ดูแลรักษาต้นอินทผลัมไม่ยาก การดูแลรักษาต้นอินทผลัมนั้น

คุณสมภพ เล่าให้ฟังว่า เรื่องน้ำ เป็นเรื่องสำคัญมากในการทำเกษตร สวนคุณสมภพโชคดีที่มีลำห้วยอยู่ใกล้กับสวน จึงใช้น้ำห้วยมารดทุก 7-10 วันครั้ง โดยการปล่อยน้ำเข้าร่องแปลงปลูก

การให้ปุ๋ยหลังปลูกปีแรก ใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น สูตร 15-15-15 เดือนละ 1 ครั้ง วิธีใส่ให้ห่างจากโคนต้นออกมา 30 เซนติเมตร แล้วขุดหลุมใส่ปุ๋ย ประมาณ 3 ขีด (300 กรัม) ต่อต้น ส่วนปุ๋ยคอกจะให้ขี้ไก่อัดเม็ดทุกๆ 3 เดือน ปริมาณ 5 กิโลกรัม ต่อต้น มีภูไมท์ซัลเฟตและโดโลไมท์โรยโคนต้นแล้วใช้ฟางข้าวคลุมทับหน้าดินรอบโคนต้นเพื่อรักษาความชื้นของดิน แล้วฟางข้าวย่อยสลายช่วยในการปรับโครงสร้างของดินให้ดีขึ้น

การให้ปุ๋ยปีที่ 2 ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 เดือนละครั้ง โดยเพิ่มปริมาณเป็นประมาณ 5 ขีด (500 กรัม) ต่อต้น ปุ๋ยคอกก็ให้ในอัตราเดิม ส่วนแรงงานก็ใช้คนในครอบครัว 4 คน ช่วยกันดูแล

ศัตรูที่สำคัญของอินทผลัม คุณสมภพ เล่าว่า มี “ด้วงเจาะยอด” เป็นศัตรูสำคัญ ต้องใช้การสังเกต เฝ้าดูอาการ หากพบร่องรอยการเข้ากัดยอดจะต้องใช้สารเคมีฉีดพ่นและอุดรูของด้วงด้วยดินน้ำมัน จะลดความเสียหายได้ หากปล่อยให้ระบาดก็จะสร้างความเสียหายได้

อินทผลัมติดผล หลังปลูกเพียง 2 ปี อินทผลัมที่ปลูกชุดแรกของคุณสมภพ เริ่มออกดอกตั้งแต่ปลูกไปได้เพียง 1 ปีเศษ อินทผลัมก็เริ่มออกดอก แต่ส่วนใหญ่จะเป็นต้นตัวผู้ ต้นตัวเมียก็ออกดอกเหมือนกันแต่ดอกจะร่วงหมดก่อนจะผสม เมื่อเห็นดอกผมก็ดีใจแล้วว่าผมทำได้ ผมปลูกอินทผลัมบนทุ่งกุลาร้องไห้ได้

คุณสมภพเล่าถึงความภูมิใจ อินทผลัมนั้นเป็นพืชผสมพันธุ์ข้ามต้น ดอกตัวเมียและดอกตัวผู้อยู่กันคนละต้น ดังนั้น การปลูกอินทผลัมในสวนจึงจำเป็นต้องมีทั้งต้นตัวผู้และต้นตัวเมียปลูกอยู่ด้วยกัน เพื่อจะเก็บละอองเกสรตัวผู้เอาไว้ผสมให้ดอกต้นตัวเมีย พออินทผลัมเข้าสู่ปีที่ 2 อินทผลัมชุดแรก จำนวน 60 ต้น ที่ปลูกเอาไว้ พบว่าเป็นต้นตัวเมีย 30 ต้น และต้นตัวผู้ 21 ต้น และมีอีก 9 ต้น ที่ไม่ออกดอกให้ทราบ คุณสมภพ เล่าว่า ตนเองได้เริ่มผสมเกสรครั้งแรก เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2557 จนต้นอินทผลัมติดผลต้นละ 50-60 กิโลกรัม เลยทีเดียว

พบการกลายพันธุ์ เพราะใช้ต้นพันธุ์ที่ได้จากการเพาะเมล็ด อินทผลัมเป็นพืชผสมข้ามต้นจึงต้องปลูกทั้งต้นตัวผู้และต้นตัวเมียไว้ในสวนเดียวกัน และที่สำคัญหากปล่อยให้ดอกอินทผลัมผสมกันเองตามธรรมชาติโดยลมหรือแมลงนั้น จะทำให้ได้ผลผลิตน้อยและไม่สมบูรณ์เต็มที่

