ด้านผู้นำด้านสมุนไพรไทยอย่างมูลนิธิ ร.พ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร

มาร่วมจัดแสดงสวนสมุนไพร “งามตาใกล้ใจ คนทุกวัยสุขภาพดี” ไฮไลต์คือ 10 สมุนไพรที่ควรปลูกไว้ เพราะให้ทั้งความรื่นรมย์ สวยงาม และช่วยดูแลสุขภาพ เช่น ผม ผิว ฟัน เล็บ หัวใจ ตา สมอง ปอด กระดูก และกล้ามเนื้อ ระบบทางเดินอาหาร พบนิทรรศการ “อาหาร เป็นยา ป้องกันและรักษาโรคภัย” พบเรื่องราวของข้าว เครื่องเทศ ผัก และของหมักดอง กินอย่างไรให้เหมาะสมตามวัย กินอย่างไรให้เหมาะสมกับธาตุเจ้าเรือน และยังแจกต้นสมุนไพรทุกวัน วันละชนิด ได้แก่ ผักปลังแดง บานเย็น กระดูกไก่ดำ และเล็บครุฑ ที่พิเศษปีนี้ ยังเปิดโซนใหม่ “สปาไทยอภัยภูเบศร” ที่นำการนวดไทยมาผสมผสานการนวดอโรมาเธอราพี ตามธาตุเจ้าเรือนเป็นครั้งแรกอีกด้วย

นอกจากนี้งานตลอดทั้ง 4 วัน มีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย ตั้งแต่กิจกรรมเวิร์กช็อป ศิลปะ-ไอที-การเงิน กิจกรรม Healthy Exercise และ “เพลงสร้างสุข” จากนักร้องนักดนตรี วงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ ในช่วงเย็นทุกวัน พร้อมด้วยบูธอาหาร-สินค้าเพื่อสุขภาพ และความงามอีกกว่า 200 ร้าน ร่วมลุ้นของรางวัลจากกิจกรรม “ยิ่งซื้อ ยิ่งได้” เมื่อซื้อสินค้าครบ 300 บาท จะได้รับคูปอง 1 ใบ สะสมครบ 5 ใบ แลกรับรางวัลพิเศษ นอกจากนี้ ยังจะได้ลุ้นนาฬิกา Garmin Forerunner 920XT มูลค่า 15,900 บาท วันละ 5 รางวัล สนุกกับกิจกรรมการกุศล “ช้อนไข่ ได้บุญ” รายได้สมทบทุนมูลนิธิรามาธิบดี และคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ธอส.เตรียมวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 25,000 ล้าน ปล่อยกู้ช่วยผู้มีรายได้น้อยช่วงกลางปี กู้ซื้อบ้านไม่เกินรายละ 3 ล้าน และขยายสินเชื่อโครงการบ้านสานรัก รายละ 2 ล้าน รายได้ต่ำ 9,000 บาท ต่อเดือน ก็กู้ได้ วงเงินไม่ถึงหาผู้กู้ร่วมได้อีก 2 คน

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส. ได้เตรียมวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 25,000 ล้านบาท สำหรับปล่อยกู้ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในช่วงกลางปี โดยโครงการแรกเป็นสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับซื้อที่อยู่อาศัยทั้งที่อยู่อาศัยใหม่หรือมือสอง รวมถึงรีไฟแนนซ์ สินเชื่อบ้านจากธนาคารอื่นมาที่ ธอส.วงเงินรวม 10,000 ล้านบาท

ให้กู้ได้ไม่เกินรายละ 3 ล้านบาท คิดดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี ที่ 3.43% แบ่งเป็น 2 ปีแรกคิดดอกเบี้ยคงที่ 2.9% และปีที่ 3 คิดดอกเบี้ยคงที่ 4.5% เริ่มวันที่ 1 มิถุนายนนี้เป็นต้นไป

ส่วนอีกโครงการเป็นการขยายวงเงินสินเชื่อในโครงการบ้านสานรักอีก 10,000 ล้านบาท หลังจากวงเงินเดิม 28,000 ล้านบาท ปล่อยกู้เต็มไปหมดแล้ว เพื่อช่วยเหลือให้ผู้มีรายได้น้อยได้ซื้อที่อยู่อาศัยได้ไม่เกิน รายละ 2 ล้านบาท คิดดอกเบี้ยคงที่เริ่มต้น 2 ปีแรก 2.99%

