ด้าน นาวาโทวิริยะ เหลืองอร่าม กองอุตุนิยมวิทยากรมอุทกศาสตร์

กองทัพเรือ นักวิจัยในโครงการ เดียวกันกล่าวเสริมว่าในกรณีของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้มีการเผยแพร่คำเตือนที่ระบุไว้ในหน้าแรกของเว็บไซต์กองอุตุนิยมวิทยา กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ http://www.rtnmet.org/ ของวันที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา ว่าจะเกิดคลื่นแรงในวันที่ 5-12 กรกฎาคม 2561 ให้ผู้เดินเรือพิจารณาประกอบการตัดสินใจ ทั้งนี้ข้อมูลพยากรณ์ดังกล่าวเป็นการสรุปผลมาจาก เวฟวอชสาม ที่พยากรณ์คลื่นลมในพื้นที่บริเวณมหาสุมทรแปซิฟิก มหาสมุทรอินเดีย อ่าวไทยและทะเลอันดามัน ล่วงหน้า 7 วัน ตลอดจนทำนายเส้นทางพายุลมมรสุมตะวันออกฉียงเหนือของไทย ซึ่งปกติก็จะมีชาวประมง ผู้ประกอบการเรือ ส่วนใหญ่ใช้งานอยู่แล้ว หลังจากนี้จึงแนะนำให้ผู้ประกอบการและชาวประมง ตรวจสอบข้อมูลการพยากรณ์ดังกล่าวจากเว็บไซต์ดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอมากขึ้น

ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมิถุนายน อยู่ที่ 81.3 สูงสุดในรอบปี หลังคลายกังวลเรื่องราคาน้ำมัน ส่งออก-ท่องเที่ยว-สินค้าเกษตรกระเตื้อง ดันเศรษฐกิจไทยโต 4.5-5% ส่งออกแตะ 8-10% ส่วนบอลโลก ทำเม็ดเงินสะพัด 2 หมื่นล้านบาท กระตุ้นจีดีพีได้ 0.1%

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมิถุนายน 2561 ว่า อยู่ที่ 81.3 ปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนที่อยู่ 80.1 ซึ่งถือว่าเป็นค่าดัชนีที่สูงสุดในรอบ และยังเป็นการปรับขึ้นในทุกรายการ เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มคลายความกังวลจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายที่จะดูแลราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร ไปจนถึงสิ้นปี

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยบวกทั้งในด้านการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ขยายตัวโดดเด่น รวมทั้งราคาสินค้าพืชผลทางการเกษตร ทั้งข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่มีแนวโน้มดีขึ้น ทำให้เกษตรกรเกือบ 5 ล้านครัวเรือน หรือประมาณ 15-20 ล้านคน ที่กระจายอยู่ในภูมิภาคต่างๆ มีรายได้เพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาเนื้อหมู และไข่ไก่ ปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อเริ่มกลับมาแบบอ่อนๆ

ทั้งนี้ ค่าดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอนาคตอยู่ที่ 92.5 ปรับขึ้นจากเดือนก่อนที่ 91.3 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 67.9 ปรับขึ้นจาก 66.9 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานทำอยู่ที่ 76.4 จาก 75.2 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 99.5 จาก 98.3

อย่างไรก็ดี สัญญาณเชิงบวกเหล่านี้ ทำให้ศูนย์พยากรณ์ฯ เตรียมปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปีนี้ใหม่ โดยคาดว่าจีดีพีปีนี้ จะอยู่ในรกอบ 4.5-5.5% จากเดิมที่คาดว่า จะโตในกรอบ 4.0-4.5% ซึ่งจะเป็นตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงสุดในรอบ 6 ปี นับตั้งแต่ ปี 2556 ที่จีดีพีโต 2.7% ส่วนการส่งออกนั้น คาดว่าจะโตในกรอบ 8-10% จากเดิมที่คาดไว้ 6-8% โดยจะขอรอดูค่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยในเดือนกรกฎาคมนี้ก่อน ว่าการฟื้นตัวนิ่งแล้วหรือไม่

