ด้าน นางจินตนา ปัญจะ ผู้อำนวยการ สศท.10 กล่าวเสริมว่า

จากการสัมภาษณ์พูดคุยกับ นายเกษม เปรมปรีด์ หนึ่งในเกษตรกรตำบลรางหวาย อำเภอพนมทวน ซึ่งเป็นอำเภอที่นิยมเลี้ยงแพะ รองจากอำเภอเมืองและไทรโยค ได้บอกถึงผลสำเร็จว่า ตนเองปรับเปลี่ยนจากการทำนา และผันตัวทำเป็นอาชีพหลักในการเลี้ยงแพะขุน ซึ่งหลังจากลูกแพะหย่านมเมื่ออายุ 3 เดือน นำมาเลี้ยงต่อจนอายุประมาณ 7 เดือน จึงจำหน่ายเป็นแพะเนื้อให้กับผู้รับซื้อ และเป็นพ่อค้าส่งออกแพะทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังสามารถมีรายได้จากการจำหน่ายมูลแพะเพื่อใช้เป็นปุ๋ยในแปลงพืชได้อีกด้วย

ทั้งนี้ การเลี้ยงจะใช้พื้นที่ไม่มากนัก เน้นให้แพะอยู่บริเวณที่จัดไว้ พร้อมทั้งหาอาหารในท้องถิ่น ได้แก่ ใบกระถินสด หรือการปลูกหญ้าแพงโกล่าในพื้นที่ของเกษตรกรเองเพื่อใช้เป็นอาหารแพะประจำวัน โดยแพะเป็นสัตว์ที่กินอาหารไม่มาก ต้องการวันละ 1-2 กิโลกรัม ต่อวันเท่านั้นจึงไม่สิ้นเปลือง สำหรับราคาที่ขายจะแตกต่างกันไป ขึ้นกับอายุ น้ำหนัก และความสวยงาม นอกจากนี้ จะมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานปศุสัตว์บริการฉีดวัคซีนป้องกันพยาธิและโรคปากเท้าเปื่อยทุก 6 เดือนเป็นประจำ สำหรับเกษตรกรที่สนใจการเลี้ยงแพะสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ นายเกษม เปรมปรีด์ อยู่บ้านเลขที่ 170/1 หมู่ที่ 18 บ้านนาทราย ตำบลรางหวาย อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี โทร. (089) 549-2045 ซึ่งยินดีให้คำปรึกษาแก่เกษตรกรทุกท่าน

เครือข่ายราชบุรีโมเดล อ่านแถลงการณ์ที่รัฐสภา เปิดหลักฐานผลไม้ไร้สารตกค้าง ร้องลุงตู่อยู่ข้างเกษตรกร

ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง ผู้แทนเกษตรกรโครงการ “ราชบุรีประชารัฐ พืชผักและผลไม้ปลอดภัย นำไทยสู่ครัวโลกกรมวิชาการเกษตร” เปิดข้อเท็จจริงประเด็นพาราควอต เกษตรกรราชบุรีเพาะปลูกตามมาตรฐาน GAP ใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย ไร้ผลตกค้าง ปลอดภัยต่อเกษตรกรและผู้บริโภค วอน นายประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดอ่านข้อมูลสักนิด ก่อนคิดตัดสินใจ

นางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ คณะทำงานทางการเมืองของประธานรัฐสภา เปิดเผยว่า ได้รับข้อมูลจากทุกฝ่ายแล้ว เข้าใจถึงปัญหาและข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญที่รับผิดชอบพิจารณาแนวทางการควบคุมสารเคมีเกษตร จะต้องมีการศึกษาอย่างรอบด้าน ปัจจุบันยังอยู่ในกระบวนการพิจารณา ไม่ได้ตัดสินใจหรือฟังธงว่าจะแบนทั้ง 3 สาร โดยการตัดสินใจขึ้นอยู่กับคณะกรรมการวัตถุอันตรายเป็นสำคัญ (รับฟังแบบเต็มได้ที่ https://youtu.be/nfRdyrFahYE และ https://youtu.be/KZxIBMRWgf0)

