ด้าน นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี แสดงปาฐกถา

หัวข้อ “ประเทศไทยกับการเป็น Startup Hub ของภูมิภาคเอเชีย” ว่า กระแสการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ธุรกิจ และสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ การก่อกำเนิดของเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม (Platform Economy) ที่ปลาเล็กที่ว่องไวกว่าสามารถเอชนะปลาใหญ่ได้ เป็นที่มาของบริษัทคลื่นลูกใหม่ระดับโลกที่เรียกว่า Unicorn เช่น Alibaba, Tesla, Uber, AirBnb และ Dropbox เป็นต้น แสดงให้เห็นว่าโลกต้องการทางเลือกที่ตอบโจทย์และ ทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลง

จากกระแสความเปลี่ยนแปลงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เป็นสัญญาณสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศต้องการกลไกการขับเคลื่อนแข่งขันรูปแบบใหม่เพื่อมาเสริมทัพวิสาหกิจไทยแห่งอนาคต ที่อาจเรียกได้ว่า “นักรบเศรษฐกิจใหม่” (New Economic Warrior) โดยเหล่านักรบเศรษฐกิจใหม่จะเป็นแนวหน้าใน การยกระดับธุรกิจไทยที่เติบโตเร็วไปสู่ระดับโลก และพร้อมแก้ปัญหาและสร้างสรรค์แนวคิดใหม่ให้กับเศรษฐกิจและสังคมไทย ให้สามารถตอบรับกระแสความเปลี่ยนแปลงที่กำลังขยายตัวได้ เกิดเป็นแนวคิดการส่งเสริมการธุรกิจแนวใหม่ที่เรียกว่า “สตาร์ตอัพ” หรือวิสาหกิจเริ่มต้น

นายสมคิด กล่าวว่า สตาร์ตอัพไม่ใช่เอสเอ็มอี เพราะสตาร์ตอัพเป็นธุรกิจที่แข่งขันบนแนวคิดสร้างสรรค์เทคโนโลยี และโอกาสใหม่ๆ จึงจำเป็นต้องอาศัยสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโต ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มต้นธุรกิจ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การเร่งการเติบโตแบบก้าวกระโดด รวมถึงการเข้าสู่ตลาดที่ใหญ่กว่า ทั้งในระดับภูมิภาคหรือโลกได้ เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า ประเทศไทยจะเป็นพื้นที่ที่พร้อมที่จะดึงดูดและส่งเสริม ธุรกิจสตาร์ตอัพทั้งในและต่างประเทศ

นายภูมิศักดิ์ ราศรี ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า หลังกระแสซื้อ-ขายทุเรียนไทยจากอาลีบาบา ถือเป็นการเปิดประตูโอกาสผู้ประกอบการธุรกิจ เอสเอ็มอีเกษตรกรและองค์กรเกษตร ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวด้านเทคโนโลยีดิจิตอล เพื่อเข้าถึงตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น เทคโนโลยีสารสนเทศหรือการสื่อสารดิจิตอลจะเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น

ดัชนีการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศต่างๆ 176 ประเทศทั่วโลก ปี 2560 พบว่า ไทยอยู่อันดับ 78 ของโลก เปรียบเทียบกับประเทศอาเซียนพบว่า ส่วนใหญ่มีระดับดีขึ้น เมียนมา และ สปป.ลาว สูงขึ้นถึง 5 อันดับ อินโดนีเซีย สูงขึ้น 3 อันดับ สิงคโปร์ สูงขึ้น 2 อันดับ บรูไน และไทย สูงขึ้น 1 อันดับ

นอกจากนี้การจ้างพนักงานขาย พนักงานบริการ ห้างร้านต่างๆ จะมีการจ้างงานลดลง ผู้ประกอบการ พ่อค้าคนกลาง ผู้ส่งออก ผู้นำเข้าสินค้าแบบดั้งเดิม จะถูกทดแทนด้วยธุรกิจออนไลน์ ส่งผลถึงผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

“เกษตรฯ” อัดฉีด 4 หมื่นล้าน ลุยแผนโลจิสติกส์ภาคการเกษตร ปี 60-64 เร่ง 105 โครงการ พร้อมประเดิม สินค้าข้าว โมเดลระบบนำร่องแก้ปัญหาสินค้าเกษตรตลอดโซ่อุปทาน