สำหรับพฤติกรรมการบริโภคช่วงเทศกาลบอลโลกปีนี้ หอการค้าไทยยังคงยืนตัวเลขเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจที่ 2 หมื่นล้านบาท กระตุ้นจีดีพีได้ 0.1% แต่ที่ผู้บริโภครู้สึกว่าบรรยากาศปีนี้ไม่คึกคัก เพราะปีนี้การโหษณามีไม่มาก มีกิจกรรมเดิมๆ เช่น การส่งไปรษณียบัตรทายผลฟุตบอลโลกก็ยังมีอยู่เหมือนเดิม

สกลนคร – รศ.ทพ. พรชัย จันศิษย์ยานนท์ ประธานราชวิทยาลัยทันตแพทย์แห่งประเทศไทย เผยว่า จากกรณีที่มีข่าวว่าให้ยุติส่งนมผสมฟลูออไรด์ หลังจากพบว่า มีนมดังกล่าวหลุดออกนอกพื้นที่ จนทำให้เด็กฟันตกกระนั้น ข่าวนี้อาจทำให้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะการให้นมฟลูออไรด์ของไทยดำเนินการในเด็กอายุมากกว่า 4 ขวบขึ้นไป เป็นมาตรการที่มีความปลอดภัยสูง แต่ประเด็นที่ต้องดูแลอย่างเข้มงวดคือการบริหารจัดการต้องมีคุณภาพ เพื่อให้เด็กรับนมอย่างเหมาะสม

การเติมฟลูออไรด์ในนมเป็นมาตรการทางชุมชน ที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ เพื่อป้องกันฟันผุในเด็ก กำหนดเกณฑ์ข้อบ่งชี้ที่ชัดเจน สำหรับประเทศไทยได้มีข้อสรุปทางวิชาการของวิชาชีพในปี 2560 ว่าให้พิจารณาตามความชุกของโรคฟันผุ, ระดับฟลูออไรด์ในน้ำดื่ม พร้อมให้มีการเฝ้าระวังการได้รับฟลูออไรด์ของเด็ก ที่สำคัญต้องมีระบบการจัดส่งนมฟลูออไรด์ที่มีคุณภาพ

นมฟลูออไรด์คือการเติมฟลูออไรด์เข้าไปในนมสด วิธีนี้จะทำให้เด็กรับฟลูออไรด์เสริมอย่างทั่วถึง เท่าเทียมกัน และคุ้มทุน สอดคล้องกับวิถีชีวิตของเด็กไทย ที่ได้รับนมที่โรงเรียนทุกวัน การใส่ฟลูออไรด์ในนม ในปริมาณที่เหมาะสม คือ 0.5 มิลลิกรัม ต่อ 1 ถุง สามารถลดโรคฟันผุได้ ร้อยละ 33-77

นอกจากนี้ยังพบว่า หลังการดื่มนมฟลูออไรด์จะพบปริมาณฟลูออไรด์คงอยู่ในช่องปากตลอดเวลา ร้อยละ 55-60 และพบด้วยว่ามีฟลูออไรด์สะสมในแผ่นคราบจุลินทรีย์สูงขึ้นหลังได้รับนมนานถึง 8 สัปดาห์ ซึ่งจะช่วย เสริมกระบวนการคืนกลับของแร่ธาตุบนตัวฟัน ทำให้ฟันเพิ่มความแข็งแรง เพราะได้รับแร่ธาตุฟลูออไรด์ไปสู่ผิวฟันด้วย
“ทั้งนี้ การบริหารจัดการเรื่องนมฟลูออไรด์ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย เพื่อมิให้มีนมฟลูออไรด์ หลุดออกนอกพื้นที่ดังกล่าว”

