ด้านนายชาญยุทธ วันดี พาณิชย์จังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า

สำนักงานพาณิชย์จังหวัดบึงกาฬ ได้ร่วมจัดกิจกรรมเนื่องในงานวันยางพาราและกาชาดบึงกาฬ ประจำปี 2561 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-23 มกราคม 2561 ณ บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองบึงกาฬ จำนวน 2 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมที่ 1. การจัดนิทรรศการให้บริการความรู้ คำปรึกษา และคำแนะนำเกี่ยวกับงานของสำนักงานพาณิชย์จังหวัดบึงกาฬ อาทิเช่น งานจดทะเบียนนิติบุคคล งานจดทะเบียนเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา งานเกี่ยวกับค่าครองชีพของประชาชน (ร้านธงฟ้าประชารัฐ ร้านหนูณิชย์…พาชิม) เป็นต้น

โดยจัดให้มีเจ้าหน้าที่ประจำบูธทุกวันตลอดการจัดงาน และนำสินค้าเด่นของจังหวัดบึงกาฬ มาจัดแสดงสินค้าในบูธ อาทิเช่น หมอนยางพารา ผ้าขาวม้า ผ้าย้อมคราม เป็นต้น กิจกรรมที่ 2.การจัดจำหน่ายสินค้าของตัวแทนร้านธงฟ้าประชารัฐในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ และผู้ประกอบการ SMEsและสินค้าเกษตรในจังหวัดบึงกาฬและต่างจังหวัด รวมจำนวน 26 บูธ

โดยมีผู้ประกอบการ SMEs และสินค้าเกษตรของจังหวัดบึงกาฬ และส่วนของผู้ประกอบการต่างจังหวัด พิจารณาคัดเลือกจากผู้ประกอบการของกลุ่ม BIZ Club,กลุ่มSMEs และผู้ประกอบการ SMEs ของต่างจังหวัด พิจารณาโดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นผู้คัดเลือกส่งผู้ประกอบการเข้าร่วมงาน จำนวน 19 จังหวัด 19 บูธ

ส่วนสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดบึงกาฬ ที่รับผิดชอบด้านการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ โอทอป สินค้าประชารัฐและสินค้านานาชาติ ที่จะนำผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการมาจำหน่ายให้กับเกษตรรกรตลอดจนประชาชนและนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาเที่ยวชมงานยางพาราและกาชาดบึงกาฬ โดยมีสินค้าจากโครงการสินค้าประชารัฐของจังหวัดบึงกาฬ และจังหวัดใกล้เคียงตลอดจนสินค้านานาชาติที่มาฝั่ง สปป.ลาว และสินค้าคุณภาพที่สั่งตรงมาจากจังหวัดอื่นๆ ทั่วฟ้าเมืองไทยกว่า 68 บูท อาทิเช่น ใส้อั่วเชียงใหม่ อาหารทะเลสดๆจากชลบุรี ผ้าฝ้ายจากจังหวัดน่าน เสื่อทอกกจากจังหวัดมหาสารคาม มีดจากอยุธยา ไม้แกะสลัก ผ้าไหมและจักสานต่างๆจากเมืองท่าพระบาท เมืองปากซัน เมืองเชียงขวาง สปป.ลาว

ด้านการเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดกิจกรรมการแข่งขันการกรีดยางพารา แข่งขันการลับมีดกรีดยาง และการแข่งขันการแสดงนันทนาการยางพารา(กองเชียร์) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสนับสนุนยกย่องเกษตรกรผู้ประกอบอาชีพปลูกยางพาราและการผลักดันจังหวัดบึงกาฬ ให้เป็นศูนย์กลางยางพาราในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งด้านการผลิต การแปรรูป และการส่งออก

จังหวัดจึงได้กำหนดคุณสมบัติและเงื่อนไขการแข่งขันกรีดยางพาราระดับจังหวัดบึงกาฬ (ประเภททั่วไป) คือ 1.ต้องเป็นเกษตรกรที่มีภูมิลำเนาในจังหวัดบึงกาฬ หรือเป็นเกษตรกรที่มารับจ้างกรีดยางในจังหวัดบึงกาฬและต้องมีใบรับรองจากเจ้าของสวนยาง 2.ไม่ได้เป็นแชมป์ระดับประเทศในการแข่งขันปีที่ผ่านมา โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องนำมีดกรีดยางพาราและอุปกรณ์เกี่ยวกับการกรีดยางพารามาเอง ซึ่งหลักเกณฑ์การตัดสินกรรมการตรวจสอบมีดกรีดยาง การแต่งเดือย ความคมของมีด การกรีดยางถูกต้องตามหลักวิชาการ มีดกรีดถึงท่อน้ำยางใกล้เยื่อเจริญไม่บาดเนื้อไม้ หน้ายางเรียบสม่ำเสมอความหนาบางของเปลือกที่ถูกกรีดบาง 2 มิลลิเมตร และรักษามุมกรีด 30 องศาชิงเงินรางวัลชนะเลิศ 4,000 บาทพร้อมใบประกาศนียบัตร

แข่งขันกรีดยางพาราชิงแชมป์ประเทศไทย มีคุณสมบัติดังนี้ ต้องเป็นเกษตรกรที่ผ่านการแข่งขันระดับจังหวัดบึงกาฬ ที่ 1 – 3 และชมเชย 2 คน ในแต่ละวัน(รวม 5 คน)และเป็นเกษตรกรต่างจังหวัดที่สำนักงานเกษตรจังหวัด หรือการยางแห่งประเทศไทยและประเทศข้างเคียงได้คัดเลือกส่งเข้าร่วมแข่งขัน และอุปกรณ์เกี่ยวกับการกรีดยางพาราผู้เข้าแข่งขันจัดหามาเอง สำหรับจังหวัดที่มีความประสงค์จะส่งเกษตรกรเข้าร่วมแข่งขันการกรีดยาง

ขอให้แจ้งรายชื่อเกษตรกรเข้าร่วมแข่งขันให้สำนักงานเกษตรจังหวัดบึงกาฬทราบภายในวันที่ 20 ม.ค.ทางหมายเลขโทรสาร 042-490839 หรือทาง E-mail : kasetbk774@gmail.com และเกษตรกรที่เข้าแข่งขันจากต่างจังหวัดและประเทศข้างเคียง รายงานตัวนำสำเนาบัตรประชาชน จำนวน 1 ฉบับในวันที่ 23 ม.ค. เวลา 09.00 – 10.00 น. ณ สถานที่จัดการแข่งขัน พร้อมแสดงหนังสือรับรองจากสำนักงานเกษตรจังหวัดที่ส่งเข้าร่วมการแข่งขัน หรือการยางแห่งประเทศไทยจังหวัดที่ส่งเข้าร่วมแข่งขัน เกณฑ์การตัดสิน กรรมการตรวจสอบมีดกรีดยาง การแต่งเดือย ความคมของมีด ดูการกรีดยางถูกต้องตามหลักวิชาการ มีดกรีดถึงท่อน้ำยางใกล้เยื่อเจริญไม่บาดเนื้อไม้ หน้ายางเรียบสม่ำเสมอ ความหนาบางของเปลือกที่ถูกกรีดบาง 2 มิลลิเมตร และรักษามุมกรีด 30 องศา ชิงเงินรางวัลชนะเลิศจำนวน 50,000 บาทพร้อมใบประกาศนียบัตร

การแข่งขันการลับมีดกรีดยาง ต้องเป็นเกษตรกรที่มีภูมิลำเนาในจังหวัดบึงกาฬ หรือเป็นเกษตรกรที่มารับจ้างกรีดยางในจังหวัดบึงกาฬและต้องมีใบรับรองจากเจ้าของสวนยาง เกณฑ์การตัดสิน จะดูการลับมีดกรีดยางอย่างถูกวิธี มี 8 ขั้นตอน ความบางของมีดและลักษณะเดือยมีดโค้งมน ยาวประมาณ 3 มิลลิเมตร อยู่ในรูปทรงสวยงาม และความคมของมีดเมื่อกรรมการทดสอบกับต้นยางจริง รางวัลชนะเลิศจะได้รับเงินสด 2,500 บาทพร้อมใบประกาศนียบัตร และสุดท้ายแข่งขันการแสดงนันทนาการยางพารา

ผู้เข้าแข่งขันจะต้องมีภูมิลำเนาในจังหวัดบึงกาฬ ประกอบอาชีพเกี่ยวกับการทำสวนยางพาราหรือเป็นผู้เกี่ยวข้อง เช่น บุตร คนในครัวเรือน อุปกรณ์เกี่ยวกับการแข่งขัน ให้ผู้เข้าแข่งขันจัดหามาเอง การแข่งขันแต่ละทีมเตรียมเพลงที่ใช้ประกอบการแข่งขันเอง ใช้เวลาแสดงประมาณ 10- 15 นาที ไม่จำกัดเพลง ให้ส่งแผ่น CD เพลงให้สำนักงานเกษตรจังหวัดบึงกาฬ ในวันที่ 20 ม.ค. คณะกรรมการจะใช้วิธีการจับสลากเรียงลำดับในวันแข่งขัน 23 ม.ค.ลงทะเบียนเวลา 09.00 – 10.00 น. เริ่มแข่งขัน เวลา 10.00 – 16.00 น.เกณฑ์การตัดสิน จะดูจากความเหมาะสมการแต่งกายกับเพลงที่เลือกนำเสนอ ความร่วมมือในทีม แสดงออกถึงความพร้อมเพรียง ความสวยงาม การเชื่อมท่าต่อเนื่องไม่ผิดจังหวะในการนำเสนอ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ การแสดงออกถึงวัฒนธรรมอีสานที่การสื่อเกี่ยวกับยางพารา ทีมที่มีคะแนนสูงสุดจะได้รางวัลเงินสด 20,000 บาทพร้อมใบประกาศนียบัตร

ด้านนายพิสุทธิ์ บุษยพรรณพงศ์ ผวจ.บึงกาฬ กล่าวหลังจากตรวจเยี่ยมการเตรียมงานและสถานที่การจัดงานวันยางพาราและกาชาดจังหวัดบึงกาฬ ว่า บัดนี้งานวันยางพาราและกาชาดจังหวัดบึงกาฬ พร้อม 100 % แล้วที่จะต้อนรับเกษตรกรพี่น้องประชาชนตลอดจนนักท่องเที่ยว เข้ามาเที่ยวชมงานยางพารา ความหลากหลายทางนวัฒกรรม เทคโนโลยี ตลอดจนความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนในการให้ความรู้การพัฒนายางพาราแก่เกษตรกรชาวสวนยาง ช่วยเพิ่มทั้งศักยภาพและรายได้ มากมายด้วยนิทรรศการและเวทีเสวนาเกี่ยวกับยางพาราทั้งในเรื่องขององค์ความรู้ ความก้าวหน้าทางการเกษตร และนวัตกรรมอื่นๆ ตอกย้ำความเป็นเมืองอันดับหนึ่งในอีสานด้านยางพาราได้แน่นอน

ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร เลขาธิการมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า ขณะนี้อภัยภูเบศรได้ปั้นแบรนด์เครื่องสำอางผักเบี้ยใหญ่ ซึ่งเป็นการนำสมุนไพรมาผลิตเป็นเครื่องสำอางครั้งแรกในประเทศไทย และได้ทดลองตลาดมา 1 ปีเต็ม ได้รับความนิยมจากผู้ใช้ในระดับที่น่าพอใจ โดยผักเบี้ยใหญ่ อภัยภูเบศรเป็นเจ้าแรกในประเทศไทยที่นำสมุนไพรพื้นบ้านชนิดนี้มาใส่ในกลุ่มเครื่องสำอาง เช่น คลีนซิ่งวอเตอร์ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยม และมีอีกกว่า 9 รายการในกลุ่มผลิตภัณฑ์นี้ ความพิเศษ คือ ไม่ใส่สารกันเสียพวกพาราเบน สี แอลกอฮอล์ น้ำหอม

จึงเป็นทางเลือกสำหรับผู้ทีมีปัญหาผิวแพ้ง่ายเลือกใช้ได้ และอภัยภูเบศรเองได้จัดทัพปรับกลยุทธ์การตลาดใหม่ โดยเน้นการกระจายสินค้าให้ทั่วถึง เข้าถึงง่ายมากขึ้นในแต่ละพื้นที่ พัฒนาระบบอีคอมเมิร์ส คือ ให้ข่าวสารความรู้และจำหน่ายออนไลน์ทาง www.abhaiherb.com และเป็นพี่เลี้ยงเปิดเอาท์เล็ทสมุนไพรอีกกว่า 13 โรงพยาบาลศูนย์ทั่วประเทศ รวมถึงเตรียมพัฒนารูปแบบแฟรนไชส์ทั้งการจำหน่ายผลิตภัณฑ์และส่วนของบริการคิวซีนสุขภาพ คาดว่าจะสามารถขยายตลาดสมุนไพรได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 30 ในปี 2561

“มูลนิธิ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรทั้งหมด 3 กลุ่มหลัก คือ ยา อาหารเสริม และเครื่องสำอาง ซึ่งการพัฒนานั้นมีพื้นฐานมาจากการใช้จริงของพื้นบ้าน ประกอบกับการศึกษาวิจัยสมัยใหม่ และผลิตภัณฑ์ที่เราทำขึ้นมานั้นต้องตอบโจทย์ต่อผู้บริโภค รวมถึงรายได้จากการจำหน่ายได้กลับคืนสู่สังคมและเกษตรกรต่อไป เช่น อาหารเสริมจากน้ำมันรำข้าว จำหน่ายครั้งแรกในเดือนมิถุนายน ปี 2560 ด้วยความตั้งใจอยากช่วยชาวนาเกษตรอินทรีย์ในเครือข่าย โดยในการจำหน่ายแต่ละครั้งคิดง่ายๆเป็นรายได้กลับคืนสู่ชาวนาขวดละ 110 บาท นับเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตและสร้างรายได้กับเกษตร” ภญ.สุภาภรณ์ กล่าวและว่า มูลนิธิฯพัฒนาสมุนไพรมามากกว่า 30 ปี บนพื้นฐานของธุรกิจเพื่อสังคม เนื่องจากกำไรมีการแบ่งปันช่วยเหลืองานบริการด้านสาธารณสุขของโรงพยาบาลร้อย ละ 70 และ ใช้ในการจัดกิจกรรมเพื่อสังคม เช่น ช่วยการเหลือประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติ และพัฒนางานวิจัยต่างๆ อีกร้อยละ 30 เป็นต้น

การยางแห่งประเทศไทย กยท. เร่งเครื่องเดินหน้าโครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ เปิดรับสมัครสถาบันเกษตรกร/เกษตรกรชาวสวนยาง เข้าร่วมโครงการ รับซื้อยางจากเกษตรกรในราคาเป็นธรรมพร้อม ป้อนหน่วยงานรัฐ ผลักดันการใช้ยางภายในประเทศ กระตุ้นเสถียรภาพราคายาง ย้ำไม่มีการเก็บสต็อกยางแบบที่ผ่านมา นำร่องล็อตแรก 1,200 ตัน ใน 5 จังหวัด ดีเดย์ 15 ม.ค. นี้

นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยด้านบริหาร เปิดเผยว่า โครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ เป็นหนึ่งในนโยบายของทางรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาและผลักดันราคายางให้เกิดเสถียรภาพ เปิดรับสมัครเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางเข้าร่วมโครงการ โดย กยท. จะรับซื้อยางเพื่อขายให้กับหน่วยงานภาครัฐที่ยื่นข้อมูลปริมาณความต้องการใช้ยางในเบื้องต้น ได้แก่ กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงยุติธรรม มีระยะเวลาในการดำเนินโครงการตั้งแต่มกราคม – กันยายน 2561 โดยมีเป้าหมาย 200,000 ตัน

นายสุนันท์ กล่าวต่อว่า การซื้อยางจากสถาบันเกษตรกร/เกษตรกรชาวสวนยางในครั้งนี้ จะเป็นการซื้อตามความต้องการใช้ของหน่วยงานภาครัฐ โดยหน่วยงานภาครัฐจะแจ้งความประสงค์ความต้องการใช้ยางของหน่วยงานในพื้นที่ว่าต้องการใช้ยางประเภทใดบ้าง เพื่อให้ กยท. ซื้อยางของเกษตรกรชาวสวนยาง ผ่านสถาบันเกษตรกร กลุ่มเกษตรกรชาวสวนยาง หรือ วิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นผู้รวบรวมยางจากพี่น้องเกษตรกร ส่งต่อให้กับหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่นั้นๆ จึงไม่ได้เปิดจุดรับซื้อพร้อมกันทุกพื้นที่เหมือนครั้งก่อน และจะเป็นการซื้อมาเพื่อแปรรูปเป็นยางประเภทต่างๆ

ตามความต้องการใช้ โดยไม่มีการเก็บไว้เป็นสต็อกยาง ซึ่งจะทยอยรับซื้อยางจากสถาบันเกษตรกร/เกษตรกรชาวสวนยาง นำร่องในพื้นที่จังหวัด นครศรีธรรมราช สงขลา ตรัง สตูล และยะลา โดยในวันพรุ่งนี้ (14 มกราคม 2561) จะมีการเชิญกลุ่มสถาบันเกษตรกร/เกษตรกรชาวสวนยาง ผู้แทนจากกรมการปกครอง และผู้แทนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อรับฟังข้อมูลและทำความเข้าใจเรื่องการเปิดจุดรับซื้อยาง ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช และในวันที่ 15 มกราคม จะมีการซื้อยางล็อตแรกเป็นน้ำยางสด จำนวน 1,200 ตัน เพื่อป้อนกระทรวงกลาโหม และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หลังจากนั้นจะทยอยรับซื้อยาง ตามความต้องการใช้จากกระทรวงต่างๆ จนครบ 200,000 ตัน ตามนโยบายของรัฐ

“สำหรับสถาบันเกษตร/เกษตรชาวสวนยางและวิสาหกิจชุมชนที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการดังกล่าว สามารถติดต่อ กยท.เขต กยท.จังหวัด และ กยท. สาขาใกล้บ้านได้ทั่วประเทศ ซึ่งโครงการนี้ นอกจากจะเป็นการส่งเสริมการใช้ยางภายในประเทศแล้วยัง จะเป็นการกระตุ้น และสร้างความตระหนักว่า ยางพาราสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลาย หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน สามารถซื้อผงผลิตยางพาราจากเกษตรกรนำไปแปรรูปเพื่อก่อให้เกิดการใช้จริง ซึ่งมีผลช่วยทำให้ราคายางปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น อีกทั้งยังเป็นการสร้างเสถียรภาพด้านราคายางในระยะยาวได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายสุนันท์ กล่าวทิ้งท้าย

สำนักงานเกษตรอำเภอเกาะยาว จัดอบรมเกษตรกรเข้าสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์และนำศึกษาดูงาน แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่แปลงใหญ่หรือเกษตรกรในพื้นที่ทั่วไป ที่มีความต้องการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ ในทุกตำบลของอำเภอเกาะยาว จำนวน 100 ราย ในวันที่ 16,17,18 มกราคม 2561
ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอเกาะยาว ห้องประชุมเทศบาลตำบลพรุใน อำเภอเกาะยาว และศึกษาดูงานเกษตรอินทรีย์ ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ด้านการผลิตและกระบวนการจัดการสินค้าเกษตรอินทรีย์ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อความปลอดภัยของผู้ผลิตและผู้บริโภค อีกทั้งรองรับการท่องเที่ยวของอำเภอเกาะยาวที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

ชีวิตที่เทพานั้นไม่มีอะไรพิเศษพิสดาร คล้ายๆ เรื่องเดิมที่เกิดขึ้นทุกเมื่อเชื่อวัน จับสัญญาณลมฟ้าได้ก็ออกทำมาหากินตามทิศทางที่ธรรมชาติบอก เปรียบเสมือนสัญชาตญาณที่พร้อมจะถูกปลุกเสมอ ก็อย่างเมื่อเย็นวานนี้ที่สายลมพัดวูบ บังหมิดผู้มักคุ้นกับการหากินทางทะเลบอกว่า พรุ่งนี้กุ้งเคยจะมาก ขณะที่ฉันยังไม่รู้แม้แต่นิดว่ามีสายลมพัดผ่านมาจากทิศใด

