ด้วยแนวคิดที่ว่า “วิธีที่ดีที่สุดก็คือต้องป้องกันตั้งแต่ต้นทาง” ซีพีเอฟ

จึงมุ่งให้ความรู้แก่พนักงานและเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกถึงเรื่องสุขศาสตร์ การป้องกันโรค วิธีการสังเกตอาการของสัตว์ปีกที่ป่วย และแนวทางการปฏิบัติเพื่อการป้องกันโรคอย่างต่อเนื่องจนประสบความสำเร็จอย่างสูงสามารถป้องกันไม่ให้สัตว์ปีกเกิดโรคดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะที่ “ระบบคอมพาร์ทเมนต์” หมายถึง สถานประกอบการ หรือกลุ่มสถานประกอบการ ซึ่งทราบสถานภาพของโรคไข้หวัดนกภายใต้ระบบการจัดการความปลอดภัยทางชีวภาพร่วมกัน ตามหลักการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุมสำหรับโรคไข้หวัดนก โดยจะให้ความสำคัญการจัดการด้านความปลอดภัยทางชีวภาพที่เชื่อมโยงภายในหน่วยงานและสถานประกอบการอื่นที่เกี่ยวข้อง พร้อมด้วยมาตรการเฝ้าระวังและควบคุมโรค เพื่อให้ฝูงสัตว์ปีกมีสถานะปลอดจากโรคไข้หวัดนก

โดยมีองค์ประกอบสำคัญด้านการจัดการใน 4 หมวดหลัก ได้แก่ 1. มาตรฐานการจัดการความปลอดภัยทางชีวภาพสำหรับสถานประกอบการ ตามหลักการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม หรือ HACCP สำหรับโรคไข้หวัดนก 2. การเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกในฟาร์มและพื้นที่กันชนรัศมี 1 กิโลเมตรรอบฟาร์ม ตามข้อกำหนดของกรมปศุสัตว์ 3. การควบคุมโรคไข้หวัดนกในฟาร์มและพื้นที่กันชนรัศมี 1 กิโลเมตรรอบฟาร์ม ตามข้อกำหนดของกรมปศุสัตว์ และ 4. การตรวจสอบย้อนกลับ

ซีพีเอฟ ได้นำระบบคอมพาร์ทเมนต์มาใช้ในอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปครบวงจร โดยดำเนินการทั้ง 4 หมวดหลักอย่างจริงจัง นับตั้งแต่โรงงานอาหารสัตว์ ที่ทำการคัดสรรวัตถุดิบอย่างดี ขณะที่โรงฟักไข่สัตว์ปีก จะใช้ระบบการผลิตตามหลักการอาหารปลอดภัยเช่นเดียวกับโรงงานอาหารแปรรูปจากนั้นลูกไก่จะถูกส่งเข้าเลี้ยงในฟาร์มมาตรฐานในโรงเรือนปิดระบบปรับอากาศด้วยการระเหยของน้ำ (EVAP) ที่มีระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมการเลี้ยงจากภายนอกโดยผู้เลี้ยงไม่ต้องเข้าไปภายในโรงเรือน ระบบจะจัดการสภาพแวดล้อมภายในโรงเรือนให้สัตว์ปีกอยู่อย่างสบาย และรายงานข้อมูลการเลี้ยงตามเวลาจริง พร้อมทั้งสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับได้ตลอดเวลา

ขั้นตอนของการเข้าปฏิบัติงานภายในโรงเรือนก็เข้มข้น ผู้ปฏิบัติงานต้องทำความสะอาด ฆ่าเชื้อมือและรองเท้า ก่อนสัมผัสสัตว์ปีก รวมถึงรถขนส่งและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องต้องผ่านน้ำยาฆ่าเชื้อทั้งหมด ที่สำคัญต้องมีโปรแกรมการควบคุมและกำจัดสัตว์พาหะ เพื่อป้องกันไม่ให้โรคเข้าไปปนเปื้อนสัตว์ปีกภายในโรงเรือนได้ ตลอดจนมีโปรแกรมการเฝ้าระวังโรค ทั้งที่ฟาร์มและพื้นที่กันชนรัศมี 1 กิโลเมตรรอบฟาร์ม ตามข้อกำหนดของกรมปศุสัตว์ อีกทั้งมีมาตรการตรวจสอบก่อนการจับไก่เนื้อหรือเป็ดเนื้อส่งมอบโรงงาน เพื่อให้มั่นใจว่าสัตว์ปีกปราศจากเชื้อก่อโรคและปลอดจากสารตกค้างที่เป็นอันตราย

