ด้าน นายบุญลาภ โสวัณณะ ผู้อำนวยการ สศท.2 กล่าวเสริมว่า

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษา พบว่า เกษตรกรทั้งในและนอกพื้นที่โครงการแปลงใหญ่ ยังคงมีการใช้ปัจจัยการผลิตส่วนเกิน ทั้งในส่วนของเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยเคมี สารเคมี และแรงงานเครื่องจักรกลการเกษตร ดังนั้น หากเกษตรกรต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนได้อย่างแท้จริง ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ภาครัฐอย่างจริงจัง เพื่อลดการใช้ปัจจัยการผลิตที่ไม่จำเป็น และ ทำให้มีผลกำไรจากการเกษตรเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ทั้งนี้ ภาครัฐควรสนับสนุนโครงการส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรมีต้นทุนและประสิทธิภาพการผลิตข้าวที่ดี โดยควรส่งเสริมให้เกษตรกรปรับลดปริมาณการใช้ปัจจัยการผลิตลงให้เหมาะสมตามหลักวิชาการ หากเกษตรกรปรับลดปริมาณการใช้ปัจจัยการผลิตให้เหมาะสม จะสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรด้วย และควรส่งเสริมให้เกษตรกรมีการจดบันทึกข้อมูลการผลิต ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการนำข้อมูลมาปรับปรุงวิธีผลิตข้าวให้ได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ สำหรับท่านที่สนใจผลการศึกษาเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่ สศท.2 โทร. (055) 322-650, (055) 322-658 หรือ อี-เมล zone2@oae.go.th

ณ โคราช ฮอลล์ ชั้น 4 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซานครราชสีมา – สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย (ซอฟต์แวร์พาร์ค) ภายใต้ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (TMC) ให้การสนับสนุนสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา ในการเข้าร่วมจัดงานแสดงนิทรรศการและจัดสัมมนาภายในงาน “Northeast TECH 19 มหกรรมเทคโนโลยีอีสาน” ใน 4 หัวข้อสัมมนาเพื่อให้ความรู้ในเรื่องการนำเทคโนโลยีและหลักการจัดการต่างๆ แก่ผู้ประกอบการในภูมิภาค เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจหรือโรงงานอุตสาหกรรม พร้อมนำทีมผู้ประกอบการร่วมออกบู๊ธแสดงสินค้าแก่ผู้เข้าชมงานตลอดงาน (31 ต.ค. – 3 พ.ย. 62) คาดให้มีการนำเอาเทคโนโลยีไปใช้ในธุรกิจหรือในโรงงานมากยิ่งขึ้น หวังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาค และเสริมสร้างเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมให้เติบโตยิ่งขึ้น

นางสาววทันยา สุทธิเลิศ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี สวทช. กล่าวว่า สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย (ซอฟต์แวร์พาร์ค) ภายใต้ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (TMC) เข้าร่วมสนับสนุนงาน Northeast TECH 19 ด้วยเล็งเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ การถ่ายทอดความรู้เทคโนโลยีต่างๆ สู่ผู้ประกอบการไทย การพัฒนาศักยภาพ ยกระดับ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

มุ่งผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยแข็งแกร่ง และสามารถก้าวสู่บนเวทีเศรษฐกิจระดับโลก โดยงานครั้งนี้ สวทช. ได้สนับสนุนการจัดสัมมนาให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการโรงงาน อาจารย์มหาวิทยาลัย เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง ทั้งในระดับผู้บริหาร หัวหน้างาน และพนักงาน จำนวน 4 หัวข้อด้วยกัน ได้แก่ “การบริหารจัดการคลังอะไหล่สำหรับงานซ่อมบำรุงเครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีระบบ IoT” “การสร้างแพลตฟอร์มทางธุรกิจสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมและหลักการจัดการแบบ Agile ที่ประยุกต์ใช้งานกับโรงงานอุตสาหกรรม”

“การพัฒนาอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีออโตเมชั่นและ Industrial Internet of Thing (IIoT)” และ “อาลีบาบา คลังสินค้าอัจฉริยะและความคุ้มค่าการลงทุน” พร้อมกันนี้ ยังนำผู้ประกอบการเทคโนโลยีด้านต่างๆ ร่วมออกบูธแสดงสินค้า และให้ความรู้แก่ผู้เข้าชมงาน เพื่อให้ผู้เข้าชมงานหรือผู้ประกอบการในภูมิภาคได้รับความรู้ที่ทันสมัย สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนา ต่อยอดธุรกิจเพื่อช่วยลดต้นทุนในองค์กร และมีการนำเอาเทคโนโลยีเข้าไปใช้ในธุรกิจหรือองค์กรมากยิ่งขึ้น เกิดการซื้อขายในงานเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวัดนครราชสีมา รวมถึงภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเสริมสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เติบโตยิ่งขึ้น

ด้านวิทยากรการบริหารจัดการคลังอะไหล่ฯ ด้วย IoT นายถิรายุ วิไลลักษณ์ ผู้เชี่ยวชาญ บริษัท ไอเอส ซอฟต์แวร์ จำกัด กล่าวว่า ในยุคปัจจุบันเทคโนโลยีระบบ IoT มีบทบาทอย่างมากในภาคของการผลิตของโรงงาน เพราะใช้ติดตามและตรวจสอบสถานะการดำเนินการผลิตได้อย่างทันทีทันใด ส่งผลถึงการได้มาของข้อมูลในการตัดสินใจในระบบบริหารอย่างถูกต้องแม่นยำ และการใช้ทรัพยากรของโรงงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ รวมถึงลดต้นทุนโดยรวมของการผลิตในสิ่งที่ไม่จำเป็น โดย “คลังอะไหล่” เปรียบเสมือนเป็นคลังยา

หากเราถือว่าเครื่องจักรคือคนไข้ เพราะไม่เพียงแต่มีหน้าที่จัดเก็บยาเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงคุณภาพและจำนวนเพียงพอกับความต้องการ เช่นเดียวกับเครื่องจักรในระบบอุตสาหกรรมที่มีความต้องการใช้อะไหล่ที่มีคุณภาพ เพื่อให้เครื่องจักรสามารถเดินเครื่องได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพราะหากคลังอะไหล่เกิดความผิดพลาดทั้งจำนวนที่ต้องมีหรืออะไหล่ที่มีอยู่ไม่มีคุณภาพเพียงพอ แน่นอนว่า ความเสียหายจะเกิดขึ้นกับเครื่องจักรโดยตรง และส่งผลกับระบบการผลิตที่ไม่สามารถผลิตสินค้าตามความต้องลูกค้า หรือผลิตสินค้าที่ด้อยคุณภาพออกมา ทำให้โรงงานต้องเสียค่าใช้จ่ายและความเสียหายในที่สุด

“เทคโนโลยีระบบ IoT จะเข้ามามีบทบาทต่อการบริหารจัดการ ‘คลังอะไหล่’ ซึ่งถือเป็นหน่วยงานสนับสนุนหลักให้กับหน่วยงานซ่อมบำรุง โดยมีหน้าที่ทำการสำรองจำนวนอะไหล่อย่างเหมาะสมตามความต้องการของหน่วยงานบำรุงรักษา ซึ่งต้องทำงานกันอย่างสอดคล้อง และต้องการการใช้ข้อมูลร่วมกัน เพราะฝ่ายคลังอะไหล่ต้องทราบถึงช่วงเวลาที่ฝ่ายซ่อมบำรุงต้องการอะไหล่ว่าเป็นช่วงไหน และจำนวนเท่าไหร่ เพื่อคลังอะไหล่จะสามารถวางแผนการนำอะไหล่เข้าอย่างเหมาะสม และไม่นำเข้าจนมากเกินความต้องการ เพราะจะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในหน่วยงานซ่อมบำรุงสูงขึ้นโดยไม่มีความจำเป็น ในทางตรงกันข้ามหากคลังอะไหล่ไม่มีอะไหล่ตามที่ฝ่ายบำรุงรักษาต้องการ อาจจะส่งผลให้การซ่อมเครื่องจักรต้องหยุดชะงักลง ทำให้เวลาในการหยุดเครื่องยาวนาน สุดท้ายส่งผลอย่างยิ่งต่อระบบการผลิต”

