแทนเกษตรกร ผู้ที่จะได้มีงานทำ รับรายได้ประจำสม่ำเสมอ รวมทั้งเงินปันผลจากกิจการนี้ ซึ่งซีพีเป็นผู้จ่ายค่าเช่าที่ดินให้ทั้งหมดตกเป็นเงินประมาณปีละ 375 ล้านบาทให้แก่เกษตร ซึ่งยังสามารถทำมาหารายได้จากการงานอื่นๆตามความถนัดของแต่ละบุคคล

จากงบโครงการลงทุนทั้งหมด 750 ล้านหยวน (ประมาณ 3,750 ล้านบาท) ที่เอาไปใช้ในการสร้างโรงเรือนเลี้ยงไก่ โรงงานอาหารสัตว์ โรงแปรรูปไข่ และโรงงานผลิตปุ๋ยจากขี้ไก่ ซึ่งยังถูกนำเอาไปใช้ในสวนผลไม้ที่อยู่ใกล้ๆ นอกจากนี้ไก่ที่มีอายุมากและไม่สามารถออกไข่ได้อีก จะถูกนำมาแปรรูปเป็นอาหาร และส่งชิ้นส่วนที่เหลือไปเป็นอาหารจระเข้ ซึ่งฟาร์มจระเข้นี้สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับโครงการอีกด้วย

เรียกว่าครบวงจรและยั่งยืนตั้งแต่วงจรการผลิต เพราะใช้ประโยชน์จากทุกสิ่งอย่างหมดจด ไม่ให้มีเหลือทิ้งให้เป็นความสิ้นเปลืองหรือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชนโดยผลผลิตหลักคือไข่ไก่จำนวน 2.4 ล้านฟองต่อวัน ซึ่งซีพีเป็นผู้รับผิดชอบขายให้ทั้งหมด

จุดที่น่าสนใจคือโมเดลการลงทุนที่ยึดหลักของการพัฒนาอย่างยั่งยืนของโครงการนี้ ที่ธนาคารเป็นผู้ให้กู้ 70% ของงบประมาณการลงทุนทั้งหมด และในส่วนที่เหลือ 30% ที่เป็นส่วนทุนที่ทางซีพีและรัฐบาลจีนเข้ามาช่วยรับภาระฝ่ายละเท่าๆกัน โดยเกษตรกรจะนำค่าเช่าที่ได้รับมาจ่ายคืนเงินต้นให้กับธนาคาร และรัฐบาลจ่ายค่าดอกเบี้ยให้แทนเกษตร ซึ่งเงินในส่วนนี้รัฐไม่ต้องไปหามาเพิ่มจากที่ไหน เพราะที่ผ่านมารัฐบาลจีนจะต้องจ่ายเงินช่วยเหลือให้กับครอบครัวยากจนครอบครัวละ 200 หยวนต่อเดือนอยู่แล้ว ซึ่งด้วยโครงการนี้แทนที่ภาครัฐจะเอาเงินไปให้เปล่าๆ ก็เอามาใส่ลงในโครงการนี้แทน ซึ่งคาดว่าภายใน 10 ปี เกษตรกรในเขตผิงกู่ก็จะสามารถจ่ายคืนเงินต้นได้ทั้งหมด และเข้ามาเป็นเจ้าของทรัพย์สินทั้งหมด ในขณะเดียวกันก็ได้เรียนรู้วิธีการทำธุรกิจจากซีพีและสานต่อกิจการนี้ต่อไปได้

จากผลสำเร็จของโครงการนี้ทำให้หลายๆมณฑลในจีนแสดงความสนใจอยากให้ซีพีเข้าไปโครงการในรูปแบบเดียวกับเขตผิงกู่ ในขณะที่รัฐบาลจีนก็แฮปปี้ที่ชาวผิงกู่สามารถมีรายได้และยืนอยู่บนลำแข้งของตัวเองได้ โดยไม่ต้องมาพึ่งพาเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่า แต่ไม่เกิดความยั่งยืนจากภาครัฐอีกต่อไป

