ด้วยประสบการณ์มากมายในเรื่องของกาแฟ จึงมั่นใจในรสชาติ

ของกาแฟที่เป็นหนึ่งดียวที่มีความแตกต่าง เราจึงสามารถใช้คอนเซ็ปต์ “Taking Thai Taste Global” ได้แน่นอน นั่นคือ ออกสู่ตลาดโลกได้อย่างแน่นอน และด้วยความโดดเด่นในเรื่องของความครีเอทีฟและโปรดักส์ของกาแฟสไตล์บ็อบ รวมทั้งตัวของคุณบ็อบบี้เอง และในความมีชื่อเสียงของบริษัท จีเอ็ม อินเตอร์ฟู้ดส์ ที่มีประสบการณ์และมีชื่อเสียงอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เราเชื่อมั่นเหลือเกินว่า เราจะสามารถจับมือกันเดินไปสู่ตลาดโลกด้วยความเป็นไดนามิก และเชื่อมั่นอย่างที่สุดว่าสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับโปรดักส์ได้อย่างที่คาดหวังไว้

ทางด้าน คุณปกรณ์ พงศ์วราภา กรรมการผู้จัดการบริษัท จีเอ็ม อินเตอร์ฟู้ดส์ จำกัด ในเครือบริษัท จีเอ็ม มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวถึงการมาจับมือร่วมกันทั้ง 3 บริษัท ในโครงการนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า

“อย่างที่ทราบกันดี บริษัท จีเอ็ม มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) อยู่ในธุรกิจสื่อแม็กกาซีนมาเกือบ 33 ปีแล้ว และมีแม็กกาซีนประมาณ 10 หัว แต่ว่า 2-3 ปีที่ผ่านมา ภูมิทัศน์ทางด้านสื่อมีความเปลี่ยนแปลงไปมาก จึงเป็นเหตุผลให้มองเห็นว่า บริษัทต้องต่อยอดธุรกิจออกมา ซึ่งบริษัทแรกคือ บริษัท จีเอ็มเฮลธ์ ที่ทำเกี่ยวกับด้านสุขภาพ และบริษัท จีเอ็ม อินเตอร์ฟู้ดส์ ที่มุ่งเน้นมาทางด้านอาหาร

โดยผลิตสินค้าตัวแรกคือ ผลิตภัณฑ์ขนมผักกรอบ 5 สายพันธุ์ แบรนด์ Deedy โดยได้เตรียมการมาประมาณปีกว่า และออกวางจำหน่ายแล้วเมื่อ 3-4 เดือนที่ผ่านมา โดยวางจำหน่ายตามโมเดิร์นเทรดต่างๆ, ทางออนไลน์ และล่าสุดได้มาจับมือกับทางบริษัท แจ็คสัน โกลบอลพาร์ทเนอร์ส ที่มีความชื่นชอบในรสชาติของผลิตภัณฑ์และมองเห็นว่าสามารถนำสินค้าออกสู่ตลาดโลกได้ ซึ่งอันที่จริงแล้วตลาดโลก ได้แก่ ยุโรป อเมริกา และจีน เป็นสิ่งที่เราได้ตั้งเป้าหมายไว้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว และการได้มาพบกับมิสเตอร์ เดวิด ลี แจ็คสัน ก็ทำให้เป้าหมายที่ตั้งไว้เร็วขึ้นจากที่คาดไว้ว่าน่าจะใช้เวลาหลายปี จึงทำให้สเต็ปนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว”

“ดังนั้น จึงคิดว่า เราทั้ง 3 บริษัทน่าจะประสบความสำเร็จ เพราะด้วยจุดเด่นที่แตกต่างกัน คือ บริษัท แจ็คสัน โกลบอลพาร์ทเนอร์ มีประสบการณ์การทำตลาดต่างประเทศ ทางบริษัท สไตล์ บ็อบ คอฟฟี่ ก็มีกาแฟที่มีรสชาติโดดเด่น ส่วนทางบริษัท จีเอ็มมัลติมีเดีย กรุ๊ป ก็มีประสบการณ์ทางด้านการทำสื่อหลายช่องทาง การจับมือร่วมกันก็น่าจะทำให้เราประสบความสำเร็จได้ในเร็ววัน นอกจากนี้ ทางจีเอ็ม อินเตอร์ฟู้ดส์ ยังมีอีกหลายโปรดักส์ที่จะทยอยออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นอีกผมจึงคิดว่า นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีของเราทั้ง 3 บริษัท ที่จะได้ร่วมมือกันเป็นพันธมิตร ผมขอขอบคุณโชคชะตาที่ทำให้เราได้มาร่วมมือกันในโครงการนี้”