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในฐานะอนุกรรมการและเลขานุการคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบโลจิสติกส์การเกษตร ถึงการประชุมคณะอนุกรรมการฯ ครั้งที่ 1/2561 โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานว่า ที่ประชุมได้รับทราบถึงแผนงาน/โครงการ ภายใต้แผนแม่บทการพัฒนาโลจิสติกส์และโซ่อุปทานภาคการเกษตร พ.ศ. 2560-2564 รวม 105 โครงการ วงเงิน 41,878 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย 3 แนวทาง ดังนี้

แนวทางหลักที่ 1 การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านโลจิสติกส์การเกษตรตลอดโซ่อุปทาน จำนวน 41 โครงการ วงเงิน 18,596 ล้านบาท (ร้อยละ 44) แนวทางหลักที่ 2 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์การเกษตร จำนวน 51 โครงการ วงเงิน 22,554 ล้านบาท (ร้อยละ 54) และ แนวทางหลักที่ 3 การพัฒนาปัจจัยสนับสนุนด้านโลจิสติกส์การเกษตร จำนวน 13 โครงการ วงเงิน 727 ล้านบาท (ร้อยละ 2) ทั้งนี้ ปีงบประมาณ 2561 (ตุลาคม 2560 – กุมภาพันธ์ 2561) เริ่มดำเนินการแล้วจำนวน 69 โครงการ วงเงินรวม 3,463 ล้านบาท

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบกรอบแนวทางบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์รายสินค้า (ข้าว) เพื่อเป็นต้นแบบในการนำระบบโลจิสติกส์มาแก้ปัญหาสินค้าเกษตรตลอดโซ่อุปทาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์และโซ่อุปทานข้าวอย่างยั่งยืน พัฒนาโซ่คุณค่า (Value Chain) และพัฒนาคลัสเตอร์ข้าว เพื่อเข้าสู่ระบบ Agro Community Industry ตามแนวทาง ดังนี้

ต้นทาง เน้นการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อปลูกข้าว พื้นที่ 1,000 ไร่ขึ้นไป ให้เกิดการประหยัดต่อขนาด และใช้หลักการบริหารจัดการฟาร์มแบบสมัยใหม่ (Modern Farm Management) เพื่อให้การวางแผนการผลิต การจัดส่งและกระจายน้ำ การพัฒนาระบบผลิตข้าวคุณภาพ มีประสิทธิภาพสูงสุด กลางทาง เน้นให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรเข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการข้าว มากขึ้น ทั้งการรวบรวม การสีข้าว การแปรรูปข้าวเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ รวมถึงการต่อยอดสู่ธุรกิจเกษตรต่อเนื่อง ผ่านศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ และจัดตั้งศูนย์เครื่องจักรกลการเกษตรของส่วนรวมให้บริการแก่เกษตรกรในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด และปลายทาง เน้นให้ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์เชื่อมโยงร้านค้าปลีก/ค้าส่ง การส่งออก และตลาด e-commerce

ทั้งนี้ สศก. ในฐานะหน่วยงานหลักของการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาโลจิสติกส์และโซ่อุปทานภาคการเกษตร พ.ศ. 2560 – 2564 ได้จัดทำแผนแม่บทฯ ภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกประเทศ รวมถึงมีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ระยะ 20 ปี และแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ฉบับที่ 12 และแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2560-2564) ซึ่งโครงการต่างๆ ภายใต้แผนแม่บททั้ง 105 โครงการ เป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ หน่วยงานภายนอก ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กระทรวงคมนาคม กระทรวงวิทยาศาสตร์ และกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนและพัฒนาโลจิสติกส์การเกษตร พัฒนากระบวนการส่งมอบสินค้าเกษตรที่ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ ลดความสูญเสียและรักษาคุณภาพสินค้าเกษตรทั้งระหว่างขนส่งและเก็บรักษา เพื่อการส่งมอบที่รวดเร็วและมีต้นทุนโลจิสติกส์ที่เหมาะสม ให้ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศมีความเชื่อมั่นในสินค้าเกษตรไทย และเกิดความพึงพอใจสูงสุด

