ด้านจัดกระบวนการเรียนรู้หลักสูตรขั้นพื้นฐาน ระดับประถม

มัธยมต้น-มัธยมปลาย ที่ผ่านมา สำนักงาน กศน. จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้จัดการศึกษาโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางในการจัดการศึกษาพร้อมคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาเข้ามาเติมเต็มความรู้ให้แก่นักศึกษา กศน.

ภายหลังส่วนกลางมีนโยบายเรื่องการจัดการเรียนรู้ตามหลักการพัฒนาสมอง หรือ BBL (Brain-Based Learning) ที่เน้นจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับธรรมชาติและการทำงานของสมองของคนในทุกช่วงวัย ได้แก่ วัยเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน ตลอดจนถึงวัยสูงอายุ ให้รู้ศักยภาพของตนเองนั้น ทางสำนักงาน กศน. จังหวัดนครศรีธรรมราช ก็ส่ง “กศน. อำเภอปากพนัง” เป็นต้นแบบในการเข้ารับการอบรมหลักสูตรการพัฒนาสมอง (BBL) เพื่อนำความรู้ดังกล่าวมาขยายผลให้แก่ กศน. อำเภอต่างๆ ในเวลาต่อมา

ปัจจุบัน สำนักงาน กศน. จังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่า หลังจากนำหลักสูตรการพัฒนาสมอง (BBL) มาใช้ดำเนินงาน พบว่า ผลสัมฤทธิ์ด้านการเรียนรู้ของนักศึกษา กศน. ปรับตัวดีขึ้นกว่าเดิม นักศึกษา กศน. เข้ามาพบปะรวมกลุ่มทำกิจกรรมกันเพิ่มมากขึ้น เพราะหลักสูตร BBL เน้นการจัดกิจกรรมนันทนาการหรือการเล่นเกม หรือนิทานเข้ามาใช้ในการเรียนการสอน ทำให้นักศึกษา กศน. มีโอกาสพูดคุย มีความเป็นกันเองกับครู กศน. นักศึกษามีความกล้าในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในกลุ่มมากยิ่งขึ้น ถือว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพึงพอใจ

ใช้นวัตกรรมเป็นสื่อการเรียนรู้

ทางสำนักงาน กศน. จังหวัดนครศรีธรรมราช พัฒนาครู กศน. ให้มีความรู้เรื่องการใช้สื่ออินเตอร์เน็ต สามารถโหลดแอปพลิเคชั่นต่างๆ และจัดทำคลิป วิดีโอ เป็นสื่อการเรียนรู้ให้กับนักศึกษา กศน. เนื่องจากนักศึกษา กศน. ส่วนใหญ่มีสมาร์ทโฟนอยู่แล้ว ทางครู กศน. จึงสอนผ่านแอปพลิเคชั่นต่างๆ ได้ง่าย

เติมความรู้คู่จริยธรรม

ในช่วง 4-5 ปี ที่ ผอ. เกษร ธานีรัตน์ เข้ามารับตำแหน่งผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้เน้นเรื่องการจัดการความรู้การฝึกทักษะอาชีพ โดยจัดการศึกษาด้านอาชีพหลักสูตรระยะสั้น เพื่อสนองความต้องการของผู้เรียน ให้มีความรู้และทักษะพื้นฐานในการอาชีพ ยกตัวอย่างเช่น หากมีงานอาชีพใดที่ประสบความสำเร็จด้านรายได้ในชุมชน ครู กศน. จะเชิญมาเป็นวิทยากรอบรมอาชีพ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เป็นรายได้เสริมรายได้ให้แก่ผู้สนใจรายอื่นๆ ต่อไป