สุราษฎร์ธานี – นายวิชวุทย์ จินโต ผู้ว่าราชการจังหวัด สุราษฎร์ธานี กล่าวถึงการรื้อถอนคอกหอยแครงว่า เนื่องจากมีพื้นที่ที่ต้องรื้อถอนเกือบ 2 พันไร่ อยู่ริมชายฝั่งในเขต 3,600 เมตร เป็นพื้นที่ประกอบอาชีพของชาวประมงพื้นบ้าน เครื่องมือจำกัดตามกรอบกฎหมายประมง ใช้เลี้ยงชีพตั้งแต่บรรพบุรุษ เช่น ทอดแห วางอวน ลงเบ็ด ไม่ทำลายล้างผลาญ จุดดังกล่าวรวมถึงพื้นที่อ่าวบ้านดอนเป็นแหล่งอุดมสมบูรณ์ลูกหอยแครงจำนวนมาก พื้นที่สาธารณะอนุญาตให้ใช้มือในการงมจับลูกหอยเท่านั้น

ด้าน นายยอดรักษ์ ปลอดอ่อน ประมงจังหวัดสุราษฎร์ ธานี เผยว่า ดำเนินตามแผนงานของจังหวัด เรียก ผู้ประกอบการที่อยู่ในพื้นที่นอกเขตอนุญาตเข้าพบ ขอให้รื้อถอนด้วยตัวเองก่อน หากไม่รื้อถอนเอง เจ้าหน้าที่ จะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายและเข้ารื้อถอน ใช้กำลังเจ้าหน้าที่เข้ารื้อถอน จะมีค่าใช้จ่าย ที่ต้องเรียกเก็บจาก ผู้ประกอบการ

เที่ยวอย่างไรให้เป็นกระแส “รายการสมุดโคจร On The Way” ร่วมกับ “การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)” เชิญชวนวัยรุ่นที่มีใจรักการท่องเที่ยว อายุระหว่าง 18-30 ปี เป็นคนติดโซเชียลมีเดีย ชอบแชะชอบโพสต์ มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับรายการท่องเที่ยวชื่อดัง “สมุดโคจร On The Way” เดินทางไปมันส์กับสุดเหวี่ยงกับกูรูท่องเที่ยว “จ๊อบ นิธิ สมุทรโคจร” ในทริป “เที่ยวตามกระแส” แต่มีกติกาว่าจะต้องส่งเรื่องราว “การท่องเที่ยวอย่างไรให้ได้กระแส” ตามสไตล์ของตนเอง ความยาวประมาณ 2-5 นาที พร้อมติด Hashtag #สมุดโคจรเที่ยวตามกระแส ส่งเข้ามาทางเพจ สมุดโคจร On The Way (https://www.facebook.com/samudkojorn/) ตั้งแต่วันนี้ – 31 สิงหาคม 61

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ภายหลังการเป็นประธานร่วมกับนายซาเยด บิน ราชิด อัล ซายานี รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม การค้าและการท่องเที่ยวของบาห์เรนในการประชุมคณะกรรมการอำนวยการร่วม (Joint Steeing Committee: JSC) ระหว่างไทยกับบาห์เรน ด้านความมั่นคงทางอาหาร การค้าและการลงทุนในผลิตภัณฑ์และโภคภัณฑ์การเกษตร โดยเฉพาะอาหารฮาลาล ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญในเรื่องการสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศ โดยไทยแสดงถึงความสามารถและความพร้อมในการเป็นแหล่งจัดหาผลิตภัณฑ์การเกษตรและอาหารฮาลาลให้แก่บาห์เรนตามนโยบาย “ครัวไทยสู่ครัวโลก” ของรัฐบาล โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่ไทยมีศักยภาพในการผลิตและบาห์เรนมีความต้องการนำเข้าจากไทย ได้แก่ ข้าว ซึ่งปัจจุบันบาห์เรนนำเข้าจากไทยประมาณ 3,400 ตัน เกือบทั้งหมดเป็นข้าวหอมมะลิ จึงต้องการผลักดันข้าวชนิดอื่นๆ เพิ่มเติม