นางสาวสุทัศนีย์ ราชเรืองระบิน รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่าเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2561 ทางกรมการค้าภายในได้นำคณะเยี่ยมชมตลาดบ้านนาแฮ ซึ่งเป็นตลาดผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดในนครหลวง นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว เพื่อหาช่องทางขยายการค้าระหว่างประเทศไทยกับสปป.ลาว ให้เติบโตมากขึ้น

ทั้งนี้ หวังให้ผู้ประกอบการชาวสวนผลไม้จากประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ประกอบการทำผลไม้คุณภาพได้นำส่งผลไม้มาขายให้กับพ่อค้าแม่ค้าในตลาดนาแฮ และได้มีการร่วมกันทำ MOU ในครั้งนี้ เพื่อให้เป็นจุดเริ่มต้นให้คนไทยกับคน สปป.ลาวได้มาค้าขายกัน ในอนาคตอาจจะมีตัวแทนโดยนำผลไม้จากประเทศไทยมาขายในตลาด โดยทางกรมการค้าภายในที่ได้ร่วมกับทางมหาวิทยาลัยหอการค้าแห่งประเทศไทย คาดว่าจะช่วยให้การค้าผลไม้ระหว่างไทยกับลาวเติบโตขึ้น พัฒนาเศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปด้วยกัน

นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหาการค้าไทย เปิดเผยว่า การเซ็น MOU ในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างผู้นำเข้าผลไม้ในสปป.ลาว และชิปปิ้ง Shipping รับนำเข้าส่งออกผลไม้ในตลาดบ้านนาแฮ กับเกษตรกรและสหกรณ์ผลไม้จากากประเทศไทยกว่า 20 ราย

นับเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือที่สำคัญระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในเรื่องการค้าขายผลไม้ เป็นครั้งแรงแรกภายใต้ CLMVT ซึ่งรัฐบาลได้ให้ความร่วมมือและสนับสนุนเป็นอย่างดี เพื่อหาช่องทางระบายสินค้าผลไม้ของไทยไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านที่ได้รับความนิยเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น

ส่วนพ่อค้าแม่ค้าในตลาดบ้านนาแฮได้นำเข้าผลไม้จากประเทศไทยกว่า 80 % นำเข้าผลไม้จากเวียดนาม 10% จากประเทศจีน 5% และอีก 5% เป็นผลไม้ของ สปป.ลาว ตามฤดูกาล นับว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่จะทำให้ปริมาณการซื้อขายผลไม้ในตลาดบ้านนาแฮ นครหลวงเวียงจันทน์ ของ สปป.ลาวกับประเทศไทย ที่มีอยู่ประมาณ 50 ตัน/วัน สามารถเพิ่มขึ้นในระยะสั้นได้ประมาณ 10-20% ไม่ว่าจะเป็น มะพร้าว ลำไย ขนุน และผลไม้อีกหลายชนิด และหลังจากรถไฟความเร็วสูงจากจีนเข้ามาในอีก 2 ปี ถัดไปคาดว่าปริมาณการซื้อขายผลไม้จาก 50 ตัน จะเพิ่มขึ้นเป็น 100 ตัน/วัน จากมูลค่าการซื้อขายประมาณ 1500 ล้านบาท/ปี จะเป็น 3,000 ล้านบาท ในอีก 2-5 ปี

ด้านนายสมหมาย สมแสวง เจ้าของตลาดบ้านนาแฮ เปิดเผยว่า ตลาดบ้านนาแฮเป็นตลาดผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดในนครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว ผลไม้ในตลาดทั้งหมดมาจาก 4 ประเทศ คือ 1 มาจากภายในประเทศ (สปป.ลาว) เป็นผลไม้ตามฤดูกาล 2 เป็นผลไม้นำเข้ามาจากประเทศไทย 3 มาจากเวียดนาม 4 มาจากจีน แต่ที่เยอะที่สุดมาจากประเทศไทยกว่า 80% โดยจัดสรรค์การขายผลไม้ที่นำเข้ามาขายเป็นโซนแต่ละประเทศ ราคานำเข้าไม่ต่างกันมากนัก แต่จะมากน้อยตามแต่ราคารับมาขาย ค่าแผงคิดห้องละประมาณ 80 บาทไทย/วัน พ่อค้าแม่ค้าในตลาดปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 60 ราย ส่วนมากพ่อค้าแม่ค้าที่ไปรับผลไม้มาขายจากฝั่งไทยจะมาจากตลาดเมืองทองจังหวัดอุดรธานี ทุกวันจันทร์-วันอาทิตย์ โดยจะใช้รถขนข้ามสะพานชายแดนจังหวัดหนองคายเข้ามาถึงตลาดเลย