ทั้งนี้ การทำงานร่วมมือกันของทั้ง 3 บริษัท ก็มีความคาดหวังว่า ในอนาคตอันใกล้นี้จะนำไปสู่เป้าหมายได้อย่างแท้จริงของโครงการ “Taking Thai Taste Global” นั่นคือ การนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยมีมาก่อนออกสู่ตลาดโลก

ซีพี พร้อมสนับสนุนกรมปศุสัตว์ เดินหน้าดำเนินการ 3 มาตรการ ช่วยแก้ปัญหาไข่ไก่ในประเทศ รุกปลดแม่ไก่ยืนกรงก่อนกำหนด เริ่มเก็บไข่เข้าห้องเย็นวันละ 2 ล้านฟอง พร้อมหาคำสั่งซื้อส่งออกไข่ไก่ 40 ล้านฟอง และปลดแม่พันธุ์ไก่ไข่ (Parent Stock) เพื่อสร้างสมดุลปริมาณและราคาในอุตสาหกรรมไข่ไก่

นายบรรเจิด หอมบุญมา รองกรรมการผู้จัดการบริหาร สายธุรกิจไข่ไก่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทพร้อมให้ความร่วมมือกับกรมปศุสัตว์อย่างเต็มที่ ในการดำเนินการมาตรการที่จะช่วยให้ราคาไข่ไก่ในประเทศให้กลับคืนสู่ภาวะสมดุลโดยเร็ว และสร้างเสถียรภาพในอุตสาหกรรมไก่ไข่อย่างยั่งยืน เบื้องต้น บริษัทได้เริ่มดำเนินการปลดแม่ไก่ยืนกรงก่อนอายุ และเก็บไข่ไก่เข้าห้องเย็นวันละ 2 ล้านฟองแล้ว เพื่อลดปริมาณผลผลิตไข่ไก่ส่วนเกินในตลาดให้เร็วที่สุด ขณะเดียวกัน ยังร่วมมือปลดไก่ไข่พ่อแม่พันธุ์ (PS) ร่วมกับภาคเอกชน 15 บริษัทผู้นำเข้าและเลี้ยงไก่ไข่พ่อแม่พันธุ์ (PS) -ปู่ย่าพันธุ์ (GP) เพื่อให้ปริมาณการผลิตไข่ไก่สมดุลกับการบริโภคของคนไทย และพร้อมให้กรมปศุสัตว์เข้าตรวจสอบการดำเนินการตลอดเวลา

“ซีพีให้ความร่วมมือกับกรมปศุสัตว์ ในการดำเนินการทั้ง 3 แนวทาง เพราะเชื่อว่าจะช่วยสร้างความ มั่นคงและยั่งยืนให้เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมไข่ไก่ไทย การผลิตไข่ไก่อยู่ในภาวะสมดุล ราคามีเสถียรภาพ เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ยืนอยู่ได้ และประชาชนได้บริโภคไข่ไก่ในราคาที่เหมาะสมอย่างเพียงพอ” นายบรรเจิด กล่าว

ในส่วนของไข่ไก่ที่ซีพีได้รับโควต้าจากกรมปศุสัตว์ให้เก็บไว้เพื่อส่งออกไข่ไก่เพิ่มอีก 40 ล้านฟองนั้น บริษัทได้ทยอยเก็บไข่ไก่เข้าห้องเย็นทุกวัน วันละ 2 ล้านฟอง แล้ว พร้อมกับเร่งหาตลาดส่งออก พร้อมยอมรับคำสั่งซื้อโดยไม่เกี่ยงราคาแม้ว่า การส่งออกจะเป็นการขายในราคาต่ำกว่าราคาในประเทศ แต่ซีพีก็ยินดีช่วยระบายไข่ไก่ส่วนเกินออกนอกประเทศ เพื่อช่วยเหลือทุกคนในแวดวงไข่ไก่ให้เร็วที่สุด

“สำหรับมาตรการปลดแม่พันธุ์ไก่ไข่ (PS) แม้จะเห็นผลลัพท์ในอีก 6-7 เดือนข้างหน้า แต่เป็นมาตรการที่ผู้ประกอบการช่วยกันเสียสละ เพื่อให้ปริมาณไข่ไก่เหมาะสมกับความต้องการบริโภค ช่วยราคาไข่ไก่มีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มความยั่งยืนให้เกษตรกรผู้เลี้ยง ผู้บริโภค และอุตสาหกรรมโดยรวมในระยะยาว” นายบรรเจิด กล่าว

ทุกวันนี้ “สตรอเบอรี่” กลายเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่น่าจับตามองมากที่สุด เพราะเติบโตเร็วมาก โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสาน เกษตรกรเจ้าของสวนยางพาราหลายรายนิยมปลูก “สตรอเบอรี่” เป็นพืชเสริมรายได้ในสวนยาง เพราะสตรอเบอรี่ เป็นไม้ผลยอดนิยมในท้องตลาด ขายได้ราคาดี ขายได้ทั้งผลสด ต้นพันธุ์ ฯลฯ เรียกว่า รับทรัพย์ได้เป็นกอบเป็นกำ

“คุณแต๋ง” – ประภัสสร สายวรรณ์ และ “คุณเอส” – อำไพร พลไตร สองสามีภรรยาเจ้าของสวนสตรอเบอรี่สุขสมใจ ซึ่งเป็นสวนสตรอเบอรี่แห่งแรกที่ปลูกกลางป่ายางพารา ของจังหวัดบึงกาฬ ยอดขายสตรอเบอรี่เติบโตสูงมาก ทั้งตลาดผลสดและต้นพันธุ์ ยอดสั่งซื้อไม่ได้เฉพาะพื้นที่ภาคอีสานเท่านั้น แต่มาจากทั่วประเทศเลยทีเดียว

คุณแต๋ง ช่วยสามีดูแลกิจการสวนยาง เนื้อที่ 100 ไร่ ในพื้นที่อำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ มีรายได้จากการทำสวนยาง ประมาณเดือนละ 30,000-40,000 บาท ต่อมาปี 2556 เกิดปัญหาราคายางตกต่ำ เธอจึงมองหาพืชตัวอื่นมาปลูกเสริมรายได้ในสวนยางพาราต้นเล็กอายุ 3 ปี เนื้อที่ 4 ไร่ บังเอิญเธอเคยช่วยแม่ปลูกสตรอเบอรี่ที่จังหวัดหนองบัวลำภูมาก่อน จึงนำไหลสตรอเบอรี่จำนวน 23 ต้น มาปลูกกลางร่องสวนยาง เนื้อที่ 1 ไร่ โดยใช้วิธีไถพรวน พร้อมโรยปูนขาว และฉีดพ่นเชื้อไตโครเดอร์ม่ารองก้นหลุมก่อนปลูก หลังปลูกคอยดูแลถอนหญ้าตามปกติ

เมื่อต้นสตรอเบอรี่เริ่มให้ผลผลิต ปรากฏว่า มีรสชาติหวานฉ่ำที่สุด เคล็ดลับความอร่อยอยู่ที่ดินในสวนยางมี “พีทมอสส์” เป็นตัวช่วย ทั้งนี้ “พีทมอสส์” คือพืชสีเขียวชนิดหนึ่งที่เติบโตปกคลุมผิวดินในช่วงฤดูฝน สวนยางที่มีพีทมอสส์ ไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยเยอะ เพราะพีทมอสส์เปรียบเสมือนปุ๋ยจุลินทรีย์ชีวภาพอยู่แล้ว

เนื่องจากสวนยางแห่งนี้ ตั้งอยู่ในพื้นที่สูง แต่แปลงปลูกสตรอเบอรี่แห่งนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ เวลาฝนตก จะชะล้างหน้าดินที่มีพีทมอสส์จากแปลงสวนยางที่อยู่ด้านบนลงมาด้วย เท่ากับเติมปุ๋ยจุลินทรีย์ชีวภาพให้กับพื้นที่ปลูกสตรอเบอรี่อยู่ตลอดเวลา ทำให้สตรอเบอรี่ที่ปลูกในสวนแห่งนี้มีคุณภาพดี รสชาติอร่อยโดยไม่ต้องพึ่งปุ๋ยเคมีแต่อย่างใด

เมื่อ 5 ปีก่อน เธอเริ่มต้นทำสวนสตรอเบอรี่เล็กๆ เพื่อสร้างรายได้เสริมในสวนยาง แต่ ณ วันนี้ “สตรอเบอรี่” กลับกลายเป็นรายได้หลักของครอบครัว เมื่อปีที่แล้ว หลังหักต้นทุนค่าใช้จ่ายแล้ว เหลือผลกำไรก้อนโตจากสวนสตรอเบอรี่ถึง 300,000 บาท

“ทุกวันนี้ ครอบครัวเรามีรายได้จากสวนสตรอเบอรี่ตลอดทั้งปี ยอดขายต่ำสุด เฉลี่ยเดือนละ 30,000 บาท ช่วงขายดี เคยทำรายได้สูงสุดถึงเดือนละ 130,000 บาท ก็เคยเจอมาแล้ว ขณะที่ “สวนยาง” กลายรายได้เสริมของครอบครัวไปเสียแล้ว” คุณแต๋ง กล่าว

ผลกำไรก้อนโต จาก “สตรอเบอรี่”

“สตรอเบอรี่” เป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้สูง ถึง 5 ช่องทาง คือ “ผลสตรอเบอรี่สด” ขายได้ราคาก.ก.ละ 300 -500 บาท ผลผลิตตกเกรดจะถูกนำไปแปรรูปเป็น “น้ำสตรอเบอรี่และแยมสตรอเบอรี่” ออกจำหน่าย ส่วน “ไหลสตรอเบอรี่” ขายต้นละ 10 บาท “ต้นสตรอเบอรี่ที่กำลังผลิดอกออกผล” ขายต้นละ 150 บาท ส่วนสตรอเบอรี่ต้นอ่อนที่ยังไม่มีผลผลิต ขายต้นละ 50 บาท

ปัจจุบัน สวนแห่งนี้จำหน่ายต้นสตรอเบอรี่หลากหลายสายพันธุ์เช่น พันธุ์ 80 พันธุ์ 329 และพันธุ์โชกุน ที่มีคุณภาพดี ลำต้นแข็งแรง ใบสีเขียวเข้ม คุณแต๋งปลูกขยายพันธุ์ได้เองในท้องถิ่น ต้นสตรอเบอรี่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดีกว่า ต้นพันธุ์ที่มาจากภาคเหนือ ที่มีใบเขียวอ่อน เมื่อนำมาปลูกจะไม่ต้านทานโรคเท่าที่ควร

“ไหลสตรอเบอรี่” ของสวนสุขสมใจ ขายดีเป็นที่ต้องการของเกษตรกรและประชาชนทั่วไป เพราะผลิตจากแม่พันธุ์ไหลคุณภาพดี ในระยะเวลาที่เหมาะสม คือ ช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน โดยทั่วไปต้นสตรอเบอรี่มักมีปัญหาเรื่องเชื้อราเยอะมาก เช่น ราขาว ซึ่งเป็นสาเหตุของโรครากเน่า โคนเน่า คุณแต๋งจึงมุ่งคัดเลือกแม่พันธุ์ ที่มีลักษณะลำต้นใหญ่ ใบเขียวเข้ม ที่สำคัญต้องเป็น “ไหลแรกที่ไม่โดนดิน ” เพื่อป้องกันไม่ให้ไหลติดเชื้อราจากดินในแปลงปลูก

หลังจากคัดเลือกแม่พันธุ์ที่ต้องการได้แล้ว คุณแต๋งจะนำวัตถุปลูกที่มีส่วนผสมของขุยมะพร้าว 70% และดิน 30% ไปรองใต้ไหลเนื้อเยื่อแรกเพื่อกระตุ้นให้เกิดตาดอกและเกิดรากโผล่พ้นผิวดิน หลังจากนั้นจึงค่อยตัดไหลไปเลี้ยงต่อในถุงดำก่อนส่งขายให้ลูกค้า (นำดินจากภายนอกมาใส่ถุงดำ เพราะหมดฤดูปลูก ดินในแปลงปลูกไม่น่ามีสารอาหารเหลืออยู่แล้ว)

เมื่อลูกค้านำไหลสตรอเบอร์รี เนื้อเยื่อไหลแรกไปปลูกลงดิน จะได้ต้นสตรอเบอรี่กอใหญ่ ที่ให้ผลผลิตดก คุณภาพดีสุด คุ้มค่ากับการลงทุน คุณแต๋งแนะนำให้เกษตรกรเลือกปลูก ไหลสตรอเบอร์รี่ พันธุ์ 80เพราะเป็นสายพันธุ์ที่เหมาะกับสภาพอากาศภาคอีสาน สตรอเบอรี่พันธุ์ 80 ลำต้นใหญ่แข็งแร็ง มีไหลต่อ 2,3,4 ไหล ติดออกมาด้วย ภายใน 1 ถุง จะได้ ต้นไหลที่ติดรากลงดินในถุงดำเป็นส่วนของไหลแรก หรือไหลที่ 1 ส่วนไหล 2-4 จะติดจากไหลแรก เรายกให้ฟรี ต้นไหลที่ติดมาในแต่ละถุงจะได้มากหรือน้อยคือกำไรของลูกค้า เราคิดราค่าเฉพาะไหลแรกที่ลงถุงดำเท่านั้น

ปัจจุบัน คุณแต๋ง จำหน่ายไหลสตรอเบอรี่ปลอดโรคทุกสายพันธุ์ ปลีก-ส่ง ลูกสตรอเบอรี่ ปลีก-ส่ง เปิดให้เข้าชมสวนฟรี สนใจสอบถามข้อมูลหรือสั่งซื้อไหลสตรอเบอรี่ ได้ที่เบอร์โทร. 062-125-5258 หรือทาง m.me/suksoomjai และ เฟซบุ๊ก : ร้านและสวนเบอรี่ สุขสมใจ อำเภอปากคาด

หากใครอยากชิมผลสตรอเบอรี่รสหวานและอยากได้ไหลสตรอเบอรี่คุณภาพดีของสวนสุขสมใจไปปลูก เชิญแวะเข้าชมและเลือกซื้อได้ในงาน “วันยางพาราจังหวัดบึงกาฬประจำปี 2562” ในระหว่างวันที่ 13-19 ธันวาคม 2561 ณ บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ

กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมมือกับ กรมวิชาการเกษตร และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ดำเนินโครงการความร่วมมือในการผลิตน้ำมันปาล์มที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกการผลิตน้ำมันปาล์มและเพิ่มความยั่งยืนทางนิเวศวิทยาและสังคมในการผลิตปาล์มน้ำมัน

นายเศรษฐพงศ์ เลขะวัฒนะ ปฏิบัติหน้าที่ผู้ทรงคุณวุฒิด้านพัฒนาระบบการผลิตสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการผลิตน้ำมันปาล์มมากเป็นอันดับ 3 ของโลก มีโรงงานผลิตน้ำมันปาล์มที่ลงทะเบียนมากกว่า 100 ราย รวมถึงมีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เกือบทั้งหมดเป็นสวนปาล์มน้ำมันของเกษตรกรรายย่อย ที่ยังขาดองค์ความรู้ในการบริหารจัดการสวนปาล์ม ขาดการรวมกลุ่มสร้างเครือข่ายที่ช่วยเหลือกัน ตามแนวทางการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน ส่งผลให้คุณภาพและผลผลิตของปาล์มน้ำมันในประเทศไทยมีคุณภาพไม่ดีนัก

จึงได้ร่วมกับกรมวิชาการเกษตร และ GIZ ในการผลิตน้ำมันปาล์มที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
และได้รับการสนับสนุนจาก Ministry of the Environment, Nature Conservation and Nuclear Safety (BMU) แห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี สำหรับดำเนินโครงการในประเทศไทย เป็นระยะเวลา 4 ปี โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 – 2565 เพื่อมุ่งสู่การยกระดับปาล์มน้ำมันในประเทศไทยให้ได้มาตรฐานการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม (RSPO) ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

สำหรับบทบาทของกรมส่งเสริมการเกษตร จะเตรียมศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร ในพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ สุราษฎร์ธานี และชุมพร เพื่อเป็นศูนย์กลางในการฝึกอบรมผู้นำเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร รวมถึงเป็นพื้นที่ให้บริการตรวจวิเคราะห์ดินแก่เกษตรกร พร้อมสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาการ เพื่อการพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรม นอกจากนี้ ยังเตรียมจัดตั้งโรงเรียนปาล์มน้ำมัน ในตำบลเขาคราม อำเภอเมืองจังหวัดกระบี่ เป็นสถานที่ฝึกอบรมและฝึกปฏิบัติ มีแปลงปลูกปาล์มน้ำมัน นอกจากนี้ ยังร่วมพัฒนาฐานข้อมูลดิจิตอลเพื่อติดตามและรายงานผลการดำเนินงานของเกษตรกรในพื้นที่นำร่องตามฐานข้อมูลเดิมที่กรมส่งเสริมการเกษตรมีอยู่ พร้อมสนับสนุนการดำเนินโครงการด้านอื่นๆ ให้สามารถพัฒนาคุณภาพปาล์มน้ำมันของไทยให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล RSPO

นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายในการปรับปรุงวิถีชีวิตของเกษตรกร ส่งเสริมการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน โดยสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกพืชตามความเหมาะสมของที่ดิน และส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยรวมกลุ่มเป็น เกษตรแปลงใหญ่ ลดต้นทุน ส่งเสริมการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีเพื่อให้มั่นใจถึงคุณภาพของพืชและสิ่งแวดล้อม และเชื่อมโยงเกษตรกรเข้าสู่ตลาด

สำหรับ การปลูกปาล์มตามมาตรฐานของ RSPO เป็นการปลูกปาล์มน้ำมันโดยมีการกำกับดูแลในเรื่องการจัดการสวน การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และการอยู่ร่วมกันภายในชุมชน มีหลักการ 8 ข้อ ได้แก่
1.ความโปร่งใส 2.ทำตามกฎหมายและระเบียบ 3.สร้างความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจในระยะยาว 4.ทำตามวิธีการดูแลรักษาปาล์มน้ำมันที่ดี 5.ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม 6.รับผิดชอบต่อลูกจ้างและชุมชน 7.ปลูกปาล์มใหม่อย่างมีความรับผิดชอบ 8.พัฒนาสวนปาล์มน้ำมันอย่างต่อเนื่อง

คาดว่า ผลลัพธ์จากการดำเนินโครงการดังกล่าว ในปี พ.ศ. 2565 จะมีเกษตรกรรายย่อยกว่า 3,000 รายที่ได้รับความรู้จากการเข้าร่วมโครงการ สามารถผลิตวิทยากรหลักจากโครงการมากกว่า 50 คน มีภาคเอกชนเข้าร่วมโครงการอย่างน้อย 10 โรงงาน ลดต้นทุนในการผลิตได้ถึง 20% และสามารถลดก๊าซเรือนกระจกมากกว่า 5,000 ตัน

ชุมชนท่องเที่ยวโอท็อป นวัตวิถี นับเป็นอีกโครงการหนึ่ง ที่ช่วยสร้างชุมชนเข้มแข็ง ยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อสร้างอาชีพและรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้คนในชุมชนไม่ต้องเข้าเมืองหารายได้ แต่นำผลผลิตที่มีมาต่อยอด เพิ่มค่าให้น่าสนใจ

วันนี้เราได้มาเยือนถิ่น “ศรีสะเกษ” ที่เป็นแหล่งปลูกหอมแดงขนาดใหญ่ในภาคอีสาน ตั้งอยู่ใน 4 อำเภอ คือ อ.ยางชุมน้อย อ.ราษีไศล อ.กันทรารมย์ และ อ.วังหิน ที่ถือว่าเป็นหอมแดงที่มีคุณภาพดีกว่าที่อื่น เพราะมีกลิ่นฉุนแรง เก็บรักษาได้ยาวนาน เกษตรกรนิยมปลูกหลังจากช่วงเก็บเกี่ยวข้าวนาปี และยังเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านเป็นอย่างมาก

แต่ราคาหอมแดงที่ขึ้นลงตามกลไกตลาด และสารพัดอุปสรรค ทำให้ชาวบ้านบ้านเมืองแสน ต.คอนกาม อ.ยางชุมน้อย จ.ศรีสะเกษ กลุ่มอาชีพพัฒนาสตรี จึงรวมกลุ่มคิดค้น “ชาหอมแดง” เพิ่มมูลค่าให้วัตถุดิบ

“นางวิลาวัณย์ แก้วคำ” เกษตรกรต้นแบบบ้านยางชุมน้อย เล่าถึงที่มาให้ฟังว่า ปีนั้นหอมแดงราคาต่ำ ทางพัฒนาชุมชนจึงส่งกลุ่มของเราเข้าอบรมที่มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ เพื่อแปรรูปหอมแดง จึงได้สูตรชาหอมแดงขึ้นมา โดยใช้หอมแดงอายุตั้งแต่ 75 วัน ขึ้นไป เพราะจะมีความหอม ฉุน เหมาะแก่การทำชา ส่วนการปลูกเราจะปลูกในโรงเรือนแบบอินทรีย์ มีสมาชิกทำชาทั้งหมด 10 คน ส่วนรายได้ค่อนข้างดีกว่าการขายหอมสด เพิ่มขึ้นอีก 3-4 หมื่นบาท ต่อปี ทีเดียว

“อยากให้ทุกท่านที่ซื้อชาหอมแดงของหมู่บ้านเรามั่นใจว่า ผลผลิตของเราปลอดสารอย่างแท้จริง และยังช่วยเรื่องสุขภาพ เพราะชาหอมแดงมีสรรพคุณช่วยแก้หวัด คัดจมูก ขับลม แก้ท้องอืด นอกจากหอมแดงแล้วเรายังมีกระเทียมดอง และกะหรี่พัฟไส้หอมแดง ให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อเป็นของฝากอีกด้วย”

ต่อจาก อ.ยางชุมน้อย เราได้มาเยือน อ.เบญจลักษ์ ที่นี่เราได้พบกับ “น.ส.ศรัณย์รัชต์ สาลี” หรือ คุณจุ๊บ อายุ 41 ปี ชาว ต.หนองงูเหลือม อ.เบญจลักษ์ จ.ศรีสะเกษ จากสาวโรงงานเมืองกรุง ลาออกกลับมาสู่ชีวิตบ้านทุ่ง อยู่กับครอบครัวและธรรมชาติรอบกาย พลิกฟื้นผืนนาปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ ต่อยอดทำผลิตภัณฑ์ส่งขายสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว และยังมีอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่เธอคิดทำขึ้น คือ “ชาเปลือกแก้วมังกร” ที่เธอปิ๊งไอเดียจากการกินผลแก้วมังกรแล้วทิ้งเปลือก พบว่ามีเส้นใยอยู่เยอะ จึงนำมาสู่การทำชา แม้รายได้ยังไม่มากแต่สร้างความสุขใจให้ตัวเอง

โดย น.ส.ศรัณย์รัชต์ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นให้ฟังว่า แรกเลยที่คิดทำ “ชาเปลือกแก้วมังกร” คือ ตอนที่กินแก้วมังกรแล้วเห็นเปลือกมีเส้นใย จึงเกิดความอยากรู้ว่า เปลือกมีคุณสมบัติอะไรบ้าง เมื่อศึกษาดูพบว่าช่วยเรื่องบำรุงความจำ จึงคิดทำสูตรชาขึ้นมา เมื่อทดลองทำและชิมดู รู้สึกว่ามันมีกลิ่นหอมนุ่ม แต่รสชาติยังจืด จึงใส่หญ้าหวานเป็นส่วนผสม ทำให้รสชาติดีขึ้น ส่วนต้นแก้วมังกรจะปลูกแบบอินทรีย์ ใช้พื้นที่บริเวณบ้าน 3 ไร่ ผลที่ได้จึงไม่ค่อยสวย ไม่เหมาะกับการขายผลสด สำหรับราคาขายอยู่ที่ กล่องละ 350 บาท เพราะเปลือกแก้วมังกร 10 กิโลกรัม เมื่อตากแดด 3 วัน และผ่านการอบ น้ำหนักจะเหลือแค่ 700 กรัม เท่านั้น และโชคดีที่มีโครงการโอท็อปนวัตวิถี ทำให้ช่วยโปรโมตผลิตภัณฑ์ ทั้ง “ชาเปลือกแก้วมังกร” และ “กลีบลำดวนข้าวไรซ์เบอร์รี่” ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

เมืองรองแห่งนี้ แม้ไม่ใช่เมืองหลักแห่งการท่องเที่ยว แต่หากได้ไปเยือนจะรู้ว่า แต่ละชุมชนซุกซ่อนของดีเอาไว้อย่างมากมาย อย่างเช่น บ้านละทาย ต.ละทาย อ.กันทรารมย์ ชาวบ้านที่นี่รวมกลุ่มผลิตผ้าสไบสีฟ้างดงามด้วยการทอมือเป็นเอกลักษณ์ที่หาดูยากยิ่ง หรือจะเป็นกระติ๊บข้าวสานจากต้นกกให้ได้เลือกซื้อติดมือกลับไปเป็นของฝาก ส่วนที่บ้านโนนสว่าง ต.พรหมสวัสดิ์ อ.พยุห์ งามล้ำด้วยผ้าไหมมัดหมี่ที่ทอด้วยกี่โบราณ สืบสานวัฒนธรรมชนเผ่าลาว หากใครได้ไปเยือนต้องควักกระเป๋าซื้อกลับบ้านแน่นอน

นี่เป็นเพียงส่วนเล็กๆ จากหลายหมู่บ้านที่ทีมงานพัฒนาชุมชนได้พามาเยือน ทุกชุมชนจะเข้มแข็งได้ภาครัฐต้องมีส่วนร่วมช่วย พร้อมด้วยความสามัคคีเป็นที่ตั้ง

“ศรีสะเกษ” เมืองรองแห่งนี้ มีดีกว่าที่คิดนายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ในเดือนพฤศจิกายน 2561 กรมได้ตกลงขายข้าวให้ทั้งรัฐบาลจีนและรัฐบาลฟิลิปปินส์ ปริมาณรวม 180,000 ตัน โดยคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ได้เห็นชอบการตกลงราคาขายข้าวงวดที่ 7 กับ COFCO Corporation (COFCO) รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน ปริมาณ 100,000 ตัน เป็นข้าวขาว 5% ฤดูกาลผลิตใหม่ มีกำหนดส่งมอบปลายเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2561 และไทยชนะการประมูลนำเข้าข้าวขาว 25% ฤดูกาลผลิตใหม่ ของหน่วยงาน National Food Authority (NFA) รัฐบาลสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ อีกปริมาณ 80,000 ตัน กำหนดส่งมอบข้าวภายในเดือนธันวาคม 2561

นายอดุลย์ กล่าวว่า นอกจากนี้ NFA ได้เปิดประมูลนำเข้าข้าวเป็นการทั่วไปหรือประมูลของเอกชน เป็นข้าวขาว 25% ปริมาณ 500,000 ตัน ผลปรากฏว่า ผู้ส่งออกข้าวไทย 2 ราย ชนะการประมูลรวม 144,000 ตัน คิดเป็น 28% ของปริมาณที่เปิดประมูล โดยมีกำหนดส่งมอบเดือนธันวาคม 2561 – มกราคม 2562 ดังนั้น ไทยจะต้องเตรียมส่งออกข้าวทั้งของรัฐบาลและเอกชน ปริมาณรวม 324,000 ตัน ซึ่งถือเป็นข่าวดีอย่างยิ่งส่งท้ายปีสำหรับชาวนาและตลาดข้าวไทย เนื่องจากมีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศปริมาณมากมารองรับผลผลิตข้าวนาปีที่กำลังออกสู่ตลาดในช่วงสิ้นปีนี้ โดยผู้ส่งออกข้าวจะต้องไปรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาเพื่อส่งมอบ และการส่งออกข้าวปริมาณมากในระยะเวลาที่สั้นจะช่วยให้การระบายข้าวฤดูกาลผลิตใหม่เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลบวกต่อราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรจะได้รับเสถียรภาพมากยิ่งขึ้นและต่อการค้าข้าวไทยทั้งระบบ