“ในการประชุมครั้งนี้ได้นำเสนอข้าวเจ๊กเชยเสาไห้ ข้าวพิษณุโลก 80 ข้าวพันธุ์ กข 29 หรือ ชัยนาท 80 ซึ่งเป็นข้าวพื้นแข็งคล้ายพันธุ์บาสมาติที่ชาวบาห์เรนนิยมรับประทาน พร้อมทั้งได้นำข้าวพันธุ์ดังกล่าวทำข้าวหมกไก่ (Biryani) เสิร์ฟให้แก่คณะบาห์เรนรับประทานเพื่อส่งเสริมความนิยมข้าวและไก่ไทย นอกจากนั้น ยังมีสินค้าน้ำตาล น้ำมันพืช อาหารกระป๋อง ซึ่งเป็นสินค้าเป้าหมายตามเจตนารมณ์ด้านความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงผักและผลไม้สด กระป๋องและแปรรูป ได้แก่ ข้าวโพดหวาน ถั่วฟักยาว แอสพารากัส สับปะรด ลำไย ส้มโอ มะม่วง มะขามหวาน มังคุด และทุเรียน” นายสนธิรัตน์ กล่าว

นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ไทยได้เสนอให้บาห์เรนพิจารณาจัดทำข้อตกลงยอมรับร่วม (Mutual Recognition Agreement : MRA) ด้านมาตรฐานสินค้าฮาลาล ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในด้านการค้าและการลงทุนระหว่างกันในอุตสาหกรรมฮาลาล และยังได้ใช้โอกาสนี้หารือประเด็นเศรษฐกิจอื่นๆ กับบาห์เรน อาทิ การแลกเปลี่ยนการเยือนของผู้แทนการค้าและคณะนักธุรกิจ การจัดตั้งศูนย์การค้าปลีกสินค้าและบริการของไทยในบาห์เรน การส่งเสริมความร่วมมือในอุตสาหกรรมยางพารา การเชิญชวนบาห์เรนเข้ามาลงทุนในไทย โดยเฉพาะในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงรับเบอร์ซิตี้

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช วันที่ 16 กรกฎาคม ที่มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน กระทรวงพาณิชย์จะเสนอใช้มาตรการเพิ่มเติมการนำเข้ามะพร้าวใหม่ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ผลผลิตในประเทศการนำเข้ามะพร้าว

หลังจากมีการร้องเรียนราคามะพร้าวตกต่ำ เช่น กำหนดระยะเวลานำเข้าใหม่ จากเดิมอนุญาตเดือน ม.ค.-พ.ค. และ พ.ย.-ธ.ค.ของปี โดยห้ามนำเข้าช่วง มิ.ย.-ต.ค. อาจลดจำนวนเดือนให้นำเข้าและไม่ให้ตรงกับช่วงผลผลิตของไทยออกสู่ตลาด พร้อมให้ผู้ประกอบการนำเข้าต้องรายงานปริมาณมะพร้าวที่ใช้จริงหลังการกะเทาะเปลือก หากมีผู้ประกอบการนำมะพร้าวไปจำหน่ายต่ออาจมีผลต่อการขอใบอนุญาตเพื่อนำเข้าครั้งต่อไป

” จะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการนำเข้า ผู้นำเข้าต้องมาขึ้นทะเบียน เป็นผู้นำเข้ากับกรมก่อน และต้องระบุแผนการนำเข้าและแผนการใช้ให้ชัดเจน ต้องไม่นำไปขายต่อหรือไปใช้อย่างอื่นนอกจากแผนที่ระบุไว้ หากไม่ปฏิบัติตาม จะเพิ่มความเข้มงวดในการขอใบอนุญาตนำเข้าล็อตต่อไป และอาจมีการพิจารณาโทษ ”