สำหรับนักศึกษารุ่นใหม่ที่เพิ่งสมัครเรียน ทางสำนักงาน กศน. จังหวัดนครศรีธรรมราช จะจัดอบรมนักศึกษาให้เข้าแคมป์คุณธรรม จริยธรรมก่อน เพื่อละลายพฤติกรรม สร้างความสนิทสนม ฝึกสร้างสมาธิให้แก่ผู้เรียน ส่วนนักศึกษาเก่า ก่อนหน้านี้ ทาง กศน. จะเน้นให้ความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ชุมชน เพื่อให้นักศึกษาให้เข้าใจประวัติศาสตร์ชุมชนที่เขาอยู่ว่า มีภูมิหลังอย่างไร เพราะในอนาคต ตัวนักศึกษาเหล่านี้จะกลายเป็นสมาชิก อบต. พวกเขาจะได้มีส่วนร่วมในการช่วยพัฒนาบ้านเกิดของเขาได้ต่อไป ต่อมา ส่วนกลางมีนโยบายส่งเสริมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทยเข้ามา เนื่องจาก กศน. มีนโยบายส่งเสริมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนอยู่ก่อนแล้ว จึงแค่เติมเต็มความรู้ภาพรวมประวัติศาสตร์ชาติไทยแต่ละยุค แต่ละสมัยเข้าไปเท่านั้น

ขับเคลื่อนสถานศึกษาสีขาว

สำนักงาน กศน. จังหวัดนครศรีธรรมราช จัดโครงการนครปลอดยาเสพติด กิจกรรมขับเคลื่อนสถานศึกษาสีขาว เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับนักศึกษา กศน. ซึ่งเป็นโครงการงบพัฒนาจังหวัด ภายใต้แผนปฏิบัติราชการประจำปีของจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักศึกษา กศน. ห่างไกลจากยาเสพติด ห่างไกลการพนัน สื่อลามกอนาจาร เหตุการณ์ทะเลาะวิวาท และเพื่อให้มีความรู้ สร้างความรักความสามัคคี สร้างผู้นำเยาวชนในการต่อต้านยาเสพติด สร้างภูมิคุ้มกันทางด้านร่างกายและจิตใจ เพื่อร่วมแก้ไขปัญหายาเสพติดในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม เป็นการป้องกันตนเองและชุมชนให้ห่างไกลจากยาเสพติด ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติต่อไป

ประชุมน.สพ. บุญเลิศ ปรีชาตั้งกิจ นายกสมาคมนิสิตเก่าสัตวแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มอบโล่ประกาศเกียรติคุณผู้สนับสนุนการจัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครั้งที่ 18 (The 18th Chulalongkorn University Veterinary Conference : CUVC 2019) แก่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ที่ให้การสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 พร้อมจัดแสดงวิสัยทัศน์ “ครัวโลกยั่งยืน” โดยมี น.สพ. บดินทร์ สุวัฑฒน รองกรรมการผู้จัดการ ธุรกิจขายเวชภัณฑ์สัตว์บก ซีพีเอฟ เป็นผู้แทนรับมอบ ณ อิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี

“มะม่วงอาร์ทูอีทู” มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย เป็นมะม่วงพันธุ์การค้าของประเทศออสเตรเลีย ตั้งแต่ปี 2537 เป็นต้นมา ถูกพัฒนามาจากมะม่วงพันธุ์เคนท์ (Kent) ปัจจุบัน อาร์ทูอีทู เป็นมะม่วงที่มีการปลูกมากเป็น อันดับ 2 ของประเทศออสเตรเลีย อันดับ 1 คือ พันธุ์เคนซิงตัน ไพรด์

ลักษณะเด่นของอาร์ทูอีทู
คือเป็นพันธุ์มะม่วงที่มีอายุการเก็บรักษานานหลังการเก็บเกี่ยวและเป็นที่ต้องการของตลาดส่งออก คุณวารินทร์ ชิตะปัญญา นับเป็นเกษตรกรไทยรายแรกที่ปลูกมะม่วงสายพันธุ์นี้ในเชิงการค้า โดยนำมาปลูกในพื้นที่ อ.บ้านฉาง จ.ระยอง ปรากฏว่า ได้ผลผลิตและคุณภาพไม่แพ้ที่ปลูกในออสเตรเลีย