นางสาวอัญชุลี ลักษณ์อำนวยพร ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง ผู้แทนเกษตรกรในโครงการฯ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาโครงการเพาะปลูกพืชผักและผลไม้ด้วยการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย ได้พิสูจน์แล้วว่า การอบรมเพื่อให้เกษตรกรปฏิบัติอย่างถูกต้องตามมาตรการจำกัดการใช้สารเคมี ยืนยันได้ว่าสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ ได้แก่ สารพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพรีฟอส ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมตามที่เป็นข่าว พร้อมแสดงผลตรวจสุขภาพเกษตรกรและสิ่งแวดล้อมทั้งก่อน-ระหว่าง-หลังโครงการ ย้ำการกระทำและใส่ร้ายเกษตรกร ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ต้นทุนพุ่งจากการกักตุนสารเคมี ทำให้ราคาเพิ่มขึ้น 3 เท่า กระทบไกลถึงเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ประเทศ และการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมในระยะยาว

นอกจากนี้ การกล่าวอ้างจากเอ็นจีโอถึงผลวิจัยเรื่องการพบพาราควอตในขี้เทาเด็ก กรณีแม่สู่ลูก พบว่า ตามที่นักวิจัยแจ้งว่าได้เก็บตัวอย่างจากอาสาสมัครหญิงตั้งครรภ์ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ปรากฏได้ตรวจสอบกลับไปยังโรงพยาบาลดังกล่าว ได้รับการชี้แจงว่า ไม่มีข้อมูลการดำเนินการดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้น ผลการวิจัยมาจากไหน (หลักฐานตามเอกสารแนบ) รวมทั้ง เอ็นจีโอกล่าวอ้างถึงการพบสารตกค้างในพื้นที่หลายแห่ง แต่ในความเป็นจริง หน่วยงานรัฐได้ตรวจสอบซ้ำกลับไม่พบการตกค้างพาราควอตแต่อย่างใด จึงอยากให้นายกฯ เปิดอ่านข้อมูลที่แท้จริงก่อนภาคเกษตรกรรมไทยจะล่มสลายในยุคของท่าน

นายสุชัช สายกสิกร เกษตรกรจังหวัดราชบุรี กล่าวเสริมว่า เกษตรกรสับสนเป็นอย่างมาก ณ ปัจจุบัน เหมือนเป็นหนูทดลองยาให้กับภาครัฐ ยกตัวอย่าง วันนี้ รัฐบอกให้เกษตรกรออกมาอบรมเพื่อให้ใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ และสามารถซื้อได้อย่างถูกกฎหมาย แต่อีกวันบอกว่า ไม่สามารถซื้อได้แล้วตั้งแต่ 1 ธันวาคม เป็นต้นไป ใครซื้อใช้ โดนจับปรับผิดกฎหมาย หรือ 50 ปีที่แล้วบอกว่า พาราควอต ปลอดภัย แต่วันนี้ บอกว่า ไม่ปลอดภัย จะหาสารทดแทนใหม่มาให้ ดังนั้น เกษตรกร จึงขอรับฟังและเชื่อข้อมูลจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ นำหลักฐานมาแสดงว่า พาราควอต มีผลตามคำกล่าวอ้างจริง และสารทดแทนที่เสนอมานั้นปลอดภัยในราคาและประสิทธิภาพที่เท่ากัน เพราะกลุ่มที่ต้องการแบนนำเสนอข้อมูลมานั้น เป็นการกล่าวหาลอย ๆ และสิ่งที่เรารับไม่ได้คือกล่าวหาว่า “เกษตรกรเป็นฆาตกร”

เกษตรกรเชื่อมั่นในนายกรัฐมนตรีที่รับฟังข้อมูลทั้งสองด้าน เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว สารเคมีทั้งสามตัวนี้ คงโดนแบนไปนานแล้ว เหตุที่คณะกรรมการฯ ตัดสินไม่แบน เพราะข้อเท็จจริงที่ปรากฏมาโดยตลอดว่า ไม่มีข้อมูลหรือหลักฐานที่ชัดเจนว่าพาราควอตส่งผลต่อสุขภาพ และไม่มีการตกค้างในสิ่งแวดล้อมตามที่เอ็นจีโอกล่าวอ้าง ส่วนการขึ้นป้ายของโรงพยาบาลต่าง ๆ นั้น บอกว่ามีคนเสียชีวิตจากยาฆ่าหญ้ากว่า 600 คนต่อปี แต่ในความเป็นจริง สถิติของกระทรวงสาธารณสุข มีคนเสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ปีละมากกว่า 50,000 ราย มากกว่า ยาฆ่าหญ้าหลายเท่า เกษตรกรจึงอยากฝากกระทรวงสาธารณสุขไป “แบนบุหรี่” หากห่วงใยสุขภาพของผู้บริโภคอย่างแท้จริง

