ด้านนายสุธา อินทร์ยอด รองประธานชุมนุมสหกรณ์กองทุน

สวนยางจังหวัดสตูล จำกัด กล่าวว่า ชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยางจังหวัดสตูล ก่อตั้งขึ้นในปี 2546 โดยการรวบรวมผลผลิตจากสมาชิกที่ผลิตยางแผ่นรมควันแล้วนำมาอัดก้อนส่งจำหน่าย ภายใต้การส่งเสริมสนับสนุนจาก กยท. การยางแห่งประเทศไทย จนเมื่อปี 2556 ได้เข้าร่วมโครงการสนับสนุนสินเชื่อสถาบันเกษตรกรแปรรูป วงเงิน 5,000 ล้านบาท ของรัฐบาล โดยชุมนุมสหกรณ์ฯ ได้กู้เงินมาประมาณ 30 ล้านบาท เพื่อนำมาก่อตั้งโรงงานแปรรูปยางจากยางแผ่นรมควันเป็นผลิตภัณฑ์ยาง ซึ่งผลิตภัณฑ์ตัวแรกที่แปรรูปได้ คือ แผ่นพื้นปูสนามกีฬา ปัจจุบันโรงงานมีกำลังการผลิตสินค้าได้ประมาณ 300 แผ่น/วัน มีเครื่องจักรใหม่ 6 เครื่อง ทั้งนี้ ได้รับมาตรฐานอุตสาหกรรมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“รู้สึกดีใจมากที่ได้รับใบอนุญาตแสดงเครื่องหมาย มอก. สำหรับผู้ประกอบการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา อยากฝากให้เกษตรกรที่เป็นทั้งเกษตรกรผู้กรีดยางและเกษตรกรผู้ผลิต ต่อยอดพัฒนาศักยภาพตนเองให้สามารถผลิตผลิตภัณฑ์ยาง เพื่อตอบสนองนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล และเป็นการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในอาชีพอีกทางหนึ่งด้วยการรับซื้อผลผลิตยางพาราจากพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางโดยตรง มาเป็นวัตถุดิบแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ใช้ในหน่วยงานของรัฐ “แผ่นพื้นสนามกีฬา” ถือเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ยางที่สามารถเพิ่มการใช้ยางในประเทศได้ เนื่องจากแผ่นพื้นสนามกีฬาใช้วัตถุดิบยางพารา 100 % ซึ่งไม่ได้ใช้ยางสังเคราะห์ทดแทน ดังนั้น ถ้าหน่วยงานภาครัฐร่วมสนับสนุนผลิตภัณฑ์แปรรูปยาง เกษตรกรจะสามารถขยายกิจการได้อีกเป็นจำนวนมาก” รองประธานชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยางจังหวัดสตูล กล่าว

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เปิดตัวร่างแผนแม่บทการพัฒนาโลจิสติกส์และโซ่อุปทานภาคการเกษตรปี 2560 – 2564 ชู 3 แนวทาง เพื่อยกระดับการบริหารจัดการ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและปัจจัยสนับสนุน สู่การขับเคลื่อนพัฒนาระบบโลจิสติกส์ด้านการเกษตรในระยะ 5 ปี

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบโลจิสติกส์การเกษตร เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2560 ซึ่งมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน และ สศก. ทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการฯ

สศก. ในฐานะหน่วยงานหลักของการจัดทำร่างแผนแม่บทการพัฒนาโลจิสติกส์และโซ่อุปทานภาคการเกษตร พ.ศ.2560 – 2564 ได้จัดทำแผนแม่บทฯ ภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกประเทศ และคำนึงถึงมีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ระยะ 20 ปี และแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระยะ 5 ปี ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (ปี 2560 – 2564) รวมทั้ง(ร่าง) แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2560-2564) ที่ทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กำลังดำเนินการ

สาระสำคัญร่างแผนแม่บทการพัฒนาโลจิสติกส์และโซ่อุปทานภาคการเกษตร พ.ศ.2560 – 2564 ได้กำหนดวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มมูลค่าในห่วงโซอุปทาน และพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์การเกษตร โดยกำหนดแนวทางการพัฒนาที่สำคัญ ออกเป็น 3 แนวทาง ได้แก่

1) ยกระดับการบริหารจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานภาคการเกษตรให้มีประสิทธิภาพ เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์การเกษตร และเพิ่มขีดความสามารถในการเก็บเกี่ยวมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกร สถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบการ ด้วยการเพิ่มทักษะและองค์ความรู้ในด้านการบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์สินค้าเกษตรตั้งแต่ระดับฟาร์มจนถึงส่งมอบผู้บริโภค การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์(Agro Logistics) โดยให้สำคัญกับการพัฒนาสถาบันเกษตรกรเป็นกลไกหลักในการสร้างเครือข่ายพันธมิตรในการผลิต การตลาดและการบริการโลจิสติกส์สินค้าเกษตรที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน รวมทั้งการพัฒนาโซ่คุณค่าสินค้าเกษตร

2) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และระบบการอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์การเกษตรให้มีประสิทธิภาพ โดยสร้าง พัฒนาและปรับปรุง โครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกโลจิสติกส์สินค้าเกษตร ของเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการ ให้มีความเชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร และพัฒนาด่านสินค้าเกษตรและระบบการเชื่อมโยงข้อมูลในระบบ Nation Single Window รวมทั้งพัฒนาระบบโลจิสติกส์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Logistics)

3) พัฒนาปัจจัยสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ภาคการเกษตร ด้วยการวิจัย พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านโลจิสติกส์การเกษตร และการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบเพื่อเอื้อต่อการบริหารจัดการโลจิสติกส์สินค้าเกษตรที่มีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ร่างแผนแม่บทฯ ดังกล่าว คณะอนุกรรมการฯ ได้เห็นชอบให้มีการระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ทั้งในหน่วยงานภายในและภายนอก กษ. รวมทั้งเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำเป็นแผนปฏิบัติงาน (Action Plan) ปี 2560-2564 เสนอต่อที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ พิจารณาต่อไป

ภายหลังก่อตั้งสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) หรือ สกต.สุรินทร์ มาตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2533 ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พุทธศักราช 2511 โดยมีสมาชิกแรกตั้ง 300 คน ทุนเรือนหุ้น 30,000 บาท สกต.สุรินทร์เดินหน้าภารกิจช่วยเหลือเกษตรกรที่เป็นลูกค้า ธ.ก.ส. โดยวิธีช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามหลักสหกรณ์ เพื่อรวมกันซื้อปัจจัยการผลิต รวมกันขายผลผลิตการเกษตร ตลอดจนสินค้าแปรรูปจากผลผลิตการเกษตร รวมถึงส่งเสริมพัฒนาความรู้แก่สมาชิก เพิ่มช่องทางการตลาดภายในประเทศ เพื่อกระจายสินค้าออกจากแหล่งผลิตไปยังแหล่งบริโภค เพื่อช่วยป้องกันปัญหาราคาผลิตผลการเกษตรตกต่ำ เชื่อมโยงข้อมูลการตลาดและการผลิต เพื่อให้การตลาดมีความเข้มแข็ง

โดยเฉพาะผลผลิต “ข้าว” จังหวัดสุรินทร์ถือเป็นดินแดนปลูกข้าวหอมมะลิคุณภาพดีที่สุดจังหวัดหนึ่ง ที่ได้รับการยอมรับมาตรฐานทั้งภายในประเทศและระดับสากล ทั้งนี้ที่ผ่านมา สกต.สุรินทร์ ร่วมกับสมาชิกดำเนินโครงการผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพดีขึ้น เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในกระบวนการห่วงโซ่การผลิตข้าว ตั้งแต่การผลิต แปรรูป การตลาด โดยความคืบหน้าล่าสุดของโครงการ สกต.สุรินทร์ ร่วมกันระดมหุ้น ลงทุนร่วมแรงกับกลุ่มสมาชิกสร้างโรงสีข้าวของตนเองขึ้น โดยมี “อรรถพร สิงหวิชัย” ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ พร้อม “อภิรมย์ สุขประเสริฐ” ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ร่วมกันทำพิธีเปิดโรงสีข้าวของสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.พร้อมร่วมกันปล่อยขบวนรถขนข้าวสารส่งถึงผู้บริโภค ท่ามกลางสมาชิก สกต.สุรินทร์ เข้าร่วมงานกันจำนวนมาก