ตามประสาผู้อยู่เมือง สัญชาตญาณเดิมได้ถูกทำลายลงสิ้น ไม่รู้วิถีการทำมาหากินกับดินน้ำฟ้าป่าทะเล ครั้นมายืนอยู่ตรงชายหาดในยามเช้าที่แสงแรกกำลังแย้มเมฆทักทาย ฉันได้แต่ยืนชมความงามของแสงตะวันที่ระบายริ้วคลื่นหลากสีสัน หารู้ไม่ว่าใต้น้ำนั้นจะมีปลาหรือกุ้งเคยมากน้อยเพียงใด ขณะที่ในทะเลตอนนี้มีหลายคนกำลังใช้เครื่องมือง่ายๆ กอบเก็บกุ้งเคยอย่างสนุกสนาน วิธีการนี้เรียกว่า การรุนเคยลากเคย เป็นการหากินชายฝั่งที่ไม่ต้องลงทุนลงแรงมากมาย

ตัวเคยเป็นแพลงตอนขนาดเล็ก รูปร่างคล้ายกุ้ง แต่ไม่ใช่กุ้ง ไม่มีกรีแหลมๆ ตรงหัว ตัวขาวใส ตาดำ เปลือกนิ่มบาง เคยที่เทพายิ่งขาวใสกว่าเคยที่อื่น เรื่องนี้เพื่อนที่อยู่ท่าศาลาบอกฉันเมื่อเห็นภาพตัวเคยเทพาที่ฉันเคยถ่าย ตัวเคยมีอยู่ชุกชุมในแถบทะเลอ่าวไทยและอันดามันปักษ์ใต้บ้านเรา มันเป็นบ่อเกิดของวัฒนธรรมอาหารอันสำคัญที่คนใต้หวงแหน นั่นคือ กะปิ หรือเคย ส่วนประกอบสำคัญของอาหารภาคใต้ ไม่ว่าจะแกงหรือตำน้ำพริกมีคำกล่าวว่า เคยดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

ตัวเคยนอกจากจะนำมาแปรรูปเป็นกะปิเก็บไว้คู่ครัวยาวนาน ยังนำมาทำอาหารชั้นเลิศอื่นๆ ได้อีก เป็นต้นว่านำมาคั่วให้สุกกินกับข้าว นำมาปรุงด้วยมะนาวซอยพริกสด หอมแดง ใส่เป็นยำรสล้ำ หรืออย่างพื้นฐานและถูกปากทุกคนที่สุด นั่นคือ นำมาใส่ไข่เจียว

เคยเป็นสิ่งหนึ่งที่นำรายได้งามๆ เข้ากระเป๋าคนอยู่กับทะเลอย่างไม่ยาก นอกจากนี้ ยังเป็นอาหารของสัตว์ใหญ่อย่างฉลามและโลมา หากวงจรฤดูกาลไม่ผันแปรเปลี่ยนแปลงและสภาพแวดล้อมยังดี ห่วงโซ่ตามธรรมชาติก็จะหมุนวนไปตามวิถีของมัน

เมื่อแดดสายเริ่มแข็งขึ้นเวลาของการรุนเคยก็หมดลง การทำมาหากินในสายลมแสงแดดและทะเลมีเวลาของมัน จำนวนเคยของแต่ละคนได้ไม่เท่ากัน บ้างได้มากพอสำหรับทำเคยเก็บไว้ บ้างได้มากพอขายหลายกิโลกรัม สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่โชคชะตา ทว่าคือ ความรู้ความช่ำชองและจังหวะคลื่นลมที่ซัดสาด

เสร็จสรรพจากการรุนเคยเป็นเวลาของกาแฟร้อนแกล้มขนมที่มีวางขายในร้านเพิงเล็กๆ จิบกาแฟคุยกันไปถึงเคยที่หาได้ วิเคราะห์สถานการณ์ลมฟ้าอากาศ รวมถึงการเมืองที่น่าเบื่อ ตบท้ายด้วยความกังวลถึงโรงไฟฟ้าถ่านหินที่รุกคืบเข้ามาทุกที ก่อนที่จะวางแผนการหาอยู่ หากิน ในช่วงเวลาต่อไป ยามสายนี้มีผู้เสนอว่าน่าจะออกไปวางอวนปลาในคลองตุหยง สายน้ำที่เชื่อมสู่ทะเล คลองอันกว้างใหญ่และอุดมสมบูรณ์มีป่าโกงกางร่มครึ้มโค้งเข้าหากันจนคล้ายอุโมงค์ต้นไม้ให้ร่มเงา