กระบวนการป้องกันโรคระบาดสัตว์มีรายละเอียดค่อนข้างมากและต้องใช้ความเข้มงวดจริงจัง จะหละหลวมในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งไม่ได้เลย ซึ่งตรงนั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของภาครัฐและเอกชน ตลอดจนเกษตรกรเป็นผู้รับผิดชอบไป ในส่วนของ “ผู้บริโภค” ก็เพียงเลือกซื้อสินค้าเนื้อสัตว์ปีกและไข่จากผู้ผลิตที่ได้มาตรฐานที่กรมปศุสัตว์รับรอง ทราบแหล่งที่มา และรับประทานเนื้อสัตว์ปีกที่สุกแล้วเท่านั้น ก็จะปลอดภัยจากไข้หวัดนกและโรคระบาดสัตว์หลายๆ โรคแล้ว

คุณก็จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ “ตระหนักรู้” แต่ไม่หลง “ตระหนก” ไปกับข่าวลือข่าวเท็จเกี่ยวกับโรคระบาดสัตว์แล้วครับ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานประชุมคณะกรรมการความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ (Doing Business) เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานแก้ไขอุปสรรคการทำธุรกิจต่อเนื่อง หลังจากที่ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ปรับอันดับความยากง่ายการทำธุรกิจของไทยในปีนี้ดีขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 26 จาก 46 หรือดีขึ้น 20 อันดับ เพื่อทำให้อันดับในปีหน้าดีขึ้นกว่านี้

“ในปีหน้าทุกหน่วยงานต้องทำงานแบบจี้ติดเหมือนปีนี้ เพื่อให้อันดับดีขึ้น ในปีนี้ถือว่าไทยทำได้ดี เป็นผลจากการแก้ไขปัญหามาตลอดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งธนาคารโลกจัดให้ไทยเป็น 1 ใน 10 ประเทศของโลก ที่มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด”นายสมคิด กล่าว

สำหรับการจัดอันดับความยากง่ายการทำธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน ไทยยังเป็นรองประเทศสิงคโปร์ ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 2 เท่ากับปีก่อน และประเทศมาเลเซีย ซึ่งอยู่ที่อันดับ 24 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ที่อันดับ 23 ส่วนประเทศเวียดนามอยู่ที่อันดับ 68 ดีขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ที่อันดับ 82 และประเทศอินโดนีเซียที่อันดับ 72 ดีขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ที่อันดับ 91

ขอขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์ข่าวสด รายวัน ฉบับวันศุกร์ที่ 3 พฤศจิกายน 2560 พาณิชย์ออกตรวจเข้มป้อมปรามการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าช่วงน้ำท่วม จับมือห้างใหญ่ลดราคาสินค้าเป็นพิเศษในจังหวัดประสบภัยน้ำท่วม จัดรถธงฟ้าเคลื่อนที่ลงพื้นที่ถึงเกษตรกร จัด 10 สายตรวจคุมราคาวัสดุทำกระทงด้วย

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในโดยได้ประสานงานกับห้างสรรพสินค้าในพื้นที่จัดหาสินค้าให้มีเพียงพอกับความต้องการของประชาชน และกระจายสินค้าอย่างทั่วถึง และให้มีการจำหน่ายสินค้าในราคาเดิม รวมทั้งได้ประสานไปยังพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัดในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม ออกตรวจสอบสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด

ขณะนี้พบว่าปริมาณสินค้ายังมีเพียงพอกับความต้องการของประชาชน และไม่พบการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา แต่อย่างไรก็ตาม รมว.พาณิชย์ (พณ.) ได้เน้นย้ำให้พาณิชย์จังหวัดติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะเป็นปกติ
สำหรับมาตรการรองรับภายหลังน้ำลด ได้แจ้งผู้ผลิต ผู้จำหน่าย และผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่งรายใหญ่ให้จัดส่งสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นกระจายสินค้าอย่างทั่วถึง และเพียงพอต่อความต้องการ เช่น ของใช้ประจำวัน ไม้กวาด ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้น อุปกรณ์วัสดุก่อสร้าง และขอความร่วมมือห้างค้าส่งค้าปลีก จัดกิจกรรมลดราคาสินค้าเป็นพิเศษในจังหวัดที่ประสบภัยน้ำท่วม เช่น เทสโก้โลตัส บิ๊กซี แม็คโคร และท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต เบื้องต้นห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ให้ความร่วมมือจัดกิจกรรมลดราคาสินค้าดังกล่าว
นอกจากนี้ เพื่อให้ประชาชนและเกษตรกรที่ประสบภัยน้ำท่วมได้ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคในราคาถูก เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย ได้เตรียมจัดรถจำหน่ายสินค้าธงฟ้าเคลื่อนที่ (Mobile Unit) นำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการครองชีพ เช่น ข้าวสาร ไข่ไก่ อาหารสำเร็จรูป เครื่องนุ่งห่ม ผลิตภัณฑ์ชำระล้าง อุปกรณ์ซ่อมแซมบ้าน ไปจำหน่ายในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหลังน้ำลด โดยประสานพาณิชย์จังหวัดจัดทำแผนการจัดจำหน่ายสินค้าธงฟ้าเพื่อช่วยเหลือประชาชนแล้ว

อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนการกำกับดูแลราคาสินค้าทั่วไป ได้ส่งสายตรวจออกตรวจสอบสถานการณ์สินค้าเป็นประจำทุกสัปดาห์ ซึ่งช่วงนี้เริ่มมีบางพื้นที่ในเขตกรุงเทพฯ ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม รวมทั้งใกล้วันลอยกระทง ประชาชนมีความต้องการใช้วัสดุการทำกระทง และกระทงสำเร็จรูปเพิ่มสูงขึ้น

จึงสั่งการให้สายตรวจ จำนวน 10 สาย ออกตรวจสอบผู้ประกอบการค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภค วัสดุก่อสร้างและราคาวัสดุการทำกระทง และกระทงสำเร็จรูปเพิ่มเติมด้วย เพื่อไม่ให้จำหน่ายราคาสูงเกินสมควร และให้ปิดป้ายแสดงราคาให้ชัดเจน หากประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรม พบเห็นการฉวยโอกาส สามารถแจ้งสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เปิดเผยว่า ในหลายจังหวัดที่ยังประสบปัญหาน้ำท่วม นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบนโยบายให้กรมการค้าภายในกำกับดูแลมิให้มีการฉวยโอกาสปรับราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นและให้มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน กรมจึงประสานห้างสรรพสินค้าในพื้นที่จัดหาสินค้าให้มีเพียงพอกับความต้องการของประชาชนและกระจายสินค้าอย่างทั่วถึง และให้มีการจำหน่ายสินค้าในราคาเดิม รวมทั้งประสานพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัดในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม ออกตรวจสอบสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิดจนกว่าสถานการณ์จะปกติ เบื้องต้นพบว่าปริมาณสินค้ายังเพียงพอ และไม่พบการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา

นายบุณยฤทธิ์ กล่าวว่า สำหรับมาตรการรองรับภายหลังน้ำลด ได้ประสานผู้ผลิต ผู้จำหน่าย และผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่งรายใหญ่ให้จัดส่งสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นให้มีการกระจายสินค้าอย่างทั่วถึงและเพียงพอต่อความต้องการ เช่น ของใช้ประจำวัน ไม้กวาด ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้น อุปกรณ์วัสดุก่อสร้าง และขอความร่วมมือห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ จัดกิจกรรมลดราคาสินค้าเป็นพิเศษในจังหวัดที่ประสบภัยน้ำท่วม เช่น โลตัส บิ๊กซีแม็คโคร และท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต พร้อมกับเตรียมจัดรถจำหน่ายสินค้าธงฟ้าเคลื่อนที่ไปในพื้นที่น้ำลด เช่น ข้าวสาร ไข่ไก่ อาหารสำเร็จรูป เครื่องนุ่งห่ม ผลิตภัณฑ์ชำระล้าง อุปกรณ์ซ่อมแซมบ้าน โดยให้พาณิชย์จังหวัดจัดทำแผนการจัดจำหน่ายสินค้าธงฟ้าต่อไป