ขณะที่วิทยากรการสร้างแพลตฟอร์มทางธุรกิจด้วยหลักการอไจล์ (Agile) นายฐสิฐญ์ ศรีปรางค์ ที่ปรึกษาโครงการ บริษัท เอ็กซ์ตร้า โซลูชั่น เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด กล่าวว่า หลักการจัดการแบบ Agile คือการจัดการ หรือวิธีการทำงานที่มุ่งเน้นการตอบสนองความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก เพื่อตอบรับกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วได้ตลอดเวลา ดังนั้น จึงต้องเริ่มจากการสื่อสารที่ดี รวดเร็ว ทั่วถึงตลอดทั้งกลุ่มที่รับผิดชอบในการผลิตเพื่อส่งมอบผลงานแต่ละครั้ง โดยให้ผู้ปฏิบัติงานโดยตรงที่ไม่จำเป็นต้องตามชั้นของสายงานมาทำงานร่วมกัน

แสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่ มีการทำงานและทดสอบเพื่อให้ได้ผลงานทีละเล็ก ทีละน้อย แล้วนำผลงานไปทดลองใช้และส่งมอบทันที แล้วยอมรับการเปลี่ยนแปลงหรือความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นโดยรีบแก้ไขก่อนที่จะมีการทำงานต่อเนื่องไปมากมายกว่านั้น ดังนั้น หลักการ Agile จึงเหมาะกับยุค Disruptive ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว รุนแรง ซึ่งจุดได้เปรียบในการนำหลักการจัดการแบบ Agile มาประยุกต์ใช้งานกับโรงงานอุตสาหกรรม คือ จะเป็นการแข่งขันที่รวดเร็วเช่นการพัฒนาสินค้าใหม่ออกสู่ตลาด

ที่จะมามัวรอขั้นตอนต่างๆ หรือการพิจารณาตามสายงานทีละขั้นได้ จำเป็นต้องใช้ทีมเฉพาะกิจ หรือทีมหัวกะทิที่ไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งในการบริหารแต่ใช้ความสามารถทางตรงเฉพาะเรื่องนั้นๆ มารุมกันทำ (Scrum) เพื่อทำให้สำเร็จได้อย่างรวดเร็วเหนือคู่แข่งหรือทันตลาด นอกจากนี้ ยังมีความสำคัญต่อกระบวนการแก้ปัญหาในสายการผลิต ที่ต้องทันต่อเหตุการณ์ก่อนที่จะรุกลามใหญ่โต หรือเสียหายไปมากกว่านั้น โดยใช้ทีม Agile ที่เลือกมาจากผู้เกี่ยวข้องทุกส่วนงาน

“โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ที่จะสร้างแพลตฟอร์มทางธุรกิจด้วยหลักการจัดการแบบ Agile จำเป็นต้องใช้การระดมสมองด้วยความคิดที่แตกต่างในทุกระดับและสายงาน อีกทั้งการจัดการกระบวนความคิดเหล่านั้นให้ออกมาเป็นต้นแบบเพื่อนำไปสู่การทดลองหรือการเริ่มต้นเข้ากระบวนการพัฒนาธุรกิจที่สมบูรณ์ อาจต้องมีความหลากหลาย มีการเรียนรู้ มีการผิดพลาดแล้วแก้ไขปรับปรุงนับครั้งไม่ถ้วน ดังนั้น กระบวนการสร้างแพลตฟอร์มธุรกิจใหม่ๆ ด้วยความรวดเร็ว จึงสามารถนำหลักการ Agile มาใช้ได้เป็นอย่างดี”

