ด้านพาณิชย์จังหวัดกาฬสินธุ์เตรียมสุ่มตรวจตราชั่ง

และตรวจเช็กราคาสินค้าในตลาดทุกชนิดเพื่อป้องกันปัญหาการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารสด อาหารทะเล อาจจะมีราคาที่สูงขึ้นเช่นกัน เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลางทุ่งนาท้ายหมู่บ้านอังโกน ต.บ้านใหม่ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา มีกระท่อมหลังเล็กๆ ของชายพิการขาทั้งสองข้างที่ชื่อ นายสันติชัย ศรีกระโทก อายุ 38 ปี อาศัยอยู่เพียงลำพังตัวคนเดียว เลี้ยงเป็ด ไก่ ปลูกผักสวนครัวไว้เก็บกินประทังชีวิต มีอาชีพรับจ้างทั่วไปและทำไม้กวาดทางมะพร้าวเพื่อเลี้ยงชีพ ถึงแม้จะสร้างรายได้ไม่มากนักแต่พอมีรายได้ต่อชีวิตให้ก้าวเดินต่อไป หลังจากต้องต่อสู้กับช่วงเวลาที่เลวร้ายแห่งชีวิตมานานเกือบ 10 ปี จนกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ไม่สวยหรูได้ในวันนี้

นายสันติชัย เล่าว่า “ครอบครัวยากจนข้นแค้นมาตั้งแต่เริ่ม บิดามารดาต้องมาจากไปตั้งแต่สมัยที่ผมเริ่มเป็นวัยรุ่น พี่น้องต่างก็แต่งงานแยกครอบครัวและสู้ชีวิตกันอย่างหนักตามภาระหน้าที่ของแต่ละคน ส่วนผมอยู่ตัวคนเดียวก็ต้องมาประสบอุบัติเหตุรถอีแต๋นบรรทุกไม้คว่ำทับขาทั้งสองข้างจนพิการตั้งแต่อายุเพียง 28 ปี นั่งเศร้ากับชีวิตที่พลิกผันมานานเกือบ 8 ปี ก่อนเริ่มหันกลับมายอมรับในชะตากรรมและเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ยังมีลมหายใจเหลืออยู่”

นายสันติชัย กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้มีกำลังใจสู้ชีวิตต่อไปได้ก็คือกำลังใจจากญาติพี่น้องที่คอยดูแลเอาใจใส่มาโดยตลอด แม้ทุกคนจะยังต้องต่อสู้กับชะตาของแต่ละคนที่เกิดมามีต้นทุนชีวิตต่ำ แต่ก็ไม่เคยทอดทิ้งกัน เมื่อทุกๆ คนสู้ ตัวเราเองก็ต้องสู้ไหว ตราบใดที่ยังมีลมหายใจอยู่

ทุกวันนี้นายสันติชัย ใช้ไม้เท้าค้ำยันพยุงร่างแทนขาทั้งสองข้างที่ไม่มีแรงแล้ว พาตัวเองไปหาซื้อทางมะพร้าว และท่อนไม้ไผ่กลับมาใช้เป็นวัสดุในการทำไม้กวาดทางมะพร้าว เพื่อนำไปขายที่ตลาดในตัวอำเภอครบุรี จ.นครราชสีมา วันหนึ่งๆ จะทำไม้กวาดทางมะพร้าวได้ประมาณ 4–5 ด้าม ส่งขายเพียงอันละ 35–45 บาท แล้วแต่ขนาดหรือออเดอร์ที่สั่งมา รายได้หลังหักต้นทุนแล้วเฉลี่ยคือทำไม้กวาด 3 ด้าม จะได้เงินค่าแรงหักต้นทุน 1 ด้าม

“ถึงแม้ว่าเป็นเงินเพียงเล็กน้อยแต่ก็ถือว่านำมาเป็นค่าข้าวค่าน้ำต่อชีวิตให้เดินต่อไปได้ รวมกับเงินช่วยเหลือผู้พิการที่ทางองค์การบริหารส่วนตำบลให้เดือนละ 800 บาท และความช่วยเหลือจากญาติพี่น้อง ที่สำคัญ มันคือน้ำพักน้ำแรงที่หามาได้อย่างสุจริต เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าถึงแม้ร่างกายจะไม่เต็มร้อย ต้นทุนชีวิตจะน้อยนิดเพียงใด แต่ก็ยังสู้และยืนหยัดต่อไปได้”

นายสันติชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า “หากใครที่กำลังท้อแท้ในชีวิต ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ขอให้ดูผมเป็นตัวอย่าง ชีวิตก็อย่างนี้ ไม่มีอะไรแน่นอน ยังมีลมหายใจอยู่ก็ต้องสู้กันไป กำลังใจให้ตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ”

ใครสนใจอยากติดต่อสนับสนุนสั่งซื้อไม้กวาดทางมะพร้อมผลิตจากมือของนายสันติชัยเองทุกด้าม ติดต่อทางหมายเลขโทรศัพท์ 098-7024670 เพื่อสนับสนุนคนสู้ชีวิตคนนี้ต่อไป

หากสามารถวินิจฉัยศัตรูพืชได้ทันท่วงที ศัตรูพืชก็ไม่อาจรุกรานในพื้นที่การเกษตรได้มากนัก
กรมส่งเสริมการเกษตร จึงทำการพัฒนา นำองค์ความรู้ด้านการวินิจฉัยศัตรูพืช และด้านต่างๆ ลงในระบบออนไลน์ เพื่อให้ Smart farmer 4.0 สามารถค้นหา ศึกษา นำมาเป็นแนวทางในการป้องกัน แก้ไขปัญหาได้ในเบื้องต้น

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้ทำการพัฒนาและนำข้อมูลองค์ความรู้ต่างๆ ลงในระบบออนไลน์ เพื่อสะดวกต่อการรับข้อมูลข่าวสาร ทั้งเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นของกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งเว็บไซต์ของกรมส่งเสริมการเกษตร มีเนื้อหาความรู้ด้านอารักขาพืชเผยแพร่อยู่เป็นจำนวนมาก ประกอบไปด้วย บทความทางวิชาการ งานวิจัย ข้อมูลการจัดการโรคและแมลงศัตรูพืช คู่มือการเกษตร ข่าวสถานการณ์การระบาดศัตรูพืช และข้อมูลต่างๆ อีกมากมาย สามารถค้นผ่าน google โดยการพิมพ์คำว่า กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย หรือผ่านทางลิงค์

http://www.ppsf.doae.go.th/ และในส่วนแอพพลิเคชั่น Protect Plants นั้น ประกอบด้วย 6 เมนูหลัก คือ หมวดข่าวสารการเกษตร: เพื่อให้เกษตรกรได้รับข่าวสารด้านการเกษตร ที่รวดเร็ว หมวดองค์ความรู้ด้านอารักขาพืช: เกษตรกรจะได้ความรู้เกี่ยวกับศัตรูพืชต่างๆมากมาย หมวดวินิจฉัยศัตรูเบื้องต้น: ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถทราบถึงสาเหตุของโรคเบื้องต้นได้ และรายงานกลับมายังผู้ดูแล หมวดวินิจฉัยตามชนิดพืช: ฟังค์ชั่นที่เจาะลึกถึงปัญหาต่างๆ ตามชนิดพืชเศรษฐกิจ หมวดพยากรณ์เตือนการระบาด: เครื่องช่วยเตือนเกษตรกรเกี่ยวกับการระบาดที่จะเกิดขึ้น เพื่อหาทางป้องกัน หมวดพยากรณ์สภาพอากาศ: ปัจจัยสภาพอากาศย่อมมีผลเกี่ยวกับการเกิดศัตรูพืชระบาด หมวดนี้จึงจะช่วยวิเคราะห์ หาทางป้องกันล่วงหน้าได้ ซึ่งผู้ใช้งานสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น Protect Plants ได้ทั้งระบบ iOS และ Android

กรมส่งเสริมการเกษตรจะดำเนินการพัฒนา เพิ่มเติมข้อมูลการวินิจศัตรูพืชและวินิจฉัยตามชนิดพืชในระบบออนไลน์ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ Smart farmer 4.0 สามารถนำเทคโนโลยี
มาปรับใช้กับกิจกรรมทางการเกษตรของตนเองได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง เหมาะสม และเป็นการพัฒนา Smart farmer 4.0 ให้เปลี่ยนจากเกษตรกรธรรมดา เปลี่ยนมาเป็นผู้ประกอบการธุรกิจด้านเกษตร ที่สามารถพึ่งพาตนเอง พึ่งพากันเอง และรวมกันเป็นกลุ่ม สร้างเครือข่ายสังคมเกษตรอย่างมีพลัง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

เมื่อปี 2559 ชาวนาไทยทั่วประเทศประสบความเดือดร้อน จากปัญหาข้าวเปลือกล้นตลาด และมีราคาตกต่ำ บริษัท ซี.พี. อินเตอร์เทรด จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจข้าวในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) จึงเปิดจุดรับซื้อข้าวตรงจากชาวนา รวม 18 จุด ทั่วประเทศ และนำข้าวเปลือกมาแปรรูปก่อนจำหน่าย ในชื่อ “ข้าวชาวนาไทย” ซึ่งเป็นข้าวหอมมะลิใหม่ 100% บรรจุถุง น้ำหนัก 5 กิโลกรัม ขายในราคาต้นทุน และจำหน่ายสินค้าให้ถึงมือผู้บริโภคผ่านช่องทางต่างๆ ในเครือ ซีพี เช่น ร้านสะดวกซื้อ เซเว่นอีเลฟเว่น, ห้างค้าส่งแม็คโคร, ร้านซีพี เฟรชมาร์ท ฯลฯ ปรากฏว่า โครงการดังกล่าวประสบผลสำเร็จอย่างงดงาม สามารถบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของชาวนา ช่วยให้ชาวนาสามารถขายข้าวได้ในราคายุติธรรม

สำหรับ ปี 2560 ซี.พี. อินเตอร์เทรด และพันธมิตร ยังคงสานต่อโครงการ “ข้าวชาวนาไทย ปี 2” โดยเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือกตรงจากชาวนา รวม 29 จุด ทั่วประเทศ เพิ่มจากปี 2559 ที่มี 18 จุด ทั่วประเทศ โดยประกาศรับซื้อข้าวจากชาวนา ในราคานำตลาด ให้ราคารับซื้อบวกเพิ่มกับเกษตรกรชาวนาจากราคาทั่วๆ ไปอีก ตันละ 300 บาท และวางแผนจำหน่าย “ข้าวชาวนาไทย” ผ่านร้านเซเว่นอีเลฟเว่น 10,200 แห่ง ทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้บริโภคทั่วประเทศได้ร่วมสนับสนุนข้าวจากเกษตรกร

สินค้า “ข้าวชาวนาไทย” ตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอนผลิตข้าว เพราะเป็นผลผลิตจากโครงการนาแปลงใหญ่ประชารัฐ ที่มีการบริหารจัดการระบบการผลิตข้าวในแปลงนาแบบครบวงจร เริ่มจากการประชุมรับสมัครสมาชิกเกษตรกรในพื้นที่ มีภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว และมีทีมผู้เชี่ยวชาญของบริษัทร่วมกันให้ความรู้ ความเข้าใจกับเกษตรกรเรื่องการปลูกข้าวที่ถูกวิธี ด้วยระบบ GAP พร้อมให้การดูแลอย่างต่อเนื่องทั้งกระบวนการผลิตข้าว

ในปี 2561 ซี.พี. อินเตอร์เทรด ตั้งเป้าหมายที่จะขยายพื้นที่โครงการนาแปลงใหญ่ประชารัฐ ในแถบภาคอีสาน ปีการผลิต 2561/62 เป็นจำนวน 100,000 ไร่ โดยคาดว่าจะมีเกษตรกรเข้ามาเป็นสมาชิก จำนวน 5,000 ราย (จากเดิม ปี 2560 จำนวน 73,614 ไร่ เกษตรกรสมาชิก จำนวน 3,508 ราย) เพื่อรองรับปริมาณข้าวขาวหอมมะลิเพิ่มจากเกษตรกรอีก และจะพัฒนาจุดรับซื้อข้าวเปลือกตรงจากชาวนา ให้กลายเป็นจุดพัฒนาวัตถุดิบข้าวเปลือกครบวงจร มีการขึ้นทะเบียนสมาชิกกับเกษตรกรผู้นำข้าวเปลือกมาขายทุกคน เพื่อร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้ระบบการผลิตข้าว ให้ได้มาซึ่งวัตถุดิบข้าวเปลือกที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นการเพิ่มช่องทางและสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับชาวนาไทย ให้มีความมั่นคงอย่างยั่งยืน

นายฐิติ ลุจินตานนท์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร บริษัท ซี.พี. อินเตอร์เทรด จำกัด หรือ ข้าวตราฉัตร กล่าวว่า ในอนาคต ทางบริษัทจะพัฒนาโครงการข้าวชาวนาไทยไปสู่ “วิสาหกิจชุมชนเพื่อสังคม (Social Enterprise)” เพื่อส่งเสริมให้สังคมและชุมชนมีส่วนร่วมมากขึ้น สร้างผลลัพธ์ทางสังคมอย่างเป็นรูปธรรม แก้ไขปัญหาสังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน และพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนอย่างยั่งยืน โดยผ่านโครงการข้าวชาวนาไทย

สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ผลงานวิจัย ผลงานประดิษฐ์คิดค้น โครงการสื่อมวลชนสัญจร ประจำปี 2561 ครั้งที่ 1 เรื่อง “การบริหารจัดการโรคและแมลงศัตรูกุหลาบ และผักโดยชีววิธี” ระหว่างวันที่ 13 – 14 ธันวาคม 2560 ณ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง และศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยเสี้ยว อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่

สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยศูนย์วิจัยควบคุมศัตรูพืชโดยชีวินทรีย์แห่งชาติ (ศช.) มีหน้าที่สำคัญในการวิจัยและพัฒนา วิจัยส่งเสริมขั้นพื้นฐานและขั้นประยุกต์ รวมทั้งการฝึกอบรม
การบริการด้านการส่งเสริมและที่ปรึกษาการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธี และการบริหารศัตรูพืชแบบบูรภาพเพื่อคงไว้ซึ่งการเป็นผู้นำทางด้านการบริหารศัตรูพืชที่มีพื้นฐานด้านชีววิทยา และการควบคุมการจัดการแมลงศัตรูพืช วัชพืช และแมลงพาหะที่มีความสำคัญทางการเกษตร การแพทย์ และสาธารณสุขโดยไม่ใช้สารเคมีเพื่อลดภาวะในสภาพแวดล้อม

อันเนื่องมาจากสารกำจัดศัตรูพืชทางการเกษตร โดยทางศูนย์ฯได้กำหนดจัดการอบรมเรื่อง “การบริหารจัดการโรคและแมลงศัตรูกุหลาบโดยชีววิธี” ณ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 13 ธันวาคม 2560 และเรื่อง “การบริหารจัดการโรคและแมลงศัตรูผักโดยชีววิธี” ณ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยเสี้ยว อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 14 ธันวาคม 2560 เพื่อเป็นการนำความรู้ด้านการควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธีไปเผยแพร่และถ่ายทอดให้ผู้รับการอบรมได้มีความรู้เรื่องการควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธี สามารถเพาะเลี้ยงศัตรูธรรมชาติและเพาะขยายเชื้อราปฏิปักษ์เพื่อควบคุมโรคและแมลงศัตรูพืช เพื่อการผลิตพืชคุณภาพสูง ปลอดภัยแก่ผู้ผลิตและผู้บริโภค พร้อมกับการติดตามการใช้ชีวภัณฑ์

วช. โดยกลุ่มสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ ได้เห็นถึงความสำคัญของโครงการดังกล่าว จึงได้จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ผลงานวิจัย ผลงานประดิษฐ์คิดค้น โครงการสื่อมวลชนสัญจร ประจำปี 2561 ครั้งที่ 1 เรื่อง “การบริหารจัดการโรคและแมลงศัตรูกุหลาบ และผักโดยชีววิธี” เพื่อให้สื่อมวลชนได้เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวและเป็นสื่อกลางในการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ผลงาน และกิจกรรมดังกล่าว ไปสู่ชุมชนและสาธารณชนเพื่อให้ได้ทราบและนำไปสู่การใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวางต่อไป

เห็นไหมนี่ นี่คือ เห็ดนมเสือ(Tiger Milk Mushroom = Lignosus rhinocerus) เป็นเห็ดที่เกิดชุกชุมทางภาคใต้ของประเทศไทย เป็นเห็ดที่ชาวเงาะป่าซาไก นำไปใช้เป็นยาแก้ไข้ แก้อักเสบ และแก้มะเร็ง

แต่ปัจจุบัน ประเทศมาเลเซียซึ่งก็มีเห็ดชนิดนี้เช่นกัน ได้นำไปศึกษาทดลอง จนสามารถทำการเพาะและผลิตเป็นการค้าได้แล้ว ยิ่งมาหลังจากที่ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ดร.มหาธีร์ ที่มีการป่วยด้วยต่อมทอลซิล อักเสบ ไม่สามารถออกงานไปพบปะหรือพูดคุยได้ แต่พอได้ทานเห็ดนมเสือตามคำแนะนำของหมอจีน พบว่า หลังจากนั้นเพียงข้ามคืน อาการอักเสบของท่านดีขึ้นอย่างเหลือเชื่อ ท่านจึงประกาศและเร่งรัดให้คณะนักวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ทำการร่วมกันศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเห็ดนมเสือ ให้เป็นวาระแห่งชาติแบบบูรณาการ(ตอนนี้ เราก็เริ่มตั้งไข่บ้างแล้วครับ

โดยสถาบันแสงซินโครตรอนเป็นแกนนำ และเริ่มมีผลงานออกมาบ้างแล้ว เช่น เห็ดเยื่อไผ่ครับ) จนกระทั่ง ผ่านการทดลองความเป็นพิษแล้วว่า ทั้งในเซลและในสัตว์ทดลองพบว่า เห็ดนมเสือไม่มีความเป็นพิษ แล้วได้ทดลองกับเซลมะเร็งเต้านม มะเร็งตับ ก็พบว่า สามารถช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตเซลมะเร็งได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ยังช่วยทำให้การให้คีโมหรือฉายแสง มีประสิทธิภาพดีขึ้น โดยผลข้างเคียงน้อยลง ด้วยเหตุนี้ ทางการของมาเลย์ จึงสนับสนุนให้มีการตั้งบริษัทที่ทำการผลิตเห็ดนมเสือ เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆมากมายในนามของบริษัท LignoBiotec จำหน่ายไปทั่วโลก และกลายเป็นถูกประกาศอย่างเป็นทางการว่า เห็ดนมเสือ เป็นทรัพยากรอันทรงค่าของประเทศมาเลเซีย

ดังนั้น เพื่อให้รู้เขา รู้เราและเพื่อเป็นความร่วมมือกันทางวิชาการ ทางอานนท์ไบโอเทค จึงได้เชิญหัวหน้าฝ่ายวิจัยและเป็นผู้จัดการของบริษัทดังกล่าว มาบรรยายให้แก่ผู้สนใจ ในวันเสาร์ที่ 27 มกราคม 2561 นี้ ที่อานนท์ไบโอเทค ตั้งแต่เวลา 9.00 น.เป็นต้นไป โดยจะให้สิทธิ์ผู้ผ่านการอบรมเห็ดและผู้ที่เป็นลูกค้าเห็ดเป็นยาของทางอานนท์ไบโอเทคก่อน งานนี้ฟรีนะครับ พร้อมทั้งอาหารกลางวันฟรี รับไม่เกิน 50 ท่านเท่านั้น สนใจสามารถติดต่อสอบถามสำรองที่นั่งได้ที่ 02-9083308, 086-0830202

กรมอุตุนิยมวิทยา คาดหมายสภาพอากาศในช่วง 7 วันนี้ว่า ช่วงวันที่ 17-18 ธ.ค. ประเทศไทยตอนบนจะมีอากาศหนาวเย็นลง อุณหภูมิจะลดลง 4-6 องศาเซลเซียสกับมีลมแรง ส่วนในช่วงวันที่ 19-22 ธ.ค. ประเทศไทยตอนบนจะมีอากาศหนาวเย็นอย่างต่อเนื่อง และอุณหภูมิจะลดลงอีก 2-3 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง สำหรับภาคใต้ตอนล่างตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไป จะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางพื้นที่ และคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-4 เมตรตลอดช่วง

ข้อควรระวัง ในช่วงวันที่ 17-22 ธ.ค. ประชาชนบริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังคลื่นลมแรงซัดเข้าหาฝั่งและชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กบริเวณดังกล่าวควรงดออกจากฝั่ง สำหรับประชาชนในประเทศไทยตอนบนควรดูแลรักษาสุขภาพอันเนื่องมาจากอากาศหนาวเย็นลงไว้ด้วย

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา ในช่วงวันที่ 17-18 ธ.ค. บริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงจากประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศหนาวเย็นลง อุณหภูมิจะลดลง 4-6 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้คลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีกำลังแรง และในช่วงวันที่ 19-22 ธ.ค. บริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงจากประเทศจีนอีกระลอกหนึ่งจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศหนาวเย็นต่อเนื่องและอุณหภูมิจะลดลงอีก 2-3 องศาเซลเซียส สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรงอย่าต่อเนื่อง และคลื่นลมอ่าวไทยและทะเลอันดามันยังคงมีกำลังแรง

อนึ่งพายุโซนร้อน “ไคตั๊ก”(KAI-TAK) บริเวณประเทศฟิลิปปินส์ hillchords.com จะเคลื่อนลงสู่ทะเลจีนใต้ตอนกลางในวันที่ 18-20 ธ.ค. มีแนวโน้มว่าจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชัน และหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงในช่วงวันที่ 21-22 ธ.ค. และเคลื่อนตัวลงสู่ทะเลจีนใต้ตอนล่าง

ภาคเหนือ ในช่วงวันที่ 18-22 ธ.ค. อากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิจะลดลง 4-6 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง อุณหภูมิต่ำสุด 11-19 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 26-30 องศาเซลเซียส บริเวณยอดดอยมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 3-7 องศาเซลเซียส กับมีน้ำค้างแข็งบางพื้นที่ ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม. /ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในช่วงวันที่ 17-18 ธ.ค.อากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิจะลดลงอีก 3-4 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง อุณหภูมิต่ำสุด 11-19 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 26-31 องศาเซลเซียส บริเวณยอดภูมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 6-12 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-40 กม. /ชม. ส่วนในช่วงวันที่ 19-22 ธ.ค. อากาศหนาว อุณหภูมิจะลดลงอีก 2-3 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง อุณหภูมิต่ำสุด 8-16 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 26-31 องศาเซลเซียส บริเวณยอดภูมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 3-10 องศาเซลเซียส

ภาคกลาง ในช่วงวันที่ 17-18 ธ.ค. อากาศเย็น อุณหภูมิจะลดลง 3-4 องศาเซลเซียส กับมีลมแรงอุณหภูมิต่ำสุด 17-22 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ส่วนในช่วงวันที่ 19-22 ธ.ค. อากาศเย็น อุณหภูมิจะลดลงอีก 1-2 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง อุณหภูมิต่ำสุด 16-21 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม. /ชม.

ภาคตะวันออก ในช่วงวันที่ 17-18 ธ.ค. อากาศเย็น กับมีลมแรง และอุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศาเซลเซียสอุณหภูมิต่ำสุด 17-22 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส ส่วนในช่วงวันที่ 19-22 ธ.ค. อากาศเย็น อุณหภูมิจะลดลงอีก 1-2 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง อุณหภูมิต่ำสุด 17-22 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-40 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง ประมาณ 2 เมตร ห่างฝั่งมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) ในช่วงวันที่ 17-22 ธ.ค. มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 30-40 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนมากตอนล่างของภาค ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20 -45 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 2-4 เมตร อุณหภูมิต่ำสุด 20-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 27-34 องศาเซลเซียส

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) ในช่วงวันที่ 17-22 ธ.ค. ฝนฟ้าคะนองร้อยละ 20-30 ของพื้นที่ ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ห่างฝั่งมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร อุณหภูมิต่ำสุด 21-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในช่วงวันที่ 17-18 ธ.ค. อากาศเย็น อุณหภูมิจะลดลง 4-6 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง อุณหภูมิต่ำสุด 21-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ส่วนในช่วงวันที่ 19-22 ธ.ค. อากาศเย็น อุณหภูมิจะลดลงอีก 1-2 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง อุณหภูมิต่ำสุด 19-22 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม. /ชม.