นายบุณยฤทธิ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ พบว่าบางพื้นที่ในเขตกรุงเทพฯและต่างจังหวัด มีความต้องการใช้วัสดุการทำกระทง และกระทงสำเร็จรูปเพิ่มสูงขึ้น เพื่อใช้ในวันลอยกระทง วันที่ 3 พฤศจิกายน จึงสั่งการให้สายตรวจออกตรวจสอบราคาวัสดุการทำกระทง และกระทงสำเร็จรูป เพิ่มเติมจากสินค้าปกติ และกำชับให้ปิดป้ายแสดงราคาให้ชัดเจน

ผลิตแคโรทีนอยด์เข้มข้น“นํ้ามันปาล์ม” นิยมใช้ในการทอดอาหารถึง 70% ของน้ำมันบริโภคทั้งหมด น้ำมันปาล์มผลิตจากน้ำมันปาล์มดิบซึ่งมีสีส้มแดงของสารแคโรทีนอยด์ที่เป็นองค์ประกอบ กระบวนการผลิตน้ำมันปาล์มต้องกำจัดแคโรทีนอยด์ออกเพื่อให้น้ำมันมีสีอ่อนใส ทำให้คุณค่าของน้ำมันปาล์มลดลงอย่างมาก เนื่องจากแคโรทีนอยด์เป็นสารที่มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ และเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ ซึ่งไทยต้องนำเข้าแคโรทีนอยด์จากต่างประเทศ เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร ยา และเครื่องสำอาง แคโรทีนอยด์ที่มีบีตาแคโรทีนเป็นองค์ประกอบสูง มีราคากิโลกรัมละหลายหมื่นบาท หากนำน้ำมันปาล์มดิบมาแยกแคโรทีนอยด์ออกก่อนที่จะนำไปผลิตน้ำมันปาล์มบริโภคหรือไบโอดีเซล

จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้น้ำมันปาล์มดิบที่สูงมาก แต่เทคโนโลยีการผลิตแคโรทีนอยด์ยังเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงจากต่างประเทศ และซับซ้อน จึงไม่เหมาะกับไทย รศ. พัชรินทร์ ระวียัน คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เปิดเผยว่า คณะอุตสาหกรรมเกษตรจัดโครงการวิจัยการสร้าง “เครื่องต้นแบบระดับโรงงานเพื่อผลิตแคโรทีนอยด์เข้มข้นจากน้ำมันปาล์มดิบ” ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) โดยเครื่องต้นแบบตั้งอยู่ที่บริเวณศูนย์วิจัย สาธิต และฝึกอบรมการเกษตรแม่เหียะ มช.โดยเครื่องต้นแบบระดับโรงงานที่สร้างขึ้น ได้พัฒนามาจากเครื่องต้นแบบระดับห้องปฏิบัติการ ได้รับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ โดยออกแบบให้ใช้วัสดุอุปกรณ์ที่จำหน่าย หรือสร้างได้ภายในประเทศ ซ่อมบำรุงได้โดยช่างเทคนิคในท้องถิ่น มีกำลังผลิตครั้งละ 100 กิโลกรัม ผลิตแคโรทีนอยด์ที่มีคุณภาพตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ไขมัน

ทั้งนี้ การผลิตแคโรทีนอยด์โดยใช้เครื่องสกัด และเทคโนโลยีที่เหมาะสม นอกจากจะช่วยให้การทำสวนปาล์มน้ำมันมีความยั่งยืนแล้ว ยังช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม และอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