“นับตั้งแต่วันนี้ เกษตรกรจะไม่ยอมให้ใครมาใส่ร้าย ทำลายเศรษฐกิจภาคการเกษตร และดูถูกอาชีพเกษตรกรอีกต่อไป เกษตรกรมากกว่า 1.5 ล้านราย พร้อมที่จะออกมาแสดงพลังทุกเมื่อ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า นายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการวัตถุอันตราย จะดำเนินการตัดสินอย่างถูกต้อง เป็นธรรม ยึดถือข้อมูลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ โดยมีหัวใจสำคัญ เกษตรกรต้องไม่เดือดร้อนกับวิธีการแก้ปัญหา เกษตรกรตั้งข้อสังเกตุถึงความพยายามอย่างผิดปกติถึงวิธีการแบนสารสามตัวนี้ อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เราขอเป็นกำลังใจให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายที่ถูกคุกคาม กดดันมาโดยตลอด ได้ใช้ความรู้ของท่านในการพิจารณาอย่างอิสระ” ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง กล่าวสรุป

นายวิรัช จันทรา รองผู้ว่าการบริการอุตสาหกรรม สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ดร. อาภากร สุปัญญา รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์และจัดการนวัตกรรม วว. ร่วมเป็นประธานเปิดการบรรยายพิเศษเรื่อง “ยุทธศาสตร์การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และหลักเกณฑ์การพิจารณาให้ทุนวิจัย” โอกาสนี้ นายสายันต์ ตันพานิช รองผู้ว่าการกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ วว. ร่วมเป็นเกียรติด้วย

ทั้งนี้ การบรรยายพิเศษดังกล่าวอยู่ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง วว.และ กฟภ. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหารือในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ไปใช้ประโยชน์ด้านงานรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์และบริการ เพื่อให้เกิดคุณค่าทางสังคมและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินการทางวิชาการด้าน วทน. เพิ่มขีดความสามารถของบุคลากรของทั้งสองหน่วยงาน โดยการเสริมสร้างความรู้ ประสบการณ์ และแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจในระดับฐานรากสู่การแข่งขันในอนาคต ในวันที่ 17 ตุลาคม 2562 ณ ห้องประชุมใหญ่ชั้น 5 อาคารถ่ายทอดเทคโนโลยี วว. เทคโนธานี คลองห้า จังหวัดปทุมธานี

อนึ่ง การบรรยายพิเศษครั้งนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจาก กฟภ. ดังนี้ นายกิตติกร มณีสว่าง รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนาระบบไฟฟ้า บรรยายเรื่อง “บทบาทและภารกิจของ กฟภ.” นายกฤษณ์ ศุภคต ผู้ช่วยผู้อำนวยการกองบริหารกองทุนวิจัยและนวัตกรรม บรรยายเรื่อง “หลักเกณฑ์การขอรับทุนวิจัยและการส่งเสริมงานวิจัยด้านพลังงานทดแทน” และ นายโชคชัย พรมพันห่าว ผู้ช่วยผู้อำนวยการกองวิจัย บรรยายเรื่อง “การส่งเสริมการวิจัยด้านแขนกลและโรบอท”

ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ผนึกกำลังทีมไทยทั้งภาครัฐและเอกชน เข้าร่วมงาน Cosmetic 360 องศา โดยนาโนเทค สวทช. นำ 2 งานวิจัยสารสกัดสมุนไพรไทย ทั้งสารสกัดกระชายดำภายใต้ชื่อ BG139 และ สารสกัดบัวบก-ใบหมี่ภายใต้ชื่อ Litzella อวดโฉมในงาน COSME 360 องศา ที่ฝรั่งเศส หวังต่อยอดใช้ประโยชน์ด้านเวชสำอางเชิงพาณิชย์ กรุยทางสู่ ‘ไทย คอสเมโพลิส’ (Thai Cosmepolis) ดันไทยเป็นศูนย์กลางด้านเครื่องสำอางในระดับโลก โดยได้รับเกียรติจาก นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มประจำสาธารณรัฐฝรั่งเศส เข้าร่วมชมบูธนิทรรศการภายในงานด้วย