วันพุธที่ 30 ตุลาคม 2562 ดร. อำนวย ยศสุข นายกสภามหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นประธานในงาน “วันวิภาต บุญศรี วังซ้าย” นำคณะผู้บริหาร คณาจารย์ ตัวแทนศิษย์เก่าแม่โจ้แต่ละรุ่น และนักศึกษา ร่วมรำลึกชาตกาล 103 ปี อธิการบดีคนแรก คนต้นแบบลูกแม่โจ้ ผู้ให้อมตะโอวาท “งานหนักไม่เคยฆ่าคน”

กิจกรรมเริ่มตั้งแต่ 06.00 น. มีชมรมจักรยานศิษย์เก่าแม่โจ้ จำนวน 100 คน ร่วมปั่นรำลึก ผ่านเส้นทางสถานีตำรวจภูธรแม่โจ้ หนองจ๊อม วกเข้าเส้นทางสันทรายสายเก่า สันทรายหลวง ที่ว่าการอำเภอสันทราย ป่าเหมือด แม่แก๊ด และเข้าสู่บริเวณจัดงานเพื่อร่วมพิธีการ โดยได้รับเกียรติจากนายกสภามหาวิทยาลัยแม่โจ้เป็นประธานในพิธีวางพวงมาลา พร้อมทั้งกล่าวคำสดุดี และมอบทุนการศึกษามูลนิธิศาสตราจารย์ ดร. วิภาต บุญศรี วังซ้าย จำนวน 3 ทุน ทุนละ 10,000 บาท รวม 30,000 บาท ให้กับนักศึกษามหาวิทยาลัยแม่โจ้ ต่อด้วยการวางพวงมาลาของคณะผู้บริหาร คณาจารย์ ศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน ที่มาร่วมพิธีกันอย่างคับคั่ง จากนั้นจึงเป็นพิธีทำบุญทางศาสนา ณ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยแม่โจ้

สำหรับ ศาสตราจารย์ ดร. วิภาต บุญศรี วังซ้าย ท่านเป็นอธิการบดีคนแรกของแม่โจ้ เกิดเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2459 ที่บ้านสันกลาง ตำบลในเวียง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ เป็นบุตรคนที่ 7 ของ นายบุญมา และ นางบัวเกี๋ยง วังซ้าย มีพี่น้องทั้งหมด 8 คน สมรสกับ นางสมจินต์ ตุงคผลิน มีบุตร ธิดารวม 4 คน เมื่อวัยเยาว์นั้นท่านได้เริ่มเข้าเรียนในชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดหลวง เภอเมือง จังหวัดแพร่ ส่วนชั้นมัธยมศึกษานั้นเรียนที่โรงเรียนพิริยาลัย จังหวัดแพร่ เนื่องจากครอบครัวท่านเป็นผู้มีฐานะดีประกอบกับท่านเองก็เรียนหนังสือเก่งเป็นทุนอยู่แล้ว

เมื่อจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากจังหวัดแพร่ ท่านจึงเดินทางมาจังหวัดเชียงใหม่ และเข้าเรียนต่อโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย เมื่อปี พ.ศ. 2476 ท่านเรียนอยู่ที่โรงเรียนยุพราชวิทยาลัยได้เพียงปีเดียว ก็ได้มีการจัดตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมขึ้นที่แม่โจ้ ท่านจึงย้ายมาเรียนที่โรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมแม่โจ้ เป็นรุ่นแรกเมื่อปี 2477 ซึ่งถือเป็นรุ่นบุกเบิกและสร้างแม่โจ้ และจบจากแม่โจ้ เมื่อปี พ.ศ. 2478 ก็ได้เข้าบรรจุทำงานเป็นพนักงานยางที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 1 ปี