รศ.ดร.ชูศักดิ์ เอกเพชร รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (มรส.) เปิดเผยว่า มรส.พร้อมเป็นเจ้าภาพพิธีรับพระราชทานปริญญาราชภัฏเขตภาคใต้เป็นครั้งที่ 6 ประจำปี 2560 ระหว่างวันที่ 12-14 พฤศจิกายน ที่ โดยได้เตรียมความพร้อมทั้งในส่วนของอาคารสถานที่ สภาพแวดล้อม ตลอดจนบุคลากรที่รับผิดชอบของงานแต่ละส่วน หลังจากที่ได้ปฏิบัติงานมาหลายครั้ง ต้องถือว่าทุกคนเป็นมืออาชีพที่มองเห็นงานโดยตลอด และพยายามปรับปรุงแก้ไขในส่วนที่เป็นปัญหาอุปสรรคในรอบที่ผ่านๆ มาอย่างรอบคอบ

ในส่วนของอาคารสถานที่ได้ปรับปรุงบางส่วนเพื่อให้มีความพร้อมใช้งาน และสวยงามสมพระเกียรติ ทั้งเป็นที่ภาคภูมิใจแก่บัณฑิตที่เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร ตลอดจนผู้ปกครองและผู้เกี่ยวข้อง นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่งที่ มรส.ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยในการเป็นเจ้าภาพติดต่อกันเป็นปีที่ 6 ชาว มรส.มีความภาคภูมิใจยิ่งต่อภารกิจที่สำคัญในครั้งนี้ และชาวสุราษฎร์ธานีได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ รับเสด็จ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างใกล้ชิด

รศ.ดร.ชูศักดิ์กล่าวต่อว่า พิธีพระราชทานปริญญาบัตรในปีนี้ ชาว จ.สุราษฎร์ธานี ได้รับประโยชน์โดยตรง เบื้องต้นคือความภาคภูมิใจที่มีส่วนได้เป็นเจ้าภาพในพิธีการที่สำคัญในครั้งนี้ นอกจากนี้ การที่มีผู้คนจำนวนมากเดินทางเข้าสู่ จ.สุราษฎร์ธานี ในฐานะแขกผู้มาเยือน ทำให้จังหวัดได้รับการยอมรับและเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของจังหวัดในระยะยาว ประการสำคัญยังกระตุ้นเศรษฐกิจให้จังหวัดเป็นอย่างดี ส่วนด้านการสนับสนุน ทั้งส่วนราชการและสถานประกอบการหลายแห่งในจังหวัด มีส่วนร่วมเป็นเจ้าภาพที่ดี และสนับสนุนบุคคลและทรัพยากรที่เกี่ยวข้องต่อมหาวิทยาลัยเป็นอย่างดี

“พิธีพระราชทานปริญญาบัตรเป็นพิธีที่มีเกียรติและมีคุณค่ายิ่งต่อบัณฑิตทุกคน ขอให้บัณฑิตที่ได้รับพระราชทานปริญญาบัตรปฏิบัติตนตามคำสัตย์ปฏิญาณที่ได้กล่าวในที่ประชุม ปฏิบัติตนให้เกิดประโยชน์กับสังคมด้วยการใช้ความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อท้องถิ่นและประเทศชาติอย่างแท้จริง” รศ.ดร.ชูศักดิ์กล่าว

ดอกหน้าวัว (Anthurium spp.) เป็นไม้ดอกเศรษฐกิจสำคัญ ที่นิยมใช้แพร่หลายในประเทศและส่งออก เพราะเป็นไม้ดอกที่มีหลากสีสันและหลายสายพันธุ์ ใช้ประโยชน์ได้อย่างกว้างขวาง และมีอายุการใช้งานได้นาน

หน้าวัว เสริมรายได้ช่วงฤดูฝน-ราคายางตกต่ำ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส พบว่า เมื่อนำต้นหน้าวัวปลูกเป็นพืชร่วมในสวนยางพารา ดอกหน้าวัวสามารถเจริญเติบโตและออกดอกได้ดี จึงแนะนำให้เกษตรกร ปลูกเป็นพืชร่วมในสวนยางพารา เพื่อเสริมรายได้ในช่วงฤดูฝนที่มีจำนวนวันกรีดน้อยหรือในช่วงที่ราคายางตกต่ำ