“สามประโยชน์” ของนายธนินท์ จึงได้ความยั่งยืน และ “ได้ใจ” จากทุกๆฝ่าย อย่างนี้เอง เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวประจำ จ.ปราจีนบุรี รายงานว่าจากการสำรวจนานาทรรศนะของเกษตรกรพบว่าเกษตรกรชาวไร่มันสำปะหลังมีเฮ ปีนี้ราคาหัวมันสดราคาสูง เกษตรกรต่างเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิต-เร่งปลูกรอบใหม่อีก หวั่นราคาตก แต่ละพื้นที่เร่งไถมันยกใหญ่ ปีนี้พอยิ้มได้ โดยลงพื้นที่ตรวจสอบลานมัน ป.รุ่งเรือง พบเกษตรกรชาวไร่มันนำหัวมันสำปะหลังสดมาขายและปลูกใหม่

นายเรืองฤทธิ คมคายอายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่97/1หมู่ 3 ต.เขาไม้แก้ว อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี กล่าวว่า ปีนี้ราคามันราคาค่อนข้างสูง ไม่เหมือน2-3 ปีที่ผ่านมา ราคาไม่ถึงบาท ปีนี้ราคามันสำปะหลังสูงขึ้นเล็กน้อย ก.ก.ละ 2 บาทกว่า ส่งผลให้เกษตรกรพอลืมตาอ้าปากได้ ตนปลูกมัน 200 กว่าไร่ ตอนนี้เร่งไถเก็บผลผลิตแล้ว 40 ไร่ เพื่อแข่งขันกับคนอื่น และจังหวัดอื่นๆ เช่นเดียวกันและจะต้องเร่งรีบปลูกมันสำปะ ต่ออีกรอบในฤดูกาลหน้าบ้างแล้ว

เกษตรกรชาวสวนปาล์ม ในพื้นที่พบว่าราคาตกต่ำสุดๆ พอๆ กับสวนยางพารา พบนายสถิตย์ นาจำปา อายุ 50 ปี เลขที่ 166 หมู่ 16 ต.วังท่าช้าง อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี กล่าวว่า ปีนี้ราคาปาล์มตกต่ำเหลือแค่กิโลกรัมละ 3.50 บาท และมีแนวโน้มว่าราคาจะล่วงลงอีกเกษตรกรหลายคนพากันหยุดเก็บขายแล้วบางคนขายเพื่อไม่ให้ผลผลิตเสียหายแม้จะได้บ้างนิดหน่อยก็ยังดีที่ผ่านมาขายปาล์มได้คนละไม่ถึงหมื่นบาทต่อครั้งสำหรับเกษตรกรที่มีสวนปาล์ม 10-20 ไร่ เกษตรกรส่วนใหญ่บอกไม่อยากเอ่ยถึงรัฐบาลว่ามีความต้องการอะไร เพราะไม่สามารถช่วยอะไรได้ คิดว่าราคาพืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ำ มีปัจจัยหลายอย่างจะไปโทษรัฐบาลก็ไม่ได้ ทุกคนต่างก็มีอาชีพเป็นเกษตรกรชาวนาชาวไร่ชาวสวนกันทั้งนั้น ซึ่งเราก็รู้ๆ กันอยู่จะห้ามคนไม่ให้ปลูกอะไร ที่เหมือนๆ เราก็ไม่ได้เพราะใครๆ ก็อยากมีกินมีใช้กันทุกคน ทางออกที่ดีที่สุดต้องหันมาพึ่งตนเองให้มากที่สุด สำหรับเกษตรกรรายย่อยทำเกษตรแบบพอเพียงทำในครัวเรือนทำเองขายเองถึงจะพออยู่ได้