ดร. อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย รองผู้อำนวยการด้านวิจัยและพัฒนา ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. กล่าวว่า นาโนเทค สวทช. โดยโปรแกรมกลุ่มวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีเป้าหมายด้านเวชสำอาง (TDG: Cosmeceuticals) ซึ่ง เป็น 1 ใน 10 โปรแกรมกลุ่มวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีเป้าหมาย (Technology Development Group; TDG) ที่ สวทช. จัดตั้งขึ้น เพื่อตอบโจทย์สำคัญของประเทศ เข้าร่วมจัดนิทรรศการ Cosmetic 360 องศา ในฐานะทีมประเทศไทยในครั้งนี้ โดยโปรแกรมฯ ด้านเวชสำอางมีวัตถุประสงค์หลักคือ การวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์เวชสำอางที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานสากลเพื่อมุ่งตอบสนองการพัฒนาอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมกลไกสำคัญคือมุ่งเน้นการดำเนินการวิจัยพัฒนาโดยใช้ “Market Driven Approach” ซึ่งมีการกำหนดโจทย์ร่วมกันกับผู้ใช้ผลงานทั้งจากภาคการผลิต บริการ สังคม และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมถึง Open Innovation Approach เพื่อให้ถึงปลายทางสู่การนำไปใช้ประโยชน์

นาโนเทคเตรียม 2 ผลิตภัณฑ์ต้นแบบอย่าง BG139 โดย ดร. ธวิน เอี่ยมปรีดี ทีมวิจัยการวินิจฉัยระดับนาโน กลุ่มวิจัยวัสดุตอบสนองและเซ็นเซอร์ระดับนาโน และ Litzella โดย ดร.มัตถกา คงขาว ทีมวิจัยเวชศาสตร์นาโน กลุ่มวิจัยการห่อหุ้มระดับนาโน โดยจะนำเสนอต้นแบบผลิตภัณฑ์อนุภาคนาโน, ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ต้นแบบและข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

“ทั้ง 2 นวัตกรรมของนาโนเทคที่จะนำไปร่วมแสดงในงาน COSME 360 องศา เป็นสารสกัดอนุภาคนาโนจากพืชสมุนไพรไทยที่จะตอบโจทย์ความต้องการเรื่องของผิว และผม ที่มีจุดแข็งเรื่องของสารสกัดจากธรรมชาติ โดยใช้เทคโนโลยีนาโนที่จะเสริมสมบัติของสารจากธรรมชาติให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทำให้เราคาดหวังจะมีผู้ประกอบการระดับโลกสนใจต่อยอดใช้ประโยชน์นวัตกรรมจากงานวิจัยทั้ง 2 เรื่องนี้ ด้วยงานนิทรรศการ Cosmetic 360 องศา เป็นนิทรรศการทางด้านเครื่องสำอาง เวชสำอาง และผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่ใหญ่ในระดับโลก และได้รับการยอมรับจากนักธุรกิจ นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีอย่างต่อเนื่อง” รองผู้อำนวยการด้านวิจัยและพัฒนา นาโนเทค สวทช. กล่าว

พร้อมกันนี้ ดร. อุรชา ชี้ว่า เราหวังที่จะเผยแพร่ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศไทยจากผลงานวิจัยที่ สวทช. ดำเนินการ เพิ่มโอกาสสร้างความร่วมมือ สร้างเครือข่ายในระดับนานาชาติด้านการวิจัยและพัฒนา เพิ่มขีดความสามารถการวิจัยและพัฒนาด้านเครื่องสำอาง/เวชสำอางของประเทศไทย รวมไปถึงเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ นับเป็นกลไกการผลักดันผลงานวิจัยด้านเวชสำอางไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