ธรรมชาติของหน้าวัว

ดอกหน้าวัว เติบโตได้ดีในแหล่งปลูกที่มีร่มรำไร มีแสงแดดประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ และต้องการความชื้นสูง ทั้งนี้ แนะนำให้ปลูกในสวนยางพาราอายุประมาณ 10 ปีขึ้นไป ที่มีปริมาณแสงเพียงพอกับการเจริญเติบโตและออกดอกแล้ว ยังมีเวลายาวนานเพียงพอกับการลงทุน

สายพันธุ์ที่แนะนำปลูก

การปลูกหน้าวัวในสวนยางพารา ควรเลือกใช้สายพันธุ์ไทยที่ต้านทานโรคและทนทานต่อแสงแดด ได้แก่ เปลวเทียนภูเก็ต (สีชมพู) เปลวเทียนลำปาง (สีขาว) หน้าวัวผกามาศ (สีส้ม) และหน้าวัวดวงสมร (สีแดง)

ต้นดอกหน้าวัว ปลูกได้ไม่ยาก เริ่มจากใช้ต้นพันธุ์ที่มีใบ 3-4 ใบ และมีราก 2-3 ราก นำมาปลูกในแปลงที่เตรียมไว้ โดยใช้กาบมะพร้าวสับเป็นวัสดุปลูกหลัก และใช้เศษอิฐหักผสมบ้างเพื่อกันต้นล้ม นิยมปลูกแถวคู่ โดยปลูกห่างแถวยางพารา 1.75 – 2 เมตร สำหรับพื้นที่สวนยางพารา 1 ไร่ ปลูกในระยะ 2.5×8 เมตร จะใช้ต้นพันธุ์ปลูกประมาณ 3,200 ต้น หากปลูกในระยะห่าง 3×7 เมตร จะใช้ต้นพันธุ์ประมาณ 2,750 ต้น

การดูแลรักษา

ต้นดอกหน้าวัวที่ปลูกในปีแรก ควรใส่ปุ๋ยเกล็ด สูตร 21-21-21 อัตรา 15 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร สลับกับปุ๋ยน้ำ สูตร 11-8-6 อัตรา 30 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นสัปดาห์ละครั้ง ส่วนปีต่อไป ควรใช้ปุ๋ยเกล็ด สูตร 21-21-21 ในอัตราส่วนเท่าเดิม ฉีดพ่นสัปดาห์ละ 1 ครั้ง สลับด้วยปุ๋ยเกล็ด สูตร 10-52-17 อัตรา 30 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นเดือนละ 1 ครั้งเพื่อเร่งดอก

ในฤดูฝน แปลงปลูกดอกหน้าวัวมักเสี่ยงเจอโรคจากเชื้อรา ระบาดทางใบและดอก เช่น โรคแอนแทรกโนส ควรใช้สารออโธไซด์ฉีดพ่นเพื่อป้องกันหรือในช่วงเป็นโรคเพียงเล็กน้อย อัตรา 50 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร หากโรคแพร่ระบาดรุนแรง ควรฉีดพ่นสลับด้วยสารอาลีเอท ในอัตรา 30 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น 2 สัปดาห์ ต่อครั้ง จึงค่อยลดระยะการใช้ห่างออกไป ส่วนฤดูแล้งไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมี

การให้น้ำ ช่วงฤดูแล้งควรรดน้ำแปลงปลูกหน้าวัวให้ชุ่มทั้งต้นและวัสดุปลูก ในช่วงเช้าและเย็น ต้นหน้าวัวจะเริ่มออกดอกหลังจากปลูกประมาณ 5-7 เดือน ในปีแรกจะให้ดอกน้อย ในปีถัดไปจึงให้ปริมาณดอกเพิ่มขึ้น เฉลี่ย 22,000 ดอก ( ปลูกระยะ 2.5×8 เมตร) และ 16,000 ดอก (ปลูกระยะ3×7 เมตร ) ต่อพื้นที่ปลูกยางพารา 1 ไร่