นายสถิตบอกว่า ครอบครัวตนเป็นครอบครัวเล็กๆ แบ่งการทำเกษตรเป็นส่วนๆ โดยใช้พื้นที่ปลูกปาล์ม 8ไร่ ,ข้าวไรซ์เบอรรี่ 6ไร่ , ข้าวเล็บมือนาง 5 ไร่ , ข้าวหอมมะลิที่ปลูกไว้กินเอง 4 ไร่ ทุกขั้นตอนในการผลิตไม่ใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง พร้อมยังเลี้ยงวัว 20 ตัวไว้ใช้แรงงานทางการเกษตร ในพื้นที่มีแหล่งน้ำไว้ ไม่ให้ขาดแคลนยามหน้าแล้ง-ระบายน้ำหน้าฝน โดยขุดบ่อเลี้ยงปลาอีกนิดหน่อย และทำมาแล้ว15 ปี ก็พออยู่ได้ ใช้ในการนำมากินเป็นอาหารในครอบครัว เหลือก็ขายสร้างรายได้ นอกจากนี้ตนเองมีโรงสีขนาดเล็กไว้สีข้าวเองในครัวเรือนเป็นของตัวเองไม่ต้องง้อนายทุนที่จะมาตัดราคาค่าความชื้นข้าวให้เสียราคา ตนรู้สึกอยู่ดีกินดีมีความสุขในวิธีบ้านอกที่หาได้ยากมากในปัจจุบัน
“การทำเกษตรผสมสานที่ตนทำมานี้ทำได้และอยู่ได้โดยขายข้าวตามราคาท้องตลาด ข้าวไรซ์เบอรรี่ กก.ละ 50 บาท ข้าวเล็บมือนาง 7 บาท ในราคาข้าวเปลือก ทั้งนี้จะขายตามราคาท้องตลาดมีลูกค้าขาประจำอยู่ 10 รายพอเก็บไว้ขายได้ตลอดปี”

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ช่วงเดือนตุลาคม-มีนาคม จะเป็นช่วงฤดูกาลที่ประเทศไทยนำเข้าส้มแมนดารินจากสาธารณรัฐประชาชนจีนจำนวนมาก ผ่านด่านตรวจพืชท่าเรือแหลมฉบัง กรมวิชาการเกษตร ซึ่งที่ผ่านมายังพบปัญหามีใบและกิ่งติดมากับผลส้ม ด่านตรวจพืชแหลมฉบังจึงจัดทำแผนเฝ้าระวังและควบคุมการนำเข้า เพื่อป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืชอาจติดมากับใบและกิ่งส้ม และให้เป็นไปตามนโยบายยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร โดยได้จัดประชุมร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืช เจ้าหน้าที่กรมศุลกากร ผู้ประกอบการและตัวแทนผู้ประกอบการนำเข้า เพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติการตรวจปล่อยและนำเข้าผลส้มแมนดารินให้เป็นไปตามเงื่อนไขการนำเข้าของกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

นายสุวิทย์ กล่าวว่า ได้ขอความร่วมมือกำหนดสถานที่ตรวจร่วมสินค้าเกษตรระหว่างศุลกากรกับด่านตรวจพืชแหลมฉบัง พร้อมกำหนดวิธีสุ่มตรวจโดยเปิดสินค้าทุกตู้คอนเทนเนอร์ 100% พร้อมทั้งขอความร่วมมือจากสารวัตรเกษตรและตำรวจเศรษฐกิจตรวจสอบการครอบครองส้มแมนดารินของผู้นำเข้า ณ ตลาดไท ตลาดไทยไอยรา ตลาดสี่มุมเมือง และตลาดค้าส่งอื่นๆ ด้วย

“การนำเข้าส้มแมนดารินจากประเทศจีนตั้งแต่เดือนตุลาคม-ปัจจุบัน มีผู้ประกอบการนำเข้าแล้ว 24 ราย จำนวน 314 ชิปเมนต์ ปริมาณการนำเข้า 9.25 พันตัน มูลค่า 277.14 ล้านบาท ซึ่งยังไม่พบการกระทำผิด โดยตามกฎหมายหากเกิดการทำผิดจะต้องโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ” นายสุวิทย์กล่าว

“กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเขาบายศรี” เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มแม่บ้านในพื้นที่บ้านหนองบัว ตำบลเขาบายศรี อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี เดิมทีเป็นกลุ่มแม่บ้านทุ่งเบญจาหน่วยที่ 2 ต่อมาเจ้าหน้าที่และหน่วยงานภาครัฐได้เสนอแนะให้จดทะเบียนเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนให้สอดคล้องกับที่ตั้งจริง ประกอบกับมีกฎหมายรับรอง

สุรดา บุญสวัสดิ์ ประธานกลุ่มฯ เล่าว่า กลุ่มแม่บ้านรวมตัวกันขึ้นจากการใช้เวลาว่างหลังทำการเกษตรเพื่อหารายได้เสริม ช่วงแรกร่วมกันลองผิดลองถูก จนพัฒนาสินค้าแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรที่มีอยู่ในท้องถิ่นจำพวก ทุเรียน มังคุด กล้วย ชมพู่ ให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้ โดยเฉพาะการแปรรูปทุเรียน หรือราชาผลไม้ ซึ่งปลูกกันมากระหว่างเดือนเมษายนถึงมิถุนายน

ด้วยปัญหาผลผลิตจำนวนมากที่ออกสู่ท้องตลาดพร้อมกันในแต่ละปี ทำให้ราคาทุเรียนตกต่ำ และมักถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง หากผลผลิตไม่ตรงตามความต้องการของตลาด จากนั้นกลุ่มแม่บ้านจึงมีแนวคิดรับซื้อทุเรียนจากกลุ่มสมาชิกแม่บ้านมาแปรรูป เริ่มจากทำเป็นทุเรียนทอด บางส่วนที่สุกระหว่างคัดทุเรียนไปทอด จะนำมาแปรรูปเป็นทุเรียนกวน รวมถึงทุเรียนพันธุ์อื่นที่ตกหล่นเพราะเก็บเกี่ยวไม่ทัน ด้วยสูตรทุเรียนกวนที่คิดค้นขึ้นเอง สูตรหวานน้อยอร่อยมาก จุดเด่นคือ สีเหลืองสวย ไม่คล้ำ จนเป็นที่รู้จักภายใต้แบรนด์ “ป้าแกลบ” และได้รับประกาศเป็นผลิตภัณฑ์โอท็อป ระดับ 5 ดาว ในปี 2546 และต่อเนื่องเกือบทุกปี

สุรดา บอกว่า ในระยะหลังกลุ่มแม่บ้านประสบกับปัญหาราคาวัตถุดิบแพง เกิดต้นทุนสูง ทำให้ต้องคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ กระทั่งในปี 2559 ได้เข้าร่วมโครงการคูปองวิทย์เพื่อโอท็อปของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ทางกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) จึงเข้ามาถ่ายทอดองค์ความรู้พัฒนาผลิตภัณฑ์ในทุกกระบวนการผลิตให้มีคุณภาพและมาตรฐาน เกิดความสม่ำเสมอและความคงที่ของผลิตภัณฑ์ รวมถึงออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สวยงาม

ยิ่งขึ้น จากทุเรียนชิ้นเศษไร้ราคาสู่สแน็คบาร์ หรือผลิตภัณฑ์ประเภท อัดแท่ง ทำให้สินค้าที่ใฝ่ฝันกลายเป็นจริง ทางกลุ่มจึงได้พัฒนาสินค้าเรื่อยมา และ วศ.สนับสนุนให้เข้าร่วมโครงการเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการอาหารแปรรูปตามมาตรฐานเพื่อการส่งออกประจำปี 2560 จนได้รับรองมาตรฐานส่งออก สามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นน้ำกะทิทุเรียนผง