มะม่วงอาร์ทูอีทู ที่ปลูกในไทยจะมีผลผลิตเข้าสู่ตลาดในช่วงเดือนเมษายน อย่างไรก็ตาม มะม่วงอาร์ทูอีทูเป็นสายพันธุ์ที่บังคับให้ออกนอกฤดูได้ยากกว่าพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง แม้จะมีการใช้สารแพคโคลบิวทราโซลราดเพื่อบังคับก็ตาม ทั้งนี้ มะม่วงอาร์ทูอีทู มีจุดเด่นในเรื่องช่อดอกใหญ่และดอกสมบูรณ์เพศจึงติดผลได้ง่ายมาก เรียกว่า หากต้นมะม่วงออกดอกแล้วโอกาสติดผลมีสูงมาก

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
มะม่วงอาร์ทูอีทู เป็นไม้ยืนต้นที่มีความสูงปานกลางถึงสูงมาก ลักษณะเป็นทรงพุ่ม กิ่งเปราะ และหักง่าย ลักษณะของดอกมะม่วงอาร์ทูอีทู มีความยาวของช่อดอก 20-50 เซนติเมตร ความกว้างของช่อดอก 10-20 เซนติเมตร ความหนาแน่นของขนมีน้อยมากหรือไม่มีเลย สีของดอกมีสีแดงด้านๆ และมีเปอร์เซ็นต์ของดอกสมบูรณ์เพศเป็นจำนวนมาก ทำให้มีการติดผลได้ง่ายกว่ามะม่วงพันธุ์อื่น ผลมีลักษณะกลม เนื้อแข็ง ผลค่อนข้างใหญ่ น้ำหนักประมาณ 800 กรัม ต่อผล ปริมาณเนื้อผลประมาณ 81.61% เมื่อสุกผิวผลจะมีสีเหลืองอมแดง เนื้อสีเหลืองมะนาว ไม่มีเสี้ยน รสหวาน

จุดเด่นที่ควรปลูก
มะม่วงอาร์ทูอีทู จัดเป็นมะม่วงประเภทกินสุกที่มีขนาดผลใหญ่ มีน้ำหนักผลเฉลี่ย 800 กรัม-1 กิโลกรัม เมื่อผลสุกสีของผลจะเปลี่ยนจากสีเขียวอมชมพูเป็นสีเหลืองอมแดงสวยงามสะดุดตาต่อผู้บริโภค จัดเป็นมะม่วงที่มีเนื้อละเอียดเนียนและลักษณะเนื้อแข็งเหมือนมะละกอไม่มีเสี้ยน เหมาะสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการมะม่วงที่ไม่มีรสหวานจัด เพราะมีค่าความหวานเพียง 18 เปอร์เซ็นต์บริกซ์ ที่สำคัญ ไม่มีกลิ่นเหม็นขี้ไต้

วิธีปลูก ดูแลรักษา
มะม่วงอาร์ทูอีทู ใช้หลักการปลูกและดูแลเช่นเดียวกับมะม่วงพันธุ์ไทยทั่วไป สามารถปลูกได้ทั่วประเทศ แต่พบว่า มะม่วงอาร์ทูอีทูที่ปลูกในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ที่มีสภาพอากาศหนาวเย็น กลับช่วยให้สีผิวของมะม่วงอาร์ทูอีทูสวยงามกว่าการปลูกในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก อาร์ทูอีทูเป็นมะม่วงที่ขนาดทรงพุ่มใหญ่ ควรปลูกในระยะ 6×6 เมตร เป็นอย่างน้อย ต้นมะม่วงอาร์ทูอีทูจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 2-3 ปีแรก และจะเจริญเติบโตช้าเมื่อต้นมีอายุประมาณ 4-5 ปี ต้มะม่วงจะเริ่มให้ผลผลิตในระยะนี้ด้วย เมื่อ าร์ทูอีทู มีอายุ 6 ปี อาจมีความสูงถึง 6 เมตร หรือมากกว่า

ในช่วง 2-3 ปีแรก ถ้าต้นมะม่วง อาร์ทูอีทู ไม่ได้รับการแต่งกิ่ง ต้นจะสูงมากและให้ผลน้อยลง ดังนั้น ช่วง 2 ปีแรก ควรตัดแต่งกิ่ง 2-3 ครั้ง ต่อปี เพื่อให้กิ่งก้านอยู่ในรูปทรงที่ดี เพื่อจะรองรับน้ำหนักของผลผลิตในช่วงปีต่อๆ ไป เมื่อต้นอายุ 5-6 ปี การเจริญเติบโตจะช้าลง แต่การแต่งกิ่งยังต้องทำต่อเนื่องทุกปี

หลังจากต้นมะม่วงอาร์ทูอีทูติดผลมีขนาดเท่าผลส้มเขียวหวาน ควรคัดเลือกไว้เพียงหนึ่งผลต่อหนึ่งช่อ ตัดแต่งกิ่งให้มีสภาพโปร่ง จะช่วยเพิ่มสีผิวผลของผลมะม่วงที่มีสีแดงให้มีผิวสวยมากขึ้น เนื่องจากผิวผลที่โดนแสงมากขึ้น จะช่วยสร้างเม็ดสีแดง ที่เรียกว่า สารแอนโธไซยานิน (Anthocyanin) ที่เปลือกมากขึ้น

ช่วงก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต ประมาณ 1 เดือน ควรฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ ที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น โพแทสเซียมไนเตรต เพื่อเพิ่มคุณภาพเนื้อ และความหวาน เพื่อให้ได้มะม่วงอาร์ทูอีทูผลแก่ ที่มีรสชาติหวาน ควรเก็บเกี่ยวในช่วงที่จมูกของผลมีลักษณะสีเหลือง ผลผลิตที่เก็บในช่วงนี้จะยังคงมีความแข็งแรงพอที่จะบรรจุใส่กล่องและส่งไปถึงยังตลาดในช่วงที่เหมาะสมแก่การรับประทาน

คุณเรือง ศรีนาราง กล่าวถึงโรคของทุเรียน คือโรครากเน่าโคนเน่า ที่เกิดจากเชื้อราไฟทอปทอร่า (Phatopthora) ทำให้ต้นทุเรียนตายจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะแพร่ระบาดช่วงฤดูฝนที่อากาศชื้น ทั้งนี้ ได้ใช้ระยะเวลา 2 ปี คิดค้นทดลองใช้ได้ผลดี คือ นำแก๊ส (ความร้อน) เผาฆ่าเชื้อไตรโคเดอร์ม่าแก้ปัญหาโรครากเน่าโคนเน่า เป็นนวัตกรรมใหม่โดยไม่ใช้สารเคมี แต่ใช้สารชีวภัณฑ์แทน ปัจจุบันได้เผยแพร่ให้เครือข่ายสมาชิกกลุ่มแปลงใหญ่ทุเรียน วิธีการทำง่ายๆ ดังนี้

ใช้จอบเล็กๆ หน้าบางๆ ขูดเปลือกลำต้นให้เห็นแผลเชื้อรา ใช้กระสอบพลาสติกรองรับเปลือกที่ขูดเชื้อราออกเพื่อนำไปเผาทำลาย ถ้าปล่อยให้ร่วงลงโคนต้นจะลาม ทำให้เกิดโรครากเน่าจากเชื้อราได้
เตรียมอุปกรณ์พ่นแก๊ส ใช้แก๊สเป็นกระป๋องและใส่หัวสเปรย์ จุดไฟและให้แก๊สพ่นความร้อน เผาบริเวณที่เป็นแผลเชื้อรา โดยเฉพาะตรงขอบเพื่อไม่ให้ลุกลามประมาณ 3-5 นาที ทิ้งให้เย็นลงสักครู่
ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าผสมน้ำ อัตราส่วน 250 กรัม : น้ำ 1 ลิตร กวนผสมให้เข้ากัน (มีเกษตรกรบางรายใช้น้ำมังคุดหมัก อัตราส่วน 1 : 1 ได้ผลเช่นเดียวกัน)
ใช้แปรงจุ่มน้ำเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าทาบริเวณที่เป็นแผลที่ลนความร้อนไว้ให้ทั่ว ปล่อยทิ้งไว้จะช่วยป้องกันโรคโคนเน่า
หรืออาจจะใช้เชื้อไตรโคเดอร์ม่าป้องกันโรค “ใบติด” โดยให้ในระบบน้ำที่รดทุเรียน อัตราส่วนเชื้อราไตรโคเดอร์ม่า 1 กิโลกรัม ผสมน้ำ 200 ลิตร ได้ผลเช่นกัน

ที่ทำการกลุ่ม ตั้งอยู่เลขที่ 9 หมู่ที่ 2 ตำบลปลาปาก จังหวัดนครพนม เบอร์โทรศัพท์ (087) 939-4115

ความคิดริเริ่ม

1)แนวคิดแก้ไขปัญหา เกษตรกรส่วนใหญ่ในตำบลหนองฮีประกอบอาชีพการทำนา 1,885 ครัวเรือน พื้นที่ปลูกข้าว 25,485 ไร่ ประสบปัญหาขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ ผลผลิตต่อไร่ต่ำ คุณภาพไม่ดี ขายไม่ได้ราคา การใช้เทคโนโลยียังไม่ถูกต้องและเหมาะสม ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง มีความเสี่ยงต่อโรค แมลง และศัตรูข้าว เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

จึงได้รวมกลุ่มชาวนาจัดตั้งเป็นศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชนตำบลหนองฮี ในปี 2554 โดยมีศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสกลนคร สำนักงานเกษตรอำเภอปลาปาก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่มาให้ความรู้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้คำปรึกษาแนะนำ และสนับสนุนปัจจัยที่จำเป็นในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้ได้มาตรฐานได้ด้วยตนเอง รวมทั้งการปฏิบัติ ดูแลรักษา และปรับใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสม

เพื่อลดต้นทุนการผลิตและได้ข้าวคุณภาพดี มีการป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูข้าวโดยวิธีผสมผสาน ศูนย์มีการกำหนดมาตรฐานการผลิตเมล็ดพันธุ์ ในเรื่องของพันธุ์ปนโดยให้มีข้าวแดงไม่เกิน 3 เมล็ด ใน 500 กรัม และพันธุ์อื่นปนไม่เกิน 10 เมล็ด ใน 500 กรัม ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานชั้นพันธุ์จำหน่ายของทางราชการ (ข้าวแดงปนไม่เกิน 5 เมล็ด ใน 500 กรัม พันธุ์อื่นปนไม่เกิน 15 เมล็ด ใน 500 กรัม) ทั้งนี้ เพื่อลดเรื่องการปนพันธุ์ และสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อศูนย์ฯ มีแนวทางการลดต้นทุนการผลิตโดยใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน

ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ และปุ๋ยหมักใช้เองร่วมกับการใช้ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยพืชสด ปอเทืองเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน ผลิตสารสมุนไพรป้องกันกำจัดแมลง และมีการเฝ้าระวังการระบาดของโรคและแมลง โดยสำรวจแปลงนา ไม่เผาตอซังข้าว และไถกลบตอซังข้าว มีการสร้างชาวนารุ่นใหม่มาทดแทนคนรุ่นเก่า มีการปลูกถั่วลิสง พืชผักและผลิตเมล็ดพันธุ์ดอกดาวกระจายส่งประเทศญี่ปุ่น เพื่อเป็นการเสริมรายได้ในช่วงฤดูแล้งหลังการทำนา

2) มีการเพิ่มมูลค่าสินค้าข้าวให้แก่ชุมชนและมีโรงสีชุมชน (งบโครงการ 9101) ในการแปรรูปข้าวสาร เพื่อใช้บริโภคในชุมชนแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารสด เช่น ข้าวจี่จำหน่ายในตลาดชุมชนและงานเทศกาลต่างๆ

3) มีการสร้างเครือข่าย เชื่อมโยงการตลาด โดยสร้างกลุ่มเครือข่ายผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีในชุมชนตำบลหนองฮี ร่วมกับศูนย์ข้าวชุมชนของจังหวัดนครพนม 17 ศูนย์ เชื่อมโยงการตลาดกับผู้ประกอบการร้านค้าเมล็ดพันธุ์ เอกชน และสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ทั้งนี้ มีการประชาสัมพันธ์ช่องทางต่างๆ เช่น ไลน์ สถานีวิทยุกระจายเสียงชุมชน

ความสามารถในการบริหารและการจัดการสถาบัน

ประชุมสมาชิก
1) การเตรียมการ

– ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลหนองฮี มีที่ทำการตั้งอยู่ในศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร

– ร่วมมือกับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานต่างๆ ให้การสนับสนุนการขับเคลื่อน
และพัฒนาศูนย์ข้าวชุมชน รวมทั้งการสร้างเครือข่ายการประชาสัมพันธ์และการเชื่อมโยงตลาด – มีการคัดเลือกสมาชิกจัดทำแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์มีจำนวน 12-17 ราย พื้นที่ 100-200 ไร่

– ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลหนองฮีมีการประชุมกลุ่ม เดือนละ 1-2 ครั้ง

2) แปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ดี

– ตั้งคณะกรรมการฝ่ายตรวจสอบแปลงและคุณภาพเมล็ดพันธุ์จำนวน 3 คน ตรวจตัดพันธุ์ปน 3 ระยะ โดยเฉพาะช่วงระยะออกดอกถึงก่อนเก็บเกี่ยว ให้คำแนะนำสมาชิกในการตัดพันธุ์ปนหากไม่ปฏิบัติตาม จะนำเสนอคณะกรรมการ เพื่อพิจารณาถอดถอนไม่รับรองแปลงพันธุ์

– รับซื้อเมล็ดพันธุ์คืนจากสมาชิก โดยสมาชิกเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ทยอยนำมาปรับปรุงสภาพตามปริมาณการสั่งซื้อ และวางขายที่ร้านค้าเมล็ดพันธุ์ของศูนย์ข้าวชุมชนตำบลหนองฮี

– สุ่มตรวจรับรองคุณภาพเมล็ดพันธุ์ของผลผลิต โดยตั้งมาตรฐานเมล็ดพันธุ์ของศูนย์ ไว้สูงกว่ามาตรฐานเมล็ดพันธุ์ ชั้นพันธุ์จำหน่ายของทางราชการ ในองค์ประกอบของข้าวแดงปน ไม่เกิน 3 เมล็ด ใน 500 กรัม (มาตรฐานชั้นพันธุ์จำหน่าย 5 เมล็ดใน 500 กรัม) และข้าวพันธุ์อื่นปนไม่เกิน 10 เมล็ด ใน 500 กรัม (มาตรฐานชั้นพันธุ์จำหน่าย 15 เมล็ด ใน 500 กรัม)

– ผลิตเมล็ดพันธุ์ 3 ชนิดพันธุ์ตามที่ตลาดต้องการ แต่มีการควบคุมไม่ให้เกิดการปนพันธุ์ โดยแบ่งพื้นที่การปลูกและควบคุมการทำความสะอาดรถเกี่ยวนวด

– ขุดบ่อขนาดเล็ก (บ่อจิ๋ว) เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในกรณีที่ขาดแคนน้ำหรือปริมาณน้ำฝนไม่เพียงพอ

– มีโรงสีข้าวชุมชนและเครื่องคัดปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ข้าว – มีการประชุมร่วมกันเพื่อวางแผนการผลิตเมล็ดพันธุ์ตรงตามความต้องการของชุมชนและเครือข่าย (ศูนย์ข้าวชุมชน หน่วยงานราชการ องค์กรท้องถิ่น) และลูกค้าประจำที่มาซื้อที่ร้านค้าของศูนย์ข้าวชุมชน
ตำบลหนองฮี

– มีการปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ตามคำสั่งซื้อ และวางจำหน่ายหน้าร้านค้าของศูนย์ข้าวชุมชนตำบลหนองฮี โดยบรรจุใส่กระสอบพลาสติกสานที่มีตราเครื่องหมายการค้า “นฮ” เป็นตัวอักษรสีแดง ป้ายระบุชนิดพันธุ์และรหัสสมาชิกที่ผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อตรวจสอบย้อนกลับได้

4) การถ่ายทอดเทคโนโลยี มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากหน่วยงานในพื้นที่ เช่น ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสกลนคร สำนักงานเกษตรอำเภอปลาปาก เรื่องกระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ กระบวนการตัดพันธุ์ปน วิธีการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เป็นต้น มีการจัดการถ่ายทอดความรู้ในรูปแบบโรงเรียนชาวนาโดยเฉพาะสมาชิกใหม่ร่วมกับสมาชิกเก่าเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน และนำสมาชิกไปศึกษาดูงานศูนย์ข้าวชุมชนที่ประสบความสำเร็จบริษัทเอกชน
ด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ เช่น เฮียใช้ จังหวัดสุพรรณบุรี

บทบาทและการมีส่วนร่วมของสมาชิกต่อสถาบัน

1) มีคณะกรรมการบริหารและกำหนดบทบาทภารกิจหน้าที่ของคณะกรรมการแต่ละฝ่ายอย่างชัดเจน ประกอบด้วย ประธาน รองประธาน เลขานุการ เหรัญญิก ประชาสัมพันธ์ กรรมการฝ่ายส่งเสริม กรรมการฝ่ายตรวจสอบแปลงและคุณภาพเมล็ดพันธุ์ กรรมการฝ่ายส่งเสริมการตลาด คณะกรรมการฝ่ายการเงิน และที่ปรึกษาศูนย์ข้าวชุมชน 2) มีระเบียบกฎเกณฑ์การบริหารศูนย์ มีข้อบังคับกลุ่มศูนย์ข้าวชุมชนตำบลหนองฮี พ.ศ. 2560

3) มีการประชุมเดือนละ 1-2 ครั้ง มีการจดบันทึกรายงานการประชุม

4) สมาชิกมีส่วนร่วมในการคิด ตัดสินใจ และวางแผนในการผลิต มีการรวมกลุ่มสมาชิกเข้มแข็ง
และให้ความร่วมมือกับกลุ่มเป็นอย่างดีในทุกกิจกรรม

5) มีการบูรณาการระหว่างเครือข่ายผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวทั้งหมด 17 ศูนย์ของจังหวัดนครพนม

6) การรวมกลุ่มสมาชิกเข้มแข็ง ให้ความร่วมมือกับกลุ่มเป็นอย่างดีในทุกกิจกรรม

7) องค์กรและสถาบันของรัฐต่างๆ ในชุมชนและท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมและพัฒนา
ในกิจกรรมต่างๆ ของศูนย์ข้าวชุมชนตำบลหนองฮี เช่น ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสกลนคร และสำนักงานเกษตรอำเภอปลาปาก ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

ความมั่นคงและฐานะทางเศรษฐกิจของสถาบัน

1) มีกองทุนหมุนเวียน มีคณะกรรมการบริหารกองทุน และข้อบังคับกลุ่มศูนย์ข้าวชุมชนตำบลหนองฮี พ.ศ. 2560 หมวดที่ 3 เรื่องทุนที่ชัดเจน

2) มีเงินกองทุนรวม 452,750 บาท ดังนี้

– เงินฝาก จำนวน 40,000 บาท

– เงินทุนหมุนเวียน จำนวน 255,460 บาท

– เงินสด จำนวน 15,940 บาท

– เงินกู้ จำนวน 77,150 บาท

– เงินหุ้น จำนวน 64,200 บาท

แหล่งที่มาของกองทุน

– รับจากเงินสัจจะสะสมทรัพย์ของสมาชิก โดยสัจจะสะสมไม่ต่ำกว่า 50 บาท และไม่เกิน 500 บาท

– รับฝากเงินของสมาชิกและบุคคลทั่วไป รวมถึงการกู้ยืมเงิน

– เงินสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน

– รับจากเงินบริจาค

– เงินรายได้ต่างๆ

3) การใช้ประโยชน์จากกองทุน

– เพื่อซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวสำรองให้แก่สมาชิกศูนย์

– เพื่อซื้อวัสดุจัดวางเมล็ดพันธุ์ (แคร่)

4) มีการจัดทำบัญชี มีระบบบริหารโปร่งใส มีการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย มีฝ่ายตรวจสอบบัญชี

5) การมีทรัพย์สินอื่นๆ นอกเหนือจากกองทุนหมุนเวียน รวมมูลค่า 119,520 บาท ประกอบด้วย ตาชั่ง เครื่องเย็บกระสอบ เครื่องทำความสะอาดเมล็ดพันธุ์ เครื่องวัดความชื้น 1 เครื่อง โรงเรือน เครื่องพิมพ์เอกสาร 1 เครื่อง กระสอบบรรจุเมล็ดพันธุ์ ตู้เก็บเอกสาร 1 หลัง และเครื่องปั๊มลม 1 เครื่อง

– การทำกิจกรรมด้านสาธารณะประโยชน์และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

1) บทบาทการมีส่วนร่วมพัฒนาหมู่บ้านหรืองานสาธารณประโยชน์ต่างๆ
– เป็นแหล่งศึกษาดูงาน แหล่งเรียนรู้การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เช่น ถ่ายทอดความรู้ การผลิตปุ๋ยหมัก การผลิตข้าว การทำการเกษตรอินทรีย์ การเลี้ยงปลานิลบ่อดิน กิจกรรมสำรวจตรวจนับแมลง
– ดำเนินการจัดอบรม หลักสูตรการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชน 30 ชั่วโมง ภายใต้โครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนร่วมกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น
– ดำเนินการจัดกิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยี และให้บริการคนในชุมชน เช่น อบรมถ่ายทอดความรู้การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว กิจกรรมบริการตรวจกรด-ด่าง ของดิน
– มีการพัฒนาหมู่บ้านโดยการถางป่า ตัดหญ้าข้างทาง ทำความสะอาดในวัด ขุดลอกคลองในชุมชน

2) ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และสารเคมี

– มีการรวมกลุ่มผลิตปุ๋ยอินทรีย์ การผลิตน้ำหมักชีวภาพ และการผลิตสารชีวภัณฑ์
– มีการปลูกดอกดาวกระจาย หลังการเก็บเกี่ยว

– มีการไถกลบตอซังและรณรงค์ไม่เผาฟาง

3) การป้องกันกำจัดศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน

– มีการเฝ้าระวังการระบาดของโรคแมลง
– มีการผลิตสมุนไพรไล่แมลง

4) การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมการป้องกันและรักษาดิน

– รณรงค์ไม่เผาตอซังในนา

– ดำเนินการจัดกิจกรรมการปลูกป่าในชุมชน

ด้วยผลงานยอดเยี่ยม ศูนย์แห่งนี้ จึงได้รับคัดเลือกให้เป็น

ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวดีเด่นปี 2562 นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยผลวิเคราะห์ดัชนีเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งภาพรวมวัดจากดัชนีรายได้เกษตรกรในเดือนมีนาคม 2562 ลดลงจากเดือนมีนาคม 2561 ร้อยละ 4.03 เป็นผลมาจากดัชนีราคาและดัชนีผลผลิตที่ปรับตัวลดลง โดยดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ที่ไร่นาเดือนมีนาคม 2562 ลดลงจากเดือนมีนาคม 2561 ร้อยละ 2.19 ซึ่งสินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่

ปาล์มน้ำมัน ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง และสต๊อกน้ำมันปาล์มยังมีค่อนข้างมาก ขณะที่ตลาดชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ และถูกแข่งขันจากน้ำมันถั่วเหลือง โดยภาครัฐได้ดำเนินมาตรการช่วยเหลือเพื่อยกระดับราคา นำน้ำมันปาล์มส่วนเกินไปผลิตกระแสไฟฟ้า และส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซลบี 20 ในกลุ่มรถบรรทุกด้วยการอุดหนุนราคาต่ำกว่าดีเซลปกติ (บี 7) และผลักดันการใช้บี 10 เป็นพลังงานทางเลือก

มันสำปะหลัง ราคาลดลงเนื่องจากเป็นช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตมาก ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดมากกว่าความต้องการของผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตาม ภาครัฐได้ดำเนินมาตรการตามแนวทางบริหารจัดการเพื่อแก้ไขปัญหามันสำปะหลัง ปี 2561/62 ทั้งระบบ เช่น โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมมันสำปะหลังและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร โครงการยกระดับคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และ กุ้งขาวแวนนาไม ราคาลดลงเนื่องจากสต๊อกกุ้งยังมีมากทำให้ผู้ประกอบการชะลอการรับซื้อ