แนะนำให้ตัดดอกในช่วงเช้า โดยเลือกจานรองดอกที่มีดอกจริงบนจานรองดอก 1/2-3/4 ของจาน ให้สังเกตจากสีของจานรองดอกที่เปลี่ยนไป จะทำให้ดอกที่ตัดมานั้นมีอายุการใช้งานได้นาน ไม่ต่ำกว่า 1 สัปดาห์

ต้นทุนการผลิต

สำหรับพื้นที่ปลูกยางพารา 1 ไร่ การลงทุนในปีแรก จะประกอบด้วยต้นทุน จากค่าต้นพันธุ์ วัสดุปลูก อุปกรณ์ให้น้ำ ปุ๋ย และสารเคมีป้องกันกำจัดโรค เฉลี่ยประมาณ 51,700 บาท (ระยะ2.5×8 เมตร )และ 44,400 บาท ( ระยะ 3×7 เมตร )ต่อพื้นที่ปลูกยางพารา 1 ไร่ ซึ่งต้นทุนการผลิตจะแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น ขึ้นอยู่กับราคาขายและพันธุ์

ส่วนปีต่อมา จะมีต้นทุนค่าใช้จ่าย จากค่าปุ๋ยและสารเคมีป้องกันกำจัดโรค เฉลี่ย 2 บาท ต่อต้น หรือประมาณ 6,400 บาท (2.5×8 เมตร )และ 5,500 บาท ( ระยะ 3×7 เมตร ) ต่อพื้นที่ปลูกยางพารา 1 ไร่

ในปีแรก รายได้จากการตัดดอกมีปริมาณต่ำ nforcershq.com เฉลี่ยประมาณ 34,450 บาท (2.5×8 เมตร )และ 29,600 บาท ( ระยะ 3×7 เมตร ) ต่อพื้นที่ปลูกยาง 1 ไร่ ในปีต่อมาจะมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 80,000 บาท (2.5×8 เมตร )และ 68,750 บาท ( ระยะ 3×7 เมตร ) ต่อพื้นที่ปลูกยางพารา 1 ไร่ อย่างไรก็ตาม ผู้ปลูกมีโอกาสคืนทุนได้ในปีที่ 2 หลังจากปลูก และจะมีรายได้เพิ่มจากการจำหน่ายต้นพันธุ์ ซึ่งเริ่มขยายพันธุ์ได้ในปีที่ 4-5 เป็นต้นไป

การปลูกไม้ดอกสกุลหน้าวัวเพื่อเสริมรายได้ในสวนยางพารา เหมาะสมสำหรับสวนยางพาราในบางพื้นที่เท่านั้น โดยพิจารณาถึงตลาดรองรับ นอกจากนี้ เจ้าของสวนควรคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ ด้วย คือ 1. ควรมี “ แหล่งน้ำ ”เพียงพอสำหรับดูแลแปลงปลูกในช่วงฤดูแล้ง 2. ควรมี “แรงงาน”เพียงพอสำหรับการดูแลรักษาแปลงปลูก 3. เริ่มลงทุนปลูก จากพื้นที่น้อยๆ ก่อน เมื่อมีประสบการณ์เพิ่มมากขึ้นจึงค่อยขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้น เพื่อให้ประสบผลสำเร็จตามที่ต้องการ

ผู้สนใจปลูกหน้าวัว สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ งานวิชาการเกษตร ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลกะลุวอเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส

เข้าสู่ช่วงปลายปีแล้วนะครับ หลายธุรกิจเริ่มคึกคักขึ้น ทั้งภาคการผลิตและการท่องเที่ยว เพราะเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น ผู้คนเริ่มจับจ่ายใช้สอย และวางแผนเดินทางท่องเที่ยว ท่านผู้ประกอบการเตรียมรับมือให้พร้อมด้วยนะครับ ทั้งเรื่องสต๊อกสินค้าและจำนวนพนักงาน เพื่อให้บริการลูกค้าได้อย่างพอเพียงและรวดเร็ว ถ้าท่านไม่เตรียมพร้อม คู่แข่งอาจฉกฉวยโอกาสนี้ก่อนนะครับ