“เมื่อปี 2552 สแน็คบาร์ชนะการประกวดผลิตภัณฑ์โอท็อปรูปแบบใหม่ โดยสแน็คบาร์มีเพียงป้าแกลบเป็นผู้ผลิตเพียงเจ้าเดียวในจังหวัดจันทบุรี สาเหตุหลักเพราะขั้นตอนซับซ้อน ต้องทำด้วยแรงงานคนและใช้เวลานาน จึงไม่มีคู่แข่ง ทำให้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก แม้เส้นทางค่อนข้างห่างเมือง พบว่ามีคนต่างถิ่นและชาวต่างชาติเดินทางมายังกลุ่มแม่บ้านเพื่อซื้อสินค้าโดยตรง ทำให้สมาชิก 18 คน มีรายได้เสริมเฉลี่ยเดือนละ 10,000 บาท ต่อคน โดยไม่ต้องออกไปทำงานห่างไกลครอบครัว ปัจจุบันชุมชนสามารถอยู่ได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง” ประธานกลุ่มฯ กล่าว

อุมาพร สุขม่วง อธิบดี วศ. กล่าวว่า วศ.ได้เข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาผู้ประกอบการในพื้นที่จันทบุรี ตั้งแต่ปี 2549 มองเห็นภาพของผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ กลาง และเล็กที่สามารถเติบโตได้ สถานการณ์ของธุรกิจมักขึ้นอยู่กับความผันผวนตามกระแสโลก แต่วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) สามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้ทุกสถานการณ์ อย่างทุเรียนสแน็ค และน้ำกะทิทุเรียนผง รวมถึงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้สวยงาม ช่วยเพิ่มมูลค่า เป็นภารกิจหลักของ วศ. เพื่อช่วยให้ชุมชนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ส่วนหนึ่งเห็นได้จากความสำเร็จของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเขาบายศรี โดยในปี 2559 เข้ามาพัฒนาชุมชนด้วยโครงการคูปองวิทย์ฯ ขณะที่ผู้ประกอบการต้องมีความตั้งใจที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์เช่นกัน

ทั้งนี้ ยังได้นำนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ลงพื้นที่เพื่อนำสินค้ากลับไปทดลองให้เกิดการต่อยอดสินค้าใหม่ ตลอดจนโครงการพัฒนาผู้ประกอบการตามมาตรฐานส่งออก เพื่อช่วยส่งเสริมรายได้ให้ชุมชนทุกกลุ่ม ได้แก่ 1. ผู้ประกอบการโอท็อปใหม่ เช่น ประชาชนทั่วไป กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนโอท็อป 2. ผู้ประกอบการโอท็อปที่ขึ้นทะเบียนแล้ว และต้องการยกระดับดาว และ 3. ผู้ประกอบการโอท็อปที่เป็นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนที่ต้องการเพิ่มศักยภาพในการส่งออก พร้อมจัดสรรงบประมาณปี 2562 เข้ามาช่วยพัฒนาผู้ประกอบการอีกเท่าตัว เพราะเช่นนั้น “วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม” จึงสำคัญ

ดร. อาชารินทร์ แป้นสุข อาจารย์วิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) วิทยาเขตสตูล ในฐานะประธานที่ปรึกษาคณะทำงานโครงการสร้างความเข้าใจกลุ่มเครือข่ายชายแดนใต้ในการพัฒนาการประชาสัมพันธ์ออนไลน์สำหรับเยาวชน ในการประชาสัมพันธ์เชิงบวกของเครือข่ายภาคประชาสังคม เปิดเผยถึงการดำเนินโครงการดังกล่าว ว่า การสื่อสารมวลชนภาคประชาสังคมในพื้นที่ เป็นการสื่อสารเพื่อก่อเกิดความรัก ความเข้าใจ นำไปสู่สันติสุขในชายแดนใต้ ก่อเกิดวัฒนธรรม การปรองดอง การประนีประนอม และเป็นช่องทางหนึ่งของการแก้ไขวิกฤตความไม่สงบ

กลุ่มเครือข่ายชายแดนใต้ฯ ประกอบด้วยเครือข่ายเยาวชนมหาวิทยาลัยที่มีภูมิลำเนาหรืออาศัยในพื้นที่ จังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ในบริบทของการสนับสนุนนโยบายการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ (จชต.) ของรัฐบาล เป็นการประชาสัมพันธ์สื่อกลางของการพูดคุยเพื่อสันติสุข ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติของสื่อภาคประชาสังคมเยาวชนในพื้นที่ ทำให้การพูดคุยเพื่อสันติสุขระหว่างรัฐ และกลุ่มผู้เห็นต่างได้มีการสื่อประชาสัมพันธ์ในการรับรู้ข่าวสาร โดยมีเป้าหมายเมื่อทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลง ร่วมกันแล้ว คือการดำเนินสื่อประชาสัมพันธ์เชิงบวกขององค์กรภาคประชาสังคมภาคเยาวชนที่สามารถเชื่อมโยงกับองค์กรภาคประชาสังคมต่างๆ และชายแดนใต้

“ผลที่คาดว่าจะได้รับ คือ ก่อเกิดเยาวชนต้นแบบการสื่อสารกลุ่มเครือข่ายชายแดนใต้ฯ นำไปสู่ความรักในพื้นที่ และการสร้างสภาวะแวดล้อมให้เกื้อกูลต่อการพูดคุยเพื่อสันติสุขและองค์ความรู้สื่อภาคประชาสังคมของเยาวชนบนฐานการรับฟังความคิดเห็น ความกังวล ความคาดหวังและข้อเสนอแนะ สร้างการรับรู้การพูดคุยเพื่อสันติสุขในพื้นที่กับกลุ่มเป้าหมายหลัก คือ กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่ พี่น้องพุทธ มุสลิม ผู้นำศาสนา ผู้นำท้องที่ ผู้นำ ท้องถิ่น นักวิชาการ ภาคประชาสังคม องค์กรพัฒนาเอกชน หรือเอ็นจีโอ กลุ่มสตรี เยาวชน นักธุรกิจ ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ นักการเมือง นักธุรกิจ สื่อสารมวลชน ประชาชนระดับรากหญ้า และต้นแบบการสื่อสารในกระบวนทัศน์ใหม่ของกลุ่มเครือข่ายชายแดนใต้ฯ มีเพจติดต่อสื่อสารสำหรับเยาวชนในการประชาสัมพันธ์เชิงบวกของเครือข่ายภาคประชาสังคม” ดร. อาชารินทร์ กล่าว

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ที่บริเวณอนุสาวรีย์พระยาสุรินทรภักดีศรีณรงค์จางวาง อ.เมือง จ.สุรินทร์ นายอรรถพร สิงหวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานเปิดงานต้อนรับและเลี้ยงอาหารช้าง ในงานมหัศจรรย์งานช้างสุรินทร์ ปลอดเหล้า ประจำปี 2560 ก่อนที่ช้างจะเข้าไปร่วมแสดงช้างประจำปีของ จ.สุรินทร์ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 18 พ.ย. และวันที่ 19 พ.ย.นี้ พร้อมพิธีมอบธงสัญลักษณ์ความร่วมมือการร่วมจัดงานช้างในปีหน้า จากนายอำเภอท่าตูม ที่นั่งบนหลังช้าง ส่งมอบให้กับ ผวจ.สุรินทร์ ก่อนจะมอบรางวัลแก่ขบวนแห่รถอาหารช้างที่ชนะเลิศในแต่ละประเภทด้วย

ทั้งนี้มีช้างร่วมจำนวน 180 เชือก นำโดยขบวนช้างคู่แฝดเพศผู้คู่แรกของโลก คือพลายทองคำและพลายทองแท่ง ต่อด้วยขบวนรถอาหารช้างที่ตกแต่งสวยงาม ขบวนฟ้อนรำศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน โดยขบวนเคลื่อนมาจากหลังสถานีรถไฟสุรินทร์ ผ่านกลางตัวเมืองสุรินทร์ เข้ามายังบริเวณอนุสาวรีย์พระยาสุรินทรภักดีศรีณรงค์จางวางอย่างยิ่งใหญ่ ก่อนที่ ผวจ.สุรินทร์จะทำพิธีเซ่นไหว้ศาลประกำ ก่อนจะให้ช้างทั้งหมดร่วมกันกินอาหาร ซึ่งมีการจัดโต๊ะอาหารเลี้ยงช้าง (บุฟเฟต์ช้าง) ที่มีความยาวถึง 400 เมตร

น้ำหนักอาหารช้างถึง 50 ตัน และมีการนำผ้าไหมพื้นเมืองสุรินทร์ที่มีความยาวกว่า 2,000 เมตร มาประดับตกแต่งโต๊ะอาหารช้างให้มีความสวยงาม ทั้งนี้ ช้างต่างพากันกินอาหารช้าง อาทิ แตงโม กล้วย อ้อย มันแกว สัปปะรด หลากหลายชนิดอย่างเอร็ดอร่อย ท่ามกลางนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติที่มาร่วมชมและป้อนอาหารให้ช้างหลายหมื่นคน ในปีนี้มีการจัดโต๊ะอาหารช้างไว้เลี้ยงช้างยาวถึง 400 เมตร ส่วนการแสดงช้างในปีนี้กำหนดฉากการแสดงที่ยิ่งใหญ่มากถึง 10 ฉากการแสดง เน้นการจัดแสดงวัฒนธรรมประเพณี เสริมสร้างความเป็นชาวสุรินทร์ มีช้างเข้าร่วมแสดงนับร้อยเชือก และนักแสดงกว่า 1,000 คน

ปัตตานี – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นาวาเอก สุรชัย ตันเจริญ รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินกองทัพเรือ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการพหุวัฒนธรรมไทยพุทธ และไทยมุสลิม ลงแขกดำนาที่แปลงนาข้าว ม.3 บ.บ้านใหญ่ ต.ไม้แก่น อ.ไม้แก่น จ.ปัตตานี เพื่อสืบสานประเพณีและวัฒนธรรมการลงแขกดำนาระหว่างชาวไทยพุทธ-มุสลิมใน อ.ไม้แก่น ที่มีมาตั้งแต่โบราณ ให้คงอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้สืบไป โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ทหาร ประชาชน และนักเรียนเข้าร่วม

สำหรับ อ.ไม้แก่น เป็นอีกอำเภอหนึ่งของ จ.ปัตตานี baseball-intellect.com ที่ชาวบ้านยังคงประกอบอาชีพทำนาเป็นหลัก และเป็นพื้นที่หนึ่งที่ยังคงเห็นความหลากหลายของทางวัฒนธรรมที่เห็นเด่นชัด เนื่องจากมีชาวไทยพุทธ และมุสลิมอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อมีกิจกรรมต่างๆ ในอดีต ทั้งชาวไทยพุทธและมุสลิม ต่างร่วมมือร่วมใจกัน โดยเฉพาะการลงแขกดำนา

อย่างไรก็ตามเมื่อเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้น ขณะที่หลายเหตุการณ์สร้างความหวาดระแวงระหว่างไทยพุทธ และมุสลิมในพื้นที่ ทำให้กิจกรรมต่างๆ ที่เคยมีเริ่มลดน้อยลง รวมถึงประเพณีลงแขกดำนา

ดังนั้นการจัดโครงการในครั้งนี้ เพื่อสร้างความรักความสามัคคี ลดความหวาดระแวง สร้างความเข้าใจ กลับมาใช้ชีวิตชุมชนแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้ศึกษาเรียนรู้ วิถีชีวิตของบรรพบุรุษ เพื่อสืบสานประเพณีที่ดีงามให้คงอยู่ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้สืบไป

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ที่ห้องประชุมแก้วกัลยา จังหวัดชัยภูมิ นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 2 พร้อมคณะ อาทิ พล.ท. จเรศักณิ์ อานุภาพ พล.ท. ชัยยุทธ พร้อมสุข พล.อ.อ. ธงชัย แฉล้มเขตร นายพรศักดิ์ เจียรณัย นางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ พร้อมผู้แทนจากคณะรัฐมนตรี และผู้เกี่ยวข้อง พบปะประชาชนในพื้นที่กว่า 500 คน เพื่อรับฟังความคิดเห็น ปัญหาอุปสรรคในด้านต่างๆ ทั้งส่วนราชการและในภาคประชาชน เพื่อนำไปสู่การแก้ไข ตามโครงการสนช.พบประชาชน

นายพีระศักดิ์ กล่าวว่า ชัยภูมิ ถือเป็นจังหวัดที่ 70 ที่สนช.ลงพื้นที่รับฟังปัญหาประชาชน ซึ่งสนช.เป็นสะพานเชื่อมระหว่างแม่น้ำ 5 สาย เพื่อรับฟังปัญหานำไปสู่การแก้ไข ซึ่งหลายปัญหาก็ได้รับการแก้ไข บางปัญหาอยู่ระหว่างการดำเนินการแก้ไข หากประชาชนมีปัญหาก็เสนอแนะต่อสนช.ได้

ด้าน นางกาญจนารัตน์ ชี้แจงการทำงานของสนช.ว่า ขณะนี้สนช.ได้พิจารณากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญไปแล้วว 7 ฉบับ โดย 1 ฉบับ อยู่ระหว่างการพิจารณา คือ ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และเหลืออีก 2 ฉบับ ที่รอให้ กรธ.ส่งมา คือกฎหมายการเลือกตั้งส.ส.และกฎหมายการได้มาซึ่ง ส.ว.เมื่อกฎหมายลูกทั้ง 10 ฉบับผ่านความเห็นชอบของสนช.และประกาศใช้แล้ว กกต.จะมีเวลา 150 วัน เพื่อดำเนินการเลือกตั้งให้เสร็จ จากนั้นเราจะได้รัฐบาลชุดใหม่ ประเทศเข้าสู่ภาวะปกติ และเมื่อถึงเวลานั้น สนช.จะสิ้นสภาพก่อนวันประชุมสภานัดแรก

นางกาญจนารัตน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีกฎหมายสำคัญที่ต้องออกตามรัฐธรรมนูญ แยกเป็น 2 กลุ่ม 1. กฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ เช่น พ.ร.บ.จัดทำยุทธศาสตร์ชาติ และพ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ และ 2 กฎหมายเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เช่น กฎหมายด้านการศึกษา กฎหมายกองทุนต่างๆ ซึ่งบางฉบับมีกำหนดเวลาต้องเสร็จภายในกี่วัน ในกลุ่มนี้มี 70-80 ฉบับ ซึ่งสนช.ต้องรับผิดชอบพิจารณากฎหมายเหล่านี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการรับฟังปัญหาของจังหวัดชัยภูมิ ส่วนใหญ่พบปัญหาเรื่องการเกษตร การคมนาคม แหล่งน้ำ ที่ดิน และยาเสพติด ทั้งนี้ ชาวบ้านได้สอบถามถึงกรณีรัฐบาลจะจัดเก็บภาษีน้ำ ซึ่ง นายพรศักดิ์ เจียรณัย ในฐานะ กมธ.ว่างพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ ชี้แจงว่าในร่างพ.ร.บ.ฉบับนั้ที่มีกว่า 100 มาตรา ไม่มีมาตราใดเขียนไว้ว่าจะเก็บภาษีน้ำ และกฎหมายฉบับนี้จะเป็นการบริหารจัดการน้ำทั้งหมดของประเทศ และจะตั้งสำนักงานบริหารจัดการน้ำ จึงขอให้ทุกคนสบายใจว่าจะไม่มีการเรียกเก็บภาษีน้ำจากเกษตรอย่างแน่นอน