อภิรมย์ สุขประเสริฐ กล่าวว่า ปัจจุบันสำนักงานใหญ่ สกต.สุรินทร์ ตั้งอยู่ที่บ้านจันรม ตำบลตาอ็อง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ มีสมาชิก 118,976 คน ทุนเรือนหุ้น 189 ล้านบาท ซึ่งดำเนินธุรกิจครอบคลุมทุกพื้นที่ในจังหวัดสุรินทร์ ดำเนินธุรกิจหลัก 4 ประเภท ประเภทธุรกิจจัดหาสินค้าทางการเกษตรมาจำหน่าย ธุรกิจการรวบรวมผลผลิต ธุรกิจบริการ และธุรกิจแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรเพื่อการจำหน่าย ล่าสุด สมาชิก สกต.สุรินทร์ ได้ร่วมแรงร่วมใจกันระดมหุ้นลงทุนสร้างโรงสีข้าวของตนเอง มีขนาดกำลังผลิต 120 ตันต่อวัน มีมูลค่าการก่อสร้าง 89 ล้านบาท โดยโรงสีจะนำข้าวเปลือกหอมมะลิคุณภาพดีที่มาจากการดำเนินโครงการส่งเสริมและพัฒนาผลผลิตมาแปรรูปเป็นข้าวสารหอมมะลิคุณภาพดี พร้อมบรรจุขนาดต่างๆ ภายใต้ตรา A-RICE และ ตรา สกต.สุรินทร์ เพื่อนำส่งไปจำหน่ายทั่วประเทศ

“ที่ผ่านมา สหกรณ์ได้จัดทำโครงการผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพดี โดยส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรสมาชิกรวมกลุ่มกันดำเนินโครงการ 4 โครงการ ประกอบด้วย การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว โครงการเกษตรอินทรีย์ โครงการนาแปลงใหญ่ และโครงการผลิตข้าวภายใต้มาตรฐานคุณภาพ A-rice จากนั้นจึงระดมหุ้นลงทุนสร้างโรงสีข้าวเป็นของตนเองขนาดกำลังผลิต 120 ตันต่อวัน มูลค่าการก่อสร้าง 89 ล้านบาท โดยจะนำข้าวเปลือกหอมมะลิคุณภาพดี จากการดำเนินโครงการส่งเสริมและพัฒนาผลผลิต มาทำการแปรเป็นข้าวสารหอมมะลิคุณภาพดี บรรจุขนาดต่างๆ ภายใต้ตรา A-RICE และตรา สกต.สุรินทร์ ส่งจำหน่ายทั่วประเทศขึ้นดังกล่าว”

ผู้จัดการ ธกส.กล่าวในตอนท้ายว่า การตั้งโรงสีของ สกต.สุรินทร์ ถือเป็นจุดนำร่องในการดำเนินการที่จะยกระดับคุณภาพของชีวิตของเกษตรกร สหกรณ์จึงร่วมหุ้นกันในการเปิดโรงสีของตนเอง เป็นโรงสีที่ทันสมัยซึ่ง ธกส.ได้เข้าไปสนับสนุนเรื่องเงินทุนหมุนเวียนของโครงการ

“โรงสีของ สกต.สุรินทร์ ถือเป็นต้นแบบในการช่วยเหลือเกษตรกร และเป็นโรงสีแห่งแรกที่ได้นำเทคโนโลยีที่เรียกว่า RF หรือ Radio Frequency คือการปล่อยความร้อนจากคลื่นความถี่วิทยุไปทำให้ไข่มอดฝ่อ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพเมล็ดข้าว ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ทดแทนการใช้รมแก๊สในอุตสาหกรรมผลิตข้าวสาร โดยเฉพาะข้าวสารถุง จะทำให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้บริโภค เพราะปราศจากสารเคมี ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่าข้าวสารที่ผลิตจาก สกต.สุรินทร์ ปลอดจากสารเคมีแน่นอน รวมทั้งสามารถเก็บไว้ได้นานขึ้นด้วย”

กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมการขนส่งทางบก เร่งแก้กฎหมายรถบรรทุกน้ำหนักเกิน โทษปรับ 1 หมื่นถือว่าน้อยไป เทียบกับค่าซ่อมถนนปีหนึ่งๆ กว่า 1.8 หมื่นล้าน แก้เป็นอัตราก้าวหน้า ตรวจจับด้วยอิเล็กทรอนิกส์แทนเครื่องชั่งน้ำหนักแบบเก่า

นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ รองปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงแนวทางการแก้ปัญหารถบรรทุกน้ำหนักเกินว่า กรมทางหลวง (ทล.) เตรียมจ้างบริษัทที่ปรึกษาศึกษาวางแผนแก้ปัญหารถบรรทุกน้ำหนักเกินในระยะยาว คาดว่าจะเสร็จในเม.ย.ปี 2561 โดยเฉพาะเรื่องกฎหมายต้องดูว่าต้องปรับปรุงในส่วนของหน่วยงานใดบ้าง ทั้งทล. กรมทางหลวงชนบท (ทช.) กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) องค์กรปกครองท้องถิ่น เพื่อจะได้แก้ปัญหาให้ตรงจุด

นายวิศว์ รัตนโชติ วิศวกรใหญ่ด้านบำรุงรักษาทางและสะพาน กรมทางหลวงชนบท กล่าวว่า เสนอแนวทางแก้ปัญหาไว้ 2 ทาง ระยะสั้นรถขนส่งสินค้าที่ศาลตัดสินคดีว่าผิดพ.ร.บ.ทางหลวง ต้องส่งเรื่องไปที่ขบ. เพื่อขอ เพิกถอนหรือชะลอต่อใบอนุญาตกับผู้ประกอบการรายนั้นๆ ทันที ส่วนการเอาผิดผู้กระทำความผิดให้ครอบคลุมไปถึงผู้ใช้และผู้ว่าจ้าง เดิมที่จะจับกุมเฉพาะผู้ขับขี่

ส่วนแนวทางการแก้ปัญหาในระยะยาวนั้นได้เสนอโทษปรับให้เป็นอัตราก้าวหน้า เพื่อความชัดเจนและไม่ให้ผู้ปฏิบัติงานใช้วิจารณญาณในการตัดสิน ซึ่งแก้ปัญหาเรื่องรับผลประโยชน์ และให้เจ้าหน้าที่ของ ทช.มีอำนาจเรียกตรวจใบกำกับขนส่งสินค้า เหมือนกับ ขบ.จะทำให้มีความรวดเร็วในการทำงาน

นายปราบพล โล่วีระ ผอ.สำนักงานควบคุมน้ำหนักยานพาหนะ กรมทางหลวง (ทล.) กล่าวว่า อยากให้เพิ่มโทษ ผู้กระทำผิด โทษปัจจุบันจำคุก 6 เดือนและปรับ 10,000 บาทถือว่าน้อยมาก หากเทียบกับถนนที่เสียหาย และขอให้พนักงานทางหลวงมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการดำเนินการกับ ผู้กระทำผิดด้วยการปรับได้ทันที แต่จะต้องไม่มีการจำคุก เพราะเกี่ยวข้องกับอัยการและตำรวจ ส่วนอัตราค่าปรับอยากให้เป็นอัตราก้าวหน้า พร้อมทั้งนำระบบตรวจจับด้วยอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ แทนเครื่องชั่งน้ำหนักในปัจจุบัน

แต่ละปีทางหลวงต้องจัดสรรงบซ่อมบำรุงทางประมาณ 17,000-18,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ปกติการซ่อมบำรุงทางจะใช้งานได้ 7 ปี แต่รถบรรทุกน้ำหนักเกิน 5 ตัน การใช้งานถนนจะลดลงเหลือ 3 ปีครึ่งเท่านั้น และทำให้แต่ละปีต้องจัดสรรงบไปซ่อมแซมเป็นจำนวนมาก

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) กล่าวถึงสถานการณ์การค้าชายแดนใน ช่วง 5 เดือนแรก (มกราคม-พฤษภาคม 2560) ว่า มีมูลค่า 650,000 ล้านบาท ขยายตัว 6.44% ทั้งปีมีเป้าหมายมีมูลค่า 1.8 ล้านล้านบาท ยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย

ปีที่ผ่านมามูลค่าการค้าชายแดนขยายตัว 4.2% มูลค่า 1.47 ล้านล้านบาท เพราะเศรษฐกิจของประเทศในประชาชาติอาเซียน (เออีซี) กลุ่มประเทศ CLMV ขยายตัวเฉลี่ยประเทศละ 7-8% มาอย่างต่อเนื่อง และเป็นกลุ่มประเทศที่นิยมสินค้าไทยอย่างมาก

นายอดุลย์ กล่าวว่า สำหรับครึ่งปีหลังมีหลายโครงการ เช่น ในช่วง 7-12 สิงหาคมนี้ กรมก็จะจัดพาตัวแทนคณะผู้ลงทุนไทย ทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น การท่าเรือแห่งประเทศไทย บีทีเอส กลุ่มอมตะ ไปพบปะกับผู้ประกอบการในรัฐฉาน ของเมียนมา เพื่อนำไปสู่การจับคู่ธุรกิจ และในวันที่ 25-29 สิงหาคม ยังจะมีการจัดมหกรรมค้าชายแดนขึ้นที่ อ.แม่สอด จังหวัดตาก มีการประชุมโต๊ะกลมเพื่อประชาสัมพันธ์การใช้ท่าเรือกวนเหล่ยของจีน เพื่อขนสินค้าไปจีนให้มากขึ้น จากเดิมที่ใช้ท่าเรือสบหลวยของพม่า

ชัยภูมิ – นายเติมศักดิ์ น้อยนารายณ์ หัวหน้าเขตอุทยานแห่งชาติภูแลนคา จังหวัดชัยภูมิ กล่าวถึงกรณีโลก โซเชี่ยลวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐรังแกชาวบ้านที่เข้าไปหาเห็ดในพื้นที่ เมื่อภาพถูกเผยแพร่ไปข้อมูลคลาดเคลื่อนมากทำให้เจ้าหน้าที่ของเขตอุทยานฯ ได้รับความเสียหาย ซึ่งข้อเท็จจริงคือมีชาวบ้านเป็นจำนวนมากในแต่ละวันมากกว่า 100 คน พากันขับรถปิกอัพตระเวนมาจากต่างพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียงมุ่งหน้ามาที่เขตอุทยานฯ เพื่อลักลอบเข้าป่าเก็บของป่า เห็ดป่า เจ้าหน้าที่ออกตรวจพื้นที่เป็นประจำอยู่แล้ว พร้อมมีมาตรการเรื่องนี้ร่วมกับคนในชุมชนคือเข้ารอบนอกป่าเท่านั้นที่ไม่ใช่ป่าลึก จะไปกระทบต่อความสมบูรณ์ของป่าภายในได้ อนุโลมเฉพาะคนในพื้นที่เท่านั้น เพื่อที่จะส่งเสริมให้คนรอบพื้นที่ป่าอยู่กับป่าช่วยกันอนุรักษ์ป่า ให้เข้าไปเก็บเห็ดได้บางส่วน ไม่อนุญาตให้คนในพื้นที่อื่นหรือต่างอำเภอ ต่างจังหวัดใกล้เคียงเข้าไปหาเก็บเห็ด ต้องผ่านการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่เขตอุทยานฯ ทุกครั้ง

ซึ่งปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ เข้าไปเก็บหาของป่าในพื้นที่เขตอุทยานฯ มีความผิดตั้งแต่ปรับไม่เกิน 500-1,000 บาท หรือเบาสุดก็จะว่ากล่าวตักเตือนไปก่อน หากพบว่ามีการเข้ามากระทำความผิดซ้ำอีกก็จะต้องถูกปรับ ไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้งชาวบ้านเพราะมีกฎหมายป่าไม้ควบคุมอยู่ ซึ่งก็มีแค่โทษว่ากล่าวและปรับเท่านั้น ส่วนคนที่มีโทษหนักถึงติดคุกก็คือคนที่อาจจะถูกตรวจพบว่ามีการเข้ามาลักลอบตัดไม้ในพื้นที่ออกมาด้วย เรื่องนี้ก็มีโทษหนักก็ต้องว่ากันตามกฎหมายที่มีอยู่แล้ว

“ชาวบ้านในพื้นที่ใกล้ป่าที่นี่ก็ทราบระเบียบกันดีอยู่แล้ว เพราะเขาเป็นคนช่วยดูแลป่า ทางอุทยานฯ ก็อนุญาตให้บางส่วนที่เก็บได้เท่านั้น ไม่ใช่จะปล่อยให้ใครก็ได้เข้ามา มาเก็บเห็ดจากที่อื่น นำภาระขยะสิ่งของมาทิ้งในพื้นที่ป่าเป็นมลพิษตามมาอีกจำนวนมาก”

“Your Voice, We Care” เป็นโครงการสำคัญของเครือเบทาโกรซึ่งประสานความร่วมมือกับสถาบันอิสรา เพื่อนำไปสู่การพัฒนาและแก้ปัญหาด้านแรงงานในระยะยาว โดยนำเสียงสะท้อนและความคิดเห็นจากแรงงาน ต่างด้าว มาเป็นข้อมูลสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน และเป็นโครงการนำร่องเพื่อยกระดับมาตรฐานการจัดการด้านแรงงานของเครือเบทาโกรให้ก้าวไปอีกขั้น นอกเหนือจาก “มาตรฐานแรงงาน เบทาโกร” หรือ BLS (BETAGRO Labor Standard) ซึ่งสอดคล้องกับกฎหมายแรงงานไทย และกฎหมายการจัดการด้านแรงงานระหว่างประเทศ ที่กำหนดใช้ทุกบริษัทในเครือและขยายไปสู่ผู้ผลิตในซัพพลายเชน ตลอดจน Your Voice, We Care ยังสอดคล้องวัตถุประสงค์ของสถาบันอิสรา ในการยกระดับสภาพแวดล้อมการทำงานและสิทธิของแรงงานในประเทศไทยผ่านการสร้างความร่วมมือกับภาคธุรกิจ

ทั้งนี้ ในการดำเนินโครงการ สถาบันอิสราจะใช้โมเดลการทำงานแบบการเฝ้าสังเกตการณ์แรงงานอย่างครอบคลุม (Inclusive Labour Monitoring) เป็นแนวทางในการขับเคลื่อน โดยใช้เสียงสะท้อนและความคิดเห็นจากแรงงานเป็นหลัก เพื่อความโปร่งใสในกระบวนการบริหารด้านแรงงานตลอดทั้งซัพพลายเชน และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้ผลิตในซัพพลายเชน โดยมีรูปแบบการตรวจสอบสภาพแวดล้อมการทำงานในสถานประกอบการอย่างต่อเนื่องเพื่อพร้อมรับปัจจัยเสี่ยงด้านแรงงาน ผ่านเทคโนโลยีและการทำงานร่วมกันกับเบทาโกร แทนวิธีการตรวจสอบที่มีการระบุเวลาการเข้าไปตรวจ สำหรับจุดมุ่งหมายของโครงการนำร่อง เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งการจัดการด้านแรงงานในสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการทั้งซัพพลายเชนของเครือเบทาโกร ซึ่งจะเอื้อประโยชน์ต่อทั้งภาคแรงงานและภาคธุรกิจ

นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวยังจะช่วยให้พนักงานของเครือเบทาโกรและพนักงานของผู้ผลิตในซัพพลายเชน สามารถเข้าถึงช่องทางการรับฟังเสียงจากแรงงานของสถาบันอิสราได้อย่างอิสระ ได้แก่ สายด่วน 24 ชั่วโมงที่รองรับการใช้งานหลายภาษา แอพพลิเคชั่น Golden Dreams ผ่านสมาร์ทโฟน ซึ่งพัฒนามาเพื่อแรงงานต่างด้าวโดยเฉพาะ รวมถึงช่องทางการรับส่งข้อความส่วนตัวอื่นๆ เช่น LINE Viber และ Facebook Messenger เป็นต้น ช่องทางเหล่านี้จะช่วยให้แรงงานต่างด้าวสามารถส่งคำถามและข้อเสนอแนะต่างๆ โดยตรงถึงสถาบันอิสรา ซึ่งทำงานร่วมกับเครือเบทาโกรและผู้ผลิตในซัพพลายเชน เพื่อให้อุตสาหกรรมไก่ไทยมีการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

นายวนัส แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เครือเบทาโกร กล่าวว่า “เครือเบทาโกรให้ความสำคัญกับการส่งเสริม “คุณภาพชีวิต” ที่ดี ของพนักงาน คู่ค้า ลูกค้า ตลอดจนทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะพนักงานของเราถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร เราจึงมุ่งมั่นที่จะปรับปรุงการบริหารจัดการและมาตรฐานแรงงานทั่วทั้งซัพพลายเชนให้ดียิ่งขึ้น การร่วมกับสถาบันอิสรา จัดทำโครงการ Your Voice, We Care จะเป็นการเพิ่มช่องทางการรับฟังเสียงสะท้อนและความคิดเห็นจากแรงงานต่างด้าว นำไปสู่การพัฒนาและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับมาตรฐานแรงงานเบทาโกร ซึ่งระบุให้มีระบบรับฟังความคิดเห็น รับเรื่องร้องทุกข์และแก้ไขปัญหา รวมทั้งมีระบบการตรวจสอบที่โปร่งใสจากภายนอก โดยเราจะมีการทบทวนและพัฒนาระบบการจัดการอย่างต่อเนื่อง และมุ่งมั่นเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันมาตรฐานการจัดการแรงงานในอุตสาหกรรมไก่ของไทยให้ดียิ่งขึ้น และได้รับการยอมรับในระดับสากล” นายวนัสกล่าว

นายมาร์ค เทย์เลอร์ Director of Strategy & Global Partnerships สถาบันอิสรา กล่าวว่า “ทีมงานของสถาบันอิสราทำงานอย่างใกล้ชิดกับทั้งภาคธุรกิจของไทยและแบรนด์ระดับโลก ตลอดจนผู้ค้าปลีก ผู้นำเข้า ฯลฯ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของซัพพลายเชนและยกระดับสภาพการทำงานของแรงงาน”

“สถาบันอิสราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้สานต่อความร่วมมือกับเครือเบทาโกรต่อไปและนำโมเดลการทำงานแบบการเฝ้าสังเกตการณ์แรงงานอย่างครอบคลุม (Inclusive Labour Monitoring) ของสถาบันอิสราไปใช้ทั่วทั้ง ซัพพลายเชนของเบทาโกร การเฝ้าสังเกตการณ์แรงงานอย่างครอบคลุม ทำให้แรงงานสามารถสอบถามหรือรายงานประเด็นปัญหาต่างๆ อย่างเป็นความลับกับสถาบันอิสราได้ ซึ่งสถาบันอิสราจะทำงานร่วมกับเบทาโกรเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น โมเดลการทำงานดังกล่าวจะเริ่มใช้กับซัพพลายเชนที่ส่งวัตถุดิบให้กับ เบทาโกรโดยตรง และจะมีการนำไปใช้กับซัพพลายเชนระดับถัดไป ซึ่งรวมไปถึงฟาร์มแบบมีสัญญา และฟาร์ม คู่ค้าอื่นๆ เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ทำงานร่วมกับกลุ่มธุรกิจที่ทำงานในเชิงรุกอย่างเครือเบทาโกรและเล็งเห็นว่าความร่วมมือนี้ไม่เพียงเป็นโอกาสที่จะช่วยเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่พนักงานจำนวนมากในองค์กรธุรกิจชั้นนำด้านการเกษตรและอาหารของประเทศ แต่ยังจะสร้างความตระหนักและยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมในวงกว้างขึ้นอีกด้วย” นายเทย์เลอร์ กล่าว

ศ. (พิเศษ) ดร. มณฑล สงวนเสริมศรี อธิการบดีมหาวิทยาลัยพะเยา (มพ.) กล่าวว่า มพ. ได้ทำงานเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมและชุมชน บูรณาการกับพันธกิจของมหาวิทยาลัยในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศและใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมผ่านโครงการต่างๆ อาทิ จัดตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์ และศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจ ขึ้น เป็นหน่วยงานเทียบเท่าระดับกอง รวมถึงการขับเคลื่อนโครงการ 1 คณะ 1 โมเดลมาอย่างต่อเนื่องตลอด 6 ปี และพร้อมต่อยอดส่งต่อขยายผลของโครงการ ให้เพิ่มมูลค่าและคุณค่าของต้นทุนทรัพยากรทางความหลากหลายทางชีวภาพ ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของชุมชน ยกระดับเป็นนวัตกรรม การเตรียมความพร้อมพัฒนาบุคลากรด้านการจัดการเทคโนโลยี นวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญา การปรับรูปแบบการเรียนการสอนและกิจกรรมเสริมหลักสูตรให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย นำผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยไปสู่เชิงพาณิชย์ หรือใช้ประโยชน์ในเชิงสังคม และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการในภาคเหนือใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันเพื่อยกระดับเศรษฐกิจของภาคเหนือ

อธิการบดี มพ.กล่าวอีกว่า ในปี พ.ศ. 2560 นี้ มหาวิทยาลัยจัดกิจกรรมการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยแห่งการประกอบการ ภายใต้โครงการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมเกิดใหม่ที่มีการเติบโตสูง อาทิ กิจกรรมการจัดการเรียนการสอนด้านความเป็นผู้ประกอบการแก่นิสิต, กิจกรรมการปรับปรุงและเตรียมพร้อมพื้นที่พัฒนานวัตกรรมร่วมกัน, กิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจด้านความเป็นผู้ประกอบการ และโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยและพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมใหม่ให้กับผู้ประกอบการและสนับสนุนงบฯ ดำเนินการแก่ผู้ประกอบการตามเงื่อนไขของโครงการเพื่อส่งเสริมให้นำผลงานวิจัยไปสู่เชิงพาณิชย์

“มหาวิทยาลัยเข้าร่วมโครงการส่งเสริมบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ walkoffbalk.com เทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือโครงการส่งเสริมให้บุคลากรวิจัยในสถาบันอุดมศึกษาไปปฏิบัติงานเพื่อแก้ไขปัญหาและเพิ่มขีดความสามารถการผลิตให้กับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศ โดยศูนย์ประสานงานโครงการ ม.พะเยา จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการและนักวิจัย ทำหน้าที่เชื่อมโยงและประสานข้อมูลความต้องการระหว่างสถานประกอบการกับบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม จนนำไปสู่การทำข้อตกลงความร่วมมือของทั้ง 2 ฝ่ายในการดำเนินโครงการ ตลอดจนติดตามและประเมินผลการดำเนินโครงการเป็นระยะ” อธิการบดี มพ.กล่าว

ครึ่งปีแห่นำเข้ายาฆ่าหญ้าพาราควอตสูง 2 พันล้านบาท ขณะที่สารเคมีฆ่าแมลง-เชื้อราพุ่ง 1.3 หมื่นล้าน เผยผู้นำเข้าเป็นบริษัทยักษ์ข้ามชาติและไทย

กรณีคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง วันที่ 5 เมษายน 2560 มีมติให้ยกเลิกการใช้สารเคมี 2 ชนิด คือพาราควอต สารเคมีฆ่าหญ้า และคลอร์ไพริฟอส สารเคมีฆ่าแมลง โดยไม่ให้ขึ้นทะเบียนเพิ่ม ไม่ต่ออายุทะเบียน และให้ยุติการนำเข้าในวันที่ 1 ธันวาคม 60 และยุติการใช้วันที่ 1 ธันวาคม 2562 นั้น

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” ได้รวบรวมปริมาณและมูลค่านำเข้าสารเคมี 2 กลุ่มในครึ่งปีแรก 2560 พบพาราควอตคลอไรด์มีปริมาณนำเข้า 24,446,055 กก. คิดเป็นมูลค่า 2,055 ล้านบาท หรือ 58.93 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนใหญ่นำเข้าจากมาเลเซียและอินโดนีเซีย บริษัทผู้นำเข้า 5 รายใหญ่ คือ 1. บจก.ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น 2. บจก.เอส แอนด์ พี ฟอร์มูเลเตอร์ 3. กลุ่มวินทาโฟน 4. บจก.โปรเจ็คฟิลด์ 5. บจก. ไทย อะโกรเทรด ขณะที่พาราควอตมีปริมาณนำเข้า 2,055,610 กิโลกรัม มูลค่า 4.8 ล้านเหรียญสหรัฐ (160.8 ล้านบาท) ซึ่งพาราควอต กรมศุลกากรไม่ระบุผู้นำเข้ารายใหญ่ เพราะมีปริมาณน้อย

ขณะที่การนำเข้าสารเคมีพิกัดศุลกากร 3808 เป็นสารฆ่าแมลง สารฆ่าสัตว์แทะ สารฆ่าเชื้อรามีปริมาณนำเข้า 120,549,741 กิโลกรัม มูลค่า 13,534 ล้านบาทหรือ 404 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมมูลค่าทั้งหมด 15,749.8 ล้านบาท (ตาราง) ผู้นำเข้ารายใหญ่ล้วนเป็นบริษัทข้ามชาติและบริษัทใหญ่ของไทย ได้แก่ 1. บจก. ซินเจนทาฯ 2. บจก.ไบเออร์ไทย 3. บจก. ดูปองท์ (ไทย) 4. บจก.โปรเจ็คฟิลด์ 5. บจก.ซีพี คอนซูเมอร์ โปรดักส์

นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) กล่าวว่า ช่วงเดือนที่ผ่านมา มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ได้ประโยชน์จากการค้าสารเรียกร้องให้รัฐทบทวนการระงับการนำเข้ามาจำหน่าย และไม่อนุญาตให้มีการต่ออายุการขึ้นทะเบียนค้าพาราควอต ทางมูลนิธิจึงขอให้ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯให้คำตอบภายใน 1 เดือน โดยเฉพาะกรมวิชาการเกษตรควรมีหน้าที่ยุติการขึ้นทะเบียนและเพิกถอนสารพิษดังกล่าวตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย และหาทางเลือกอื่นในการกำจัดวัชพืชแนะนำต่อเกษตรกร