ดังนั้น เกษตรกรจะต้องมีการช่วยผสมเกสร ซึ่งทำได้โดยเก็บเกสรตัวผู้เอาไว้ก่อน โดยใช้ถุงพลาสติกคลุมยอดดอกทั้งหมด แล้วเขย่าเพื่อให้ละอองเกสรดอกตัวผู้หล่นอยู่ในถุง จากนั้นจึงไล่อากาศภายในถุงออกให้หมด ปิดปากถุงให้แน่นแล้วไปเก็บไว้ในตู้เย็น รอเวลานำไปผสมกับเกสรตัวเมีย ต้นตัวเมียจะออกจั่นเหมือนต้นตัวผู้ แต่เวลาจั่นแตกดอก ดอกตัวเมียจะมีดอกเป็นช่อเมล็ดกลมๆ เมื่อจั่นเริ่มแตกให้นำละอองเกสรตัวผู้ที่เก็บไว้มาผสมกับเกสรตัวเมีย ใช้เกสรตัวผู้ใส่ในถุงพลาสติก ประมาณ 1/3 ช้อนชา ต่อ 1 ช่อดอกตัวเมีย ใช้เกสรตัวผู้ที่แยกใส่ถุงพลาสติกครอบช่อจั่นตัวเมียแล้วเขย่าให้ละอองเกสรตัวผู้ฟุ้งกระจายและติดกับเกสรตัวเมีย ทำแบบนี้ประมาณ 1-2 วัน ก็จะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและปริมาณมาก

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการช่วยผสมควรเป็นช่วงเช้า เนื่องจากอากาศไม่ร้อนจัดและความชื้นในอากาศมีน้อย เนื่องจากผลอินทผลัมเป็นผลที่ได้จากการผสมเกสรข้ามต้น คุณภาพของผลอินทผลัมทั้งในเรื่องของขนาดหรือรสชาติอาจจะแย่ลงหรือใกล้เคียงต้นแม่พันธุ์เดิมหรือดีขึ้นก็ได้

สวนต้นอินทผลัมให้ผลผลิตแล้ว สามารถนำผลอินทผลัมสดไปจำหน่ายได้ราคาค่อนข้างสูง ขายผลสดตอนนี้ กิโลกรัมละ 500 บาท และเป็นที่สนใจจากผู้ซื้อเป็นอย่างมากด้วย เป็นผลไม้ที่แปลกแล้ว แถมยังปลูกได้ในพื้นที่แห่งนี้ซึ่งค่อนข้างแห้งแล้ง ก็ได้การตอบรับที่ดีจากผู้ซื้อในพื้นที่

ขอบคุณภาพประกอบข่าวจากเฟสบุ๊ค “สมภพ ลุนาบุตร ”ขอเชิญชวนผู้สนใจปลูกอินทผลัม ร่วมกิจกรรมเสวนาเชิงปฏิบัติการ กับ เทคโนโลยีชาวบ้าน “เรียนให้รู้ ดูให้ทำเป็น เด่นทางด้านการตลาด” พาไปชม…การปลูกอินทผลัมคุณภาพ และแปรรูปครบวงจร เมืองกาญจนบุรี ในวันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2562 โดยเสียค่าใช้จ่าย ท่านละ 930 บาท ผู้สนใจ สมัครจองที่นั่งก่อน แล้วโอนเงิน (ตามจำนวนที่ระบุ) เข้า ธนาคารกรุงเทพ สาขาถนนประชาชื่น เลขที่บัญชี 193-079484-5 บัญชีออมทรัพย์ ชื่อบัญชี บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) Fax (02) 580-2300 เลขที่ผู้เสียภาษี 0107536001451 หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. (02) 580-0021 ต่อ 2335, 2339, 2342, 2343 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.technologychaoban.com หรือ www.facebook.com/Technologychaoban

“กรมปศุสัตว์” ชูโครงการปศุสัตว์เคลื่อนฯ เพื่อเทิดพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว 67 พรรษา โดยส่งหน่วยสัตว์แพทย์เคลื่อนที่ออกช่วยเหลือประชาชน-เกษตรกรในพื้นที่ 10 จังหวัดทั่วประเทศตลอดเดือนมหามงคล

เมื่อวันที่10 กรกฎาคม 2562 ณ เทศบาลเมืองทับกวาง ตำบลทับกวาง อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยนายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีได้ร่วมพิธีเปิด “โครงการปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว 67 พรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2562” ซึ่งกรมปศุสัตว์จัดขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และร่วมเทิดพระเกียรติในเดือนมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาในปีนี้

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2562 กรมปศุสัตว์ได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงมีน้ำพระราชหฤทัยต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์และสัตว์ ที่ถูกทอดทิ้งทั่วประเทศ ดังนั้น เพื่อเป็นการถวายเป็นพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และร่วมเทิดพระเกียรติ ในเดือนมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาในปีนี้ กรมปศุสัตว์จึงได้จัดทำโครงการปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติฯขึ้น เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชน เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ และสัตว์ที่ถูกทอดทิ้งในที่สาธารณะ ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและยั่งยืนตลอดไป

กรมปศุสัตว์กำหนดเปิดโครงการปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติ ฯ ขึ้นในจังหวัดสระบุรี มีพื้นที่เป้าหมาย 13 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองสระบุรี อำเภอแก่งคอย อำเภอเฉลิมพระเกียรติอำเภอดอนพุด อำเภอบ้านหมอ อำเภอพระพุทธบาท อำเภอมวกเหล็ก อำเภอวังม่วง อำเภอวิหารแดง อำเภอเสาไห้ อำเภอหนองแค อำเภอหนองแซง อำเภอหนองโดน จำนวน 109 ตำบล จำนวน 926 หมู่บ้าน

คาดว่าจะมีเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์มาขอรับบริการไม่น้อยกว่า 1,000 ราย จำนวนสัตว์ที่จะได้รับบริการ 10,000 ตัว และมีเจ้าหน้าที่ร่วมปฏิบัติงาน จำนวน 100 คน ซึ่งมาจากหน่วยงานของกรมปศุสัตว์ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคในพื้นที่ปศุสัตว์เขต 1 ส่วนกิจกรรมสำคัญ ประกอบด้วย การตรวจรักษาพยาบาลสัตว์ทั้งด้านอายุรกรรม สูติกรรม ศัลยกรรม การฉีดวัคซีนป้องกันโรค การกำจัดพยาธิภายในและภายนอก การเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจชันสูตรโรคสัตว์ การสำรวจสภาวะโรค การเสวนาปัญหาด้านปศุสัตว์ รวมทั้งการให้ความรู้และคำแนะนำ เป็นต้น

“โครงการปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติฯ เป็นโครงการเทิดพระเกียรติในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา-พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว 67 พรรษา ที่ชาวปศุสัตว์ภาคภูมิใจที่ได้จัดถวายแก่พระองค์ท่าน โดยส่งหน่วย- สัตวแพทย์เคลื่อนที่ออกไปให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนชาวทั่วประเทศ ให้ได้รับบริการตรวจรักษาพยาบาล แก่สัตว์เลี้ยงของเกษตรกร ที่มีฐานะยากจนและอยู่ห่างไกลสถานบริการภาครัฐ เพื่อป้องกันโรคระบาดทั้งจากสัตว์และ โรคสัตว์สู่คน มิให้เกิดการแพร่ระบาดในพื้นที่ใกล้เคียง ช่วยพัฒนาสุขภาพสัตว์เลี้ยงเกษตรกรให้สมบูรณ์ และได้รับการถ่ายทอดความรู้ด้านการดูแล สุขภาพสัตว์ อันทำให้เกิดความมั่นคงแก่อาชีพการเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรในลักษณะเศรษฐกิจพอเพียง” นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าว

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากจังหวัดสระบุรีแล้ว กรมปศุสัตว์ยังขับเคลื่อนโครงการปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติฯในพื้นที่อีก 9 จังหวัดทั่วประเทศตลอดเดือนมหามงคล ได้แก่

วันที่ 8 กรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมา ณ สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ (หอประชุมเทศบาลพนัสนิคม) อำเภอ พนัสนิคม จังหวัดชลบุรี

วันที่ 9 กรกฎาคม 2562 ณ โรงเรียนอนุบาลมณีราษฎร์วณาลัย ตำบลห้วยแถลง อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา

วันที่ 10 กรกฎาคม 2562 ณ สนามหน้าศาลากลางจังหวัดสกลนคร

วันที่ 10 กรกฎาคม 2562 ณ โรงเรียนมัธยมสิริวัณวรี 2 อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา

วันที่ 23 กรกฎาคม 2562 ณ เทศบาลตำบลบ้านสร้าง อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

วันที่ 23 กรกฎาคม 2562 ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคารหอประชุมจังหวัดลำปาง ศาลากลางจังหวัดลำปาง

วันที่ 24 กรกฎาคม 2562 ณ เทศบาลตำบลวังกะพี้ อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์

วันที่ 25 กรกฎาคม 2562 ณ หอประชุมอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี และ ณ ศาลาประชาคม อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฏร์ธานี

ดังนั้น กรมปศุสัตว์จึงขอเชิญชวนเกษตรกร ประชาชนและผู้ที่สนใจเข้ารับบริการฟรี ตามวัน เวลา และสถานที่ดังกล่าว หากท่านใดต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ กองสวัสดิภาพสัตว์และสัตวแพทย์-บริการ โทร. 0 – 2653 – 4444 ต่อ 4191 ในวัน และเวลาราชการ

ในวันเดียวกันนายวินิจ คำโพธิ์ สัตวแพทย์ชำนาญงาน สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสระบุรี ได้นำหน่วยปศุสัตว์เคลื่อนที่ ให้ความช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำนมดิบ ณ ฟาร์มโคนมนายวิชัย เฉิดจะโปะ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี โดยเจ้าหน้าได้ทำการเก็บตัวอย่างน้ำนมโค เพื่อวิเคราะห์คุณค่าทางอาหารองค์ประกอบน้ำนม และค่าของโซมาติคเซลล์เพื่อนำไปแก้ไขปัญหาในฟาร์ม เช่น ระบบสืบพันธุ์ การผสมติดยากในโคนม ตลอดจนให้คำแนะนำด้านอาหารและการจัดการโคนม

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) ร่วมกับจังหวัดนครสวรรค์และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม มุ่งสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจชุมชนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตรด้วยนวัตกรรมงานวิจัย “เครื่องอบแห้งแบบถังทรงกระบอกหมุนด้วยรังสีอินฟราเรด “

โดย ศาสตราจารย์นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ มอบหมายให้ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ทำหน้าที่มอบ “เครื่องอบแห้งแบบถังทรงกระบอกหมุนด้วยรังสีอินฟราเรด” แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวฟ่างหางกระรอก ตำบบลำพยนต์ อำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์

นางวัชราภรณ์ แตงหมี นายอำเภอตากฟ้า ผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ กล่าวต้อนรับและเป็นผู้รับมอบ และผศ.ดร.จักรมาส เลาหวาณิช นักวิจัยกล่าวรายงานถึงการพัฒนานวัตกรรมโดยการสนับสนุนของ วช. ในวันที่ 10 กรกฎาคม 2562 ณ พื้นที่ทำการเกษตรของกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวฟ่างหางกระรอก ตำบลลำพยนต์ อำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์

เครื่องอบแห้งเมล็ดพันธุ์พืช ช่วยลดระยะเวลาในการลดความชื้นลง1ใน3 และเมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการอบมีคุณภาพดี สามารถเพิ่มมูลค่าทางการตลาด สามารถรองรับปริมาณผลผลิตในปริมาณมากถึง 12 ตันต่อวัน ทั้งนี้ นวัตกรรมเครื่องอบเมล็ดพันธุ์ ได้รับรางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ ผลงานประดิษฐ์คิดค้นสาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา และรางวัลเวทีนานาชาติจากเจนีวา

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยพะเยา พัฒนาระบบจัดการฟาร์มกระบือแบบประณีต ภายใต้แผนงานจัดการความรู้จากงานวิจัยและนวัตกรรม โดยวช.ได้สนับสนุนการดำเนินงานโครงการ “การพัฒนาชุดความรู้การใช้นวัตกรรมในการจัดการฟาร์มกระบือแบบประณีตในภาคเหนือ” แก่มหาวิทยาลัยพะเยา ในการพัฒนาเกษตรกรต้นแบบ ในภาคเหนือ จ.เชียงราย จ.พะเยา จ.แพร่และพื้นที่ใกล้เคียง

โดยดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และคณะผู้ทรงคุณวุฒิ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกลุ่มอนุรักษ์โคกระบือบ้านดงเจริญ ต.หัวง้ม และกลุ่มผู้เลี้ยงโคกระบือ ต.ม่วงคำ อ.พาน จ.เชียงราย เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2562 ซึ่งเป็นชุมชนเกษตรต้นแบบที่ได้นำระบบการจัดการฟาร์มกระบือแบบประณีตไปใช้

ซึ่งครอบคลุมระบบและแอพพลิเคชั่นหลัก ได้แก่ การผสมพันธุ์และปรับปรุงพันธุ์ แปลงพืชอาหาร การคำนวนสูตรอาหารต้นทุนต่ำ มาตรฐานอาหารปลอดภัย และโปรแกรมเตือนการทำวัคซีน ทั้งนี้ระบบข้างต้น ช่วยให้ชุมชนมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตรายได้แก่เกษตรกร

โครงการดังกล่าวมีผศ.ดร.พยุงศักดิ์ อินต๊ะวิชา จากมหาวิทยาลัยพะเยาเป็นหัวหน้าโครงการ พร้อมกับได้รับการสนับสนุนจากปศุสัตว์จังหวัด และองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นในการดำเนินการ คุณจรินทร์ บุญปัญญารักษ์ เลขที่ 67 หมู่ที่ 8 บ้านเตาถ่าน ตำบลบึงกระจับ อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ 67130 โทร. (086) 637-3333, (080) 651-9606 เจ้าของสวนอินทผลัม “สวนภูผาลัม” ประสบความสำเร็จในการปลูกอินทผลัมทั้งชนิดกินผลสดและกินผลแห้ง

อินทผลัมสวนภูผาลัมมีคุณภาพเทียบเท่าที่นำเข้าจากต่างประเทศ ผลสดมีรสชาติหวาน กรอบ อร่อย ผลแห้งมีรสชาติหวาน อร่อย โดยทางสวนภูผาลัม มีสายพันธุ์อินทผลัมที่เป็นสายพันธุ์แท้ของตะวันออกกลาง โดยได้สั่งอินทผลัมเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมาจาก บริษัท Al WathbaMarionnet LLC ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำในการผลิตอินทผลัมเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อให้แก่ราชวงศ์ และประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลางและทั่วโลก รวมทั้งมีสายพันธุ์อินทผลัมที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงพัฒนาสายพันธุ์ขึ้นเอง ซึ่งสามารถให้ผลผลิตตั้งแต่ต้นยังมีขนาดเล็ก อายุเพียง 2-3 ปี เท่านั้น

อินทผลัม เป็นไม้ผลเมืองร้อนที่ปลูกกันมากในประเทศแถบตะวันออกกลางที่มีสภาพภูมิอากาศแบบทะเลทราย ซึ่งมีสภาพอากาศร้อนและแทบไม่มีฝนตก อินทผลัมจึงมีความทนทานต่อสภาพอากาศที่แห้งแล้งได้เป็นอย่างดี ทำให้คนไทยส่วนมากเข้าใจว่าอินทผลัมเป็นพืชที่ต้องการน้ำน้อย แต่โดยข้อเท็จจริงแล้ว อินทผลัมเป็นพืชที่ต้องการน้ำมาก โดยมีความต้องการน้ำถึงปีละ 2,000-2,500 มิลลิเมตร (ประเทศไทยมีฝนตกปีละ 1,000-1,600 มิลลิเมตร) ดังนั้น ถ้าหากเราต้องการอินทผลัมที่มีคุณภาพ จะต้องมีการดูแลรักษาที่ดี และต้องมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอในช่วงหน้าแล้งด้วย

อินทผลัม เป็นพืชที่ไม่สมบูรณ์เพศ โดยมีดอกตัวเมียและดอกตัวผู้แยกอยู่กันคนละต้นกัน ดังนั้น ในการปลูกเพื่อมีการติดผลที่ดี จึงจำเป็นต้องปลูกทั้งต้นตัวผู้และต้นตัวเมียไว้ในสวน เฉพาะต้นตัวเมียเท่านั้นที่ให้ผลอินทผลัม แต่ต้องมีเกสรจากต้นตัวผู้มาผสมด้วย ดังนั้น เราจึงต้องปลูกอินทผลัมทั้งต้นตัวผู้และต้นตัวเมีย โดยหากเรามีต้นอินทผลัมตัวผู้สายพันธุ์ที่ดีปลูก จะมีสัดส่วนในการปลูกต้นตัวผู้ 1 ต้น ต่อต้นตัวเมีย 40-50 ต้น

การขยายพันธุ์อินทผลัม สามารถทำได้ 3 วิธี คือ เพาะจากเมล็ด แยกหน่อจากต้นแม่ และการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

การขยายพันธุ์จากเมล็ด จะมีข้อดีคือ ขยายพันธุ์ปริมาณมากได้อย่างรวดเร็ว โดยมีต้นทุนในระยะแรกต่ำกว่าวิธีอื่น แต่เนื่องจากอินทผลัมเป็นพืชที่ไม่สมบูรณ์เพศ การขยายพันธุ์โดยเมล็ด โอกาสที่จะได้เป็นต้นตัวผู้และต้นตัวเมียมีอย่างละครึ่ง และเราจะไม่สามารถทราบเพศของต้นอินทผลัมจากการเพาะเมล็ด ต้องปลูกไว้และรอจนกว่าอินทผลัมจะออกดอกก่อนจึงจะทราบเพศ และถึงแม้ว่าเราจะได้ต้นตัวเมียไปปลูก แต่คุณภาพผลอินทผลัมก็จะไม่เหมือนกับต้นแม่ เนื่องจากผลอินทผลัมเป็นผลที่ได้จากการผสมเกสรข้ามต้น จึงถือว่าเมล็ดที่ได้เป็นพันธุ์ลูกผสมไม่ใช่พันธุ์แท้ ซึ่งไม่สามารถเรียกชื่อเดียวกับต้นแม่ได้ เราจึงสามารถตั้งชื่อพันธุ์อินทผลัมที่เพาะจากเมล็ดได้เอง ทั้งนี้คุณภาพของผลอินทผลัม ทั้งในเรื่องของขนาดหรือรสชาติอาจจะแย่ลง หรือใกล้เคียงต้นแม่พันธุ์เดิม หรือดีขึ้นก็ได้ แต่มีเพียงส่วนน้อยมากที่คุณภาพจะดีขึ้น

ดังนั้น การปลูกอินทผลัมที่เพาะจากเมล็ด วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจทดลองปลูกที่มีเงินลงทุนไม่มากนัก ก็สามารถที่จะซื้อผลอินทผลัมมาจากตลาดทั่วไป ทั้งแบบกินผลสดและผลแห้ง เมล็ดที่ได้หลังจากการบริโภคแล้ว สามารถนำไปเพาะเป็นต้นกล้าเพื่อเพาะปลูกได้ แต่ต้องมีการบริหารจัดการแปลงปลูกที่ดี และอาจจะต้องมีการคัดเลือกสายพันธุ์เพื่อหาสายพันธุ์ที่มีคุณภาพดีนำไปขยายพันธุ์ต่อไป สำหรับต้นกล้าที่เพาะจากเมล็ดควรจะเพาะเลี้ยงไว้ในถุงดำจนกว่าจะออกใบขนนก ประมาณ 3-4 ใบ ขึ้นไป หรือต้นกล้ามีอายุประมาณ 1 ปี เพื่อให้มีโอกาสรอดเกือบ 100% เมื่อปลูกลงแปลงปลูก และวิธีที่ 2 คือ

การขยายพันธุ์โดยแยกหน่ออินทผลัมจากต้นแม่ วิธีนี้เป็นการขยายพันธุ์ที่เราจะได้พันธุ์แท้ ต้นกล้าที่ได้จะมีคุณสมบัติเหมือนต้นแม่ทุกประการ แต่เนื่องจากต้นแม่พันธุ์จะมีความสามารถให้หน่อได้เฉลี่ยเพียงประมาณ 20 หน่อ ต่อต้น ตลอดอายุ (จำนวนหน่ออินทผลัมจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสายพันธุ์) เราจึงไม่สามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้ในปริมาณมากๆ อย่างรวดเร็วได้ ปัจจุบันในประเทศไทยยังไม่มีการจำหน่ายหน่อพันธุ์อินทผลัมในเชิงพาณิชย์ และหากจะสั่งหน่อพันธุ์มาจากต่างประเทศจะมีราคาสูงมาก โดยราคาหน่อพันธุ์จะมีราคาสูงกว่าต้นกล้าที่เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ทำให้หากสั่งซื้อหน่อต้นพันธุ์มาปลูกแล้ว การลงทุนด้วยวิธีนี้ในระยะแรกจะสูงที่สุด วิธีนี้จึงเหมาะกับสวนที่มีต้นเมล็ดพันธุ์อินทผลัมที่ดีอยู่แล้ว และต้องการขยายการเพาะปลูกอินทผลัมออกไป

จากปัญหาของการขยายพันธุ์ 2 วิธี ข้างต้น ในต่างประเทศจึงขยายพันธุ์โดย

การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อขึ้นมา การขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้คือ การโคลนนิ่ง ต้นกล้าที่ได้จึงเป็นพันธุ์แท้ โดยจะมีคุณสมบัติเหมือนต้นแม่พันธุ์ทุกประการ ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพสูงและสม่ำเสมอ สามารถขยายพันธุ์ได้ปริมาณมากและรวดเร็ว เหมาะสำหรับการปลูกในเชิงพาณิชย์ แต่ต้องใช้เงินลงทุนมากกว่าการปลูกด้วยเมล็ด ปัจจุบันการปลูกในเชิงพาณิชย์ของต่างประเทศจะนิยมวิธีนี้ เนื่องจากสามารถบริหารจัดการแปลงปลูกได้ดีกว่า ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพดีและสม่ำเสมอ ให้ผลผลิตได้เร็ว สามารถปลูกได้ปริมาณมากตามต้องการและทุกฤดูกาล ให้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูง ในระยะเวลาสั้น

สำหรับในประเทศไทย ยังไม่สามารถผลิตต้นกล้าอินทผลัมเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้ จึงต้องนำเข้าจากต่างประเทศและราคายังค่อนข้างสูงอยู่ โดยในอนาคตอันใกล้นี้ ประเทศไทยอาจจะสามารถที่จะผลิตอินทผลัมเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้เอง ซึ่งจะทำให้ราคาต้นกล้าลดลงจากปัจจุบัน และลดการนำเข้าจากต่างประเทศได้

