ด้านการผลิต การตลาดและการเงิน ซึ่งในระยะยาว

ยังกำหนดแนวทางในการรักษาเสถียรภาพสินค้าข้าว ได้แก่ ดำเนินการแผนการผลิตและตลาดข้าวครบวงจรอย่างต่อเนื่อง ขยายการทำนาแบบแปลงใหญ่ให้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปรับเปลี่ยนเป็นแปลงข้าวอินทรีย์ให้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เชื่อมโยงตลาดกับการผลิตล่วงหน้า ยกระดับมาตรฐานคุณภาพข้าว ลดการปลูกข้าวรอบ 2 ดึง Supply ส่วนเกินออกในช่วงผลผลิตออกมาก ผลักดันการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการแปรรูปข้าว และพัฒนาระบบ E-Agriculture เพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาว

ราคาข้าวที่เกษตรกรขายได้ช่วงเดือน มกราคม-พฤษภาคม 61 มีทิศทางที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปี 2560 โดยข้าวเปลือกหอมมะลิ เฉลี่ยตันละ 13,529 บาท สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ราคาเฉลี่ยตันละ 9,207 บาท ส่วนราคาข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% เฉลี่ยตันละ 7,785 บาท สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ราคาเฉลี่ยตันละ 7,514 บาท ทั้งนี้ ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิปรับตัวสูงขึ้น เป็นผลมาจากเกษตรกรให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปี 2560/61 ประกอบกับบางพื้นที่ประสบปัญหาอุทกภัย ส่งผลให้ผลผลิตข้าวหอมมะลิออกสู่ตลาดลดลง ในขณะที่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศยังคงมีความต้องการข้าวหอมมะลิอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดเมื่อ 24 เมษายน 2561 รัฐบาลได้ออกมาตรการเกษตรประชารัฐเพื่อลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร โดยใช้เงินทุนของ ธ.ก.ส. เพื่อเป็นทางเลือกให้กับพี่น้องเกษตรกร ไม่เฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเท่านั้น ภายใต้มาตรการนี้ มี 2 โครงการ ประกอบด้วย

1) โครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อลดต้นทุนปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกร วงเงินสินเชื่อ 90,000 ล้านบาท โดยใช้แหล่งเงินทุน ธ.ก.ส. เป็นทางเลือกให้กับพี่น้องเกษตรกรดีกว่าให้ไปกู้หนี้นอกระบบมาลงทุนทำการเกษตร เป็นการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่เกษตรกรเป้าหมาย 3 ล้านราย วงเงินสินเชื่อรายละไม่เกิน 30,000 บาท ผ่านบัตรสินเชื่อเกษตรกร เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อปัจจัยการผลิต หรือเครื่องจักรกลเกษตรขนาดเล็กที่มีมูลค่าไม่เกิน 10,000 บาท

2) โครงการสนับสนุนการผลิตหรือจัดหาปุ๋ยสั่งตัดผ่านสถาบันเกษตรกร วงเงินสินเชื่อ 3,600 ล้านบาท โดยใช้เงินทุนของ ธ.ก.ส. เป็นการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการผลิตหรือจัดหาปุ๋ยสั่งตัดเพื่อจำหน่ายให้กับสมาชิกของสถาบันเกษตรกรและเกษตรกรทั่วไป เป้าหมายกลุ่มเกษตรกร และสหกรณ์การเกษตร 300 แห่ง (วงเงินกู้ ธ.ก.ส. จะวิเคราะห์ตามศักยภาพและความจำเป็น) และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน 200 แห่ง วงเงินกู้แห่งละไม่เกิน 3 ล้านบาท

กรมส่งเสริมสหกรณ์ เผย สหกรณ์การเกษตรหนองสูง -สหกรณ์การเกษตรคำชะอี -สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จับมือเชื่อมโยงเครือข่ายภายใต้การตลาดนำการผลิตโคเนื้อ พร้อมแลกเปลี่ยนสินค้ากันระหว่างสหกรณ์ เสริมสร้างอาชีพและรายได้ให้กับสมาชิกเครือข่ายสหกรณ์

นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจและแลกเปลี่ยนสินค้ากันระหว่าง 3 สหกรณ์ คือ สหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด สหกรณ์การเกษตรคำชะอี จำกัด จังหวัดมุกดาหาร และสหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด จังหวัดร้อยเอ็ด โดยได้มีการลงนามข้อตกลง MOU ร่วมกันตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการดำเนินงานตามนโยบายการตลาดนำการผลิตในเรื่องโคเนื้อ เนื่องจากว่าสหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด เป็นแหล่งเลี้ยงโคเนื้อคุณภาพ แต่ขณะนี้ยังเป็นธุรกิจที่ค้าขายได้เฉพาะในตลาดท้องถิ่นเท่านั้น