การนำเสนอ 2 นวัตกรรมจากสารสกัดอนุภาคนาโนสมุนไพรไทยในครั้งนี้ นอกจากจะสร้างการรับรู้ถึงศักยภาพ และผลงานการวิจัยและพัฒนาทางด้านเวชสำอาง/เครื่องสำอางของประเทศไทยในระดับนานาชาติ ยังเป็นการติดตามความก้าวหน้าการวิจัยและพัฒนาในเวทีโลกเพื่อเป็นแนวทางในการวิจัยและพัฒนาในอนาคต ที่จะปูทางขับเคลื่อนไทยเป็นเมืองนวัตกรรมด้านเครื่องสำอางหรือไทย คอสเมโพลิส (Thai Cosmepolis) ที่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สวทช. เป็นผู้ริเริ่ม ด้วยหวังพัฒนาและยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทย

ด้าน ดร. ศิรศักดิ์ เทพาคำ รองผู้อำนวยการด้านวิชาการและนวัตกรรม ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ TCELS กล่าวว่า งาน Cosmetic 360 องศา ครั้งนี้เป็นการผนึกกำลังทีมไทยของภาครัฐ และเอกชนที่ใหญ่ที่สุดที่เคยจัดมา โดยศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) พร้อมเครือข่ายพันธมิตร ได้แก่ นาโนเทค สวทช. มหาวิทยาลัยนเรศวร, คลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย, หอการค้าฝรั่งเศส-ไทย และบริษัทเอกชนด้านเครื่องสำอาง/เวชสำอาง เข้าร่วมจัดนิทรรศการ Cosmetic 360 องศา ในฐานะทีมประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “High Quality Natural Ingredients from Thailand, Biodiversity Hub of Asia” เพื่อนำเสนอขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง/เวชสำอาง โดยมุ่งเน้นการใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติของไทยในการวิจัยและพัฒนา แสดงให้เห็นความสำคัญและการเข้าไปมีบทบาทในการพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยีที่รองรับการเติบโตและตอบความต้องการของภาคอุตสาหกรรมอย่างรอบด้าน

“งานในครั้งนี้ เรามุ่งเน้นสารสกัดธรรมชาติของไทยที่มีคุณภาพสูง มีความหลากหลาย และมีงานวิจัยที่จะต่อยอดนวัตกรรมไทยไปสู่ตลาดโลก โดยความร่วมมือกับสภาหอการค้าไทย-ฝรั่งเศส จะช่วยดึงดูดให้บริษัทเอกชนฝรั่งเศส หันมาสนใจลงทุนทำธุรกิจกับประเทศไทยมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์การผลักดัน ธุรกิจ Beauty and Wellness โดยเฉพาะการลงทุนในพื้นที่ EEC เป็นต้น” ดร. ศิรศักดิ์ กล่าว

ไม้สักทอง เป็นไม้โตเร็วปานกลางและเป็นไม้เนื้อแข็ง ที่มีลักษณะพิเศษกว่าไม้ชนิดอื่น โดยเฉพาะเนื้อไม้ มอด ปลวก และแมลง ไม่ทำอันตราย เนื้อไม้มีสีเหลืองทอง ลวดลายสวยงาม เลื่อยไสกบตบแต่งง่าย จึงนิยมใช้ทำบ้านเรือนที่ต้องการความสวยงาม ในสมัยโบราณไม้สักทองหาง่าย ราคาไม่แพง การสร้างบ้านเรือน ใช้ไม้สักทองทำเสาเรือนด้วย เพราะมีความทนทาน สามารถอยู่ในดินได้เป็นเวลานานๆ ปัจจุบันไม้สักทองหายากและมีราคาแพงมากขึ้น

สภาพพื้นที่เหมาะสมกับการปลูกต้นสัก
ต้นสักเจริญเติบโต และให้คุณภาพของเนื้อไม้ดี ต้องการสภาพพื้นที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 200-1,000 เมตร ดินควรเป็นดินร่วนปนทรายที่กำเนิดมาจากหินปูน เนื่องจากมีธาตุแคลเซียมสูงเป็นที่ต้องการของต้นสัก หน้าดินลึกระบายน้ำได้ดี มีฝนเฉลี่ย 1,250-2,500 มิลลิเมตร ต่อปี ต้องการแสงจ้าและอุณหภูมิระหว่าง 13-40 องศาเซลเซียส ต้นสักจะให้ผลดียิ่งขึ้นถ้าปลูกในพื้นที่มีความลาดเอียง 15 เปอร์เซ็นต์