ผู้ที่สนใจปลูกอินทผลัมสามารถเลือกรูปแบบการปลูกตามกำลังความสามารถและทุนทรัพย์ของตัวเอง ซึ่งแต่ละวิธีก็มีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันออกไป เราต้องเลือกวิธีที่คิดว่าเหมาะสมกับตัวเอง ทั้งนี้อาจจะเลือกปลูกแบบผสมผสานทั้ง 3 วิธี ดังกล่าวข้างต้นก็ได้

ระยะห่างในการปลูก สำหรับการปลูกอินทผลัมที่แนะนำคือ 8×8 เมตร หรือ 8×10 เมตร หรือ 10×10 เมตร เนื่องจากอินทผลัมเมื่อโตเต็มที่จะมีทางใบกว้างมาก รวมทั้งมีระบบรากที่ลึก และขยายออกกว้างมาก รวมทั้งเพื่อให้อินทผลัมได้รับแสงแดดและลมเต็มที่ โดยหากเลือกปลูกระยะห่าง 8×8 เมตร ในพื้นที่ 1 ไร่ จะสามารถปลูกได้ 25 ต้น แต่สำหรับผู้ที่มีพื้นที่น้อยอาจจะปลูกระยะชิดกว่านี้ แต่ไม่ควรน้อยกว่า 7 เมตร หากระยะปลูกน้อยกว่านี้เมื่ออินทผลัมเติบโตเต็มที่จะเข้าไปบริหารจัดการจะลำบาก เนื่องจากอินทผลัมเป็นพืชที่อายุยืนยาวมากกว่า 100 ปี โดยจะให้ผลผลิตเต็มที่เมื่ออายุประมาณ 8 ปี และสามารถจะให้ผลผลิตได้เต็มที่ถึงต้นละมากกว่า 200 กิโลกรัม ต่อปี โดยให้ผลผลิตต่อเนื่องไปจนอายุประมาณ 50-60 ปี จึงจะเริ่มให้ผลผลิตลดลง ดังนั้น การวางแผนระยะห่างสำหรับการปลูกจึงต้องพิจารณาให้ดี

ขนาดหลุมที่ขุดสำหรับปลูก ที่แนะนำคือ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 80 เซนติเมตร ลึกประมาณ 80 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก แล้วนำดินที่ขุดขึ้นมา 3 ส่วน ผสมกับปุ๋ยคอก 1 ส่วน ถมกลับลงไปในหลุมจนเต็ม แล้วจึงขุดหลุมที่ถมกลับออกไปให้มีขนาดเท่าถุงดำหรือกระถางที่เพาะเลี้ยงต้นกล้า จากนั้นจึงนำต้นกล้าออกจากถุงดำไปปลูกในหลุม กลบดินคืนให้แน่นแล้วรดน้ำให้ชุ่ม การขุดหลุมขนาดใหญ่และการเตรียมหลุมปลูกที่ดี จะทำให้อินทผลัมเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว แต่เนื่องการขุดหลุมขนาดใหญ่ดังกล่าวทำได้ยาก และใช้แรงงานมาก

ดังนั้น หากจะขุดหลุมเพื่อปลูกอินทผลัมจำนวนมาก อาจจะประยุกต์ทำเครื่องเจาะดินต่อจากท้ายรถไถก็จะสามารถขุดเจาะหลุมขนาดใหญ่ดังกล่าวได้สะดวกและรวดเร็วกว่ามาก สำหรับฤดูกาลที่เหมาะสมในการปลูกอินทผลัมคือ ช่วงต้นฤดูฝน แต่ถ้าสามารถติดตั้งระบบการให้น้ำในสวนได้ ก็สามารถที่จะปลูกอินทผลัมได้ทุกฤดูกาล ทั้งนี้ ต้นกล้าที่จะนำมาปลูก ไม่ว่าจะเป็นต้นกล้าที่เพาะจากเมล็ด หรือต้นกล้าที่เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อขึ้นมา ควรจะอนุบาลไว้ในเรือนเพาะชำจนโตขนาดออกใบขนนก 3-4 ใบก่อน จะทำให้อัตราการรอดสูงเกือบ 100% สำหรับต้นกล้าที่เป็นหน่อที่แยกมาจากต้นแม่

ต้องเป็นหน่อที่มีอายุไม่น้อยกว่า 2-3 ปี มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 20-35 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 10-25 กิโลกรัม หากใช้หน่อที่เล็กกว่านี้จะมีอัตราการรอดตายต่ำ และเมื่อขุดแยกหน่อออกมาจากต้นแม่แล้วให้ใส่ยากันเชื้อราเดือนละ 2 ครั้ง และเพาะเลี้ยงอนุบาลไว้ในเรือนเพาะชำประมาณ 1-2 ปี ให้แข็งแรงก่อนจึงจะนำมาลงแปลงปลูกได้

การให้น้ำต้นอินทผลัม ควรให้น้ำทุกๆ วันในฤดูร้อน หรืออย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง และรดน้ำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ในฤดูหนาว หรืออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง จะทำให้อินทผลัมเติบโตได้ดี และให้ผลผลิตที่ดี หากเราปลูกต้นกล้าที่ออกใบขนนกแล้ว 3-4 ใบ ลงในแปลงช่วงต้นฤดูฝน เมื่อได้รับน้ำฝนมา 1 ฤดูแล้ว ไม่ได้รดน้ำในช่วงหน้าแล้ง อินทผลัมส่วนใหญ่จะสามารถทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ตลอดช่วงหน้าแล้ง แต่จะเจริญเติบโตช้ามาก

การใส่ปุ๋ย ให้ใส่ปุ๋ยคอก ปีละ 2 ครั้ง ช่วงเดือนตุลาคมและพฤษภาคม โดยการพรวนดินให้ปุ๋ยคอกผสมเข้ากันดี

การตัดแต่งใบ ใบอินทผลัมที่แก่แล้วให้ตัดทิ้ง โดยในต้นเล็กอาจจะใช้กรรไกรตัดแต่งใบ ต้นที่โตขึ้นมาอาจจะใช้เคียวในการตัดแต่งใบ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ใบแก่เหล่านี้เป็นที่อยู่อาศัยของแมลง และยังทำให้ทรงพุ่มดูสะอาด สวยงาม สำหรับใบที่ยังไม่แก่ ให้ตัดหนามบริเวณโคนใบทิ้งเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายในขณะทำงาน และเพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงาน ทั้งนี้เนื่องจากบริเวณโคนใบอินทผลัมจะมีหนามที่แข็งและยาวมาก

การผสมเกสร เนื่องจากอินทผลัมมีต้นตัวผู้และต้นตัวเมียแยกจากกัน การอาศัยธรรมชาติจากลมและแมลงเพียงอย่างเดียว ให้มาช่วยผสมเกสรจะทำให้อินทผลัมติดลูกไม่ดก ดังนั้น จึงต้องอาศัยตัวเกษตรกรเองช่วยผสมเกสรให้จึงจะติดลูกดก อินทผลัมจะออกดอกเป็นจั่นโดยลักษณะดอกเกสรตัวผู้จะมีสีขาว กลีบดอกเป็นแฉกๆ คล้ายหางกระรอก สำหรับอินทผลัมต้นตัวเมียจะออกดอกเป็นจั่น เหมือนกับอินทผลัมต้นตัวผู้ แต่ดอกของต้นตัวเมียจะมีลักษณะเป็นเมล็ดกลมๆ เป็นช่อสีเขียวอ่อน

โดยปกติแล้วอินทผลัมต้นตัวผู้จะออกดอกก่อนต้นตัวเมีย จึงต้องมีการเก็บเกสรต้นตัวผู้ไว้รอผสมให้เกสรต้นตัวเมีย เพื่อให้ติดลูกดก โดยเมื่อจั่นตัวผู้แตกออกมา เห็นกลีบดอกสีขาวเป็นแฉกๆ ให้นำถุงพลาสติกมาคลุมแล้วผูกปากถุงไว้ จากนั้นตัดช่อดอกออกมา แล้วนำมาเขย่าจะได้ละอองเกสรตกออกมา ให้นำละอองเกสรมาใส่ถุงไว้ ไล่อากาศออก ปิดปากถุงให้สนิทแล้วนำไปเก็บรักษาไว้ในตู้เย็นช่องปกติ

ซึ่งเราสามารถเก็บรักษาเกสรไว้ได้นานเป็นปี เพื่อรอผสมเกสรให้กับต้นตัวเมีย เวลาที่เหมาะสมที่สุดในการผสมเกสรคือ ช่วงเช้า โดยนำเกสรตัวผู้ที่เก็บไว้บางส่วนมาใส่ถุงพลาสติก เขย่าถุงให้ละอองเกสรฟุ้งกระจายในถุง จากนั้นนำไปครอบดอกตัวเมีย แล้วเขย่าให้ละอองเกสรผสมกัน โดยควรผสมซ้ำอีก 1 ครั้ง ในวันต่อมา และถ้าหากเกิดฝนตกหลังจากผสมเกสรไปแล้ว 4-6 ชั่วโมง ต้องผสมเกสรใหม่ เพราะน้ำฝนจะชะละอองเกสรตัวผู้ออกไป ซึ่งอาจจะทำให้ติดผลไม่ดีเท่าที่ควร