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์เห็นว่าการพัฒนาการเลี้ยงโคของสหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด สามารถทำให้เกษตรกรที่ทำนาและสวนยางมีรายได้เสริม จนกลายเป็นรายได้หลักเลี้ยงครอบครัวได้ จึงมีการส่งเสริมให้ขยายการเลี้ยงโคเพิ่ม ขณะเดียวกันการทำตลาดของสหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด ขณะนี้เป็นที่ยอมรับของพ่อค้าในประเทศเวียดนาม และมีการติดต่อเพื่อสั่งซื้อเนื้อโคของสหกรณ์ไปจำหน่ายที่ประเทศเวียดนามเพิ่มมากขึ้น แต่สหกรณ์ต้องมีการพัฒนาโรงเชือดให้ได้มาตรฐาน GMP จึงจะสามารถทำให้การส่งออกเนื้อโคไปจำหน่ายยังต่างประเทศมีโอกาสขยายเพิ่มมากขึ้น กรมปศุสัตว์มองเห็นโอกาสดังกล่าว จึงได้สนับสนุนงบประมาณให้สหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด จำนวน 27 ล้านบาท สร้างโรงเชือดใหม่ที่ได้มาตรฐาน GMP ซึ่งจะทำให้ผลิตภัณฑ์โคเนื้อของสหกรณ์มีมาตรฐาน เนื้อที่ได้มีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภค และสามารถส่งไปตีตลาดต่างประเทศได้

อย่างไรก็ตาม คาดว่าการสร้างโรงเชือดจะแล้วเสร็จในอีก 3 เดือนข้างหน้านี้ เมื่อสร้างโรงเชือดใหม่อัตราการเชือดต่อวันจะเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น จะต้องมีการสร้างเครือข่ายผู้เลี้ยงโคเนื้อเพิ่ม สำหรับมาป้อนโรงเชือดของสหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด วันละ 200 ตัว ซึ่งสหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด ดำเนินธุรกิจส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อ มีความต้องการวัตถุดิบเพื่อนำมาผลิตเป็นอาหารสัตว์ เช่น หญ้า รำ และปลายข้าว ขณะที่อีก 2 สหกรณ์ได้แก่สหกรณ์การเกษตรคำชะอี จำกัด จังหวัดมุกดาหาร และสหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด จังหวัดร้อยเอ็ด ที่มาเชื่อมโยงเครือข่าย ต้องการสร้างอาชีพเสริมให้กับสมาชิกหลังจากการทำนา โดยสหกรณ์การเกษตรวิสัย จำกัด มีโรงสีขนาดใหญ่ 200 ตันต่อวัน มีรำและปลายข้าวที่สามารถนำมาเป็นวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์จำนวนมาก และสามารถขายให้สหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัดได้โดยไม่ต้องไปซื้อจากที่อื่น ส่วนสหกรณ์การเกษตรคำชะอี จำกัด ทำหน้าที่เป็นแหล่งผลิตโคต้นน้ำ ระหว่างการเลี้ยงโคให้มีคุณภาพจำเป็นต้องมีอาหารข้นไปเลี้ยงลูกโค ซึ่งสหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด มีโรงงานผลิตอาหารข้น โดยการนำรำและปลายข้าวจากสหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด มาผลิตอาหารข้นเพื่อส่งขายให้สหกรณ์การเกษตรคำชะอี จำกัด นำไปจำหน่ายแก่สมาชิกเพื่อนำไปเลี้ยงโคต้นน้ำได้ ซึ่งเป็นลักษณะของการเชื่อมโยงเครือข่ายและได้รับประโยชน์ร่วมกันทั้ง 3 สหกรณ์

นอกจากนี้ความร่วมมือที่เกิดขึ้นนอกจากเอาเรื่องโคเนื้อเป็นตัวหลักแล้ว ยังเชื่อมโยงในการแลกเปลี่ยนสินค้าตามหลักการและวิธีการสหกรณ์ ทำให้สินค้าบางชนิดที่มีราคาถูกกว่าตลาด เช่น ปุ๋ย อาหารสัตว์ และข้าวสาร โดยสหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด จะผลิตลูกโคเพื่อไปขุนต่อขายให้กับสหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัดและสหกรณ์การเกษตรคำชะอี จำกัด ขณะเดียวกันก็จะเป็นตลาดที่จะซื้อโคจากทั้ง 2 สหกรณ์ที่เลี้ยงจนได้ขนาดแล้วกลับมาเชือดต่อ เพื่อป้อนให้กับตลาดภายในประเทศและผู้ส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศเวียดนามต่อไป