ในช่วงมรสุมที่ออกทะเลไม่ได้ ชาวเทพาได้ออกเรือหาอาหารเลี้ยงชีพในคลองตุหยง ยามสายของวันนี้ฉันได้อาศัยเรืออีกลำออกไปตามดูการชักลากอวนในคลอง เราขับเรือวนไปมาอยู่ไม่กี่เที่ยว ก็ได้ปลาพอกิน จากนั้นทุกคนก็เห็นตามกันว่า ควรไปงมหอยนางรม เราพากันแล่นเรือไปอีกไม่ไกลก็ถึงแหล่งงมหอย ฉันนั่งรอบนฝั่งประสาผู้เกียจคร้านแต่ขยันกิน อีกประการนั้นการงมหอยนางรมอาจดูเหมือนง่ายก็จริง แค่ก้มลงไปควานในน้ำก็ได้หอยขึ้นมา ทว่างานนี้ต้องใช้ผู้ชำนาญและคุ้นชินกับสภาพใต้น้ำพอควร การย่ำลงไปบนเปลือกหอยและอีกสารพัดสิ่งใต้น้ำที่มองไม่เห็น อาจทำให้คนไม่เคยบาดเจ็บได้

หลังจากนั้น เราก็กลับที่พัก ซึ่งแม่ครัวกำลังตระเตรียมอาหารกลางวัน แกงส้ม น้ำพริกกับปลาทอดรสเลิศถูกปากเหมือนอย่างเคย และแน่นอนว่ามีอาหารจานพิเศษที่เพิ่งไปหากันมาตอนเช้าตรู่ นั่นคือ ไข่เจียวใส่ตัวเคย ส่วนหอยนางรมกับปลากระบอกที่เพิ่งได้มา ฉันได้ยินเสียงแม่ครัวคุยกันว่าเป็นเมนูมื้อเย็นนี้

หลังอิ่มข้าวท้องตึงฉันกับเพื่อนร่วมทางออกไปตระเวนถ่ายรูปทั่วเมืองเทพา แม้ที่นี่จะมีผู้นับถือศาสนาอิสลามอยู่มาก กระนั้นคนนับถือศาสนาพุทธก็มีไม่น้อย เราพบวัดริมน้ำที่มีร่องรอยประวัติศาสตร์ว่า รัชกาลที่ 5 เคยเสด็จมาแวะพักที่นี่ครั้งเสด็จประพาสต้น ฉันนึกถึงภาพที่พระองค์ท่านนั่งทำกับข้าว แล้วเลยเถิดไปคิดว่าครั้งเสด็จมาแวะพักเทพา คงจะมีอาหารที่ประกอบขึ้นจากทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ว่าจะกุ้งหอยปูปลารวมถึงตัวเคยให้เสวยมากมาย

ตระเวนกันถ้วนทั่วจนเย็นย่ำก็กลับเข้าไปหมู่บ้านอีกครั้ง ก่อนจะถึงเวลาอาหารเย็นบังหมิดชวนไปหาหอยเสียบที่ชายหาด สมัยเด็กๆ ฉันเคยเห็นคนหาหอยเสียบที่หาดสมิหรา แล้วก็เคยกินหอยเสียบดองน้ำปลา ครั้นเข้ามาอยู่กรุงเทพมหานครแล้วได้ไปเที่ยวบางแสนก็ได้ซื้อหอยเสียบดองที่อยู่ในขวดแบนกลับบ้าน จำรสชาติข้าวต้มร้อนๆ กินกับหอยเสียบดองได้ดี แม้จะห่างหอยเสียบมานาน

หอยเสียบที่เคยติดตามาแต่เด็กๆ นั้น ตัวเล็กมาก แต่หอยเสียบที่บังหมิดกำลังหาอยู่นี่ตัวโตมาก บังหมิดให้ความรู้ว่า ที่เรียกหอยเสียบกันน่ะไม่ใช่ชื่อของมัน แต่เรียกตามลักษณะการฝังตัวในทรายของมันที่คล้ายเสียบลงไป หอยที่บังหมิดหาได้มีทั้งหอยตาควาย หอยเภา ที่เสียบตัวเองอยู่ในทราย การมาหาหอยเสียบหนนี้เราจึงได้ความรู้พร้อมของกินติดตัวไปด้วย

หลังจากไปเดินชายหาดบางหลิงกลับมาอาหารเย็นมื้อนั้นทวีรสโอชาขึ้น ทั้งแกงส้มจากมื้อเที่ยง น้ำพริก ปลาย่าง หอยนางรมย่าง แล้วยังมีหอยเสียบผัดกะเพราที่ฉันได้กินเป็นบุญปากครั้งแรกในชีวิต

หลายครั้งที่มาเทพาเราไม่ได้ทำอะไรมากมาย นอกจากพูดคุย เดินเล่นและหาของกิน จนฉันคิดว่าชีวิตของผู้คนที่นี่ช่างเรียบง่ายสุขสบาย และคนเราควรจะมีอะไรมากกว่านี้อีกเล่า มีที่อยู่อบอุ่นในชุมชน มีอาหารพอกินอย่างที่ไม่ต้องดิ้นรนมาก เวลาที่เหลือคือการพัฒนาชุมชน ประกอบกิจทางศาสนาและดูแลเด็กๆ ให้เติบโตในหนทางที่ดีงาม นี่คือ ชีวิตธรรมดาที่น่าอุ้มชูคู่โลกที่กำลังวุ่นวาย

ฉันนึกถึงโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาที่หากเกิดขึ้น ชีวิตธรรมดาของผู้คนที่นี่คงแตกสลายกลายเป็นอื่น ขออย่าให้เกิดขึ้นเลย ภายหลังนายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้เข้าพบ นายศิรินทร์ยา สิทธิชัย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(สำนักงานป.ป.ส.)และผู้บริหารระดับสูง เมื่อวันที่ 12 ม.ค.61 ซึ่งในการเข้าพบมีการพูดคุยกันที่เป็นประโยชน์และทราบว่าทางกระทรวงสาธารณสุขได้ออกกฎกระทรวง การขออนุญาตและการอนุญาตผลิต จำหน่าย นำเข้า ส่งออกหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 4 หรือในประเภท 5 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2560 ให้รัฐมนตรีสามารถอนุญาตให้มีการเพาะปลูกพืชกัญชาเพื่อสกัดเป็นยารักษาโรคในพื้นที่ที่รัฐมนตรีกำหนด โดยมีความเห็นร่วมกันว่าพื้นที่กำหนดพื้นที่แรกคือ จ.สกลนคร เพราะเป็นต้นน้ำสงคราม เทือกเขาภูพานเป็นแหล่งกำเนิดพันธุ์พืชกัญชาที่ดีที่สุด

วันที่ 16 ม.ค.61 นายบุญฮง ยอดหอ ประธานสภาเกษตรกร จ.สกลนคร กล่าวว่าเบื้องต้นก่อนหน้านี้ได้มีโอกาสได้พูดคุยกับคณะแพทย์และทีมวิจัยไปแล้วบางส่วน ตอนนี้ทราบรายละเอียดทั้งหมดแล้วว่าจะดำเนินการอย่างไร โดยการรับแนวทางปฎิบัติภายในเดือนหน้าจะมีการประชุม เพื่อคัดสรรเกษตรกรที่มีคุณภาพร่วมทำโครงการ โดยยึดหลักปฎิบัติที่ดี มีจริยธรรมสูง เพราะเป็นพืชควบคุมและไม่นำไปใช้ผิดประเภท สำหรับพื้นที่นำร่อง 5,000 ไร่ ที่จะนำไปปลูกในเขตทหาร บนเทือกเขาภูพานจังหวัดสกลนคร

เพื่อการควบคุมและเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายไม่นำไปใช้ในทางที่มีผลกระทบต่อประเทศ ถามว่าเกษตรกรที่มานั้นมีฝีมือไหม ยอมรับว่ามีฝีมือ หลายท่านเคยปลูกกันมานานตั้งแต่อดีต เพราะพื้นที่บนเทือกเขาภูพานสภาพอากาศเย็นชื้นเหมาะแก่การเจริญเติบโต แม้กัญชาจะเป็นพืชเมืองร้อน แต่จะชอบอากาศเย็น ดังจะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาจังหวัดสกลนครมีการเผาตัดทำลายอย่างต่อเนื่องจนคนกระทำผิดหยุดไป คราวนี้ดึงกลับมาใหม่ให้อยู่ภายใต้กฎหมายปลูกในพื้นที่ปิด เชื่อว่าอนาคตจะเป็นผลดีต่อเกษตรกร ประเทศชาติและผู้ป่วยในหลายโรค โดยเฉพาะโรคมะเร็งที่คร่าชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย ทุกคนจะได้เข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานในราคาถูกและรัฐไม่ต้องนำเข้ายารักษาโรคราคาแพง

นายบุญฮง กล่าวอีกว่า ตอนนี้อยากให้ทุกคนฟังอย่างเข้าใจ ไม่ใช่เรื่องตลกที่คิดว่ารัฐจะให้ปลูกเพื่อมาเสพติดอันนี้ไม่ใช่ให้คิดใหม่ และวอนคนสกลนครเปิดใจให้กว้างว่า รัฐจะเข้ามาควบคุมอย่างรัดกุมทุกขั้นตอนและใช้สำหรับวงการแพทย์เท่านั้น ไม่ควรเอามาล้อเล่น ขำขันว่า สกลนคร เป็นเมืองแห่งกัญชามอมเมาประชาชน ต่อไปสกลนครจะต้องเป็นศูนย์กลางแห่งยารักษาโรคจากกัญชา เป็นศูนย์วิจัย พัฒนา เป็นสถานที่สอนเกี่ยวกับการสกัดยาให้นักศึกษาแพทย์และวงการแพทย์ได้พัฒนายิ่งขึ้น และมีสถานที่รักษาเป็นโรงพยาบาลขนาด 80 เตียงด้วย ตอนนี้เราต้องช่วยกันตักตวงทรัพยากรที่มีอยู่ในมืออย่าให้ต่างชาติกุมความรู้ความสามารถของคนไทยเรา และสำหรับสายพันธุ์ไม่ใช่สายพันธุ์ทั่วไป เป็นสายพันธุ์เฉพาะที่นำมาปลูกเพื่อให้ได้ตัวยารักษาที่ดีที่สุด.

นางวรวรรณ ชิตอรุณ รองเลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า หลังจากประกาศลอยตัวราคาอ้อยและน้ำตาลในวันนี้เป็นวันแรกแล้ว จะทำให้ราคาน้ำตาลในประเทศเปลี่ยนแปลงไป โดยคาดว่าราคาน้ำตาลทรายหน้าโรงงานจะลดลง ประมาณ 2-3 บาทต่อกิโลกรัม เฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 17-18 บาท จากเดิม 19-20 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งคาดว่าราคาน้ำตาลในตลาดลอนดอน พรีเมียน เฉลี่ยจะอยู่ที่ 450 เหรียญต่อปอนด์ แต่ยอมรับว่า ในสัปดาห์นี้ราคาน้ำตาลทรายขายปลีกในประเทศจะยังไม่ลดลง เพราะขณะนี้มีน้ำตาลบางส่วนขอขนส่งออกจากโรงงาน จำนวน 3 แสนตัน จึงทำให้ราคาขายในประเทศอยู่ในราคาเดิม แต่คาดว่าปริมาณทั้งหมดจะขายหมดภายในปลายสัปดาห์นี้ หากเทียบกับการบริโภคน้ำตาลต่อสัปดาห์เฉลี่ยจะอยู่ที่ 4 แสนตัน ดังนั้น ราคาน้ำตาลทรายจะปรับลดลงภายในสัปดาห์หน้า ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์จะต้องออกสำรวจว่าราคาขายน้ำตาลปรับลดลงหรือไม่ ตามหน้าโรงงานหรือไม่

สำหรับการขอคำสั่ง คสช.เพื่อเร่งรัดกระบวนการลอยตัวน้ำตาลให้เร็วขึ้น เนื่องจากแก้ไขกฎหมายพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย 2517 ฉบับดังกล่าวมีความล่าช้าและยังอยู่ในขั้นตอนประชาพิจารณ์ ต้องใช้ระยะเวลานาน 4-6 เดือน ซึ่งทำให้การใช้บังคับกฎหมายข้อดังกล่าว เพื่อกำหนดราคาขายหน้าโรงงานล่าช้าและจะต้องผ่านความเห็นชอบคณะรัฐมนตรีทุกครั้ง แต่จนถึงขณะนี้การลอยตัวน้ำตาลล่าช้ามา 1-2 เดือนแล้ว จากกำหนดเดิม คือ วันที่ 1 ธันวาคม 2560 ดังนั้น จึงต้องเร่งรัดกระบวนการเพื่อให้สามารถลอยตัวราคาน้ำตาลเป็นไปตามหลักสากล

นางวรวรรณ กล่าวว่า แนวโน้มราคาอ้อยยังมีทิศทางลดลง เนื่องจากปริมาณผลผลิตเกินความต้องการเฉลี่ย 4 ล้านตัน ซึ่งคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย(กอน.)ได้กำหนดราคาอ้อยทั่วประเทศและอ้อยขั้นต้นฤดูกาลผลิตปี 2560/2561 ที่ตันอ้อยละ 830 -880 บาท ซึ่งยังไม่คุมกับต้นทุนการผลิต ดังนั้น เกษตรกรจะต้องปรับตัวลดต้นทุนการผลิตให้ได้ และหันมาใช้เทคโนโลยีเพื่อให้การผลิตอ้อยมีคุณภาพมากขึ้น และลดการปลูกอ้อยลงในช่วงราคาอ้อยลดลง จะช่วยทำให้ราคาดีขึ้น

ดร.ภัสญภณ หมื่นแจ้ง ผู้อำนวยการสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ลงพื้นที่ร่วมซักซ้อมทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าด่านตรวจพืชเชียงแสน และประสานขอความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกยางพารา เจ้าหน้าที่กรมศุลกากร ทหาร ตำรวจ ณ บริเวณท่าเรือเชียงแสน จ.เชียงราย ในการควบคุมดูแลการส่งออกยางพาราให้เป็นไปตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ในการใช้มาตรการ AETS ร่วมกำหนดโควตาการส่งออกยางพาราร่วมกันทั้ง 3 ประเทศผู้ผลิตยางรายใหญ่ของโลก รวมไม่เกิน 350,000 ตัน ตั้งแต่บัดนี้จนถึง 31 มีนาคม 2561

การดำเนินการในครั้งนี้เป็นอีก 1 มาตรการในการแก้ปัญหาสถานการณ์ราคายางที่ผิดปกติและมีความผันผวนโดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ผลิตยางรายใหญ่ของโลก โดยนำข้อตกลงดังกล่าวมาดำเนินการอย่างเคร่งครัด ภายใต้การปฏิบัติตามมาตรการควบคุมปริมาณการส่งออกยางพาราของประเทศไทย ซึ่งมีทั้งพระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ.2542 โดยกรมวิชาการเกษตรดูแลและควบคุมปริมาณการส่งออกยางของประเทศไทยออกนอกราชอาณาจักร และตามประกาศของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดปริมาณจัดสรรเนื้อยางแห้งสำหรับการส่งออก พ.ศ.2561 ซึ่งการซักซ้อมความเข้าใจและตรวจเข้มตามมาตรการดังกล่าวนี้จะดำเนินการในพื้นที่ที่มีการส่งออกยางพาราทั่วประเทศ