การขยายพันธุ์ และแหล่งจำหน่ายพันธุ์
การขยายพันธุ์ ปัจจุบันนิยมปลูกด้วยเหง้าที่ได้จากการนำเมล็ดสักที่แก่จัด เพาะลงในแปลง ขนาด 1×20 เมตร ยกระดับสูง 20-30 เซนติเมตร ย่อยดินให้ละเอียด ปรับผิวแปลงให้เรียบ หากดินขาดความอุดมสมบูรณ์ให้ใส่ปุ๋ยคอกเก่า อัตรา 200 กิโลกรัม ต่อไร่ คลุกเคล้าลงในดิน ปลูกระยะ 25×60 เซนติเมตร โดยการเปิดหลุมตื้น ๆ วางเมล็ดลงในหลุม กลบดินตื้น ๆ รดน้ำพอชุ่มคลุมด้วยฟางข้าว

หากต้องการให้ได้ผลดี ควรเพาะเมล็ดในต้นฤดูฝนตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคมไปจนถึงกลางเดือนพฤษภาคม เมล็ดสักจะงอกภายใน 30 วัน เนื่องจากกล้าสักต้องการแสงแดดจัดจึงไม่จำเป็นต้องทำหลังคาพรางแสงแต่อย่างใด หมั่นเก็บวัชพืชในแปลงให้สะอาด เมื่อมีอายุครบ 8-10 เดือน จะได้ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของต้นกล้าบริเวณคอของราก 1-1.5 เซนติเมตร

จากนั้นรดน้ำพอชุ่มแล้วถอนต้นกล้าจากแปลง ใช้มีดคมและสะอาดตัดรากฝอยออกจนหมด พร้อมกับตัดปลายรากแก้วทิ้ง ส่วนบนของลำต้นตัดเหนือคอราก 1 นิ้ว ให้มีความยาวประมาณ 20 เซนติเมตร ต้นกล้าที่ถูกตัดแต่ง ที่ได้เรียกว่า เหง้าสัก มัดรวมกันหลายเหง้าเก็บในร่มรำไร หากยังไม่พร้อมปลูกควรเก็บในหลุมทรายที่ชื้นเล็กน้อย ระยะปลูก 2×2, 3×3, 4×4 หรือ 6×6 เมตร จะให้ผลไม่แตกต่างกัน แต่เป็นที่นิยมที่สุดคือ ระยะ 2×2 เมตร หรือ 400 ต้น ต่อไร่ เนื่องจากมีการแข่งขันการยืดตัวในช่วงแรก มีผลทำให้ต้นตั้งตรง เรือนยอดชิดกันได้เร็ว จึงสามารถแข่งขันกับวัชพืชได้ ครบ 5 ปี ตัดสางจำหน่ายได้ ให้เหลือระยะปลูก 2×4 เมตร หรือ 4×4 เมตร อายุ 15 ปี ตัดจำหน่ายได้

การปลูก ขุดหลุมลึก 20 เซนติเมตร วางเหง้าสักลงในหลุมให้ตั้งตรง กลบดินระดับ คอเหง้า หรือรอยต่อระหว่างรากกับต้น กลบดินอัดให้แน่นพอประมาณอย่าให้มีโพรงอากาศในหลุมปลูก เพราะน้ำจะขังหลังฝนตก หรือในช่วงแล้งเหง้าจะแห้งตาย ช่วงปลูกที่ดีที่สุดต้องปลูกในต้นฤดูฝนจะมีอัตรารอดตายสูง เหง้าที่สมบูรณ์อายุ 1 ปี ต้นสักจะเจริญเติบโตให้ความสูง 2-3 เมตร ต้นที่ตายให้ปลูกซ่อมทันที

ใส่ปุ๋ยยูเรีย อัตรา 25 กรัม ต่อต้น ปีละ 2 ครั้ง ต้นฝนและปลายฝน ระยะ 1-2 ปีแรก ลิดกิ่งระโยงระยางที่ไม่ต้องการทิ้งไป ปีต่อไปอาจใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 อัตราต้นละ 200 กรัม โรยรอบโคนต้นแล้วกลบดิน หากเห็นว่าเจริญเติบโตแข็งแรงดีควรเว้นการใส่ปุ๋ยบ้างก็ได้ ส่วนศัตรูของต้นสักไม่ค่อยรุนแรง อาจพบหนอนกินใบสักเข้าทำลาย ในบางฤดูสามารถกำจัดได้โดยสารเคมีตามความจำเป็น ไฟป่า อาจเกิดขึ้นได้โดยเฉพาะในช่วงแล้ง จึงหมั่นดูแลแปลงปลูกอยู่เสมอ ครบ 15 ปี ตัดฟันไปใช้ประโยชน์ได้

แนวโน้มของอนาคตจะเป็นอย่างไร
อนาคตไม้สักยังเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างแน่นอน แต่กว่าจะให้ผลผลิตได้ต้องใช้เวลา 10-15 ปี ขึ้นไป หากคิดผลตอบแทนปีต่อปี ต่อไร่ ก็คงจะไม่มากอย่างที่คิด แต่ถ้าจะปลูกไว้ให้เป็นมรดกของลูกหรือหลานก็ถือว่าน่าสนใจ และอาจจะเรียกว่า โครงการพ่อปลูกลูกรวย ก็คงไม่ผิด

ธ.ก.ส. โอนเงินประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่ภาคใต้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2562 หลังตรวจสอบพบว่า มีการปลูกข้าวและระบุการเก็บเกี่ยวในช่วงระยะเวลาที่กำหนดตามเอกสารในมติ ครม. จริง

นายสมเกียรติ กิมาวหา ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ชี้แจงว่า จากกรณีที่ ธ.ก.ส.ได้โอนเงินส่วนต่างประกันรายได้ รอบแรกให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งมีการปลูกข้าวตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2562 และระบุการเก็บเกี่ยวในช่วงนี้ ตามข้อมูลที่กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงการเกษตรและสหกรณ์ส่งมาให้ และเนื่องจากเป็นการโอนเงินในรอบแรกของโครงการสำหรับฤดูทำนาในปีนี้ จึงต้องมีการตรวจสอบซ้ำเพื่อให้การโอนเงินสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของโครงการ

ประกอบกับมีการทักท้วงขอให้มีการสอบทานข้อมูลบางส่วนที่อาจไม่สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2562 ซึ่งกำหนดระยะเวลาที่จะขอใช้สิทธิ์ชดเชยระหว่างวันที่ 15 ตุลาคม 2562 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2563 ยกเว้นเกษตรกรภาคใต้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ถึง 31 พฤษภาคม 2563 เพื่อป้องกันความเสียหาย ธ.ก.ส.จึงได้มีการดึงเงินกลับและเร่งดำเนินการสอบทานความถูกต้องให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ ครม.กำหนด และป้องกันปัญหาเกษตรกรได้รับเงินชดเชยส่วนต่างก่อนระยะเวลาที่กำหนด

ผลจากการสอบทาน พบว่า เป็นเกษตรกรที่ปลูกข้าวในพื้นที่ภาคใต้ ที่มีการปลูกข้าวก่อนกำหนด ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2562 เป็นต้นมา และแจ้งข้อมูลเก็บเกี่ยวข้าวในช่วงระยะเวลานี้จริง โดยเอกสารโครงการประกันรายได้ระบุว่า เกษตรกรสามารถใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่เก็บเกี่ยวเป็นต้นไป ยกเว้นเกษตรกรที่เก็บเกี่ยวก่อนวันที่กำหนด ให้ใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่เริ่มโครงการ ซึ่งสามารถจ่ายได้ ธ.ก.ส.จึงได้โอนเงินชดเชยส่วนต่างเข้าบัญชีเงินฝากให้แก่เกษตรกรทุกรายแล้วจำนวน 2,473 ราย ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ ชุมพร นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พังงา พัทลุง ภูเก็ต ยะลา และสงขลา และในพื้นที่ 5 จังหวัดใกล้เคียง ได้แก่ กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี และสมุทรสงครามครบถ้วนตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2562