ปัจจุบันพื้นที่ตลาดนาแฮพ่อค้าแม่ค้าจับจองขายผลไม้เต็มจำนวนแล้ว แต่ก็มีที่ดินสามารถขยายได้อีกประมาณ 3 ไร่ โดยมีการเก็บค่าเช่าแผงวันละ 21,000 กีบ หรือประมาณ 80 บาท/วัน หากพ่อค้าแม่ค้าคนไทยอยากจะมาเปิดขายผลไม้ที่ตลาดผมสามารถประสานงานและจัดการให้ได้ ซึ่งตลาดแห่งนี้เป็นตลาดที่กระจายสินค้าไม่ยังหัวเมืองต่างๆ ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเมืองหลวงพระบาง เมืองไชยบุรี เมืองเชียงขวาง เมืองซำเหนือ

“เป็นวันดีที่ทางสภาการค้าแห่งไทยและผู้ประกอบการได้มาพบปะสื่อสารกัน ข้าพเจ้าในนามเจ้าของตลาดขายหมากไม้สดแสดงความนับถือฮักแพง การพบปะมื่อนี่ข้าพเจ้าเองดีอกดีใจเพราะว่าสิได้ขยายตลาดของข้าพเจ้า หลักคนลาวเฮาอยากได้หมาไม้อันดีดีไม่มีสารพิษคุณภาพเกรดเอ มือนี่มีสัญญา MOU กันเป็นอันที่ดีที่สุด เพราะระหว่างลาวไทยสิบ่ได้ตั๋วกัน ถ้าพ่อค้าแม่ค้ามาหลายข้าพเจ้าสิได้ขยายตลาด ถ้ามีผู้ประกอบการไทยมาลงทุนนำข้าพเจ้าก็อยากให้ตลาดแห่งนี้เปิด 24 ชั่วโมง ตอนกลางคือข้าพเจ้าจะบ่เก็บค่าบริการ”นายสมหมายกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.นครพนม นับเป็นข่าวที่สร้างความสนใจให้กับเกษตรกร ที่สนใจในอาชีพเกษตรพอเพียงสร้างรายได้ เป็นอย่างมาก ภายหลัง นายฉลาด ไชยสิทธิ์ อายุ 83 ปี อดีตข้าราชการครูระดับผู้บริหาร เคยดำรงตำแหน่งเป็น ผู้ช่วยผู้อำนวยการประถมศึกษาจังหวัดนครพนม ตั้งแต่ปี 2538 จนกระทั่งมีการวางแผนช่วงชีวิตใกล้เกษียณ จึงได้มาซื้อที่ดินว่างเปล่า เนื้อที่รวมกว่า 33 ไร่ ในพื้นที่ บ้านไผ่ล้อม ต.อาจสามารถ จ.นครพนม ทำเป็นสวนเกษตรพอเพียง ตามแนวทางพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยเริ่มทำการปลูกสวนผลไม้นานาชนิด ซึ่งเริ่มลงมือปลูกตั้งแต่ก่อนเกษียณราชการ ประมาณ 8 ปี เพราะส่วนหนึ่งมี่ความชอบในเรื่องของการเกษตร และเชื่อว่าการปลูกผลไม้เศรษฐกิจ จะทำให้มีรายได้ และตลาดมีความต้องการสูงโดยเฉพาะทุเรียน ถือว่าปลูกน้อยมากในพื้นที่ภาคอีสาน