ทั้งนี้ ปี 2561 ประเมินผลผลิตมะพร้าวของไทยไว้ที่ 8.6 แสนตัน แต่มีความต้องการใช้ประมาณ 1.1 ล้านตัน จึงต้องนำเข้าประมาณ 2.41 แสนตันจากต่างประเทศ โดย 5 เดือนแรกปีนี้ นำเข้ารวม 1.58 แสนตัน ลดลง 1.78 แสนตันจากช่วงเดียวกันปีก่อน มากสุดนำเข้าจากอินโดนีเซีย 1.31 แสนตัน ลดลง 1.56 แสนตัน แต่นำเข้าจากเวียดนาม 3.7 หมื่นตัน เพิ่มขึ้น 1.26 หมื่นตัน ที่เหลือนำเข้าจากเมียนมาและมาเลเซียในปริมาณไม่มาก

“ ที่เกษตรกรออกมาร้องเรียนว่าเป็นเพราะนำเข้ามาเยอะ เลยทำให้ราคาตกต่ำ จากการตรวจสอบ กรมได้รับแจ้งจากทางจังหวัดว่ามีการลักลอบนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศเข้ามาในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี ขอให้กรมศุลกากรเข้าตรวจสอบและคุมเข้มการนำเข้า ถ้าถามว่าทำไมต้องลักลอบนำเข้า ทั้งๆ ที่ภาษีนำเข้าจากประเทศในอาเซียนเหลือ 0% แล้ว เพราะถ้านำเข้าให้ถูกต้อง ต้องขอใบอนุญาต ต้องแจ้งแผนนำเข้า แผนการใช้ แต่ถ้าลักลอบไม่ต้องทำอะไร ดังนั้น หน่วยงานที่ดูแลต้องเร่งจัดการ ”

ส่วนการดูแลการนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศที่ผ่านมา กรมได้ควบคุมการนำเข้าสินค้ามะพร้าวตามที่ไทยได้ผูกพันมาตรการโควต้าและอัตราภาษีสินค้ามะพร้าว ครอบคลุมมะพร้าวทั้งผล มะพร้าวอ่อน และมะพร้าวอื่นๆ ในปริมาณเปิดตลาดปีละ 2,317 ตัน อัตราภาษีในโควต้า 20% นอกโควต้า 54% ภายใต้กรอบความตกลงองค์การการค้าโลก (WTO)โดยต้องเป็นนิติบุคคล ซึ่งเป็นโรงงานที่ใช้มะพร้าวเป็นวัตถุดิบในการผลิตและดำเนินกิจการ แต่ตั้งแต่เปิดตลาดจนถึงปัจจุบัน ไม่มีการนำเข้าในโควต้าตามกรอบความตกลง WTO ที่กำหนดให้นำเข้าในช่วง ม.ค.-พ.ค.และเดือน พ.ย.-ธ.ค.ของแต่ละปี

อย่างไรก็ตาม ผู้นำเข้าส่วนใหญ่ ได้นำเข้าภายใต้กรอบความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) โดยต้องเป็นนิติบุคคลที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้นำเข้าไว้กับกรม และนำเข้ามาเพื่อการแปรรูปเป็นน้ำมันพืช เป็นอาหารคนในกิจการของตนเองไม่เกินปริมาณที่ระบุไว้ตามแผนการนำเข้าและการใช้ในกิจการของตนเอง โดยกำหนดให้นำเข้าทางด่านศุลกากรที่มีด่านตรวจพืช และด่านอาหารและยาในช่วงเดียวกันกับกรอบความตกลง WTO อัตราภาษี 0% ในปี 2560 มีปริมาณการนำเข้าจากทุกประเทศทั่วโลก 416,124 ตัน เป็นการนำเข้าจากอินโดนีเซีย 384,102 ตัน เวียดนาม 15,613 ตัน และประเทศอื่นๆ 16,409 ตัน

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร (กสก.) เปิดเผยว่า รัฐบาลได้กำหนดเป้าหมายการดำเนินงานการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จำนวน 14,500 แปลง ในพื้นที่ 90 ล้านไร่ หรือ 60% ของพื้นที่ทำการเกษตรทั่วประเทศ โดยในปี 2560 มีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมโครงการแล้ว จำนวน 1,512 แปลง ในพื้นที่ 2.6 ล้านไร่ หรือ 20% ของพื้นที่ทำการเกษตรทั่วประเทศ และตั้งเป้าหมายในปี 2561-64 ที่ 7,000 แปลงในพื้นที่ 30 ล้านไร่ หรือ 20% ของพื้นที่ทำการเกษตรทั่วประเทศ ปี 2565-69 เป้าหมาย 9,500 แปลง พื้นที่ 45 ล้านไร่ หรือ 30% ของพื้นที่ทำการเกษตรทั่วประเทศ และจะครบตามเป้าหมาย 14,500 แปลง ในปี 2570-79

“การสมัครเข้าร่วมโครงการแปลงใหญ่ไม่ใช่เรื่องที่ยาก ที่ผ่านมาเกษตรกรจำนวนมากที่ต้องการปรับเปลี่ยนวิธีทำการเกษตร และสนใจเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกินกว่าเป้าหมายที่วางไว้ ล่าสุดเพียงปีนี้ปีเดียว (ปี 2561) มีกลุ่มเกษตรกรมากกว่า 3 พันแปลง สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการฯ”

นายสมชาย กล่าวว่า สำหรับหลักในการดำเนินการส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่นั้น จะมีการกำหนดขนาดพื้นที่การผลิตเพื่อให้คุ้มต่อการลงทุน มีการคัดเลือกกลุ่มเกษตรกรที่มีการดำเนินการในรูปแบบกลุ่มอยู่ก่อนแล้ว อาทิ สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน มีแหล่งน้ำชัดเจน ปริมาณน้ำเพียงพอ การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับพื้นที่ กำหนดเป้าหมาย และแผนปฏิบัติงาน หรือแผนธุรกิจที่ชัดเจน รวมถึงแผนธุรกิจพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรที่เหมาะสม และมีตลาดรองรับ

เกณฑ์ในการกำหนดพื้นที่แปลงใหญ่ คือ ต้องเป็นพื้นที่อยู่ชุมชนที่ใกล้เคียง ขนาดพื้นที่ต้องเหมาะสมต่อการบริหารจัดการและเพียงพอให้เกิดอำนาจในการต่อรอง สำหรับเงื่อนไขของพื้นที่ และจำนวนเกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ แบ่งตามประเภทสินค้า ได้ดังนี้ 1. ข้าว พืชไร่ ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ต้องมีพื้นที่รวมกันไม่น้อยกว่า 300 ไร่ และเกษตรกรไม่น้อยกว่า 30 ราย 2. ไม้ผล พืชผัก ไม้ดอกไม้ประดับ ประมง ปศุสัตว์ ผึ้งและแมลงเศรษฐกิจ สมุนไพรและพืชอื่น ๆ ต้องมีพื้นที่ร่วมกันไม่น้อยกว่า 300 ไร่ หรือ เกษตรกรไม่น้อยกว่า 30 ราย

ทั้งนี้ เกษตรกร องค์กรการเกษตรที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ สามารถยื่นใบสมัคร ที่หน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ อาทิ สำนักงานเกษตรอำเภอ ส่วนผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ศูนย์วิจัยข้าว สำนักงานประมงอำเภอ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ สำนักงานสหกรณ์จังหวัด เป็นต้น จากนั้นจะต้องดำเนินการ อาทิ การจัดทำข้อมูลโครงการบริหารจัดการกลุ่ม การคัดเลือกประธานกลุ่ม และผู้จัดการแปลงใหญ่ ตามกระบวนการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ต่อไป

หลังจากที่รัฐบาลได้ดำเนินการโครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ในปีแรกเมื่อปี 2559 จนมาถึงปีนี้ มีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมจำนวนมาก เพราะขั้นตอนการรวมกลุ่มเกษตรกร เพื่อขอเข้าร่วมโครงการ ไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยาก เพราะเกษตรกรไทยมีการรวมกลุ่มกันอยู่แล้ว เมื่อต้องรวมกลุ่มเพื่อบริหารจัดการการเกษตร จึงไม่ใช่เรื่องยาก แต่สิ่งที่ยากคือการพัฒนากลุ่มให้ยั่งยืน จึงจำเป็นต้องมีการวางแผน และบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่การผลิต

“ในปีนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร จะเดินหน้าแผนพัฒนาเกษตรแปลงใหญ่ โดยจะเน้นหนักในการบริหารจัดการแปลงที่เป็นระบบมากยิ่งขึ้น มีฐานข้อมูลแปลงที่ละเอียด ภายใต้การทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ในทุกระดับ เพื่อขับเคลื่อนแปลงใหญ่ไปในทิศทางเดียวกันและมีความชัดเจนมากขึ้น โดยเน้นให้ภาคประชาชนเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน ผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) จำนวน 882 แห่งทั่วประเทศ โดยการจัดทำแผนปฏิบัติงาน การจัดชั้นคุณภาพเครือข่ายแปลงใหญ่ นาแปลงใหญ่ และการบันทึกข้อมูล รวมทั้งการส่งเสริมให้มีการดำเนินงานให้เกิดขึ้นในรูปของกลุ่มเกษตรกรที่มีความเข้มแข็ง” นายสมชาย กล่าวในที่สุด

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ร่วมกับ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล บันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำบาดาล เพื่อบูรณาการด้านเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการน้ำบาดาลให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติต่อไป

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำบาดาล ระหว่างกรมฝนหลวงและการบินเกษตร นำโดย นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร และนางสาวมาลินี สุทธิรัตน์ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านบริหาร กับ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล นำโดย นางอรัญญา เฟื่องสวัสดิ์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล และนางอรนุช หล่อเพ็ญศรี รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำบาดาล รองรับภาวะวิกฤติ และความต้องการใช้น้ำบาดาลในกิจกรรมต่างๆ ที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในการร่วมวางแผน วิเคราะห์ ประเมินผล และติดตามผลการดำเนินงาน โดยนำเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญของแต่ละหน่วยงานมาบูรณาการ ในระยะเวลาความร่วมมือ 3 ปีเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องเกษตรกร ประชาชน และประเทศชาติต่อไป

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นหน่วยงานที่มีพันธกิจสำคัญในการบริหารจัดการน้ำในชั้นบรรยากาศ ทำให้เกิดการกระจายตัวของฝนในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อการพัฒนาด้านการเกษตร การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และการบรรเทาภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างบูรณาการ

โดยเฉพาะในปัจจุบันที่เกิดปัญหาสภาวะฝนทิ้งช่วง และการกระจายตัวของฝนไม่ครอบคลุมพื้นที่เกษตรกรรมนอกเขตชลประทาน ทำให้พื้นที่การเกษตรหลายแห่งได้รับความเสียหายจากการขาดแคลนน้ำเป็นอย่างมาก แนวทางในการบรรเทาสถานการณ์ดังกล่าว จำเป็นต้องมีการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่มีภารกิจด้านการบริหารจัดการน้ำและบรรเทาภัยพิบัติที่เกิดจากน้ำ ทั้งน้ำบนฟ้า น้ำผิวดิน และน้ำใต้ดิน

ดังนั้น กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จึงได้จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำร่วมกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2561 เพื่อดำเนินงานด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ มุ่งเน้นความร่วมมือด้านวิชาการและวางแผนการปฏิบัติงานร่วมกัน เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเกิดมีประสิทธิภาพ สามารถรองรับภาวะวิกฤติและภัยพิบัติได้อย่างเหมาะสม

ซึ่งการลงนามบันทึกข้อตกลงโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำบาดาลในครั้งนี้ ถือเป็นการต่อยอดการทำงานร่วมกันหลังจากมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการดังกล่าว โดยมีวัตถุประสงค์และขอบเขตความร่วมมือ ดังนี้
1. ร่วมกันกำหนดพื้นที่เป้าหมายที่เหมาะสมในการเติมน้ำบาดาลลงสู่ใต้ดินตามธรรมชาติโดยการปฏิบัติการฝนหลวง

2. สร้างแนวทางการบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อร่วมวางแผน วิเคราะห์ ประเมินผล และติดตามผลการดำเนินงานภายใต้โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำบาดาล

3. เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำบาดาล รองรับภาวะวิกฤติ และความต้องการใช้น้ำบาดาลในกิจกรรมต่างๆ ที่เพิ่มมากขึ้น

ในโอกาสนี้ นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรและกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ได้นำสื่อมวลชนเยี่ยมชมการดำเนินงานในพื้นที่ศักยภาพของโครงการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรในพื้นที่ประสบภัยแล้ง ณ บ้านหนองระกำ หมู่ 5 ตำบลเขาชายธง อำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์

ซึ่งเป็นพื้นที่การเกษตรนอกเขตชลประทาน ที่อยู่ในเขตเงาฝน เกษตรกรต้องประสบปัญหาขาดแคลนแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรอยู่เป็นประจำ โดยพื้นที่แห่งนี้สามารถเพาะปลูกอ้อยได้เพียงหนึ่งรอบต่อปี ผลผลิตต่อไร่ตกต่ำ รายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ทำให้เกิดปัญหาหนี้สินและการละทิ้งถิ่นฐานเพื่อหารายได้มาใช้จ่ายในครอบครัว ภายหลังเข้าร่วมโครงการฯ ทำให้การปลูกอ้อยที่ได้รับน้ำบาดาลมาช่วยเสริมมีผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งนี้ จากความร่วมมือดังกล่าว กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจะเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำบาดาลในทุกพื้นที่ เพื่อรองรับภาวะวิกฤติและความต้องการใช้น้ำบาดาลในกิจกรรมต่างๆ ที่เพิ่มมากขึ้นต่อไป

เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ผมแวะไปเดินเที่ยวตลาดอมยิ้ม ที่จัดทุกเสาร์-อาทิตย์ ในเขตวัดวาปีสุทธาวาส (วัดตลาดควาย) อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ตลาดโบราณที่พยายามแสดงอัตลักษณ์ชนกลุ่มน้อยหลายเผ่าพันธุ์ในจังหวัดราชบุรีไปพร้อมๆ กับขายของพื้นบ้านกระจุกกระจิกแห่งนี้ขยายตัวขึ้นมาก ที่ผมชอบคือ มีพืชผักท้องถิ่นตามฤดูกาลมาขายหลายอย่าง มีใบเปราะอ่อนๆ ทั้งแบบสีเขียวและสีม่วง และที่ผมเห็นแล้วก็ “ระลึกชาติ” ก็คือลูกตาลเสี้ยน ทั้งที่ดิบสีเขียวอ่อน และเริ่มสุกเป็นสีเหลือง ขายถุงย่อมๆ เพียงแค่ถุงละ 20 บาท

ที่ว่าระลึกชาติ เพราะผมเคยกินผลไม้ชนิดนี้มาตั้งแต่เด็กๆ ขนาดมันราวๆ พุทราลูกย่อมๆ ผิวเปลือกและเนื้อกรอบแน่น แต่ก็ชุ่มน้ำ เม็ดเหมือนละมุด รสชาติฝาดเปรี้ยวเจือหวานชุ่มคอ แถวบ้านผมกินทั้งแบบดิบๆ โดยทุบพอแตก จิ้มน้ำพริกกะปิ ถ้ามีมากก็ดองเปรี้ยวไว้จิ้มน้ำพริกอีกเช่นกัน