“การเลี้ยงโคเนื้อของสหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก เนื่องจากสหกรณ์มีวิธีการจัดการผลิตอาหารโคที่ดี ส่งผลให้ต้นทุนการเลี้ยงโคลดลง ราคาเนื้อที่นี่จึงถูกกว่าที่อื่น คุณภาพเนื้อดี ผู้เลี้ยงมีการควบคุมคุณภาพอาหารไม่มีสารเร่งและสารตกค้าง จึงมีความปลอดภัย ขณะนี้ภาพรวมปริมาณโคเนื้อในประเทศมีไม่เพียงพอที่จะป้อนตลาด ทำให้มีการลักลอบนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านวันละไม่น้อยกว่า 2,000 ตัว หากไม่มีการแก้ไขปัญหาดังกล่าว อาจทำให้เชื้อโรคต่าง ๆ ที่ติดมากับวัว

แพร่ระบาดเข้ามาในประเทศไทย จึงเป็นที่มาของการพัฒนาโรงเชือดของสหกรณ์ให้ได้มาตรฐาน ที่ผ่านมา สมาชิกสหกรณ์ได้ยึดหลักในการเลี้ยงโค ตามหลักวิชาการ คุณภาพเนื้อโคจึงได้มาตรฐานและมีคุณภาพดี ซึ่งการเลี้ยงโคยังสามารถต่อยอดอาชีพอื่น ๆ ได้หลายอาชีพ อาทิ สมาชิกสหกรณ์สามารถปลูกพืชที่สามารถนำมาผลิตเป็นอาหารสัตว์ได้ นอกจากนี้ เศษเนื้อ ที่เหลือจากการคัดเกรดคุณภาพแล้ว ยังสามารถส่งไปขายยังตลาดล่าง ร้านเนื้อย่างและร้านส้มตำได้ ซึ่งจะเป็นการสร้างอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้กับสมาชิกสหกรณ์ได้อีกทางหนึ่งด้วย” รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

“เอสอีเอ” เตรียมใช้งบ 50 ล้าน จ้างที่ปรึกษาเคาะโรงไฟฟ้าถ่านหินภาคใต้ เล็งเปิดกว้างสำรวจ 15 จังหวัดภาคใต้ ชี้ 5 เดือนต้องรู้ควรสร้างหรือไม่ นำร่อง กรกฎาคมนี้ ลงพื้นที่หารือชาวบ้าน

นายดนุชา พิชยนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะประธานร่วมคณะกรรมการกำกับการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (เอสอีเอ) สำหรับพื้นที่จัดตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้ กล่าวว่า ขณะนี้คณะกรรมการได้ยกร่างข้อกำหนดการศึกษาฯ เสร็จแล้ว เตรียมว่าจ้างที่ปรึกษาคาดว่าจะรู้ผลภายใน 1-2 เดือน เพื่อศึกษาเอสอีเอให้ครอบคลุมทุกทางเลือกการพัฒนา สามารถตอบคำถามต่อภาคประชาชนและผู้เกี่ยวข้องและใช้ประกอบการตัดสินใจของรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนบนพื้นฐานการยอมรับของประชาชน คาดใช้งบดำเนินการประมาณ 50 ล้านบาท จากกองทุนพัฒนาพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า

“ข้อกำหนดการศึกษาฯ จะเปิดกว้างต่อทุกกลุ่มที่สนใจในการจัดทำข้อเสนอโครงการ กำหนดระยะเวลาการดำเนินงานให้ศึกษาแล้วเสร็จภายใน 9 เดือน นับจากวันที่ผู้ว่าจ้างกำหนดให้เริ่มงาน โดย 5 เดือนแรกนับจากได้ที่ปรึกษาจะต้องนำเสนอผลการศึกษาเรื่องผลวิเคราะห์ความเป็นไปได้ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของพื้นที่ภาคใต้ ว่าควรมีโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือไม่ หากจะมีพื้นที่ใดบ้างที่มีความเหมาะสมในการจัดตั้งโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ตลอดจนผลวิเคราะห์ทางเลือกอื่น ในการพัฒนาพลังงานในพื้นที่ภาคใต้ในกรณีที่หากไม่มีพื้นที่ที่จะสามารถพัฒนาโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ได้ เพื่อเสนอรัฐบาลต่อไป” นายดนุชา กล่าว