จนกระทั่งมีการศึกษาหาความรู้ จากเพื่อน คนรู้จักที่ทำงานในหน่วยงานเกษตร และมีการทดรองซื้อกิ่งพันธุ์ ต้นทุเรียนมาปลูกทั้งหมด รวม 100 ต้น แยกเป็น พันธุ์หมอนทอง จำนวน 50 ต้น และ พันธุ์ชะนีอีก 50 ต้น นอกจากนี้ในเนื้อที่สวนยังได้มีการปลกผลไม้หลากหลายชนิด เพื่อเป็นการทดรองความเหมาะสม อาทิ มังคุด ต้นมะยมชิด มะปราง เงาะโรงเรียน ลิ้นจี่ขึ้นชื่อนครพนม พันธุ์ นพ.1 และแก้วมังกร พอเกษียณราชการ ได้ใช้เวลาว่างมาดูแลศึกษา เอาใจใส่ เน้นปลอดสารเคมี ทำให้หลังการปลูกประมาณ 5 -6 ปี ต้นทุเรียน เริ่มให้ผลผลผลผิต จึงนำมารับประทาน พบว่ามีความอร่อยไม่แพ้ทุเรียนทางภาคกลาง เมื่อมีผลผลิตมากขึ้น จึงนำเก็บขายสู่ตลาดสร้างรายได้ รวมถึงผลผลิตผลผลไม้อีกหลากหลายชนิด สร้างรายได้เดือนละหลายหมื่นบาท ที่สำคัญยังได้เปิดเป็นแหล่งศึกษาเที่ยวชมสวนเกษตรทางเลือก ให้ประชาชน นักท่องเที่ยว ได้มาเที่ยวชมศึกษา นำไปเป็นแบบอย่าง เป็นวิทยาทาน สำหรับผู้ที่สนใจ นำไปปลูกเป็นอาชีพสร้างรายได้ ทำให้ปัจจุบัน สวนเอื้อวิมาน กลายเป็นที่สนใจ เข้ามาศึกษาเยี่ยมชมความสำเร็จการปลูกทุเรียน และมาเที่ยวชมธรรมชาติ ชิมรสชาติทุเรียนนครพนม ไม่ขาดสาย

โดย นายฉลาด ไชยสิทธิ์ อายุ 83 ปี อดีตข้าราชการครูระดับผู้บริหาร เปิดเผยถึงความสำเร็จในการปลูกทุเรียนว่า หลังตนได้ศึกษาทดรองปลูกทุกเรียน รวมถึงผลไม้หลากหลายชนิด เพราะมีความชอบส่วนตัว จึงตัดสินใจใช้ชีวิตหลังเกษียณเป็นเกษตรกรเต็มตัว มาทำสวนผลไม้เศรษฐกิจ จนพบว่าทุเรียนสามารถปลูกได้ในพื้นที่ จ.นครพนม แต่อาจต้องมีการดูแลศึกษาเอาใจใส่ ในเรื่องการบำรุง แต่สุดท้ายตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี หลังเกษียณอายุราชการ ได้มีความสุขกับการเห็นผลผลิตทุเรียน ที่หาดูยาก พื้นที่อีสานปลูกน้อย รวมถึงนครพนม ถือเป็นที่เดียว ทำให้ทุกวันนี้ในช่วงเดือนเมษายน ถึงมิถุนายน จะมีผลผลิตทุเรียนจำนวนมาก ปัจจุบันได้มีการเก็บผลผลิตทุเรียนในสวนออกไปขายทุกวัน สร้างรายได้เดือนละไม่ต่ำกว่าหมื่นบาท รวมถึงมีผลไม้หลากหลายชนิดไปขายด้วย

ส่วนรสชาติทุเรียนนั้น ยืนยันว่าไม่แพ้ทุเรียนขึ้นชื่อ ทาง จ.ระยอง หรือจันทบุรี ซึ่งตนต้องการให้เกษตรกร หรือผู้มี่สนใจมาศึกษาเยี่ยมชม เพื่อนำไปปลูกสร้างรายได้ และพร้อมให้คำปรึกษาแนะนำเป็นวิทยาทาน เพราะศึกษาทดรองปลูกมานานกว่า 20 ปี เน้นปลอดสารพิษ ไม่มีสารเคมี ใช้ปุ๋ยอีเอ็มธรรมชาติทั้งหมด เชื่อว่าหากเกษตรกรทำได้จะเป็นผลไม้ที่สร้างรายได้ดีมาก และไม่ต้องกังวลเรื่องตลาด เพราะพื้นที่อีสานมีน้อย ซึ่งทุกวันนี้ทำให้ตนมีรายได้หลังเกษียณ ปีละไม่ต่ำกว่าแสนบาท เพราะสามารถเก็บผลผิตขายทั้งทุเรียน มังคุด เงาะ มะปราง

โดยจะขายในราคาต่ำกว่าท้องตลาด ทุเรียนหมอนทอง ขายกิโลละ 100 บาท ชะนีกิโลกรัมละ 50 บาท ถูกกว่าตลาดทั่วไป อีกทั้งยังได้กินทุเรียนคุณภาพจากสวนโดยตรง ที่สำคัญได้เปิดให้ประชาชน นักท่องเที่ยว ได้เที่ยวชมศึกษาการปลูกทุเรียนฟรีอีกด้วย เพราะอยากให้คนที่สนใจมาศึกษา นำไปปลูก เพราะเชื่อว่าการทำอาชีพเกษตรพอเพียง และเกษตรทางเลือกจะเป็นอาชีพที่มั่นคง สร้างรายได้งาม อนาคตจะส่งเสริมให้ลุกหลาน ขยายพื้นที่เพาะปลูกมากขึ้น หากใครสนใจสามารถมาเที่ยวชมศึกษาได้ที่สวนเอื้อวิมาน บ้านไผ่ล้อม ต.อาจสามารถ อ.เมือง นครพนม ยินดีต้อนรับ

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 22 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้ขณะนี้จะเข้าสู่ฤดูฝน แต่ปรากฏว่าในบางพื้นที่ของ จ.อุทัยธานี กลับไม่มีฝนตกลงมา ส่งผลให้แปลงนาข้าวของเกษตรกรโดยเฉพาะพื้นที่นาข้าวนอกเขตชลประทาน ที่ได้ทำการไถหว่านไปก่อนหน้านี้ อายุได้เพียง 10 วัน กำลังขาดน้ำไปหล่อเลี้ยงต้นข้าว เช่น พื้นที่นาข้าวของ ต.หนองกลางดง อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี ที่ขณะนี้นาข้าวหลายร้อยไร่ กำลังขาดน้ำอย่างหนักจนมีสภาพแห้งแตกระแหง คาดว่าอีกเพียงไม่กี่วัน ต้นข้าวดังกล่าวจะยืนต้นตาย ส่อเค้าว่าการทำนาปีนี้ชาวนาในพื้นที่ท้ายน้ำมีความเสี่ยงต่อการขาดทุนกันตั้งแต่ต้นฤดูกาล

ด้าน ชาวนาบางรายเร่งหาวิธีแก้ไขเป็นการเฉพาะหน้า โดยไม่รอฝนที่จะตกลงมาตามฤดูกาล เพราะหวั่นต้นข้าวดังกล่าวจะยืนต้นตายได้รับความเสียหายไปจนหมด จึงพากันระดมเครื่องสูบน้ำไปติดตั้งเพื่อสูบน้ำตามแหล่งน้ำ ลำคลองธรรมชาติต่างๆ ที่ยังพอมีน้ำขังอยู่บ้าง เพื่อให้แปลงนามีน้ำพอไปหล่อเลี้ยงต้นข้าวให้รอดตาย เพื่อให้ต้นข้าวเจริญเติบโตได้ผลผลิตไปจนถึงฤดูการเก็บเกี่ยว

เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา เวลา 01.00 น. วันที่ 22 พฤษภาคม ที่บ้านวังยวม หมู่ 10 ต.บ้านแลง อ.เมือง จ.ลำปาง ได้เกิดน้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมฉับพลันลงมาจากยอดเขาสูง และไหลหลากมาตามลำห้วยละแมง ที่เป็นสายน้ำที่ไหลผ่านกลางหมู่บ้าน ก่อนที่จะล้นตลิ่งไหลทะลักท่วมบ้านเรือนราษฎรไปกว่า 40 หลังคาเรือน ระดับน้ำท่วมสูง 1 เมตร ทำให้ชาวบ้านผู้ประสบภัยต้องตื่นขึ้นมากลางดึก และเร่งเก็บสิ่งของเครื่องใช้ภายในบ้านขึ้นที่สูง และนำรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ออกมาจากบ้าน เพื่อนำมาไว้ในที่ปลอดภัย บางหลังที่ย้ายออกไม่ทันก็ต้องแช่อยู่ในน้ำป่าที่หลากมาเร็ว ซึ่งในบางจุดระดับน้ำก็มีความเชี่ยว ทำให้ยากลำบากแก่การเดินเข้าออกบ้าน

หลังน้ำป่าหลากท่วมนานประมาณ 2 ชั่วโมงก็ค่อยๆ ลดลง ทำให้สถานการณ์ล่าสุดเช้านี้น้ำได้แห้งลงแล้ว เหลือแต่เศษวัชพืข และดินโคลนที่ไหลมาติดอยู่ตามบ้านเรือน ชาวบ้านต่างเริ่มทำความสะอาด โดย นายวรายุทธ สันวันดี ผู้ใหญ่บ้านวังยวม ได้ออกสำรวจพื้นที่ พบสิ่งของเครื่องใช้ไหลไปติดอยู่ตามนอกบ้าน ตามถนน และตามสวน หลังชาวบ้านเก็บไม่ทัน และไหลไปกับน้ำป่าที่หลากในช่วงกลางดึก ซึ่งในครั้งนี้ในหมู่บ้านวังยวมถือว่าเป็นครั้งที่ 2 แล้วในปีนี้ ที่เกิดภัยทางธรรมชาติน้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมฉับพลัน สร้างความเดือดร้อนแก่ชาวบ้านไปหลายหลังคาเรือน จากการสำรวจยังพบว่า ที่บ้านเลขที่ 107 ซึ่งเป็นบ้านของ นายฐานันดร ธรรมวงค์ อายุ 40 ปี ซึ่งตั้งบ้านเรือนติดกับลำห้วย น้ำป่าที่หลากมาเร็ว และสูง จึงได้ทะลักเข้าท่วมบ้านอย่างรวดเร็ว และไหลเชี่ยว จนซัดรั้วบ้าน และรั้วคอนกรีตพังลงเป็นแนวยาวกว่า 5 เมตร

รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร โดยเน้นให้มีศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตรในชุมชน เพื่อให้เป็นจุดถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตรของชุมชนและเป็นที่ให้บริการข้อมูลข่าวสาร บริการด้านการเกษตร ประกอบกับในสภาวะปัจจุบันสถานการณ์การผลิตสินค้าเกษตรของเกาตรกรมีปัญหาในเรื่องต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างสูง ประกอบกับปัญหาโรคและแมลง และพื้นที่ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ทำให้ผลผลิตที่ได้มีปริมาณน้อยและมีคุณภาพต่ำ เกษตรกรส่วนใหญ่จึงประสบกับการแก้ปัญหาการขาดทุน เกิดหนี้สิน และไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หรือ ศพก. ขึ้น มีอยู่จำนวนกว่า 882 ศูนย์ทั่วประเทศ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรของชุมชนที่เกิดจากปัญหาของชุมชนและสามารถตอบสนองความต้องการด้านการเกษตรของชุมชนได้ และเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการเกษตร โดยเน้นการเรียนรู้จากเกษตรกรต้นแบบที่ประสบผลสำเร็จในการประเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร

กรมการข้าว เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานของรัฐที่มีศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตสินค้าเกษตร เพื่อเป็นแหล่งเรยนรู้ในพื้นที่ชุมชน ที่สามารถให้ความรู้ในเรื่องวิชาการ เทคโนโลยี การป้องกันโรค ตลอดไปจนถึงเรื่องของการเก็บเกี่ยว พร้อมทั้งให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์และค่ยให้ความช่วยเหลือต่างๆ ให้กับเกษตรกรผู้ทำนาได้อย่างถูกต้องและเท่าทัน

ดารณี สุวรรณโพธิ์ศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมการผลิตข้าว กรมการข้าว กล่าวว่า การทำนาของเกษตรกรไทยในช่วงฤดูกาลหลักของแต่ละปี กรมการข้าว ได้มีการมุ่งเน้นให้เกษตรกรได้มีการผลิตข้าวให้ได้คุณภาพและลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำลงด้วยกรรมวิธีต่างๆ ภายใต้โครงการพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง(smart farmer) ปี 2561เพื่อให้มีเทคนิคและเคล็ดลับต่างๆ เพื่อให้การผลิตข้าวมีประสิทธิภาพและได้ราคา เช่น การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ เครื่องจักรกลทางการเกษตร การตรวจรับรอง GAP ข้าว โดยทั้งหมดนี้ได้คัดเลือกเกษตรกรผู้ลงมือทำนานจริงมาเป็นตัวแทนอบรมเพื่อนำวิธีการต่างๆ ไปสู่เพื่อนๆ เกษตรกรรายอื่นๆ อไป

คุณจันทร์ พรมรังกา ประธานศูนย์ข้าวชุมชนบ้านนาป่าน ตำบลสถาน อำเภอปัว จังหวัดน่าน กลุ่มที่เขาได้ทำการดูแลอยู่นั้นนำวิธีการลดต้นทุนมาใช้เพื่อผลิตข้าว โดยทางศูนย์ข้าวชุมชนบ้านนาป่านได้รวบรวมเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อนำมาคัดเลือกให้เป็นเมล็ดพันธืที่ดีมีคุณภาพ โดยได้รับการสนับสนุนจากศูนย์วิจับแพร่ ซึ่งพันธุ์ข้าวเมล็ดที่ทำการคัดแยกอยู่ คือ พันธุ์ กข 6 พันธุ์ กข 10 สันป่าตอง 1 พันธุ์เหล่านี้เป็นข้าวที่เกษตรกรในจังหวัดน่านนิยมปลูก ซึ่งการทำนาของเกษตรกรในพื้นที่นี้จะเน้นทำด้วยวิธีดำต้องใช้เมล็ดพันธุ์ถึง15-20 กิโลกรัมต่อไร่ จึงได้มีการปรับเปลี่ยนและเปลี่ยนการทำนาแบบใหม่ๆ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพที่ดีขึ้นในการผลิต

“การทำงานแบบสมัยก่อนนั้น ค่อนข้างที่จะใช้เมล็ดพันธุ์มาก เราก็ได้เรียนรู้และมีการจัดการที่ดีเพิ่มขึ้น เพราะที่นี่มีการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเอง เราจึงได้รู้ถึงวิธีการต่างๆ เพื่อให้ข้าวที่ผลิตสามารถมีคุณภาพและประหยัดต้นทุน จากที่เคยใช้วิธีทำนาดำใช้เมล็ดพันธุ์ 20 กิโลกรัมต่อไร่ พอเปลี่ยนมาใช้แบบนาโยน สามารถลดต้นทุนลงใช้เมล็ดพันธุ์เพียง 4 กิโลกรัมต่อไร่เท่านั้น จึงสามารถลดต้นทุนได้มากในเรื่องของการทนา” คุณจันทร์ กล่าว

จากการเรียนรู้วิธีการต่างๆ จึงทำให้ชาวบ้านที่อยู่ภายในกลุ่มนี้หันมาผลิตข้าวแบบนาโยนมากขึ้น และมีจำนวนเพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี พร้อมทั้งยังมีการพัฒนาคิดค้นสูตรทำปุ๋ยหมักขึ้นใช้ภายในกลุ่มเอง จึงสามารถลดต้นยทุนทางการผลิตได้อีกหนึ่งช่องทาง

จึงนับได้ว่าการทำเกษตรกรรมของไทยนั้น ได้มีวิทยาการและองค์ความรู้มากมายเข้ามาชวย จึงสามารถทำให้เกษตรกรไทย สามารถพัฒนาองค์ความรู้และเรียนรู้การปรับเปลี่ยนได้อย่างถูกต้อง และสามารถนำองค์ความรู้มาช่วยเสริมสร้างและทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น เพื่อที่จะมีรายได้อย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต