ด้าน นายเกษม ชายเดช ชาวสวนบ้านงิ้วเฒ่า ตำบลป่าหุ่ง

กล่าวว่า ปลูกประมาณ 15-20 ไร่ ปีนี้ประสบปัญหาผลผลิตไม่มีตลาดรับซื้อรองรับทำให้ยากลำบากมาก ราคาที่จะทำให้ชาวสวนอยู่ได้คือกิโลกรัมละประมาณ 5-10 บาท กระนั้นจากการที่ทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นช่วยเหลือด้วยการรับซื้อในราคากิโลกรัมละ 2 บาท ก็ถือว่าช่วยได้บ้างโดยเฉพาะทำให้ไม่ต้องปล่อยทิ้งผลผลิตให้เน่าเสียโดยเปล่าประโยชน์

ปัจจุบัน พื้นที่ตำบลป่าหุ่ง ปลูกสับปะรดจำนวน 603 ไร่ ผู้ปลูกจำนวน 111 ราย คาดว่าในปีนี้ ผลผลิตออกสู่ตลาดประมาณ 1,018 ตัน พล.อ. สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ตามที่ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีว ศึกษา (สอศ.) นำนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์อาชีวศึกษา ออกมาสู่โลกธุรกิจ เพื่อกระตุ้นการสร้างสรรค์นวัตกรรมโดยการสร้างองค์ความรู้ รวมทั้งสนับสนุนให้เกิดการประดิษฐ์คิดค้น พัฒนาต่อยอด จด อนุสิทธิบัตร และสิทธิบัตร เผยแพร่สู่สาธารณะและชุมชน นำไปใช้เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมต่อไปนั้น ขณะนี้ สอศ.ได้ขับเคลื่อนนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์อาชีวศึกษาไปแล้ว 2 ภูมิภาค ได้แก่ ภาค ตะวันออกและพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สอศ.ได้ร่วมมือกับศึกษาธิการภาค (ศธภ.) จัดแสดงนิทรรศการผลงานสิ่งประดิษฐ์จากสถานศึกษา ที่ผ่าน การคัดเลือกนำมาพัฒนาต่อยอดเข้าสู่อุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม ให้ผู้ประกอบการได้พิจารณาคุณสมบัติ รวมทั้งเจรจาเพื่อต่อยอดสิ่งประดิษฐ์ต่อไป

ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สอศ.ได้จัดแสดงนิทรรศการผลงาน สิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรมอาชีวศึกษา กว่า 220 ผลงาน จาก 75 สถานศึกษา ในพื้นที่ภาคกลาง และมีการเจรจาซื้อผลงานแล้ว 39 ผลงาน ให้คำแนะนำแล้วซื้อ 28 ผลงาน ให้โจทย์แล้วซื้อ 11 ผลงาน และให้คำปรึกษาต่อ ยอดธุรกิจ อีก 19 ผลงาน คาดว่าจะมีการจับคู่ธุรกิจระหว่างสถานศึกษาและสถานประกอบการไม่น้อยกว่า 150 คู่ ถือเป็นเรื่อง น่ายินดีอย่างยิ่ง และยังตอบโจทย์การขับเคลื่อนประเทศสู่ไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลได้เป็นอย่างดี

ด้าน นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการ การอาชีวศึกษา(กอศ.) กล่าวว่า งานที่จัดขึ้นนี้เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการจัดการอาชีวศึกษา ที่เสริมสร้างให้ผู้เรียนมีทักษะในการคิดต่อยอดกระบวนการผลิต เพื่อให้เดินไปพร้อมๆ กับกลยุทธ์ด้านการตลาด ผู้เรียนและสถานศึกษาได้สื่อสารในเชิงธุรกิจกับ ผู้ประกอบการโดยตรง สำหรับ ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมจากการสแกนจาก คิวอาร์โค้ด หรือติดต่อ สำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา สอศ.ที่โทร. (02) 510-9552, (02) 510-9553

ขณะที่การค้าขายทุเรียนไทยฮอตฮิตติดลมบนมากในปีนี้ ก็น่าสนใจว่าเพื่อนบ้านที่ปลูกทุเรียนมีความเคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง

สถานทูตมาเลเซียประจำประเทศไทยจัดเทศกาลทุเรียน ช่วงต้นเดือนมิถุนายน นำทุเรียนสายพันธุ์ดีจากมาเลเซีย และพันธุ์หมอนทองจากไทย ให้ผู้เข้าร่วมงานผู้มีเกียรติทั้งหลายได้ชิมกัน

เริ่มจาก “มูซังคิง” หรือ ราจา กูญิต ชื่อพันธุ์ทุเรียนของมาเลเซียที่ขึ้นชื่อทั้งยังรู้จักในชื่อภาษาจีนว่า เหมาชางหวัง หรือ ราชาแมวภูเขา
นายจอจี้ ซามูเอล เอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำประเทศไทยกล่าวว่า ทุเรียนพันธุ์นี้เป็นความภาคภูมิใจของประเทศ และการนำทุเรียนพันธุ์นี้มาเผยให้ผู้คนได้ลิ้มรสชาติกัน สืบเนื่องมาจากมาเลเซียได้รับโอกาสในการส่งออกทุเรียนพันธุ์นี้มายังประเทศไทย

“พันธุ์มูซังคิง ได้รับความนิยมมากทั้งในประเทศมาเลเซียเอง หรือตลาดต่างชาติ อย่างฮ่องกง จีน และสิงคโปร์ ตลอดจนเพื่อให้เกษตรกรสามารถเพาะปลูกทุเรียนได้ทันความต้องการของผู้บริโภค รัฐบาลมาเลเซียได้ทำงานร่วมกับเกษตรกรในด้านการวิจัยหานวัตกรรมต่างๆ เพื่อเพาะปลูกทุเรียนในมาเลเซีย”

ส่วนรสชาติของทุเรียนมาเลย์สายพันธุ์นี้ที่หวาน ขมหน่อยๆ สีออกทางเหลืองเข้ม เม็ดเล็ก แบนกว่าทุเรียนไทยทั่วไป ส่วนรูปร่างของผลทุเรียนส่วนใหญ่จะมารูปวงรี คล้ายลูกรักบี้ แต่มูซังคิงอาจจะไม่ค่อยถูกกับสไตล์ของคนไทยมากนัก เนื่องจากเกษตรกรสวนทุเรียนมาเลเซียมักจะเก็บเกี่ยวทุเรียนหลังจากที่มันตกลงมาจากต้นแล้ว ต่างกับไทยที่ตัดเพื่อเก็บผลผลิต
ต้นกำเนิดของทุเรียนมูซังคิงมาจากทางเมืองตานะห์ เมระห์ รัฐกลันตัน ติดกับอำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาสในฝั่งไทย และได้รับการขึ้นทะเบียนกับกรมการเกษตรมาเลเซียในปี 2536

เจ้าหน้าที่ทูตมาเลเซียท่านหนึ่งเผยว่า ทุเรียนพันธุ์มูซังคิง มีราคาต่อกิโลกรัมอยู่ที่ประมาณ 50-80 ริงกิต หรือคิดเป็นเงินไทยราวประมาณ 400-640 บาทต่อกิโลกรัม และคนมาเลเซียให้ชื่อชั้นทุเรียนพันธุ์นี้ถึงระดับพรีเมียม
สำหรับการเปิดตลาดในประเทศไทย นายจอจี้กล่าวว่า ทางการมาเลเซีย และประเทศไทยได้ทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งมาเลเซียได้รับโอกาสในการ ส่งออกผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรหลายชนิด รวมถึงทุเรียนมูซังคิง เมื่อต้นปี และพืชอื่นๆ อย่างดอกเก๊กฮวย หรือพืชใต้น้ำหลากหลายสายพันธุ์

แม้ว่าจะได้รับอนุญาตให้นำเข้ามายังประเทศไทย ทางเจ้าหน้าที่ทูตท่านหนึ่งของสถานทูตมาเลเซียระบุว่า มาเลเซียยังเจออุปสรรคทางการค้าอยู่ เนื่องจากไทยมีกฎหมายที่ปกป้องสินค้าท้องถิ่น โดยเฉพาะสินค้าการเกษตร รวมไปถึงการทำเอกสารที่ยืดยาวในเรื่องการนำเข้าสินค้าเกษตร
แต่ทางมาเลเซียก็จะใช้ช่องทางทั้งจากกรอบเจรจาการค้าในอาเซียน รวมไปถึงกรอบองค์การการค้าโลก หรือดับเบิลยูทีโอ ในการเจรจาเพื่อขยายผลนำเข้าสินค้าการเกษตรสู่ไทยมากกว่านี้

ที่จวนผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี นายวีรนันทน์ เพ็งจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแถลงจัดงานแสดงสินค้า วัฒนธรรม ของดีเมืองตานี และงานกาชาดจังหวัดปัตตานี ประจำปี 2561 วันที่ 18-29 มิถุนายนนี้ ที่บริเวณสนามกีฬา อบจ.ปัตตานี เพื่อส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรม วิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิ่น เปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมสนับสนุนกิจการสาธารณกุศลกับ เหล่ากาชาดจังหวัด ส่งเสริมการท่องเที่ยว และนำสินค้าผลิตภัณฑ์สินค้าภาคเกษตร

การจัดงานแบ่งเป็นโซนต่างๆ เช่น เวทีกลาง ร้านนาวากาชาด การแสดงผลงานของส่วนราชการในหมวดต่างๆ ทั้งวัฒนธรรม สุขภาพ การท่องเที่ยวและกีฬา สินค้า และผลิตภัณฑ์โอท็อป หมวดอาหารเมนูปัตตานี หมวดพัฒนาฝีมือแรงงาน ผลิตภัณฑ์เอสเอ็มอี หมวดการเกษตร ขบวนพาเหรดวัฒนธรรมของดีจากทุกอำเภอ อีกทั้งยังมีการประกวดร้องเพลงลูกทุ่งในคืนวันที่ 25 และ 27 มิถุนายน การแข่งขันชกมวยไทย คืนวันที่ 20-24 มิถุนายน และการแข่งขันปันจักสีลัต วันที่ 25-27 มิถุนายน พร้อมชมคอนเสิร์ตของศิลปิน ดารานักร้อง นักแสดง ที่มีชื่อเสียงฟรีทุกคืน

เพื่อร่วมปลูกจิตสำนึกอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มิลลี่ มอลลี่ คอมมูนิตี้มอลล์ ซอยสุขุมวิท 20 จัดกิจกรรม “Mille Malle World Environment Day 2018” ชวนน้องๆ หนูๆ และครอบครัวร่วมเวิร์กช็อปปลูกต้นไม้สร้างสวนจิ๋วในกระถาง พร้อมครีเอตตกแต่งให้สวยงามในสไตล์ของตนเอง จัดเสร็จนำสวนจิ๋วไปดูแลต่อที่บ้านโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ พร้อมกันนี้ยังจัดทำบอร์ดนิทรรศการชุด Eco-Life ให้ความรู้ สร้างความเข้าใจ ปลูกจิตสำนึกการประหยัดพลังงานและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่เข้าใจง่ายทำได้ทันที เช่น ปิดน้ำ ปิดไฟ เมื่อไม่ใช้แล้ว

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเตรียมปลดล็อก 5 ธุรกิจให้ต่างด้าวทำได้ ไม่ต้องยื่น ขออนุญาตกับพาณิชย์ แต่บริการส่งไปรษณียภัณฑ์เร่งด่วนยังห้ามอยู่ คนไทยยังไม่พร้อมรับมือ ส่วนที่ชาวต่างประเทศอาศัยช่องโหว่กฎหมายให้คนไทยเป็นนอมินี ตั้งบริษัท ส่งดีเอสไอตรวจสอบเชิงลึก

นางกุลณี อิศดิศัย อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังพิจารณาทบทวนประเภทธุรกิจตามบัญชีแนบท้าย (บัญชี 3) ของพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ใน 5 ธุรกิจ ประกอบด้วย ธุรกิจบริการด้านการบัญชี ธุรกิจบริการให้คำปรึกษาด้านกฎหมายให้กับบริษัทในเครือ ธุรกิจบริการด้านกฎหมาย ธุรกิจบริการให้เช่าพื้นที่และสาธารณูปโภค และธุรกิจบริการให้กู้ยืมเงินให้กับบริษัทในเครือ ให้สามารถประกอบธุรกิจได้เลย

เดิมธุรกิจเหล่านี้ต้องมาขออนุญาตกับกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างการสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือสภาวิชาชีพบัญชี สภาทนายความ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ว่ามีความคิดเห็นในเรื่องนี้อย่างไร เท่าที่ทราบหน่วยงานที่สอบถามไปก็เห็นด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อได้ข้อสรุปอย่างไรกรมก็จะต้องเสนอให้กับคณะกรรมการการประกอบธุรกิจคนต่างด้าวในเดือนก.ค.นี้ ซึ่งหากที่ประชุมมีมติเห็นด้วย ขั้นตอนต่อไปก็เสนอให้รมว.พาณิชย์ เพื่อเสนอให้ ครม.พิจารณาต่อไป
สำหรับกรณีที่มีข่าวว่ากรมจะถอดธุรกิจบริการส่งไปรษณียภัณฑ์เร่งด่วน ในบัญชีแนบท้าย เพื่อรองรับธุรกิจโลจิสติกส์ โดยจะเปิดให้คนต่างด้าวมาทำธุรกิจนี้ได้นั้น ล่าสุดยังคงห้ามคนต่างด้าวทำ เนื่องจากคนไทยยังไม่พร้อม

ส่วนอาชีพสงวนที่ห้ามคนต่างด้าวทำ ตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 นั้น ที่ทางกระทรวงแรงงงานเสนอว่าอาชีพใดที่ให้คนต่างด้าวทำได้นั้น ซึ่งทางกระทรวงแรงงานได้มีการทบทวนให้ 10 อาชีพที่เปิดให้คนต่างด้าวทำได้ โดยใน 10 อาชีพนี้มีงานในอาชีพการควบคุมและการทำบัญชีรวมไปด้วย ขณะนี้อยู่ในระหว่างการสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกรมพัฒนาธุรกิจการค้าฯ เพื่อหาข้อสรุปให้กับกรมการจัด หางาน กระทรวงแรงงาน เสนอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการของคนต่างด้าวต่อไป

นางกุลณี กล่าวว่า ขณะนี้กรมได้ตรวจสอบชาวต่างชาติที่อาศัย ช่องโหว่ของกฎหมาย ในการประกอบธุรกิจในประเทศไทย โดยให้คนไทยเข้ามาถือหุ้นแทน (นอมินี) ด้วยการตั้งเป็นนิติบุคคลเพื่อประกอบธุรกิจในประเทศไทย พบว่าปีนี้มีจำนวน 2 ราย โดยเป็นธุรกิจร้านอาหารและเช่ารถ ซึ่งอยู่ในจังหวัด ท่องเที่ยวในภาคใต้ โดยทางกรมได้ส่งข้อมูลดังกล่าวไปให้กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ ดีเอสไอ เข้าไปตรวจสอบในเชิงลึกเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

กรมชลประทาน – นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวตอนหนึ่งในการเป็นประธานเปิดการเสวนา “ต้นกล้าพันธุ์ใหม่ทางรอดเกษตรไทยในยุคประเทศไทย 4.0” ภายในงานวันคล้ายวันสถาปนา 116 ปี กรมชลประทาน การให้อาชีพเกษตรกรรมไทยยั่งยืน ไม่เพียงแต่การพัฒนาเยาวชนที่เป็นบุตรเกษตรกร และการบริหารจัดการน้ำชลประทานตามยุทธศาสตร์กรมชลประทาน 20 ปีเท่านั้น ยังต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนด้วย

ทั้งนี้ ได้ร่วมกับสมาคมวิศวกรรมชล ประทานฯ จัดตั้ง “กองทุนสวัสดิการทุนการศึกษาต้นกล้าคืนถิ่นเพื่อความยั่งยืน กรมชลประทาน” เพื่อทำให้โครงการส่งเสริมโอกาสศึกษาต่อในวิทยาลัยการชลประทาน กรมชลประทาน สถาบันสมทบมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ของบุตรเกษตรกรมีความยั่งยืน โดยมอบทุนการศึกษาให้กับบุตรเกษตรกร 4 คนแรกด้วย ได้แก่ นางสาวรัตยาภรณ์ คำสุขขา จังหวัดนครปฐม, นาย นนทกานต์ โพธิ์ศรี จังหวัดสุพรรณบุรี, นางสาวสุนิสา รัตนอุบลศรี จังหวัดนครศรีธรรมราช และ นาย วีรภัทร รักษาพล จังหวัดระนอง

ยโสธร – นายอำพา ยงพิศาลภพ รองกก.ผจก. บริษัท ทเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง จำกัด บริษัทในกลุ่ม ซีพี ออลล์ กล่าวว่า บริษัททำหน้าที่จัดจำหน่ายสินค้าให้กับผู้ประกอบการในหลายช่องทาง อาทิ นิตยสารทเวนตี้โฟร์แคตตาล็อก, เว็บไซต์ www.24catalog.com, www.shopat24.com, www.amulet24.com, แอพพลิเคชั่น, ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น และศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ มีเอสเอ็มอี นำสินค้าเข้ามาจำหน่ายผ่านทเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง กว่า 9,000 รายการ อีกทั้งจัดให้มี Store Hub เพื่อ ให้ฝากส่งสินค้าที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น สาขาต่างๆ รวมถึงผลักดันเอสเอ็มอีไปสู่ตลาดเอเชีย ขายสินค้า ให้ลูกค้าชาวจีนและลาว

ด้าน นางแย้ม จันใด เจ้าของผลิตภัณฑ์ “แม่แย้มหมอนขิด” อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร กล่าวว่า เดิม ตนและสามีรับจ้างผลิตหมอนขิด กระทั่งปี 2542 ผลิตหมอนขิดขายเอง ในปี 2559 จึงนำเข้ามาขายผ่านทเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง และลูกชายเข้ามาช่วยสานต่อธุรกิจ จากนั้นจึงนำหมอนหนุนเพื่อสุขภาพ หมอนรองคอ ที่นอนพับ และที่นอนระนาด เข้ามาขายเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังส่งออกผลิตภัณฑ์หมอนขิดไปยังต่างประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา กัมพูชา และลาว

สตูล – นายโชติ ชินอรรถพร นายกเทศมนตรี ตำบลคลองขุด อำเภอเมือง เผยว่า จากการที่สนง.ปลัดกระทรวงมหาดไทย แจ้งว่าตรวจพบกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์หลอกลวงราษฎร ในลักษณะชักชวนให้ปลูกอินทผลัม โดยจัดจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ให้ในราคาถูก และโน้มน้าวว่าจะรับซื้อผลผลิตคืนในราคาสูง ซึ่งสร้างความเสียหาย และเป็นการหลอกลวงประชาชน ดังนั้น ทต.คลองขุด จึงขอให้ประชาชนร่วมตรวจสอบกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์หลอกลวงในพื้นที่ และรวบรวมข้อมูลหลักฐาน มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามกฎหมาย

ทั้งนี้ จากข้อมูลที่ได้รับ กลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์หลอกลวงราษฎร จะจัดตั้งแกนนำ และเครือข่ายในพื้นที่ รวบรวมสมาชิกให้ได้จำนวนมาก และโน้มน้าวให้เข้ารับฟังการชี้แจงจากกลุ่ม โฆษณาแอบอ้างว่ามาจากองค์กร หรือหน่วยงานต่างๆ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ดำเนินการในนามวิสาหกิจชุมชน และแอบอ้างว่าได้รับการสนับสนุนจากองค์การสหประชาชาติ

คงไม่มีใครอยากตื่นเช้ามาแล้วพบว่าขอบตาตัวเองไปละม้ายคล้ายคลึงกับหมีแพนด้า ยิ่งเป็นช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลกอย่างนี้แล้วด้วย คงยากที่จะข่มตานอนตั้งแต่หัวค่ำเป็นแน่

วันนี้จึงนำเคล็ดลับช่วยลดอาการใต้ตาคล้ำจากการนอนดึกมานำเสนอ อาทิ การใช้ “เจลว่านหางจระเข้” ที่มีคุณสมบัติช่วยลดอาการถุงใต้ตาบวมได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นทำให้ผิวพรรณดูสดใส ฉ่ำน้ำตลอดทั้งวัน

เพียงแค่ชะโลมผิวบริเวณถุงใต้ตา เป็นประจำเช้า-เย็น ปัญหาถุงใต้ตาบวมๆ จะค่อยบางเบาลง หรือจะเป็น “แตงกวา” ฝานบาง แล้วแปะบริเวณรอบดวงตา ช่วยเสริมประสิทธิภาพของการไหลเวียนโลหิต ช่วยให้บริเวณรอบดวงตากลับมาสดใส ปราศจากรอยหมองคล้ำ

ส่วนวิธีที่ง่ายและสามารถทำได้ทุกวัน คือการ “ดื่มน้ำ 8-10 แก้ว” เป็นประจำทุกวัน นอกจากช่วยขับ สารพิษออกจากร่างกาย เติมความชุ่มชื่นให้ผิวไม่แห้งกร้าน ยังลดอาการบวมได้อีก เป็นต้น

แต่ไม่ว่าจะมีอีกกี่วิธีที่จะช่วยลดปัญหาขอบตาหมีแพนด้า สิ่งที่ดีที่สุดของการตื่นมาพร้อมหน้าตาที่ความสดใส คงหนีไม่พ้น การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออยู่ดี! ก.วิทย์ฯ โดย สวทช. ขนงานวิจัยและเทคโนโลยี ต้นทุนต่ำที่ทุกคนเข้าถึงได้ กระจายสู่ภูมิภาคอีสานตอนล่าง ด้านผู้ว่าอุบลฯ เห็นประโยชน์ “โรงเรือนพลาสติกผลิตผักคุณภาพ” นวัตกรรมวิจัยจาก สวทช. หนุน ขยายอีก 50 โรง หวังขยายพื้นที่ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์เมืองอุบลฯ ให้ครบ 2 แสนไร่ ใน 4 ปี (ปี 61-64)

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดงานประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการและแสดงผลงานวิจัย “สวทช.-วิทย์สัญจร” ครั้งที่ 1 จังหวัดอุบลราชธานี ภายใต้แนวคิด “วิจัยเข้มแข็ง เสริมแกร่งภูมิภาค” เพื่อเป็นการเผยแพร่ผลงานวิจัยของ สวทช. และเครือข่ายพันธมิตรออกสู่สังคม ให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ต่อยอดทั้งในเชิงพาณิชย์และเชิงสาธารณประโยชน์ โดยมี นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ดร.อภิชัย สมบูรณ์ปกรณ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ดร. ฐิตาภา สมิตินนท์ รองผู้อำนวยการ สวทช. อธิการบดีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนจากสภาอุตสาหกรรม หอการค้า ผู้ประกอบการ นักวิจัย เกษตรกร คณาจารย์ นักเรียน และประชาชนในภาคอีสานตอนล่าง เข้าร่วมงานกว่า 600 คน

ดร. ฐิตาภา สมิตินนท์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. หน่วยงานในสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีบทบาทในการวิจัย พัฒนาขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ เพื่อเป็นอีกหนึ่งกลไกลขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ในปี 2561 นี้ สวทช. เดินหน้าเชิงรุกเพื่อตอบโจทย์นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ด้วยแนวคิด NSTDA Beyond Limits หรือ “นวัตกรรมเหนือคาดหมาย

พลิกโฉมอุตสาหกรรมไทย 4.0” มุ่งเน้นการวิจัย พัฒนาขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อเสริมแกร่งสร้างผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศในวงกว้าง ทั้งในระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และภูมิภาคทั่วประเทศ รวมถึงการลงนามความร่วมมือการใช้ วทน. ในการส่งเสริมเศรษฐกิจในภูมิภาคกับจังหวัดในภาคอีสานตอนบน จำนวน 8 จังหวัด (อุบลราชธานี ยโสธร อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ นครราชสีมา ชัยภูมิ) และการรับมอบ Technology for Better Society

ยายผลงานวิจัยสู่ทุกภาคส่วน
โดยในรอบปีที่ผ่านมาที่ได้ดำเนินการในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสาน ผ่านเครือข่ายมหาวิทยาลัย ภาคประชาสังคม และภาคส่วนต่างๆ ได้แก่ ด้านชุมชน สวทช. มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากงานวิจัยสู่เกษตรกรในพื้นที่ภาคอีสาน เช่น เทคโนโลยีโรงเรือนพลาสติกคัดเลือกแสงและการบริหารจัดการแบบครบวงจรให้กับกลุ่มวิสาหกิจ เกษตรอินทรีย์โนนกลาง บ้านหนองมัง จ.อุบลราชธานี โดยขยายผลทั่วพื้นที่อีสานจำนวน 102 หลัง ให้กับเกษตรกรแล้วกว่า 300 ครัวเรือน และในปี 2561 จังหวัดอุบลราชธานี

ได้เตรียมใช้งบจังหวัดเพื่อขยายผลโรงเรือนฯ ให้กับกลุ่มเกษตรอินทรีย์ในจังหวัดอุบลราชธานี อีก 50 หลัง รวมทั้งได้คัดเลือกชุมชนต้นแบบเพื่อเป็นจุดสาธิตใน 4 จังหวัด คือ อุบลราชธานี ยโสธร มหาสารคาม และนครพนม ทั้งนี้จังหวัดอุบลราชธานี มีเป้าหมายในการพัฒนาผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์และสินค้าเกษตรอินทรีย์อื่นๆ ที่ได้มาตรฐานเป้าหมาย 4 ปี (ตั้งแต่ปี 2561-2564) จำนวน 200,000 ไร่ และมีเป้าหมายให้ได้ 1,000,000 ไร่ ในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ร่วมกับจังหวัดศรีสะเกษ ยโสธร และอำนาจเจริญ ด้วย

ด้านผู้ประกอบการ ในปีนี้ สวทช. สนับสนุน SMEs ผ่านโปรแกรมสนับสนุน การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือ ITAP จำนวน 129 โครงการ ซึ่งดำเนินการโดยเครือข่ายมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 23 โครงการ และเป็นโครงการในจังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 6 โครงการ โดยปีนี้เกิดผลกระทบจากโครงการที่ผ่านมาในภาคอีสานแล้วกว่า 780 ล้านบาท

ด้านการพัฒนากำลังคน สวทช. ได้มอบทุนการศึกษาวิจัยระดับบัณฑิตศึกษาให้แก่นักศึกษาในสถาบันการศึกษาในภาคอีสานทั้งสิ้น 47 ทุน คิดเป็น 18 เปอร์เซ็นต์ ของทุนทั้งหมดทั่วประเทศ ในจำนวนนี้เป็นทุนที่มอบให้แก่นักศึกษาในจังหวัดอุบลราชธานีจำนวน 12 ทุน นอกจากนั้นแล้ว สวทช. ได้ช่วยพัฒนาการเรียนการสอนด้านสะเต็มศึกษาให้กับครูผู้สอนในโรงเรียน 31 แห่ง ของภาคอีสาน โดยมีหลักสูตรที่นำไปใช้ 5 หลักสูตร ตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึงระดับประถมศึกษา เพื่อให้นักเรียนมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สูงขึ้น ในส่วนของโครงการตามพระราชดำริสมเด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีการจัดค่ายให้แก่โรงเรียนในโครงงานค่ายสิ่งประดิษฐ์สมองกลฝังตัวและสร้างชิ้นงาน 3 มิติ (3D Printer) จำนวน 6 ครั้ง รวม 720 คน

นอกจากนี้ ยังมีโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการโรงประลองต้นแบบทางวิศวกรรม (Fabrication Lab) เพื่อพัฒนาทักษะความเป็นนวัตกรแก่เด็กและเยาวชนไทย และโครงการสื่อการสอนโปรแกรมมิ่งในโรงเรียน (Coding at School Powered by KidBright) ตามนโยบายรัฐบาลกับการสร้างคนให้พร้อมในยุค Thailand 4.0 ที่ สวทช. ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการในโรงเรียน ซึ่งเป็นโรงเรียนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 283 แห่ง คิดเป็น 36.5% ของจำนวนโรงเรียนทั้งหมดที่เข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ โดยมีโรงเรียนที่อยู่ภายใต้การดูแลของศูนย์ประสานงานมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จำนวนรวม 250 แห่ง และเป็นโรงเรียนที่อยู่ในจังหวัดอุบลราชธานี 23 แห่ง