นายสุทิน อยู่สุข อาจารย์ที่ปรึกษาประจำภาควิชาวิศวกรรมสุขาภิบาล คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จะนำเสนอผลการประชุมความคืบหน้าของกรรมการเอสอีเอ เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การบังคับใช้เอสอีเอ และคู่มือสำหรับผู้ทำการศึกษาเอสอีเอ นำเสนอในที่ประชุมกรรมการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน (กพย.) ที่มี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในเร็วๆ นี้ เพื่อรับทราบแนวทางการดำเนินงานภายใต้การศึกษาพื้นที่ในรูปแบบเอสอีเอ

นายมนูญ ศิริวรรณ กรรมการเอสอีเอ กล่าวว่า ภาคใต้ควรมีโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือไม่ เป็นประเด็นใหญ่ที่จะตอบโจทย์ทุกปัญหา ถ้าพบว่าไม่สมควรมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน จะมีทางเลือกอื่นที่เหมาะสมดำเนินการหรือไม่ แต่ถ้าควรมีก็ต้องศึกษาต่อว่าจะมีพื้นที่ใดเหมาะสม ใน 15 จังหวัด ประกอบด้วย กระบี่ ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พังงา พัทลุง ภูเก็ต ยะลา ระนอง สงขลา สตูล สุราษฎร์ธานี และประจวบคีรีขันธ์

นางเรวดี โรจนกนันท์ กรรมการเอสอีเอ กล่าวว่า หลังได้ที่ปรึกษาโครงการ คาดว่ากรอบทำงาน 9 เดือนของเอสอีเอ จะเริ่มเดินหน้าได้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งขั้นตอนสำคัญของกระบวนการศึกษา คือ การลงพื้นที่ทั้ง 15 จังหวัดเพื่อเก็บข้อมูล โดยเฉพาะการเก็บข้อมูลจากประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้ อยากให้มั่นใจว่าการศึกษาครั้งนี้ มีความโปร่งใส จะเป็นคำตอบของประเทศ และเชื่อว่าแม้หลังจากนี้จะมีการเปลี่ยนรัฐบาล การทำงานของกรรมการชุดนี้จะยังคงเดินหน้าต่อไปจนสำเร็จ

นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช รองปลัดกระทรวงพลังงาน ประธานร่วมคณะกรรมการเอสอีเอ กล่าวว่า การจัดตั้งคณะกรรมการกำกับการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ สำหรับพื้นที่จัดตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้ (เอสอีเอ) ดำเนินการแล้วตามการลงนามของนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ลงนามคำสั่งกระทรวงพลังงาน 11/2561 ตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยมีคณะกรรมการประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านเทคโนโลยี ทำหน้าที่กำหนดเกณฑ์การคัดเลือกผู้ดำเนินการศึกษา และให้ข้อเสนอแนะปัจจัยการประเมินเอสอีเอ

ที่โรงแรมวีวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ได้มีการจัดแถลงข่าว “คอนเสิร์ตเพื่อสาธารณการกุศล” นำโดย นายชัชวาล วงศ์จร ประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วย นายสุขเกษม งามสะพรั่ง ประธานโครงการจัดคอนเสิร์ตเพื่อสาธารณการกุศลและกรรมการด้านโลจิสติกส์และผังเมืองหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา และ พญ. ปริยสุทธิ์ อินทสุวรรณ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ โรงพยาบาลสิรินธร จังหวัดขอนแก่น ร่วมแถลงข่าวโดยมีสื่อมวลชนและแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมงานจำนวนมาก

สำหรับการจัดคอนเสิร์ตสาธารณกุศลหอการค้าจังหวัดนครราชสีมาครั้งนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งครั้งที่ผ่านมาได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากหน่วยงานต่างๆ โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปบริจาคให้กับโรงเรียนนครราชสีมาปัญญานุกูล (โรงเรียนผู้พิการทางสมอง) และในปีนี้ก็เช่นเดียวกัน รายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้วจะนำไปซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ เครื่องพิมพ์ 3 มิติ “สำหรับสร้างมือเทียม” และกายอุปกรณ์ให้กับผู้พิการทางแขนขา เป็นการช่วยเหลือให้ผู้พิการกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ ซึ่งงานนี้เป็นการจัดแสดงคอนเสิร์ตสาธารณกุศลโดยศิลปินชื่อดังอย่าง “อ๊อฟ ปองศักดิ์” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “เบิ่งเดิ้งถั๊ว” โดยเป็นธีมคัลเลอร์ฟูล เน้นการสร้างความสนุกสนานให้กับผู้ที่มาร่วมงาน

งานดังกล่าวจะมีขึ้นในวันที่ 8 มิถุนายน ที่โรงแรมวีวัน โดยจำหน่ายบัตรราคา 800 บาท และ 1,000 บาทเท่านั้น สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (086) 461-7729 และ (086) 461-7730

นายชัยพร เตขะโส หัวหน้าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา เปิดเผยว่า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ได้อนุมัติโครงการพัฒนาระบบจำหน่ายไฟฟ้า (คพจ.2) ด้วยวงเงินงบประมาณกว่า 30 ล้านบาท ให้ กฟภ.อำเภอภูซางดำเนินการในเดือนพฤษภาคม 2561 เป็นต้นไป ระยะทาง 20 กิโลเมตร ตั้งแต่บริเวณหน้าโรงเรียนภูซางวิทยาคม ตำบลสบบง อำเภอภูซาง ถึงบริเวณด่านบ้านฮวก ตำบลภูซาง อำเภอภูซาง เพื่อรองรับการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจของด่านบ้านฮวกที่จะมีหน่วยงานต่างๆ มาประจำและปฏิบัติหน้าที่ เมื่อมีการเปิดด่านบ้านฮวกเป็นด่านถาวรในปี 2561 นี้ โครงการ คพจ.2 เป็นการพัฒนาระบบการจ่ายไฟฟ้าและเสาไฟฟ้าให้แก่ประชาชนเมืองคอบ แขวงไชยบุรี สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน (สปป.) ลาว จะได้ใช้ไฟฟ้าสะดวกยิ่งขึ้น

“ขณะนี้เป็นช่วงเวลาของการดำเนินการแล้ว รถเครนขนาดใหญ่ทำการตั้งเสาไฟฟ้าสูงขนาด 14.30 เมตร และเปลี่ยนสายไฟส่งกำลังเพิ่มขึ้น จากเดิมขนาด 50 เคเบิล เปลี่ยนเป็นขนาด 180 เคเบิล เพื่อให้สามารถส่งกำลังไฟฟ้าได้มากขึ้น การดำเนินการทำเป็นช่วง ช่วงแรกเริ่มจากหน้าโรงเรียนภูซางถึงหน้าโรงพยาบาลภูซาง 5 กิโลเมตร และทำไปจนครบ 20 กิโลเมตร ถึงหน้าด่านชายแดนบ้านฮวกตามแผนงาน” นายชัยพร กล่าว

ด้าน นายโกวิท ไชยเมือง ประธานชมรมพ่อค้า อำเภอเชียงคำ กล่าวว่า จะเห็นว่าขณะนี้ภาครัฐได้เร่งดำเนินการด้านโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเปิดด่านบ้านฮวกในปีนี้ ทั้งการยกระดับโครงข่ายถนนทางหลวงแผ่นดิน ขยายพื้นการจราจรกว้างขึ้น ระบบไฟฟ้าก็ขยายใหญ่ขึ้น พร้อมกันนี้ยังมีภาคเอกชนที่เป็นผู้ประกอบการ ผู้ลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ ก่อสร้างอาคารพาณิชย์สองข้างทางไปด่านบ้านฮวก การค้าขยายตามชุมชนก็คึกคักอย่างมาก จะสังเกตได้ว่ามีรถยนต์บรรทุกของเพื่อนบ้านจากเมืองคอบ สปป.ลาว เข้ามาซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค วัสดุก่อสร้าง เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าเกษตร ฯลฯ ตลอดทุกวัน รวมทั้งนักท่องเที่ยวจาก สปป.ลาว และชาวจีน ที่จะเดินทางเข้ามาอย่างหนาแน่นในอนาคตหลังจากเปิดด่านบ้านฮวกเป็นด่านถาวร เปรียบเสมือนประตูหน้าบ้านด้านชายแดนของ อำเภอภูซาง ที่จะต้อนรับการลงทุนการท่องเที่ยวกันคึกคักมากขึ้น และเปิดกว้างประเทศไทยตอนเหนือสู่ AEC อย่างแท้จริง

เมื่อ 30 ปีก่อน…เหล่าคอสุราทั้งหลายใครที่ไม่รู้จักและได้ยินเพลง “วันไหนๆ พี่ไทยก็เมา” ถือว่าเชยยิ่งนัก ด้วยผลงานเพลงอันโด่งดังในอดีตของ “พวงพิศ ทองทิพย์” หรือที่รู้จักกันในนาม “ดาวใต้ เมืองตรัง” เจ้าของเสียงเพลง “วันไหนๆ พี่ไทยก็เมา-ผ้าขี้ริ้วห่อทอง-คอยพี่กลับบ้านนา-แฟนพี่อยู่ตรัง-อาลัยนักรบ” และอีกหลายเพลง แต่ผลงานที่สร้างชื่อเสียงโด่งดังคือเพลง “สาวใต้ไร้คู่” จากบทประพันธ์ของ “ครูชลธี ธารทอง” ทำให้ “ดาวใต้ เมืองตรัง” ได้รับรางวัลนักร้องหญิงดีเด่น รางวัลเสาอากาศทองคำพระราชทาน จากการจัดของสถานีวิทยุกระจายเสียงสามยอด เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2520

“พวงพิศ” เป็นชาวอำเภอเมือง จังหวัดตรัง ปัจจุบันอายุ 58 ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 163 หมู่ที่ 12 ตำบลเจดีย์หัก อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี หันหลังให้กับนักร้องลูกทุ่งมาใช้ชีวิตเป็นนักจัดรายการวิทยุท้องถิ่นอยู่จังหวัดราชบุรี เป็นผู้อำนวยการคลื่นสถานีวิทยุชุมชนคนเมืองราช คลื่น 98.50 MHz ช่วงเวลาประมาณ 10.00-12.00 น. รายการ “บันไดเพลง” แต่ละวันหลังจากจัดรายการเสร็จก็จะมีเวลาว่างชอบเย็บปักถักร้อย ทำงานประดิษฐ์ต่างๆ มาตกแต่งบ้านเรือน เพื่อให้เกิดความสวยงาม

ล่าสุดช่วงที่ฤดูกาลของทุเรียนมีขายอยู่ตามท้องตลาด ได้นำเนื้อทุเรียนมาทำเป็นขนมเปี๊ยะไส้ทุเรียนไว้ รับประทานเอง บางวันทำมากหน่อยก็จะนำไปแจกให้เพื่อนๆ ได้รับประทาน จนต่อมามีผู้รับประทานแล้วบอกอร่อย จึงคิดทำขนมเปี๊ยะทุเรียนส่งขายตามร้านอาหาร และร้านขนม รวมทั้งส่งขายตามออนไลน์ด้วย ส่วนขนมเปี๊ยะทุเรียนนี้จะมีรูปร่างแปลกไม่เหมือนขนมเปี๊ยะทั่วไป ที่ส่วนใหญ่จะมีลักษณะกลมแบนมีจีบ แต่ขนมเปี๊ยะสูตรนี้จะมีรูปร่างเหมือนเนื้อทุเรียนที่อยู่ด้านใน ลักษณะเป็นพูแถมเมื่อรับประทานไส้ขนมที่อยู่ด้านในแล้วจะรู้สึกถึงรสชาติกลิ่นหอมของเนื้อทุเรียนเลยทีเดียว

พวงพิศ เผยว่า ขนมเปี๊ยะโดยสูตรทั่วไปเป็นไส้ถั่วอยู่ข้างในแต่มาดัดแปลงเป็นไส้ทุเรียน ปั้นให้คล้ายๆ กับพูทุเรียนให้ดูน่ากิน ซึ่งช่วงนี้เป็นหน้าทุเรียน จึงมีแนวคิดนำทุเรียนกวนมาผสมกับถั่วเหลืองกวนให้เข้ากัน ก็เลยทำเป็นขนมเปี๊ยะไส้ถั่วทุเรียนรวมกัน มีการเตรียมถั่วเหลือง ทุเรียนกวนมาผสมให้เข้ากัน และมาปั้นทำเป็นไส้จะมีสีเหลืองนวลและยังมีกลิ่นหอมของทุเรียน สาเหตุที่ทำขนมรูปร่างเป็นพูทุเรียนนั้น เนื่องจากตามปกติทั่วไปจะเห็นแต่ขนมเปี๊ยะที่มีรูปร่างกลมแบน หรือรูปดอกกุหลาบ แต่ด้วยตัวเองได้ไปพบเห็นทางเน็ตในการทำลูกชุบที่ทำมาจากเนื้อทุเรียนขึ้น จึงมีแนวคิดอยากทำขนมเปี๊ยะในรูปแบบของพูทุเรียน ดูบ้าง

ตอนนี้ได้ทำขนมเปี๊ยะทุเรียนนำไปวางขายที่ร้านก๋วยเตี๋ยวไข่คุณแหม่มราชบุรี เยื้องๆ กับหอนาฬิกา และยังมีส่งขายผ่านทางเน็ตและเฟซบุ๊กชื่อ “ดาวใต้ เมืองตรัง” โดยขนมเปี๊ยะไส้ทุเรียนจะขายชิ้นละ 15 บาท ขนมอาลัวดอกกุหลาบ ขายชิ้นละ 10 บาท โดยลูกค้าบางคนจะมีงบประมาณตั้งมาให้ เช่น ราคา 300-500 บาท เพื่อนำไปทำบุญ หรือนำไปเป็นของฝาก ของที่ระลึกแก่ผู้ใหญ่หรือเพื่อนๆ ก็ยินดีจัดบริการให้ใส่กล่องที่สวยงาม

“แต่ละอย่างที่ออกมาจะต้องผ่านการเรียนรู้ ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราทำได้ อย่างขนมอาลัว ซึ่งมีรูปร่างลักษณะเป็นดอกกุหลาบหลากสีที่สวยงาม เป็นขนมโบราณในสมัยก่อนที่กว่าจะบีบแป้งให้ออกมาคล้ายดอกกุหลาบจริงๆ จะต้องใช้ความพยายามอยู่นานมาก ในสมัยก่อนจะใช้แป้งหยอดเป็นหยดออกมารูปร่างเป็นหยดน้ำ ก็ได้คิดค้นประดิษฐ์เพื่อให้มีความแตกต่างออกไป แต่รสชาติก็ยังคงเดิม เพื่อเป็นการเปลี่ยนรูปลักษณ์และช่วยเพิ่มมูลค่าของตัวสินค้า เอาใจคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันที่ยังคงมีความชอบในขนมไทยโบราณอยู่”

สำหรับขั้นตอนการทำขนมเปี๊ยะไส้ทุเรียนนั้น พวงพิศ บอกว่า มีวิธีง่ายๆ คือนำถั่วเหลือไปล้างให้สะอาดแล้วนำไปแช่น้ำ จากนั้นนำมากวนรวมกับกะทิ น้ำตาล เกลือ เป็นส่วนผสม หลังจากนั้นเตรียมแป้งด้านนอก จะมีแป้งสาลี น้ำมันพืช น้ำ น้ำตาล เกลือ ส่วนแป้งในจะเป็นแป้งสาลีและน้ำมัน ส่วนไส้ขนมเปี๊ยะนั้นจะมีไส้ไข่เค็ม ซึ่งบางคนถ้าชอบไส้ถั่วเราจะไม่ใส่ไข่เค็มเข้าไป อยู่ที่ลูกค้าสั่งเข้ามาว่าจะรับประทานแบบไหน มีอุปกรณ์เป็นลูกกลิ้ง ถาด เริ่มต้นก็จะปั้นไส้ขนมเอาไว้เป็นก้อนๆ จะทำรูปแบบไหนก็ปั้นตามที่ต้องการ หลังจากผสมแป้งนอกแล้วก็จะพักไว้ประมาณ 15-20 นาที จากนั้นจะมาแบ่งแป้งเอาแป้งนอกห่อแป้งในตามสัดส่วนที่เราต้องการว่าจะใช้สัดส่วนมากน้อยแค่ไหนนำมาปั้น ลูกค้าบางคนชอบกินแป้งที่ห่อไส้มากกว่ากินไส้ก็จะใช้แป้งห่อที่หนากว่าไส้ เสร็จแล้วก็เอามาวางแล้วรีดแป้งขึ้นรูป นำมาปั้นลักษณะคล้ายพูทุเรียน

เมื่อปั้นเสร็จแล้วก็จะนำไข่มาทาที่บริเวณขนมเปี๊ยะทุเรียน โดยการปั้นขนมเปี๊ยะทุเรียนให้คล้ายทุเรียนนั้นจะมีเทคนิคคือให้เหลือแป้งไว้บริเวณช่วงขอบของแป้ง จากนั้นให้ตลบแป้งขึ้นไปทับ ซึ่งมีลักษณะคล้ายวงทุเรียน แล้วใช้มือตบบีบแป้งให้มีลักษณะเรียวเล็กช่วงหัวท้าย จากนั้นนำไข่มาทาให้มีสีเหลืองเป็นธรรมชาติของเนื้อทุเรียน เสร็จเรียบร้อยนำเข้าเตาอบไว้ประมาณ 20 นาที จึงเอาออกมาพักไว้ให้เย็น ก็จะกลายเป็นขนมเปี๊ยะทุเรียนที่ส่งกลิ่นหอมมีรสชาติอร่อยจากเนื้อทุเรียนผสมกับถั่วเหลือง เวลากัดเข้าไปจะรู้สึกว่าได้กินทุเรียนจริงๆ “เด็กๆ ที่อยู่ในช่วงระหว่างปิดภาคเรียน หรือช่วงวันหยุด หากอยากใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ หรือสนใจที่จะมาเรียนรู้การทำขนมไทยโบราณหรือขนมเปี๊ยะไส้ทุเรียนก็ยินดีสอนให้ฟรี เพราะอยากให้เด็กๆ ได้เกิดการเรียนรู้ เป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ยามว่างเด็กๆ สามารถชวนพ่อแม่มาทำขนมรับประทานได้ ซึ่งยังทำให้เกิดความสุขในครอบครัวด้วย”

อดีตนักร้องดังทิ้งท้ายว่า หรือหากมีหน่วยงานอื่นๆ ที่สนใจอยากให้ช่วยไปสอนผู้สูงอายุที่อยู่กับบ้าน หรือมีลูกหลานออกไปทำงานนอกบ้าน อยากทำขนมไว้รับประทานเอง เพื่อใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ หรือจะนำไปขายเป็นอาชีพเสริมรายได้ให้แก่ครอบครัวก็ยินดีที่จะสอนให้ฟรี มีการพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ก็จะทำให้ชีวิตมีความสุขยิ่งขึ้น

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ที่โรงแรมดุสิตธานี สภาวัฒนธรรมไทย-จีน และส่งเสริมความสัมพันธ์ จัดงานเลี้ยงต้อนรับคณะสภาส่งเสริมธุรกิจการค้ามณฑลซานตง ประเทศจีน และมีการเซ็นสัญญาขายหมอนยางพาราระหว่างสหกรณ์กองทุนสวนยางบึงกาฬกับบริษัท รับเบอร์วัลเล่ย์ กรุ๊ป จำนวน 2,000 ใบ

นายพินิจ จารุสมบัติ อดีตรองนายกฯ และประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีน และส่งเสริมความสัมพันธ์ กล่าวว่า การจัดงานจับคู่ธุรกิจ ระหว่างนักธุรกิจมณฑลซานตงกับประเทศไทยครั้งนี้ เป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์การค้า

การลงทุนและการท่องเที่ยว และตลอดการจับคู่ธุรกิจมาต่อเนื่อง พบว่ามูลค่าการค้าระหว่างซานตงกับไทยเพิ่มขึ้น 21.7% ในปีที่ผ่านมา โดยมีมูลค่า 49,640 ล้านหยวน หรือกว่า 248,000 ล้านบาท และในไตรมาสเเรกของปี 2561 มียอดการค้า 12,110 ล้านหยวน หรือมากกว่า 60,000 ล้านบาท ขณะที่มณฑลอื่นของจีนก็มีเเนวโน้มตัวเลขการค้าที่ดีมากขึ้นเช่นกัน แสดงว่าการเจรจาจับคู่ธุรกิจทางการค้าระหว่างไทยกับจีนประสบความสำเร็จมาก

นายพินิจ กล่าวว่า สำหรับการแมตชิ่งธุรกิจครั้งนี้มีนายหลิว เสี่ยว เจียง รองประธานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศแห่งมณฑลซานตงและรองเลขาธิการรัฐบาลมณฑลซานตง รองอธิบดีกรมพาณิชย์มณฑลซานตง นำคณะนักธุรกิจจากประเทศจีน 40 ท่าน โดยมีเป้าหมายเพิ่มยอดการค้าการลงทุนกับไทย โดยคัดบริษัทที่ตั้งใจจะมาลงทุนทำการค้ากับไทย ซึ่งจะมี นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นำกลุ่มโอท็อป กลุ่มเอสเอ็มอี หอการค้าจังหวัดต่างๆ ตลอดจนผู้ประกอบการจากกรม ส่งเสริมการเกษตรมาร่วมงาน