สัญญาณบวกของธุรกิจและภาคเศรษฐกิจนี้ สอดคล้องกับรายงานดัชนีภาวะธุรกิจ SMEs ไตรมาส 3 ปี 2560 โดยกรุงศรี (Krungsri SME Index Q3/2017) ซึ่งผู้ประกอบการมีมุมมองที่เป็นบวกต่อเศรษฐกิจในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งมุมมองที่เป็นบวกนี้ อาจเป็นผลมาจากภาคการส่งออกที่ดีขึ้น และหลายกลุ่มอุตสาหกรรมย้ายฐานการผลิตมาไทย คือ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ กลุ่มยานยนต์และกลุ่มอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมยาง เป็นต้น
ผมมองว่านี่เป็นสัญญาณที่ดีต่อผู้ประกอบการไทยครับ การย้ายฐานการผลิตมาไทยแสดงให้เห็นว่านักลงทุนต่างชาติมีความเชื่อมั่นที่ดีต่อเศรษฐกิจไทย นโยบายภาครัฐที่ส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และนโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ชัดเจน รวมถึงโครงการจัดตั้งเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกซึ่งมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ช่วยสร้างความมั่นใจต่อนักลงทุนต่างชาติมากครับ

จากผลสำรวจของไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการประมาณ 57% มีความกังวล โดยกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจมากที่สุด รองลงมาคือเรื่องการเมือง และการขาดแคลนแรงงานตามลำดับ

โดยประเด็นเรื่องแรงงาน รายงานดัชนีภาวะธุรกิจ SMEs ได้สำรวจเชิงลึกกับผู้ประกอบการเกี่ยวกับเรื่องการบังคับใช้ พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าว พ.ศ. 2560 ที่รัฐบาลเพิ่งประกาศเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ว่ามีผลกระทบต่อธุรกิจหรือไม่

จากผลสำรวจผู้ประกอบการส่วนใหญ่บอกว่ายังไม่ได้รับผลกระทบต่อธุรกิจ แต่สำหรับผู้ที่ตอบว่าได้รับผลกระทบ ผลสำรวจระบุว่า เป็นผลมาจากแรงงานที่หายไป การขาดแคลนแรงงาน ต้องเพิ่มค่าแรงเพื่อหาคนงานมาทดแทน ส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้น และการจดทะเบียนแรงงานมีความยุ่งยาก โดยภาคการผลิตได้รับผลกระทบมากกว่าธุรกิจอื่น ๆ

สำหรับเรื่องนี้ ผมมองว่าตอนนี้การที่ธุรกิจของผู้ประกอบการยังไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากรัฐบาลเองได้ผ่อนปรนบางมาตราของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ไปถึง 1 ม.ค. 2561 เพื่อบรรเทาปัญหา และผู้ประกอบการเองมองว่า ปัญหาเรื่องแรงงานนี้ เป็นปัญหาระยะสั้น สามารถปรับตัวได้โดยการนำแรงงานไปขึ้นทะเบียน หรือหาแรงงานไทยมาทดแทน ซึ่งน่าจะจัดการผลกระทบนี้ได้ภายใน 6 เดือน

แต่อย่างไรก็ตาม ระหว่างนี้ ผู้ประกอบการที่ใช้แรงงานต่างด้าว จำเป็นต้องปรับตัวเพื่อบริหารจัดการแรงงานในธุรกิจของตนเอง โดยต้องศึกษา ทำความเข้าใจกฎหมายอย่างละเอียด เพราะมีหลายขั้นตอน และต้องใช้เอกสารบางอย่างในการขึ้นทะเบียน

ผมเชื่อว่า คนปรับตัวก่อนย่อมได้เปรียบ รวมถึงการที่ผู้ประกอบการทุกท่านจะต้องมีแผนรับมือกับยอดขายและความต้องการใช้บริการของลูกค้าในช่วงไฮซีซั่นนี้ด้วยเช่นกันครับ