ในปีถัดมารัฐบาลได้ประกาศให้มีการสอบชิงทุนหลวงไปศึกษาต่อต่างประเทศ ท่านได้ไปศึกษาในมหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ เมืองลอสบานโยส สาขาเศรษฐศาสตร์ จนจบปริญญาตรี เมื่อ พ.ศ. 2484 จึงได้กลับมารับราชการเป็นอาจารย์ที่แม่โจ้ โดยรับตำแหน่งเป็นอาจารย์ผู้ปกครอง พ.ศ. 2489 ท่านได้ลงสมัครแข่งขันเป็นผู้แทนราษฎร 2 ครั้ง และได้รับการคัดเลือกในครั้งที่ 2 พอถึงปี พ.ศ. 2497 หลวงปราโมทย์จรรยาวิภาต ซึ่งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมอาชีวศึกษาขณะนั้นขอให้ท่านไปช่วยแม่โจ้ ด้วยวิชาความรู้ ความสามารถ อยากให้ไปช่วยปรับปรุงแม่โจ้ ท่านจึงรับแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์ใหญ่ชั้นเอก ของโรงเรียนเกษตรกรรมแม่โจ้ ตั้งแต่ พ.ศ. 2497 และในปี 2499 ท่านได้ปรับเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการวิทยาลัยฯ ชั้นพิเศษ จนกระทั่งได้เป็นอธิการบดีคนแรกของสถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ถึง 2 สมัยเป็นระยะเวลา 8 ปี (พ.ศ. 2518 – พ.ศ. 2526) ตลอดระยะเวลาท่านได้สร้างคุณประโยชน์นานัปการให้กับสถาบันแห่งนี้ จึงทำให้ท่านเป็นที่เคารพยิ่งของชาวแม่โจ้สืบต่อมาจากอดีตจวบจนปัจจุบัน

ศาสตราจารย์ ดร. วิภาต บุญศรี วังซ้าย ศิษย์เก่าแม่โจ้ รุ่น 1 (คนต้นแบบลูกแม่โจ้) คือปูชนียบุคคล ของชาวแม่โจ้ เป็นผู้ให้อมตะโอวาท “งานหนักไม่เคยฆ่าคน” ไว้แก่ลูกแม่โจ้ทุกคน และท่านได้ถึงแก่อนิจกรรม เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2527 มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จึงร่วมกับสมาคมศิษย์เก่าแม่โจ้ สร้างอนุสาวรีย์ของท่าน ณ บริเวณลานหน้าสำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และกำหนดให้ทุกวันที่ 30 ตุลาคม ของทุกปีเป็น “วันวิภาต บุญศรี วังซ้าย” เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้รำลึกตราบนานเท่านาน

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ เพื่อติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคไหม้คอรวงข้าว รับฟังรายงานสรุปสถานการณ์จากเกษตรจังหวัดสุรินทร์ พบว่า มีการระบาดในแปลงนาข้าว พันธุ์ กข 15 สาเหตุเกิดจากเกษตรกรเร่งใส่ปุ๋ยยูเรีย (ปุ๋ยไนโตรเจน) ภายหลังจากที่มีฝนตกลงมา เพื่อหวังจะให้ต้นข้าวฟื้นตัวเร็ว จึงทำให้เกิดการระบาดขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอเมืองสุรินทร์ สำโรงทาบ และอำเภอปราสาท ขณะนี้จังหวัดสุรินทร์ได้ประกาศเขตประสบภัยพิบัติแล้ว ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้เร่งดำเนินการให้การช่วยเหลือต่อไป

โดยภายหลังรับฟังการรายงานสรุปสถานการณ์แล้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ลงพื้นที่แปลงนาที่ได้รับผลกระทบให้กำลังใจเกษตรกร พร้อมชมการสาธิตฉีดพ่นเชื้อราไตรโคเดอร์มาในแปลงนาที่พบโรคไหม้คอรวงข้าวในพื้นที่บ้านอู่โลก ตำบลอู่โลก อำเภอลำดวน และพื้นที่บ้านหนองเสือ ตำบลศรีสุข อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ด้วย

