ด้านที่พักนักศึกษาชาย พักหอพักประจำทางวิทยาลัยจัดให้

ส่วนนักศึกษาหญิง ต้องพักบ้านอาจารย์บ้าง เช่าหอพักเอกชนอยู่ใกล้ๆ แม่โจ้ หรือบ้านญาติที่อยู่ใกล้สถาบัน อาหารการกินหาซื้อกินเองสำหรับผู้หญิงที่ไม่มีอุปสรรค

ปีแรกผ่านพ้นไป เป็นธรรมดามีนักศึกษาลาออกไปบ้าง เรียนซ้ำชั้นบ้าง ถูกออกเพราะความประพฤติบ้าง ส่วนหญิงจะอยู่กันเกือบครบกันหมด เพราะเป็นความหวังของหญิงรุ่นแรกของสถาบัน

ปีที่สอง ก็มีการทัศนศึกษา การฝึกงาน และการสอบ เทียบชั้น ม.ศ.5 เพื่อหวังได้วุฒิการศึกษา มีสิทธิ์สอบขึ้นไปเรียนปี 3 หวังจบออกไปหางานทำ ในขณะที่เรียน ม.ศ.5 ก็มีรุ่นน้องผู้หญิงเข้ามาใหม่ ต้องผ่านประเพณีต้อนรับน้องใหม่อย่างนิ่มนวลด้วยสโลแกนลูกแม่โจ้ ต้องปลูกฝังด้วยค่านิยมของความรัก สามัคคีใจหนึ่งเดียว ปรองดอง มีเพลงสถาบันหลายเพลงต้องฝึกร้องได้ทุกคน เพลงชาติ และศาลแม่โจ้ เป็นสิ่งที่ลูกแม่โจ้เทิดทูนดุจดั่งชีวิต รัฐธรรมนูญการปกครอง ห้ามฉีก กฎระเบียบวางไว้อย่างเข้มแข็ง ห้ามละเมิด มีบทลงโทษถ้าใครทำผิดกติกา

หลังจบหลักสูตร 3 ปี บางรายก็ได้สอบเทียบ ม.ศ.5 ได้ บางรายก็ลาออกไปเรียนต่อ จบ 3 ปีหมดหลักสูตร

ภายหลังบรรดานักศึกษาสาวรุ่นแรกของแม่โจ้ พร้อมเพื่อนชายร่วมรุ่นที่ 27 จบหลักสูตรการศึกษาครบ 3 ปีแล้ว ฝ่ายชายบางคนก็เรียนต่อในสถาบันเดิม ในหลักสูตร “เทคนิคเกษตร” อีก 2 ปี ต้องสอบเข้ามาใหม่ ฝ่ายหญิงมุ่งหางานทำ บางคนก็จะไปเรียนต่ออีก ถ้ามีการรับสมัคร

วุฒิการศึกษาของผู้เรียนจบหลักสูตร 3 ปี หรือ มอ.ศอ 6 หรือเรียกว่า ปวช. (ประโยคอาชีวศึกษา แผนกเกษตรกรรม) ความมุ่งมั่นและมีความพยายามของบรรดาสาวแม่โจ้รุ่นแรกเสมือนเป็นรุ่นทดลองของกรมอาชีวะ ที่ได้รับนักศึกษาเข้ามาเรียนเพื่อต่อยอดการศึกษาต่อไปภาคหน้า ออกมารับใช้สังคม อาชีพเกษตรกรรม…หลายคนไปเรียนจบระดับปริญญาตรีก็มี

ทุกคนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า เมื่อเวลาผ่านพ้นมาไม่นานต่างนึกถึงบุญคุณสถาบันเกษตรแม่โจ้ ที่ได้สร้างและฝึกนักศึกษาจนเบ้าหลอมเป็นเนื้อเดียวกัน ทั้งความแข็งแกร่ง อดทน มีมานะ รัก สามัคคีกันดี เป็นจุดขายของแม่โจ้จนบรรดานักศึกษาหญิงเข้ามาเรียน 30 คน จบการศึกษา 28 คน

ต่างประสบผลสำเร็จในหน้าที่การงาน และครอบครัวอย่างแท้จริง สามารถถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตรและการปฏิบัติหน้าที่ไม่แพ้ชายอกสามศอก

ขอยกตัวอย่างให้กับผู้ประสบผลงานรายแรก คุณมาลี อุตเจริญ เป็นชาวจังหวัดลำพูน ทำงานที่กรมส่งเสริมการเกษตร จนก้าวมาสู่ตำแหน่งหน้าที่บริหารงานการเกษตรที่ 7 เป็นเกษตรอำเภออยู่หลายอำเภอ หมุนเวียนในจังหวัดลำพูน และเชียงใหม่

รายที่สอง คุณสมฤทธิ์ อุทัยฉาย สาวชาวแพร่ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต สำนักงานเกษตรจังหวัดนนทบุรี เป็นตำแหน่งสุดท้าย

รายที่สาม คุณพวงทอง เชษฐธง เจ้าหน้าที่บริหารงานการเกษตร 7 เกษตรอำเภอเมืองเชียงใหม่ ชาวเชียงใหม่จากอำเภอแม่แตง

ทั้งสามคนที่กล่าวมานั้น ต่างเป็นชาวภาคเหนือ และสนใจการเกษตร จึงสามารถสอบเข้ามาเรียนแม่โจ้ เป็นนักศึกษาหญิงรุ่นแรก รุ่นที่ 27

ทุกปีบรรดาสาวอดีตนักศึกษาเข้าสู่สูงวัยกันแล้ว ต่างท่องเที่ยวพักผ่อนกันไปกับครอบครัว เวลาผ่านพ้นปีใหม่ไม่นาน ก็จะพากันมางานเลี้ยงชุมนุมสังสรรค์รุ่นกันเป็นประจำทุกปีอย่างมีความสุข สนุกสนาน

ทุกคนได้ก้าวสู่ความสำเร็จมาถึงวันนี้ ต่างเป็นหนี้บุญคุณสถาบันแม่โจ้ที่บ่มเพาะเบ้าหลอมพวกเขามาจนแข็งแกร่งจนถึงวันนี้ได้ ต้องต่อสู้เอาชนะอุปสรรคจากคัมภีร์ “งานหนักไม่เคยฆ่าคน”

ปัจจุบัน นักศึกษาสาวรุ่นแรกต่างเกษียณอายุกันหมดแล้ว จากหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ ธ.ก.ส. ฯลฯ นี่คืออดีตและตำนานที่พวกเธอสร้างชื่อเสียง

หากดูรายการทีวีที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตของผู้คนตามต่างจังหวัดต่างๆ โดยผู้ดำเนินรายการเป็นชาวต่างชาติที่ชอบการใช้ชีวิตแบบไทยๆ แล้ว คงจะหนีไม่พ้นภาพของ คุณแดเนียล เฟรเซอร์ ในรายการหลงรักยิ้ม ทุกวันอาทิตย์ทางช่อง 28 (3 SD) ที่พาคุณผู้ชมไปสัมผัสกับวิถีชีวิตของคนไทยที่มีการดำเนินชีวิตตามแบบที่เขาเองก็หลงรัก ถึงขนาดที่ว่าหลายๆ คน เรียกเขาว่า ฝรั่งหัวใจไทยกันเลยทีเดียว

ทางทีมข่าวเทคโนโลยีชาวบ้าน ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ คุณแดเนียล เฟรเซอร์ ว่าทำไมเขาถึงได้หลงรักและชอบการดำเนินชีวิตและวัฒนธรรมต่างๆ ของไทย วันนี้เราจะได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเขากัน

คุณแดเนียล เล่าให้ฟังว่า เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว เขาได้มีโอกาสมาเมืองไทยเป็นครั้งแรก และได้มีโอกาสเข้าไปทำงานที่สวนจิตรลดา เพื่อเป็นการทำงานโครงการอาสาสมัครของมหาวิทยาลัยที่เขาเรียนอยู่ที่สหรัฐอเมริกา จึงทำให้ได้รู้จักกับมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อสอนภาษาให้กับโรงเรียนจิตรลดาระหว่างนั้น และช่วงที่ได้มาอยู่ในเมืองไทยขณะนั้นเริ่มมีความรู้สึกรักและชอบเมืองไทยระหว่างที่ได้ออกเดินทางไปเที่ยวตามที่ต่างๆ ในประเทศไทย เมื่อทำงานด้านจิตอาสาได้กำหนดเวลาแล้วจึงกลับไปเรียนต่อให้จบอย่างที่ตั้งใจไว้

“พอผมกลับไปเรียนต่อจนจบ และได้กลับไปอยู่บ้านที่แคนาดาอีก 3 ปี ช่วงนั้นในความคิดผม ก็มีแต่คิดว่าอยากจะมาทำธุรกิจเกี่ยวกับท่องเที่ยวที่เมืองไทย เพราะจากที่ได้ไปสัมผัสในช่วงที่ได้มาอยู่ รู้สึกว่าชอบวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของที่นี่มาก นับไปเมื่อ 16 ปีที่แล้ว จึงได้มาเปิดบริษัทท่องเที่ยวที่นี่กับเพื่อน” คุณแดเนียล เล่าถึงที่มาของการมาอยู่เมืองไทย

ต่อมาจึงได้มีการทำรายการที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตตามต่างจังหวัดต่างๆ ซึ่งคุณดาเนียล บอกว่า เกิดจากแรงบันดาลใจที่ได้รับมาจากในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเทพฯ ที่ทรงมีพระเมตตาในการช่วยเหลือประชาชนชาวไทยให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยการน้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต และที่สำคัญทุกคนอยู่บนพื้นฐานความสุข ทำให้เขาเริ่มอยากจะเรียนรู้และสัมผัสวิถีชีวิตให้มากขึ้น จึงได้เกิดรายการหลงรักยิ้มที่ตัวเขาเองได้พาผู้ชมได้ไปเรียนรู้สิ่งต่างๆ และองค์ความรู้จากชาวบ้าน เพื่อนำมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตมากขึ้น

“จากสิ่งที่ผมทำ ในมุมมองผม ผมอยากจะเป็นอีกหนึ่งคน หรือที่ทุกคนบอกว่า ผมเป็นฝรั่งหัวไทยใจ ผมก็ถือว่าเป็นเกียรติมากที่ได้รับฉายานี้ จึงทำให้ผมได้ทำรายการนี้ขึ้นมา เพื่อให้คนไทยและคนต่างชาติได้เรียนรู้และสัมผัสชีวิตและวัฒนธรรมที่ดีไปพร้อมๆ กับผม ซึ่งทุกครัวเรือนตามต่างจังหวัดยังมีวิถีชีวิตที่ดั้งเดิม อบอุ่น และมากไปด้วยความสุข โดยที่เดินทางสายกลางในแบบพอเพียง ที่เทคโนโลยีและวิถีชีวิตไปได้อย่างควบคู่กันได้ อันนี้เป็นสิ่งที่ผมชื่นชอบและหลงรักในการปรับตัวหลายๆ ด้านของคนไทย” คุณแดเนียล บอก

ซึ่งสถานที่ต่างๆ ที่เดินทางไปทำรายการนั้น คุณแดเนียล บอกว่า ไม่ได้เน้นสถานที่ที่มีชื่อเสียง แต่จะเน้นสถานที่แบบทุกคนใช้ชีวิตแบบนั้นจริงๆ เช่น การทำนา การปลูกผัก การเลี้ยงสัตว์ โดยในการออกรอบแต่ละครั้งเขาก็ไม่พลาดที่จะลงมือปฏิบัติไปกับชาวบ้านด้วย จึงทำให้รู้สึกว่าทุกครั้งที่ได้ไปพบเจอกับชาวบ้าน ทุกคนให้การต้อนรับเป็นอย่างดี และทำให้เขารู้สึกอบอุ่นแบบนี้เสมอเมื่อได้ลงพื้นที่ต่างๆ ในหลายจังหวัดของประเทศไทย

“จากที่ผมเห็นและผมชอบมากที่สุด คนไทยในพื้นที่บริเวณ มีการเลี้ยงสัตว์ มีการปลูกผักไว้ทานเอง ซึ่งผมมองว่าในอนาคต เมื่อมีปัญหาในเรื่องการของการขาดแคลนอาหาร แต่คนไทยจะสามารถพึ่งพาตนเองได้ และที่สำคัญผักที่ปลูกบริเวณบ้านหรือสัตว์ที่เลี้ยง ก็เป็นอย่างประณีตที่ไม่มีการใช้สารเคมี ก็จะเป็นตัวช่วยที่ทำให้คนไทยนอกจากความสุขที่มีอยู่ทุกคนแล้ว ยังมีสุขภาพที่ดีไปพร้อมกับการทำกิจกรรมประจำวันที่เป็นประโยชน์ ที่มีความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน” คุณแดเนียล บอก

ดังนั้น ในเรื่องของการทำเกษตรและวิทยาการต่างๆ จากที่เห็นเมื่อ 5-6 ปี ที่ผ่านมา คุณดาเนียล บอกว่า สัมผัสได้เห็นถึงศักยภาพต่างๆ ที่เกษตรกรรุ่นใหม่ได้มีการปรับตัวในเรื่องการค้าขาย และมีการสื่อสารกับชาวต่างชาติได้ดี จึงนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้เกษตรกรไทยได้มีโอกาสและทำการค้าขายได้ด้วยตัวเอง และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน เพราะคนไทยมีรากฐานในการทำเกษตรที่มั่นคง มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันก็จะทำให้การพัฒนา และการนำเทคโนโลยีมาใช้สามารถสร้างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

“รายการหลงรักยิ้ม ที่ผมได้ร่วมทำกับ คุณจ๊อบ-นิธิ สมุทรโคจร ขึ้นมา ก็เพื่อจะเผยแพร่วิถีชีวิตต่างๆ เพื่อให้คนไทยได้เห็นความคิดของผมที่มีต่อการใช้ชีวิตของคนไทย ในเรื่องของประเพณีและวัฒนธรรม ซึ่งผมรู้สึกเลยว่าผมรู้สึกชอบมาก เพราะการไปของผมไม่ได้ไปบอกสอนเขานะ แต่ผมไปเรียนรู้และศึกษาการใช้วิถีชีวิตแบบนี้ ซึ่งผมบอกเลยว่า ชอบมากครับ และรู้สึกว่าคนไทยโชคดีมากที่มีทรัพยากรและองค์ความรู้ในการพึ่งพาตนเองได้ในแบบที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงดำริไว้” คุณแดเนียล กล่าว

สนใจเรื่องราวดีๆ ติดตามรับชม คุณแดเนียล เฟรเซอร์ กันได้ใน รายการหลงรักยิ้ม ทุกวันอาทิตย์ ทางช่อง 28 (3 SD) เวลา 16.30 น. หรือทาง เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์​ ลงพื้นที่ตรวจราชการโครงการพื้นที่ต้นแบบบูรณาการแก้ไขปัญหา​และ​พัฒนา​ พื้นที่ตำบลแก่นมะกรูด อำเภ​อ​บ้าน​ไร่ จังหวัดอุทัยธานี​ ตามแนวพระราชดำริ โดยมี นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน นายเนรมิต เทพนอก ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชลประทาน (ด้านการพัฒนาแหล่งน้ำและการจัดการในพื้นที่ลุ่มน้ำ) สำนักงานชลประทานที่ 12 นายฐกร กาญจน์จิรเดช ผู้อำนวยการโครงการชลประทานอุทัยธานี​ ร่วมลงพื้นที่และฟังสรุปผลการดำเนินงาน ณ ห้องประชุมสภาตำบลแก่นมะกรูด อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี​

หลังจากนั้น​ นายวิวัฒน์ และคณะ ได้ลงพื้นที่แปลงเกษตร “โคก หนอง นา” ของ นายวันนบ ขอสุข พื้นที่ 20 ไร่ และ นายจูยูใหม่ มดแดง พื้นที่ 6 ไร่ ซึ่งพื้นที่ที่จะพัฒนาให้เป็นแปลงเกษตรตัวอย่าง เพื่อให้เกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถเข้ามาศึกษาดูงานได้ และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของโครงการที่ต้องการผลักดันให้เกษตรกรสามารถพัฒนาศักยภาพจนอยู่ได้ด้วยตนเอง และเป็นต้นแบบให้กับเกษตรกรคนอื่นๆ ได้

โดยพื้นที่ต้นแบบบูรณาการแก้ไขปัญหา​และ​พัฒนา​ พื้นที่ตำบลแก่นมะกรูด มีเกษตรกร จำนวน 17 ราย พื้นที่ 317 ไร่ รวมกลุ่มกัน ในนาม “กลุ่มแก่นมะกรูด โมเดล” เพื่อดำเนินกิจกรรมแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ในรูปแบบโคกหนองนาโมเดล ตั้งแต่ปี 2559 ปัจจุบัน ปรับเปลี่ยนจากการปลูกข้าวโพดมาทำเกษตรแบบผสมผสาน สามารถเพิ่มพื้นที่สีเขียวได้ 286.66 ไร่ เก็บกักน้ำในพื้นที่ทำกินได้ 19, 244.04 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)​ มีสินทรัพย์หมุนเวียนในกลุ่ม​กองทุน 242,518 บาท

ทั้งนี้ ในส่วนของกรมชลประทานได้ให้การสนับสนุนน้ำในพื้นที่ด้วยอ่างเก็บน้ำแม่ดีน้อย ซึ่งสร้างตั้งแต่ ปี 2526 เก็บกักน้ำได้ 240,100 ลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ 500 ไร่ ในพื้นที่หมู่ 1 บ้านใต้ และหมู่ 3 บ้านใหม่คลองอังวะ โดยเมื่อปี 2556 คณะกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราช​ดำริได้มีมติอนุมัติการดำเนินการร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานี​ในการพัฒนา​พื้นที่หมู่ 1 บ้านใต้ และหมู่ 2 บ้านคลองเสลา ในการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่โครงการ กรมชลประทาน จึงได้อนุมัติแผนงานปรับปรุงอ่างเก็บน้ำและระบบส่งน้ำแม่ดีน้อย เพื่อเพิ่มพื้นที่รับประโยชน์เป็น 1,000 ไร่ โดยในปัจจุบันดำเนินการปรับปรุงอ่างเก็บน้ำและก่อสร้างท่อส่งน้ำสาย MP กม.0+000 ถึง กม.1+645 และท่อส่งน้ำสาย 1 R-MP กม.0+000 ถึง กม.3+255 แล้วเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนท่อส่งน้ำสาย MP กม.1+645 ถึง กม.3+930 อยู่ในระหว่างดำเนินการก่อสร้าง นอกจากนี้ การปรับปรุงทางระบายน้ำล้น (Spillway)​ การเสริมทำนบอ่างเก็บน้ำ การขุดลอกอ่างเก็บน้ำ อยู่ในระหว่างเสนอของบประมาณดำเนินการ การปรับปรุงเส้นทางเข้าอ่างเก็บน้ำเพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวอยู่ในระหว่างการออกแบบ

ชาวไร่สับปะรดอ่วม ผลผลิตล้นตลาด ราคาดิ่ง ขาดทุนโลละ 2 บาท จี้รัฐพันธสัญญาประกันราคารับซื้อ ด้าน ส.อาหารสำเร็จรูป ชี้ปัญหาเรื้อรัง ล่าสุด กระทรวงเกษตรฯ เร่งเดินหน้า 3 มาตรการ แก้ปมสับปะรด ซื้อ 2 แสนตัน ผลิตอาหารโคนม

นายสุรัตน์ มุนินทรวงศ์ กรรมการและเลขานุการสหกรณ์ชาวไร่สับปะรดสามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปีนี้มีอากาศหนาวหลายรอบ และปริมาณฝนมาก ส่งผลให้ผลผลิตสับปะรดออกสู่ตลาดช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน นี้มากกว่าปกติ 1 แสนตัน โดยเฉพาะผลผลิตใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ แหล่งปลูกใหญ่ล้น ประมาณ 5-6 หมื่นตัน ราคาสับปะรดเหลือ กก.ละ 2-2.40 บาท เกษตรกรจึงขาดทุน กก.ละ 1.60-2.00 บาท จากต้นทุนการผลิต กก.ละ 4 บาทเศษ ซึ่งไม่เว้นแม้แต่เกษตรกรที่มีสัญญาขายให้โรงงานไว้ล่วงหน้า และมีบางพื้นที่ เช่น ภาคเหนือ ที่อยู่ไกลจากโรงงานในภาคตะวันออกและภาคกลางตอนล่าง เหลือ กก.ละ 80 สตางค์ เท่านั้น เกษตรกรจึงไม่เก็บเกี่ยวผลผลิต เพราะไม่คุ้มกับแรงงานเก็บเกี่ยวและค่าขนส่ง

“โรงงานลดราคารับซื้อสับปะรดลงทุกวัน ทั้งยังลดกำลังการผลิตลงเกือบครึ่งหนึ่งของกำลังการผลิตปกติ โดยอ้างว่าต่างประเทศไม่ซื้อทำให้ล้นโกดัง การขยับตัวรับมือปัญหาช้าทั้งที่ราคาสับปะรดตกต่ำตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ขอให้รัฐช่วยเยียวยาความเสียหายจากการขาดทุนหนัก พร้อมทั้งวางยุทธศาสตร์ระยะยาวอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการบังคับใช้ระบบเกษตรพันธสัญญา ตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาปี 2560 เพื่อประกันราคารับซื้อขั้นต่ำกับปริมาณที่ซื้อขายกับเกษตรกรบวกลบไม่เกิน 20% ทางกลุ่มเตรียมเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในโอกาสเดินทางตรวจโครงการซื้อสับปะรดผลิตอาหารสัตว์ในวันที่ 9 มิ.ย.นี้” นายสุรัตน์ กล่าว

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป เปิดเผยว่า เกษตรกรเห็นว่าราคาดีจึงปลูกเพิ่มขึ้นทำให้เกิดปัญหาอย่างนี้ทุกปี แต่หลังจากนี้ราคาจะปรับตัวดีขึ้น ทางออกระยะสั้นต้องรณรงค์ช่วยกันบริโภคมากขึ้น และส่งเสริมเกษตรกรขึ้นทะเบียนเพื่อวางระบบบริหารจัดการ พร้อมทั้งใช้ระบบดาวเทียมตรวจสอบการปลูกสับปะรด ในด้านการส่งออกควรเร่งเจรจาทำความตกลงเปิดการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป เพื่อลดภาษีนำเข้าปัจจุบันที่ 13.5% ขณะที่คู่แข่งอย่างอินโดนีเซียภาษี 0%

ข้อมูลกรมศุลกากร ระบุว่า การส่งออกสับปะรดสด น้ำสับปะรด และสับปะรดแปรรูป ในช่วง 4 เดือนแรก ปี 2561 มูลค่า 115.67 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 22% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีมูลค่า 149.31 ล้านเหรียญสหรัฐ

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ในการประชุมติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหาราคาสับปะรดตกต่ำตามมติของคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาสับปะรดแห่งชาติ ซึ่งกำหนดให้ใช้กลไกสหกรณ์ดำเนินการ 3 มาตรการ คือ 1.เร่งจำหน่ายงานเทศกาล 2.กระจายผลผลิตออกจากจังหวัดที่ผลิต และ 3.นำไปทำเป็นอาหารสัตว์ เพื่อแก้ปัญหาสับปะรดล้นตลาด 5 แสนตัน จากปริมาณผลผลิตสับปะรด 2.24 ล้านตัน แต่ความต้องการใช้สับปะรดมีเพียง 2 ล้านตัน เท่านั้น

และมีสับปะรดที่ไม่ผ่านมาตรฐานโรงงานอีก 2.3 แสนตัน ในพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ระยอง และลำปาง ซึ่งล่าสุดกรมปศุสัตว์ดำเนินโครงการแปรรูปผลสับปะรดสดเป็นอาหารสัตว์ ทีเอ็มอาร์ สำหรับเลี้ยงโคนมนำร่องใน 3 จังหวัด ที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยให้สหกรณ์โคนมรับซื้อสับปะรด 238,648 ตัน ราคา กก.ละ 1 บาท เพื่อนำมาผลิตเป็นอาหารสัตว์ 47,729 ตัน อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาสับปะรดต้องบริหารจัดการโดยอาศัยการสร้างกลไกเชื่อมโยงการตลาด-การผลิต ทั้งยังต้องส่งเสริมให้ปลูกสับปะรดคุณภาพสูง เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

ในที่สุด สะตอฝักจากปักษ์ใต้ก็เริ่มปรากฏตัวหนาแน่นตามตลาดสดภาคต่างๆ แล้วนะครับ ราคาเริ่มจะถูกลง แล้วก็มี สะตอข้าว ให้เลือก เป็นสะตอรสมัน เม็ดเล็ก เนื้อหนึบแน่น ฉุนอ่อนๆ ไม่ใช่มีแต่ สะตอดาน ซึ่งกรอบ เม็ดใหญ่ และมีกลิ่นฉุนรุนแรงมาก

อันที่จริง สะตอ คงมีสายพันธุ์แบบอื่นอีก เช่น ย่าผมซึ่งเป็นคนสุราษฎร์ธานีเคยพูดถึง สะเตียน คือสะตอที่มีเยื่อหุ้มเม็ดสีขาว แล้วที่มีวางขายหลายแห่งก็คือ สะตอจากป่าภาคอีสาน ที่เรียก ลูกดิ่ง เพราะเม็ดเรียงเป็นแนวยาวตามแนวฝัก ต่างจากสะตอทั่วไป แถมพ่อผมยังเล่าว่า เคยเดินเท้าจากชายแดนอำเภอสวนผึ้งข้ามเข้าไปในเขตแดนกะเหรี่ยงพม่า สมัยเมื่อเกือบ 50 ปีก่อน ก็ว่ามีต้นสะตอใหญ่ๆ เต็มไปทั้งป่าเลย

คนเหม็นกลิ่นสะตอคงไม่เข้าใจว่าคนที่ชอบเขาทนกินกันเข้าไปได้ยังไง แต่แน่นอนว่าคนชอบสะตอก็จะชอบมาก ไม่ว่าจะกินสดๆ เผา ผัดหมู ดองเม็ด หรือดองทั้งฝักแบบคนกงหราที่พัทลุงเขาทำ สูตรที่คนปักษ์ใต้ทำบ่อยและแพร่หลายจนคนภาคอื่นๆ รู้จัก และพอกินตามได้อร่อยด้วย ก็เห็นจะมีผัดพริกแกงกับกุ้งสด และผัดกะปิใส่เนื้อหมูติดมัน บีบมะนาวตบท้ายให้ออกสามรส เค็ม เผ็ด เปรี้ยว

อ้อ! มีสูตรต้มกะปิหอมแดง ใส่หางกะทิจางๆ หน่อไม้เปรี้ยวหรือหน่อไม้ต้มฝานบางๆ ยอดชะอม และกุ้งแห้งเป็นตัวๆ ด้วยครับ ผมคิดว่าเป็นสำรับสะตอที่กินง่าย ซดน้ำคล่องคอดี

อีกอย่างหนึ่งที่ไม่รู้บ้านอื่นเขากินกันไหม คือสะตอที่แก่จนเยื่อหุ้มเม็ดกลายเป็นสีส้มจัด เอาทั้งเม็ดทั้งเยื่อนั้นคั่วน้ำมันก้นกระทะ เติมซีอิ๊วดำเค็ม ได้สะตอทอดที่ทั้งหอมทั้งกรอบ พ่อผมชอบจิ้มน้ำพริกกิน อร่อยสุดสุด

มีสูตรกับข้าวแบบปาดัง ทางแถบตะวันตกของเกาะสุมาตราในอินโดนีเซีย คือ โกเร็ง บาดาร์

เปไต เป็นปลาข้าวสารทอดผัดพริกตำ ใส่สะตอ วิธีทำคล้ายๆ กับข้าวปักษ์ใต้ ผมเลยจะลองแปลงสักนิดๆ หน่อยๆ ให้เป็น “ปลาชิ้งชั้งผัดสะตอ” คือเอาปลาชิ้งชั้ง-ปลากะตักตัวเล็กๆ แบบหนึ่งที่คนปักษ์ใต้เอามาต้มแล้วตากแดดจนแห้ง มาทอด แล้วลองทำตามวิธีของคนปาดังดู

การทอดนี้ เราทอดเดี๋ยวเดียวก็พอครับ ไม่ต้องให้แห้งแบบที่จะทำปลาทอดกรอบหรอก เดี๋ยวจะแข็งเกินไป

ทอดพอเนื้อปลาแห้ง รัดตัวขึ้นอีกนิด แล้วตักออกก่อนนะครับ ถ้าน้ำมันในกระทะยังเหลือพอ ก็ตักพริกแกงเหลืองใส่ลงไปผัดจนหอม (สูตรปาดัง ใช้พริกแห้ง เกลือ หอมแดงตำละเอียด) จึงใส่ปลาชิ้งชั้งกลับลงไป พร้อมเม็ดสะตอแกะ พริกขี้หนูสดทั้งเม็ด และน้ำตาลอ้อยนิดหน่อย

ผัดกระทะนี้ควรจะเค็มอยู่แล้วนะครับ เพราะส่วนใหญ่เนื้อปลาชิ้งชั้งแห้งแบบนี้จะออกเค็มนำ แต่ถ้าชิมดูรสยังอ่อนอยู่ ก็เติมน้ำปลาได้อีกหน่อย ผัดให้แห้ง สะตอเริ่มสุกหอม จึงดับไฟ แล้วบีบน้ำมะนาวสดๆ ลงไปจนมีรสเปรี้ยวตัดเผ็ดเค็มขึ้นมาเป็นสามรส

เป็นกับข้าวจานเร่งด่วนที่ทำง่าย คนที่ผัดเผ็ดเก่งๆ คงมีวิธีเล่นกับปลาชิ้งชั้งได้ดีกว่าผมมาก เช่น อาจแช่น้ำสักครู่ ทั้งเพื่อล้างรสเค็มและเพิ่มความนุ่มให้เนื้อปลา หรือเขยิบไปอีกขั้น คือชุบแป้งทอดก่อนก็ยังได้ ไม่งั้นก็เปลี่ยนจากพริกแกงเหลืองเป็นน้ำชุบเคย (น้ำพริกกะปิ) เสียเลย ใครจะทำไม

ถ้าได้สะตอแก่ มันๆ เคี้ยวจมฟันหน่อยละก็ สูตรไหนๆ ก็อร่อยทั้งนั้นแหละครับ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกษตรกรในอำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ประสบปัญหาต้นกล้าข้าวที่หว่านไม่สามารถแตกหน่อเป็นต้นข้าวได้ เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมามีฝนตกลงมาในพื้นที่เป็นปริมาณมากและตกต่อเนื่อง ทำให้เมล็ดข้าวที่หว่านไปแล้วจมน้ำ และเน่าเสียจากปัญหาดินเค็ม ที่ถูกน้ำฝนชะล้างลงไปในนาข้าว ทำให้เกษตรกรหลายรายต้องพากันนำต้นกล้ามาปลูกแซมทดแทนบริเวณที่ข้าวที่เน่าเสีย

จากการสอบถามคุณลุงรวนและคุณป้าน้อย เหลื่อมทองหลาง เกษตรกรชาวนาบ้านกระเบื้องดอนรี ตำบลดอนตะหนิน อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า ได้หว่านข้าวมาแล้ว 2 รอบ แต่หลังจากหว่านข้าวไม่นาน ฝนก็ได้ตกลงมาท่วมข้าว ทำให้เมล็ดข้าวเน่าเสียหายไม่สามารถแตกหน่อได้รวมถึงดินบริเวณนี้ส่วนมากจะขึ้นขี้กะทา หรือดินเค็ม ทำให้ต้นข้าวไม่สามารถเจริญเติบโตได้ วันนี้จึงได้เพาะต้นกล้าข้าวแล้วนำมาดำทดแทน เพราะช่วงนี้ราคาข้าวขึ้นไปถึงกิโลกรัมละ 18 บาทกว่า จึงทำให้พันธุ์ข้าวเปลือกแพงขึ้น ไม่คุ้มที่จะลงทุนหว่านต่อ

ผู้สื่อข่ารายงานว่า วันนี้ (8 มิถุนายน 2561) ณ ลานกาสะลอง ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า สาขาเชียงราย อ.เมืองเชียงราย นายสัมฤทธิ์ สวามิภักดิ์ ปลัดจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดงาน “โคขุนเชียงราย เนื้อโคคุณภาพ ท้องถิ่นล้านนา” จัดโดยสำนักงานพาณิชย์ จ.เชียงราย พร้อมด้วย นางพิมล ปงกองแก้ว พาณิชย์จังหวัดเชียงราย นายนเรศ รัศมีจันทร์ ประธานเครือข่ายนำสมาชิกเครือข่ายผู้เลี้ยงโคเนื้อ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเครือข่ายโคเนื้อล้านนา เข้าร่วม โดยมีการนำเนื้อโคขุนคุณภาพดีจำหน่าย ซึ่งภายในงานยังมีการแข่งขันประกวดการทำอาหารจากเนื้อโคขุน การแสดงบนเวที และตลาดสินค้าประชารัฐอย่างครบครัน

นายสัมฤทธิ์ สวามิภักดิ์ ปลัดจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ในอดีตผู้คนมักจะเน้นการปลูกพืชเกษตรกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่งผลให้พืชบางชนิดล้นตลาดจนเกิดปัญหาราคาตกต่ำ ส่วนการเลี้ยงโคเนื้อนั้น เดิมมีความเข้าใจกันว่าสามารถเลี้ยงได้ดีในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคกลางเป็นหลัก แต่ปัจจุบันพบว่าเครือข่ายโคเนื้อล้านนาสามารถพัฒนาการเลี้ยงโคเนื้อได้อย่างมีมาตรฐาน ทำให้ทางจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทำให้เชื่อว่าอาชีพนี้จะเป็นอนาคตที่ดีของเกษตรกรชาวเชียงรายต่อไป เพราะตลาดมีความต้องการบริโภคเนื้อโคขุนสูงขึ้น เพียงแต่ต้องพัฒนาให้ได้มาตรฐานตามที่ตลาดต้องการด้วย