นอกจากนี้ ยังมีวงเงินสินเชื่ออีก 5,000 ล้านบาท สำหรับให้ลูกค้าเก่าเข้ามากู้เพิ่มเติมเพื่อนำไปต่อเติมหรือซ่อมแซมที่อยู่อาศัย แต่ต้องกู้ไม่เกินวงเงินเดิมที่ได้รับ คิดดอกเบี้ยต่ำไม่เกิน 4%

“โครงการที่เปิดใหม่ เชื่อว่าจะได้รับความสนใจจากประชาชนมาขอสินเชื่อหมดภายในเดือนมิถุนายนนี้แน่นอน ส่วนโครงการบ้านสานรักที่ผ่านมา มีผู้สนใจอย่างล้นหลาม เพราะเปิดตัวช่วงแรกได้เตรียมวงเงินไว้ 8,000 ล้านบาท และต่อมาเพิ่มอีก 20,000 ล้านบาทก็เต็มวงเงินทั้งหมด ดังนั้น รอบนี้จึงขยายวงเงินเพิ่มอีก ซึ่งผู้สนใจเข้ามาขอกู้ได้เลย” นายฉัตรชัย กล่าวและว่า ขณะที่โครงการสินเชื่อประชารัฐขณะนี้ปล่อยกู้ได้ไปแล้ว 10,000 ล้านบาท มีวงเงินเหลืออีก 10,000 ล้านบาท

ธอส.มีนโยบายช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ใครเคยขกู้ธนาคารพาณิชย์แล้วไม่ผ่านก็มากู้กับ ธอส.ได้ เพราะไม่มีการกำหนดเงินเดือนขั้นต่ำเหมือนธนาคารพาณิชย์ รายได้น้อยกว่า 9,000 บาท ต่อเดือน ก็กู้ได้ ถ้าวงเงินไม่ถึงให้หาผู้กู้ร่วมได้อีก 2 คน

ที่สำคัญยังผ่อนปรนเงื่อนไขพิจารณาสินเชื่อ จากเดิมคิดการผ่อนชำระให้ 1 ใน 3 ของรายได้ เพิ่มเป็น 1 ใน 2 ของรายได้ ทำให้มีโอกาสกู้ผ่านได้วงเงินสูงจากเดิม เช่น เงินเดือน 12,000 บาท ต่อเดือน จะกู้ได้มากกว่า 1 ล้านบาท

กรมการข้าว จัดยิ่งใหญ่ งาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” ปี 60 ภายใต้แนวคิด “ศาสตร์พระราชา นำชาวนาสู่ยุค 4.0” โชว์สุดอลังการคลังความรู้-เทคโนโลยีด้านข้าว สู่ยุค 4.0 พร้อมพัฒนาข้าวสู่สากล เริ่ม 3-5 มิถุนายนนี้ ที่กรมการข้าว เกษตรกลางบางเขน กรุงเทพฯ

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ข้าวเป็นพืชอาหารหลักที่มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตคนไทย และมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจสังคมของประเทศ นอกจากจะผลิตข้าวเพื่อบริโภคภายในประเทศแล้ว ข้าวยังเป็นสินค้าส่งออกนำเงินรายได้เข้าประเทศปีละกว่า 200,000 ล้านบาท ซึ่งข้าวไทยมีคุณสมบัติโดดเด่น เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ อาชีพชาวนาจึงเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของชาติ มีคุณค่ากับวิถีชีวิตและสังคมไทย นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ข้าวและชาวนาจึงควรได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ และเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทย และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ที่ทรงให้ความสำคัญต่อกิจการด้านข้าวมาตลอด ด้วยเหตุผลความสำคัญดังกล่าว คณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงได้มีมติ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2552 ซึ่งเห็นชอบให้ วันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี เป็น “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” ซึ่งในปีนี้กรมการข้าวจึงได้กำหนดจัดงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” ประจำปี 2560 ขึ้น ภายใต้แนวคิด “ศาสตร์พระราชา นำชาวนาสู่ยุค 4.0” ในระหว่าง วันที่ 3-5 มิถุนายนนี้ ที่บริเวณกรมการข้าว เกษตรกลางบางเขน เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพวรางกูร และราชวงศ์ ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นแก่กิจการด้านข้าวและชาวนาของประเทศ รวมทั้งเป็นการรำลึกถึงความสำคัญของข้าวและเชิดชูเกียรติชาวนาไทย ตลอดจนเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์และถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านข้าวของไทย ซึ่งมีหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และพี่น้องชาวนามาร่วมแสดงผลงานทางวิชาการด้านข้าว เพื่อโชว์ศักยภาพข้าวไทยยุค 4.0 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานเปิดงานดังกล่าว ในวันที่ 3 มิถุนายน 2560 เวลา 14.00 น. จึงขอเชิญชวนชาวนา เกษตรกร และประชาชนทั่วไป มาเฝ้าฯ รับเสด็จ และสร้างขวัญกำลังใจให้กับชาวนาไทยทั่วประเทศ

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวอีกว่า ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย ตลอด 3 วัน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ในการจัดนิทรรศการแสดงผลงานนวัตกรรมต่างๆ ในด้านการข้าวไทย อาทิ นิทรรศการเทิดพระเกียรติและพระราชกรณียกิจด้านข้าว “ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาข้าวและชาวนา” นิทรรศการทางวิชาการ อาทิ ข้าวพันธุ์ใหม่ แก้ไขปัญหาให้ชาวนา ซึ่งในปีนี้จะมีข้าวพันธุ์ใหม่แนะนำถึง 6 พันธุ์ คือ กข 71 กข 73 กข 75 ซีบูกันตัง ดอกข่า 50 มะลินิลสุรินทร์หรือมะลิดำ 2 ทั้งนี้ยังมีข้าวที่มีน้ำตาลต่ำเพื่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน คือ พิษณุโลก 80 และ กข 43

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีนิทรรศการเชิดชูเกียรติชาวนา การยกระดับมาตรฐานข้าวเพื่อชาวนา สู่ยุค 4.0, การจัดแสดงผลงานนวัตกรรม, การแสดงทางวัฒนธรรมด้านข้าว พิธีบวงสรวงแม่โพสพและขบวนแห่บูชาแม่โพสพและวัฒนธรรมประเพณี 4 ภาค รวมถึงนิทรรศการเครื่องจักรกลการเกษตรจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน อาทิ เครื่องคัดแยกเมล็ดพันธุ์ข้าว, เครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าว การสาธิตการโรยสารด้วยเฮลิคอปเตอร์และอากาศยานไร้คนขับ (Agriculture Drone) เป็นต้น

กรมการข้าว ยังได้จัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติกระจายในระดับภูมิภาคอีก 4 แห่ง ระหว่าง วันที่ 4-5 มิถุนายนนี้ ได้แก่ ภาคกลาง ณ ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี ภาคเหนือ ณ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวเชียงใหม่ และภาคใต้ ณ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพัทลุง ซึ่งแห่งนี้จะมีการจัดขบวนบูชาแม่โพสพด้วย

“กรมการข้าว ขอเชิญชวนชาวนา เกษตรกร นักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชนที่สนใจ เข้าร่วมงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ซึ่งจัดขึ้นที่บริเวณกรมการข้าว เกษตรกลางบางเขน ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระหว่าง วันที่ 3-5 มิถุนายนนี้ เพื่อร่วมเชิดชูเกียรติชาวนา ในฐานะผู้ผลิตอาหารหลักให้กับประชาชน ซึ่งเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของชาติ ชมฟรีและไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น รับรองไม่ผิดหวังแน่นอนครับ” นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าว

กรมส่งเสริมสหกรณ์เดินหน้าส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ในพื้นที่สหกรณ์ทั่วประเทศ สำรวจพื้นที่พร้อมทำแปลงใหญ่เพิ่มอีก 360 แปลง คาดจะผลักดันให้สำเร็จในเดือนสิงหาคม 2560 นี้

กรมส่งเสริมสหกรณ์สนองนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้าส่งเสริมการรวมพื้นที่ทำเกษตรแปลงใหญ่เพิ่ม หลังสำรวจข้อมูลสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่มีคุณสมบัติพร้อมที่จะผลักดันเข้าสู่ระบบการเกษตรแบบแปลงใหญ่ อีกจำนวน 360 แปลง พื้นที่ 456,887 ไร่ ประกอบด้วยพื้นที่แปลงใหญ่ข้าว พืชไร่ ไม้ผล ปศุสัตว์ ประมงและสินค้าเกษตรอื่นๆ คาดว่าจะสามารถผลักดันให้ดำเนินการได้ในเดือนสิงหาคม 2560 นี้

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า ขณะนี้การดำเนินงานส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ในพื้นที่สหกรณ์ โดยจะแบ่งภารกิจออกเป็น 2 ด้าน ได้แก่ การส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อบริหารจัดการพื้นที่การผลิตแบบแปลงใหญ่ โดยจะมีการให้ความรู้การรวมกลุ่ม การกำหนดโครงสร้างและวางระบบการบริหารจัดการกลุ่มและแต่งตั้งคณะกรรมการ เพื่อเข้ามาบริหารงานในพื้นที่แปลงใหญ่ ส่งเสริมให้สมาชิกรวมกันผลิต บริหารจัดการการใช้ปัจจัยการผลิตและเครื่องมืออุปกรณ์ในการผลิตร่วมกัน ซึ่งจะช่วยในการลดต้นทุนให้แก่เกษตรกร นอกจากนี้ยังได้เน้นการส่งเสริมด้านการตลาด หลังจากเกษตรกรรวมกลุ่มกันผลิตในรูปของเกษตรแปลงใหญ่แล้ว จะมีการประเมินวิเคราะห์สภาพตลาดและผลผลิตในพื้นที่เพื่อประกอบการจัดทำแผนการตลาด การประชุมเพื่อวางแผนการผลิตและการตลาด การส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกันขายผลผลิตเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง และมีการเชื่อมโยงเครือข่ายการตลาดร่วมกัน รวมถึงการจัดทำข้อตกลงซื้อขายผลผลิตในพื้นที่แปลงใหญ่กับคู่ค้าภาคเอกชน

การส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ในพื้นที่สหกรณ์ ส่วนใหญ่เน้นพื้นที่พืชไร่ เช่น ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าวและยังมีไม้ผล พืชผัก ไม้ดอกไม้ประดับ สินค้าประมงและปศุสัตว์ ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ดำเนินการแนะนำส่งเสริมการรวมกลุ่มโดยใช้วิธีการสหกรณ์ให้เกิดความเข้มแข็งแล้ว 582 แปลง มีการประชุมเพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายการตลาดและมีแผนการตลาดแล้ว 542 แปลง สำหรับในปี 2560 กรมส่งเสริมสหกรณ์ดำเนินการส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ในพื้นที่สหกรณ์ จำนวน 201 แปลง จากจำนวนทั้งหมดในภาพรวมที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งเป้าหมายดำเนินการในปี 2559-60 จำนวน 1,512 แปลง มีการส่งเสริมการผลิตข้าวครบวงจรในรูปของเกษตรแปลงใหญ่ในพื้นที่สหกรณ์ 57แห่ง พื้นที่ 83,815 ไร่ เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 5,926 ราย

“ขณะนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สั่งการให้สหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัดสำรวจข้อมูลสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่มีคุณสมบัติพร้อมที่จะผลักดันเข้าสู่ระบบการเกษตรแบบแปลงใหญ่ อีกจำนวน 360 แปลง พื้นที่ 456,887 ไร่ ประกอบด้วยพื้นที่แปลงใหญ่ข้าว 113 แปลง พืชไร่ 48 แปลง ไม้ผล 97 แปลง ปศุสัตว์และประมง 90 แปลง ผัก 9 แปลงและสินค้าเกษตรอื่นๆ อีก 3 แปลงคาดว่าจะสามารถผลักดันให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรเข้าสู่ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2560 นี้ นอกจากนี้

สหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ 276 แห่ง ยังได้เข้าไปมีบทบาทในการรับซื้อผลผลิตจากแปลงใหญ่ ซึ่งผลผลิตที่สหกรณ์ได้วางแผนจะรับซื้อมีปริมาณ 563,871 ตัน มูลค่า 4,267.59 ล้านบาท ส่วนแผนการดำเนินงานในระยะต่อไป กรมฯจะดำเนินการผลักดันสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่ประสงค์จะเข้าร่วมการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เป็นเป้าหมายในการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ซึ่งคาดว่าเมื่อเกษตรกรที่อยู่ภายใต้ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จะมีระบบการบริหารจัดการกลุ่มที่มีประสิทธิภาพ เกิดการรวมกลุ่มการผลิตที่เข้มแข็ง มีช่องทางการตลาดเพิ่มขึ้น หรือมีตลาดรองรับผลผลิตที่แน่นอนทำให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรม” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

รองศาสตราจารย์ ดร.ยุงยุทธ ข้ามสี่ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยฯ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ นำทีมนักวิจัย มหาวิทยาลัยแม่โจ้ คว้ารางวัล จากการประกวดและแสดงผลงานในระดับนานาชาติ ในงาน IX European Exhibition of Creativity and Innovation : E U R O I N V E N T ณ Palace of Culture เมือง IASI ประเทศโรมาเนีย ในระหว่างวันที่ 25 – 27 พฤษภาคม 2560 โดยมีสมาคมส่งเสริมนวัตกรรมและการประดิษฐ์ไทย (ATIP) มีส่วนผลักดันความสำเร็จในครั้งนี้ ซึ่งมีผลงานวิจัยที่ได้รับรางวัลทั้งหมด จำนวน 11 รางวัล จากผลงานการวิจัย 3 ผลงาน ได้แก่

ผลงานเรื่อง “อาหารเสริมน้ำตาลพรีไบโอติกจากหัวหอม” ( ALLI-FOS®, Prebiotic Sugar Supplement) โดย อาจารย์ ดร.ไพโรจน์ วงศ์พุทธิสิน คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาติชาย โขนงนุช คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้รับ 3 รางวัล
– รางวัล “Gold Medal” จากประกวดและแสดงผลงานในระดับนานาชาติ ในงาน IX European Exhibition of Creativity and Innovation : E U R O I N V E N T

– รางวัล “special award” จาก สมาคม Association of Polish Inventors and Rationalizers จากประเทศโปแลนด์

– รางวัล “Honor of Invention” จากสมาคม World Invention Intellectual Property Associations ประเทศไต้หวัน

ผลงานเรื่อง“ระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมสำหรับไบโอรีแอคเตอร์จมชั่วคราว ufabets.co.uk เพื่อการขยายพันธุ์พืชระดับอุตสาหกรรม” (Advanced Computerized-control System of Temporary Immersion Bioreactor for Industrial Plantlets Micro propagation) โดย รองศาสตราจารย์ ดร.พูนพัฒน์ พูนน้อย คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตรและ รองศาสตราจารย์ ดร.นพมณี โทปุญญา-นนท์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้รับ 4 รางวัล
– รางวัล “Gold Medal” จากประกวดและแสดงผลงานในระดับนานาชาติ ในงาน IX European Exhibition of Creativity and Innovation : E U R O I N V E N T

– รางวัล “Gold Medal ” จาก Innovation Design Research International Symposium (IDRIS) ประเทศมาเลเชีย

– รางวัล “Special Award” จาก Toronto International Society of Innovation & Advanced Skills ประเทศแคนาดา

– รางวัล “The Politehnica Innovation Award” จาก University Politehnica of Buchares ประเทศโรมาเนีย

3.ผลงาน เรื่อง “สารสกัดสาหร่ายกรีนคาเวียร์อินทรีย์สำหรับผลิตภัณฑ์เวชสำอางชะลอวัย” (Organic extract of green caviar for anti-aging cosmeceutical products) โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดวงพร

อมรเลิศพิศาล คณะเทคโนโลยีกรประมงและทรัพยากรทางน้ำ รองศาสตรา จารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เม่งอำพัน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยแม่โจ้ , ดร.ลภัทรดา มุ่งหมาย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา และคุณมณฑกานต์ ท้ามติ้นศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งเพชรบุรี ร่วมกับ ผู้ประกอบการ คุณอิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ บริษัท ดร.โทบิ จำกัด ได้รับ 4 รางวัล

– รางวัล “Gold Medal” จากประกวดและแสดงผลงานในระดับนานาชาติ ในงาน IX European Exhibition of Creativity and Innovation : E U R O I N V E N T

– รางวัล “Special award” จาก University of Craiova, Romania จากประเทศโรมาเนีย

– รางวัล “Special award” จาก สมาคม Association of Polish Inventors and and Rationalizers ประเทศโปแลนด์

– รางวัล “Special Award” จาก Malaysian Research & Innovation Society ประเทศมาเลเซีย

จากรางวัลที่ได้รับ แสดงให้เห็นถึงความทุ่มเท ความตั้งใจ ของทีมนักวิจัยในการศึกษาวิจัยผลงานคุณภาพ แสดงให้เป็นที่ประจักษ์ สามารถใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้จริง จนได้รับการยอมรับ และสามารถคว้ารางวัลนวัตกรรมในระดับนานาชาติ ซึ่งมีผลงานนวัตกรรมที่ส่งเข้าประกวดมากกว่า 400 ผลงาน จาก 37 ประเทศ ในงาน IX EUROINVENT 2017 ณ ประเทศโรมาเนีย สร้างความภาคภูมิให้กับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และคนไทยทั้งประเทศ