ด้าน นายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้สั่งการให้กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย จัดส่งเจ้าหน้าที่ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดนครราชสีมา (ศทอ.) ซึ่งดูแลพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ลงพื้นที่เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ เร่งประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้กับเกษตรกร พร้อมให้การช่วยเหลือร่วมกับทางจังหวัดสุรินทร์แล้ว รวมทั้งกำชับเจ้าหน้าที่เร่งสำรวจพื้นที่เสียหาย และรายงานผลการดำเนินงานให้กรมส่งเสริมการเกษตรทราบเป็นระยะ

โดยศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดนครราชสีมาได้สนับสนุนเชื้อสดไตรโคเดอร์มา จำนวน 500 กิโลกรัม และหัวเชื้อไตรโคเดอร์มา จำนวน 100 ขวด ให้สำนักงานเกษตรจังหวัดสุรินทร์แล้ว เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการป้องกันกำจัดโรคไหม้คอรวงข้าว นอกจากนี้ กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ยยังได้ส่งเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางลงพื้นที่วิเคราะห์สถานการณ์ พร้อมวางแผนดำเนินการร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดสุรินทร์ และศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จังหวัดนครราชสีมา ในการเร่งระดมกำลังเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ให้ความรู้ในการผลิตขยายเชื้อไตรโคเดอร์มาแก่เกษตรกร ทั้งเกษตรกรสมาชิกศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) กลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ และเกษตรกรทั่วไปให้สามารถผลิตใช้เองได้ด้วย

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า โรคไหม้คอรวงข้าวมีสาเหตุมาจากเชื้อไพริคูลาเรีย ออไรเซ่ สามารถพบการระบาดในแปลงนาข้าวได้ตั้งแต่ระยะกล้าจนถึงระยะออกรวง ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคคือ ใช้พันธุ์ข้าวอ่อนแอต่อโรค หว่านเมล็ดพันธุ์มากจนเกินไป ใส่ปุ๋ยที่มีธาตุไนโตรเจนสูง ประกอบหากสภาพอากาศมีความชื้นสูง ก็จะทำให้มีโอกาสเกิดโรคได้สูง

กรมส่งเสริมการเกษตร ขอแนะนำให้เกษตรกรหมั่นสำรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หากพบจุดสีน้ำตาลคล้ายรูปตา มีสีเทาอยู่ตรงกลางแผล ขอให้งดใส่ปุ๋ยที่มีธาตุไนโตรเจนสูง เช่น ปุ๋ยยูเรีย กำจัดวัชพืชบริเวณคันนา และฉีดพ่นเชื้อราไตรโครเดอร์มา อัตราเชื้อสด 1 กิโลกรัม ต่อน้ำ 80 ลิตร ทุก 7 วัน จะสามารถช่วยป้องกันการระบาดได้

สำหรับเชื้อราไตรโครเดอร์มา เป็นเชื้อราที่อยู่ในดิน สามารถใช้ป้องกันกำจัดเชื้อราสาเหตุโรคพืชได้หลายชนิด ซึ่งปัจจุบันเกษตรกรสามารถผลิตขยายใช้เองได้ด้วยอุปกรณ์ และวิธีการที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน เป็นการลดต้นทุนการผลิต ให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ทั้งยังปลอดภัยต่อมนุษย์ สัตว์เลี้ยง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ เชื้อสดบรรจุถุงละ 2.5 ขีด สามารถใช้ผสมน้ำได้ 50 ลิตร อัตราการใช้ 80 ลิตร ต่อไร่ ในขณะที่หัวเชื้อไตรโคเดอร์มา 1 ขวด สามารถผลิตเชื้อสดได้ จำนวน 60 ถุง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช (ศทอ.) สำนักงานเกษตรอำเภอ และสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้านปัจจุบัน ประเทศไทย กำลังเผชิญปัญหาประชากรแรงงานภาคการเกษตรที่ส่วนใหญ่มีอายุมาก และมีแนวโน้มลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการพัฒนาภาคการเกษตรซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กรมส่งเสริมการเกษตรตระหนักดีถึงปัญหาดังกล่าว จึงดำเนินการพัฒนาคนรุ่นใหม่ที่มีความพร้อมทั้งด้านทัศนคติ ความรู้ด้านการเกษตร และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เข้าสู่ภาคการเกษตรให้มากขึ้น สอดคล้องกับแนวนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเริ่มวางรากฐานความรู้ตั้งแต่วัยเด็ก ในลักษณะการส่งเสริมยุวเกษตรกรตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงระดับอุดมศึกษา เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างยั่งยืน

นายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานพัฒนายุวเกษตรกรของประเทศไทย มุ่งเสริมสร้างความภาคภูมิใจและความมั่นคงในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ผ่านกระบวนการสร้างแรงจูงใจในการสืบทอดอาชีพเกษตรและการพัฒนาคนรุ่นใหม่เข้าสู่ภาคการเกษตร โดยเด็กและเยาวชน ที่มีอายุระหว่าง 10-25 ปี จะได้รับการส่งเสริมให้รวมตัวกันเป็นกลุ่มยุวเกษตรกร ได้รับการบ่มเพาะความรู้และฝึกหัดการเกษตรพื้นฐาน สร้างทัศนคติที่ดีให้มีใจรักอาชีพการเกษตร

รวมทั้งการทำงานในรูปแบบกลุ่ม เพื่อให้มีความพร้อมที่จะเข้ารับการพัฒนาขึ้นไปเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ รับบริการความรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างเครือข่าย เริ่มต้นประกอบอาชีพการเกษตร เป็น Young Smart Farmer และ Smart Farmer ต่อไปในอนาคต กรมส่งเสริมการเกษตรและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เห็นถึงความสำคัญดังกล่าว จึงได้จัดงานวันยุวเกษตรกรโลกขึ้น

ในวันศุกร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ณ ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลเขาชะงุ้ม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นการจัดขึ้นพร้อมกันกับประเทศสมาชิกที่มีการดำเนินงานยุวเกษตรกรทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “ยุวเกษตรไทยก้าวตามรอยเท้าพ่อ (Thai 4H ; Following in the footsteps of the king)” เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของยุวเกษตรกร และมีส่วนร่วมในการเฉลิมฉลอง “วันยุวเกษตรกร โลก” พร้อมกับประเทศสมาชิกที่มีการดำเนินงานยุวเกษตรกร (4-H) ทั่วโลก

และเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ การดำเนินงานยุวเกษตรกร (4-H) ของประเทศไทยในยุคก้าวสู่ Thailand 4.0 ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านฐานการเรียนรู้ จำนวน 6 ฐาน ได้แก่ 1. เกษตรผสมผสาน 2. เกษตรทฤษฎีใหม่ 3. การเลี้ยงไส้เดือน 4. IFYE 5. แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร และ 6. กิจกรรมรอบศูนย์ฯ ซึ่งผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้เรียนรู้และปฏิบัติจริง สามารถนำความรู้ที่เป็นประโยชน์เหล่านี้ไปปรับใช้เพื่อพัฒนาตนเองและกิจกรรมของกลุ่มยุวเกษตรกรเพื่อให้มีกิจกรรมต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่น เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมียุวเกษตรกร ที่ปรึกษายุวเกษตรกร เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานยุวเกษตรกร เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานจาก 6 จังหวัด และผู้เกี่ยวข้อง จำนวน 300 คน เข้าร่วมงาน

อนึ่ง เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2557 ผู้แทนประเทศสมาชิกเครือข่ายยุวเกษตรกรโลก จำนวน 50 ประเทศ จากภูมิภาคเอเชีย ยุโรป อเมริกาเหนือ ละตินอเมริกา และแคริบเบียน ได้ลงนามรับรองกฎบัตรเครือข่ายยุวเกษตรกรโลก และประกาศปฏิญญากรุงโซล ในระหว่างการจัดประชุม The 1st Global 4-H Network Summit 2014 ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี เพื่อดำเนินงานขับเคลื่อนการดำเนินงานยุวเกษตรกร (4-H) ของทุกประเทศทั่วโลกให้เจริญก้าวหน้า จึงถือว่า วันที่ 1 พฤศจิกายน ของทุกปี เป็น “วันยุวเกษตรกรโลก (Global 4-H Day)” ตั้งแต่ ปี 2558 เป็นต้นมา

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลื้มสำนักงานการศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือ
GACC ประกาศขึ้นทะเบียนโรงงานผลิตและแปรรูปเนื้อสัตว์ปีกและผลพลอยได้ไก่แช่แข็งของไทย
เพิ่มอีก จำนวน 9 แห่ง ให้สามารถส่งไปจีนได้ คาดสร้างรายได้เข้าประเทศ 12,000 ล้านบาท ต่อปี
ตอกย้ำความเชื่อมั่นในคุณภาพและมาตรฐานระบบการผลิตเนื้อไก่ของไทยที่ก้าวไกลระดับโลก

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2562 สำนักงานการศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (General Administration of Customs of People’s Republic of China : GACC) ได้ประกาศรายชื่อและขึ้นทะเบียนโรงงานผลิตและแปรรูปเนื้อสัตว์ปีกและผลพลอยได้ไก่แช่แข็งของไทยที่ได้รับการรับรอง เพิ่มอีก 9 แห่ง จากเดิมที่เคยได้รับรองไปแล้ว 7 แห่ง เมื่อปี 2561 รวมเป็น 16 แห่ง ซึ่งการรับรองครั้งนี้ เป็นผลมาจากที่กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตร

โดย กรมปศุสัตว์ ได้ประสานงานกับ GACC อย่างต่อเนื่อง และได้เชิญคณะเจ้าหน้าที่ จาก GACC มาตรวจรับรองโรงงานผลิตเนื้อสัตว์ปีก เมื่อวันที่ 7 – 14 กันยายน 2562 นอกจากนี้ มีแนวโน้มที่ GACC จะให้การรับรองโรงงานเพิ่มอีก 12 แห่ง ซึ่งขณะนี้ ทางกรมปศุสัตว์กำลังรวบรวมเอกสารชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมของโรงงานทั้ง 12 แห่ง ข้างต้น โดยกรมปศุสัตว์จะคอยให้คำปรึกษาแนะนำ และติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อเป้าหมายให้ทุกโรงงานในประเทศไทยที่มีความพร้อม สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดและมาตรฐานของประเทศจีน ได้รับการรับรองครบทุกแห่งโดยเร็วต่อไป

นายเฉลิมชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า “ปัจจุบัน ตลาดส่งออกสินค้าเนื้อไก่ที่สำคัญของไทย คือ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และจีน โดยเฉพาะการส่งออกไปจีน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับการรับรองขึ้นทะเบียนไว้ 7 โรงงาน การส่งออกเนื้อไก่สดจากไทยไปจีน ใน 10 เดือนแรกของปี 2562 มีปริมาณ 45,834 ตัน คิดเป็นมูลค่า 4,040 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมากจากปี 2561 ที่มีปริมาณการส่งออกเพียง 18,483 ตัน มูลค่า 1,769 ล้านบาท และคาดว่าการรับรองโรงงานเพิ่มขึ้นอีก 9 แห่งนี้ จะส่งผลให้ในปี 2563 ไทยจะสามารถส่งออกเนื้อไก่สดไปจีน มูลค่ามากกว่า 12,000 ล้านบาท ซึ่งโรงงานที่ได้รับการรับรองเพิ่มเติมทั้ง 9 แห่ง สามารถผลิตและส่งออกได้ตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป