ตกรายได้ต่อเดือน 12 ครั้งเงินประมาณ 240,000 บาท ต่อเดือน

หักต้นทุนไปครึ่งหนึ่งที่เหลือคือกำไรคุณณัฐพงษ์ บอกต่ออีกว่า กุหลาบตัดดอกไม่มีผลอะไรกับช่วงเทศกาลแห่งความรัก ขณะที่ราคากุหลาบก้านปรับตัวสูงขึ้นหลายเท่าตัว แต่กุหลาบตัดดอกไม่ได้รับผล ราคาขายยังเท่าเดิม จะมีขยับขึ้นคือช่วงเทศกาลสงกรานต์ผู้คนนิยมนำไปสรงน้ำพระ หรือเทศกาลเช็งเม้งนำไปโรยสุสานบรรพบุรุษ

“ทุกวันนี้ราคากุหลาบตัดดอกยังคงที่ ส่งขายที่ปากคลองตลาดได้ราคา ดอกใหญ่ 30-40 สตางค์ ดอกเล็ก 10-15 สตางค์ ไม่ต้องรอเทศกาลก็สามารถอยู่ได้อย่างสบาย เพียงแต่ต้องมีวิธีการจัดการที่ดี หากเป็นช่วงที่มีปัญหาราคาดอกกุหลาบถูก ก็พยายามรักษาคุณภาพและปริมาณไว้ให้คงเดิม เพราะอย่างน้อยเราขายได้ราคาถูก แต่เรายังได้จำนวนดอกคงที่ ตัวเงินที่ได้มาก็จะคงที่ เมื่อบวกลบมาแล้วมีเงินเหลือประมาณนี้พอจะเลี้ยงครอบครัวได้อย่างไม่เดือดร้อน”

สาธารณสุขเตือน! กินโคลน เสี่ยงโรคเพียบ ชาวบ้านไม่ฟังเตรียมบายสี แก้บน
กินโคลน – จากกรณีที่ชาวบ้าน บ้านหนองกุงน้อย หมู่ที่ 10 ต.โคกกระเบื้อง อ.บ้านเหลื่อม จ.นครราชสีมา แห่กันนำเอาขวดไปใส่โคลนที่ผุดขึ้นมาบริเวณกลางทุ่งนา เพื่อนำไปพอกตัว รักษาโรคปวดเมื่อย พอกหน้า เพื่อให้ใบหน้าขาวใส ตามความเชื่อว่าเป็นโคลนวิเศษ รักษาโรคต่างๆ ได้

ขณะที่บางคน นำโคลนไปกราบไหว้บูชาเพื่อเป็นสิริมงคล รวมถึงนำไปดื่มกิน โดยเชื่อว่าจะรักษาโรคต่างๆ ได้อีกล่าสุด วันที่ 12 ก.พ. นายอำนวย เนียมหมื่นไวย์ สาธารณสุขอำเภอ ได้เตือนชาวบ้าน ที่นำโคลนลาวาไปพอกหน้า รวมถึงดื่มกิน อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคฉี่หนู โรคผิวหนัง เนื่องจากความเป็นกรดเป็นด่างของดินในทุ่งนา ที่ตกค้างจากสารเคมี อาจส่งผลให้เชื้อโรคซึมเข้าสู่ผิวหนังทางบาดแผลได้

ทั้งนี้ แหล่งข่าวระบุว่า ภายในวันที่ 15 ก.พ. จะมีชาวบ้านจำนวนมากเดินทางไปร่วมพิธีบวงสรวง บายศรีสู่ขวัญของหมอทรง และได้จ้างหมอลำกลอนมารำแก้บน โดยชาวบ้านเชื่อว่าบริเวณที่มีโคลนผุดเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีเจ้าเมืองบาดาลอาศัยอยู่

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร ร่วมกับ บริษัทยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด จัดการสัมมนาฟรี! ในหัวข้อเรื่อง “การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร : Research and development on Innovative herbal product” ในวันที่ 12 มีนาคม 2562 ณ Meeting room 4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ เทคโนโลยีสมัยใหม่ จากวิทยากรทั้งภายในและต่างประเทศ ให้แก่กลุ่มเป้าหมาย อาทิ ผู้ประกอบการ นักวิจัยและอาจารย์ด้านวิจัย ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนผ่าน link https://goo.gl/forms/e53365FlmoTo3RMs2 หรือ QR code ได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 5 มีนาคม 2562

ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของงานแสดงสินค้า เทคโนโลยี และการประชุมด้านอุตสาหกรรมการผลิตยาครบวงจรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ “CPhi (Convention on Pharmaceutical Ingredient) South East Asia 2019” ซึ่งบริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-14 มีนาคม 2562 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ม่อนแก้วภูแล เชียงราย บุกตลาดสับปะรดภูแล แปรรูปขายส่งต่างประเทศ

ใครที่ได้ชิมสับปะรดภูแลแล้วแทบไม่เชื่อเลยว่า ผลเล็กๆ เช่นนั้นจะมีความหวาน กรอบ ไม่แสบลิ้น จนเป็นที่โปรดปรานของหลายคน ถ้าได้ผ่าผลออกเป็นชิ้นเหลือก้านไว้เพื่อให้จับได้สะดวกแล้วแช่เย็นนำไปรับประทานเหมือนไอติมก็ยิ่งเป็นที่ถูกใจของทุกเพศทุกวัย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ภูแลเป็นสับปะรดของเชียงรายที่ได้รับความนิยมมาก นับเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่ส่งไปขายต่างประเทศ สร้างรายได้ เปลี่ยนฐานะความเป็นอยู่ของชาวบ้านในพื้นที่

แต่เดิมเชียงรายมีสับปะรดนางแลที่มีชื่อเสียงโด่งดัง มีหลายคนเข้าใจผิดคิดว่าสับปะรดภูแลเป็นผลพวงของสับปะรดภูเก็ตกับนางแล ความจริงไม่เกี่ยวข้องกันเลย เพียงแต่เป็นการผสมชื่อระหว่าง ตำบลนางแล กับสับปะรดภูเก็ตเท่านั้น เนื่องจากผู้ที่เริ่มปลูกนำพันธุ์ภูเก็ตมาปลูกที่ตำบลนางแล จึงเกิดการกลายพันธุ์ขึ้น

ถึงแม้ภูแลจะเป็นสับปะรดน้องใหม่ที่สร้างชื่อเสียงให้แก่จังหวัด แต่ความอร่อยของพันธุ์นี้ก็ใช่ว่าจะปลูกได้ทุกแห่ง เนื่องจากลักษณะทางกายภาพพื้นที่ตลอดจนสภาพอากาศ ดิน น้ำ ดังนั้น จึงมีเพียง 3 ตำบล คือ นางแล ท่าสุด และบ้านดู่ ที่ปลูกสับปะรดภูแลได้อย่างมีศักยภาพ ทั้งนี้ ภาพรวมของอาชีพการทำสับปะรดภูแลมีทั้งผู้ปลูก ผู้แปรรูป อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่าง แล้วมีตลาดต่างประเทศเป็นเป้าใหญ่รองรับธุรกิจนี้

จนทำให้เกิดเป็นวงจรธุรกิจสร้างอาชีพมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการปลูก การแปรรูป อาชีพรับจ้างปอก รับจ้างตัด รับจ้างขน โรงงานน้ำแข็ง ฯลฯ ที่ล้วนสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบขึ้น จนชาวบ้านมีรายได้จับจ่ายใช้สอยกันอย่างมีความสุข ไม่ต้องเดือดร้อนอพยพหางานต่างถิ่นทำ

นอกจากนั้นแล้ว สับปะรดภูแลยังได้รับจดสิทธิบัตรจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อแสดงความเป็นเอกลักษณ์ของสินค้าที่เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI (Geographycal Indication) กับมาตรฐานสินค้าโอท็อป 5 ดาว พ่วงมาอีก

“ม่อนแก้วภูแล” ธุรกิจแปรรูปสับปะรดภูแลภายใต้การบริหารงานโดยม่อนแก้วภูแล กรุ๊ป โดยมี คุณกาย ลูกชาย คุณอิ่นแก้ว จอมแสง รับผิดชอบดูแลงานด้านการตลาด

คุณกาย เล่าว่า เมื่อราว 6 ปีก่อนหลังจากที่ตัวเองกลับไปบ้านที่เชียงราย ซึ่งขณะนั้นพ่อ-แม่ทำอาชีพปลูกสับปะรดบนพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ เพื่อส่งขายโรงงาน ก็พบว่าราคาสับปะรดลดลงอย่างมาก เนื่องจากทางโรงงานรับซื้อเพียงบางส่วน จึงสร้างความเสียหายกับผลผลิตที่เหลือ อีกทั้งยังมีผลผลิตสับปะรดออกมาพร้อมกันทุกสวนจนล้นตลาด และสวนของพ่อ-แม่ ก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน จึงคิดหาทางแก้ไขแบบเร่งด่วนในระยะสั้น ด้วยการบรรทุกผลผลิตสับปะรดภูแลเข้ามาขายในกรุงเทพฯ ทั้งนี้ เพื่อช่วยเร่งระบายจำนวนผลผลิตที่ทยอยมีออกมาเรื่อยๆ ไม่ให้เสียหาย

“การนำสับปะรดภูแลเข้ามาขายในกรุงเทพฯ ด้วยตัวเอง จะปอกแล้วแพ็กใส่ถุงพร้อมรับประทานเพื่อสะดวกแก่ลูกค้า โดยนำสับปะรดไปวางขายตามสถานที่หลายแห่ง ทั้งตลาดสด หน้าอาคารสำนักงานชื่อดัง หรือตลาดนัดขายสินค้า ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากลูกค้าเป็นจำนวนมาก ขายดี โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าที่เป็นคนขายสนใจติดต่อให้นำสับปะรดมาส่ง จึงค่อยๆ เพิ่มจำนวนมากขึ้นในเวลาต่อมา

คุณกาย มองว่าหากทำตัวเป็นเพียงพ่อค้าคนกลางเพื่อติดต่อซื้อ-ขายสับปะรดในลักษณะรับซื้อจากสวนของชาวบ้านเพื่อรวบรวมมาขายส่งอีกต่อหนึ่งอาจเกิดปัญหาหลายประการ ทั้งเรื่องการควบคุมปริมาณและการดูแลคุณภาพ ดังนั้น จึงตัดสินใจปลูกสับปะรดภูแลเอง จัดการแปรรูปเอง และหาตลาดขายเอง

พันธุ์สับปะรดภูแล เริ่มใช้จากสวนของครอบครัว พร้อมขยายพันธุ์ไปปลูกยังพื้นที่ปลูกทุกแห่ง ฤดูปลูกจะเริ่มประมาณเดือนมีนาคม-พฤษภาคม เพราะเมื่อปลูกต้นกล้าเสร็จก็เริ่มเข้าสู่ฤดูฝนซึ่งจะช่วยให้ผลผลิตเจริญงอกงามสมบูรณ์ ก่อนเริ่มปลูกจะต้องจัดการปรับพื้นที่ กำจัดเศษวัชพืชต่างๆ ออกให้หมด ใช้รถไถพรวนดินให้ฟู พร้อมไปกับการตระเตรียมต้นกล้าที่สมบูรณ์รอไว้ ภายหลังปรับพื้นที่เรียบร้อยจึงเริ่มปลูกต้นกล้า โดยพื้นที่จำนวน 1 ไร่ ปลูกกล้าสับปะรดได้จำนวนกว่า 3,000 ต้น ใช้ระยะห่างระหว่างแถว 1.50 เมตร

หลังจากปลูกได้เป็นเวลา 3 เดือน จะพบว่าเริ่มมีรากฝอยอ่อนแตกออกมา จากนั้นจะใส่ปุ๋ยยูเรีย สูตร 40-8-00 จำนวนต้นละกำมือ จะใส่เพียงครั้งเดียว แต่ระหว่างนั้นจะต้องหมั่นตรวจแปลงเพื่อกำจัดวัชพืชออกให้หมด เพื่อต้องการให้แสงแดดส่องลงมาได้เต็มที่ เนื่องจากแสงแดดมีผลโดยตรงต่อความสมบูรณ์ของสับปะรด และช่วยให้มีคุณภาพทั้งรสชาติและความสมบูรณ์ของผล

กระทั่งเมื่อปลูกได้เป็นเวลา 6 เดือน จึงเริ่มหยอดยากระตุ้น คุณอิ่นแก้ว บอกว่า พื้นที่ปลูกสับปะรดภูแลจำนวน 215 ไร่ ที่กระจัดกระจายไปตามตำบลต่างๆ ในตัวเมืองจะต้องแบ่งสับปะรดออกเป็นโซนจำนวน 24 โซน เพื่อแบ่งการหยอดยากระตุ้น โดยแต่ละโซนจะเว้นการหยอดยากระตุ้นห่างกัน 15 วัน พร้อมจดบันทึก ดังนั้น การบริหารจัดการเช่นนี้จะทำให้ผลผลิตพร้อมตัดเก็บพอดีในเวลาอีก 6 เดือน ต่อมา สามารถทยอยเก็บได้ครบรอบปีโดยไม่เกิดความเสียหาย จึงทำให้มีผลผลิตส่งลูกค้าได้เพียงพอตลอดทั้งปี แล้วทำให้มีรายได้ตลอดเช่นกัน

เหตุผลที่เชียงรายปลูกสับปะรดภูแลได้อร่อย โดยเฉพาะอำเภอนางแล ท่าสุด และตำบลบ้านดู่ เพราะดินไม่ชุ่มน้ำ เป็นดินดำ ลักษณะพื้นที่อยู่ในระดับสูง อากาศดี น้ำดี ดังนั้น จึงสร้างคุณภาพให้สับปะรดภูแลมีรสอร่อย หวานชื่นใจ มีผลเล็กตรงกับความชอบของลูกค้า มีความกรอบ ไม่กัดลิ้นและไม่มีเส้นใย ขณะเดียวกัน ในแต่ละพื้นที่ของจังหวัดก็สามารถปลูกสับปะรดภูแลได้ แต่อาจได้คุณภาพต่างกัน

ทั้งนี้ ผลผลิตรุ่นแรกในแต่ละโซนจะมีขนาดใหญ่ แล้วค่อยๆ เล็กลง โดยผลผลิตที่เก็บรุ่นแรกมีขนาดน้ำหนักผลประมาณ 1 กิโลกรัม ขนาดผลรุ่นนี้ตลาดต่างประเทศไม่นิยมเพราะใหญ่เกินไปมักขายให้แก่ตลาดในประเทศตามจังหวัดใกล้เคียง แต่พอมาเก็บเป็น รุ่นที่ 2-3 จะได้ขนาดผลละประมาณ 3-4 ผล ต่อกิโลกรัม เป็นขนาดที่ตลาดต้องการ พอมาถึงผลผลิตรุ่นที่ 4 จะได้ขนาดผลประมาณ 4-5 ผล ต่อกิโลกรัม ดังนั้น จึงมีเพียงรุ่นที่ 2-3 เท่านั้นที่ทำเงินได้ดีที่สุด จึงกำหนดไว้ 3 ขนาด ได้แก่ 1. จัมโบ้ มีขนาดไม่ต่ำกว่า 7 ขีด-1 กิโลกรัม 2. ไซซ์ปอกมีขนาด 3-4 ผล ต่อกิโลกรัม และ 3. ไซซ์จิ๋วมีขนาด 7-9 ผล ต่อกิโลกรัม โดยไซซ์ปอกจะขายดีที่สุด

ตลาดจำหน่ายสับปะรดม่อนแก้วภูแล มีทั้งในและต่างประเทศ ขายทั้งผลสดและแปรรูปในจำนวนประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ของปริมาณผลผลิตทั้งหมด ตลาดหลักเป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างกรุงเทพฯ เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภูเก็ต กระบี่ ฯลฯ สำหรับต่างประเทศมียอดสับปะรดแปรรูปส่งขายกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย และจีน ที่เป็นตลาดใหญ่ที่สุด

ด้วยยอดขายส่งสับปะรดต่างประเทศที่มีจำนวนมากจึงทำให้ทางโรงงานต้องแปรรูปทุกวัน มีพนักงานทำงาน 2 กลุ่ม คือแบบประจำมีรายได้ตามกฎหมายแรงงาน ทำหน้าที่ล้าง แพ็ก และบรรจุใส่กล่องลำเลียงใส่รถตู้คอนเทนเนอร์ อีกกลุ่มเป็นพนักงานปอกทำหน้าที่ปอก เลาะตา พนักงานกลุ่มนี้มีรายได้แบบจ้างเหมา กิโลกรัมละ 10 บาท โดยแต่ละคนมีรายได้เฉลี่ยต่อวัน ประมาณ 500-800 บาท

ทั้งนี้ เมื่อได้รับออเดอร์ล่วงหน้าจากลูกค้าแล้วจะบรรจุผลสับปะรดแปรรูปใส่ถุงติดแบรนด์สินค้าของลูกค้ารายนั้นๆ แล้วบรรจุใส่กล่องโฟม ลำเลียงใส่ตู้คอนเทนเนอร์ โดยกล่องโฟมที่บรรจุสับปะรด 1 กล่อง จะใส่สับปะรดได้ 8 กิโลกรัม และใน 1 ตู้คอนเทนเนอร์ สามารถบรรทุกกล่องโฟมได้จำนวน 1,200 กล่อง

คุณกาย ชี้ว่าความจริงแล้วราคาขายสับปะรดภูแลในประเทศดีกว่า เพียงแต่จำนวนการสั่งมีน้อยและไม่แน่นอน ตรงข้ามกับตลาดต่างประเทศที่มียอดการสั่งแบบไม่อั้น สั่งตลอด ยังมีอยู่อีกยาวนาน เนื่องจากตลาดต่างประเทศขยายวงกว้างมากขึ้น จนบางคราวมีออเดอร์สั่งเข้ามาติดกันจนทำให้ผลผลิตไม่พอก็จะต้องแก้ปัญหาด้วยการรับซื้อผลผลิตจากชาวบ้านในกลุ่มที่ปลูกสับปะรดแบบคุณภาพ ดังนั้น ผู้ผลิตจึงต้องพึ่งพาตลาดต่างประเทศเป็นหลัก

แม้สับปะรดภูแลได้กลายเป็นหนึ่งในผลไม้สำคัญของจังหวัดเชียงราย แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาพบว่ามีเพียง 3 ตำบล คือนางแล ท่าสุด และตำบลบ้านดู่ ที่มีผลผลิตคุณภาพดีได้มาตรฐานกว่าหลายแห่งอันมาจากลักษณะทางพื้นที่ ดิน น้ำ และอากาศ อีกทั้งตำบลบ้านดู่ยังนับเป็นแหล่งใหญ่ เพราะไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ปลูก โรงงานแปรรูปที่มีกว่า 20 แห่ง มีรายได้เข้า-ออกสูง แล้วยังมีจำนวนประชากรทำงานอยู่ในพื้นที่หมุนเวียนมากด้วย

นอกจากนั้นแล้ว สับปะรดภูแลยังสร้างชื่อเสียงไปยังหลายประเทศ จนมีกลุ่มแอบอ้างนำสับปะรดพันธุ์อื่นไปหลอกขายสร้างความเสื่อมเสียมายังผู้ผลิต ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการจดสิทธิบัตรจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อแสดงความเป็นเอกลักษณ์ของสินค้าที่เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ “จีไอ” (GI:Geographycal Indication)

หรือกรณีมีพ่อค้าหัวใสหลายจังหวัดนำสับปะรดพันธุ์อื่นมาแอบอ้างว่าเป็นภูแล พอผู้ซื้อไปรับประทานแล้วไม่อร่อย เกิดความรู้สึกที่ไม่ดี ปัญหานี้ คุณกาย บอกว่าวิธีสังเกตสับปะรดภูแลแท้คือ 1. ผลมีกลิ่นหอม 2. ก้านผลมีขนาดเล็ก 3. เนื้อเนียน ละมุน ไม่มีใย และ 4. รับประทานแล้วไม่กัดลิ้น

การแปรรูปสับปะรดในโรงงานจะมีวัสดุบางประเภทไม่เกิดประโยชน์แล้วต้องทิ้งอย่างเปลือกหรือตา ที่เลาะออกมา คุณกาย บอกว่าวัสดุเหลือทิ้งเหล่านี้ไม่ได้ขายแต่จะให้ชาวบ้านนำไปใช้ประโยชน์ต่างๆ โดยไม่คิดเงิน อย่างเปลือกนำไปผลิตเป็นอาหารวัว หรือตาจะนำไปเป็นอาหารเป็ด/ไก่

เมื่อสังเกตจากปากทางถนนเข้าสู่ตำบลบ้านดู่จะพบว่า บ้านเรือนสองข้างทางล้วนมีชาวบ้านประกอบอาชีพทำสับปะรดภูแลกันแทบทุกหลังคาเรือน ทั้งปลูก แปรรูป รับจ้างเก็บ รับจ้างปอก ฉะนั้น สับปะรดภูแลถือเป็นไม้ผลที่สร้างอาชีพให้เกิดรายได้แก่ชุมชนโดยไม่ต้องออกไปตระเวนหางานต่างถิ่น ช่วยให้ครอบครัวอยู่ด้วยกันพร้อมหน้า ช่วยให้ทุกครัวเรือนมีรายได้ที่ดีกว่าเดิม มีความเป็นอยู่ที่เปลี่ยนไป มีฐานะดีขึ้น

“สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ทรงแนะวิธีบริหารประเทศ ให้ ครม. นึกถึงประชาชน
“สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” พระราชทานพระราโชบายบริหารประเทศ ให้ ครม. นึกถึง ปชช. -ทำให้มีความสุข นำแนวทางจิตอาสา ช่วยเกษตรกร ลดความเหลื่อมล้ำ
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว – ครม. – เมื่อวันที่ 12 ก.พ. เวลา 14.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.อ. หญิงทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ก่อนการประชุม ครม. พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ปรารภว่า

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทาน พระราโชบายในการบริหารประเทศ โดยขอให้คนไทยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ที่พระองค์เห็นความสำคัญของประชาชน โดยท่านมีรับสั่งว่า ขอให้ ครม. นึกถึงประชาชนเป็นหลักในการทำงาน ทำให้มีความสุข มีทางออก และมีทางเลือก

ขณะที่การแก้ปัญหาสังคมของประเทศนั้น สามารถบรรเทาได้โดยการสร้างวินัยให้กับประชาชน รวมถึงขอให้ประชาชนทุกคนมีความภูมิใจในประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของประเทศไทย ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับประเทศชาติได้ในเรื่องส่งเสริมการท่องเที่ยว

“ส่วนประเด็นสำคัญ คือการนำเอาจิตอาสาไปขับเคลื่อนให้กับเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อน หากช่วยเหลือได้ จะนำจิตอาสาช่วยบรรเทาปัญหาต่างๆ ทั้งด้านผลผลิต และการเกษตร ซึ่งถือว่าเป็นโครงการที่ดีที่จะช่วยกันแก้ไขปัญหาให้กับทุกหมู่เหล่า

โดยจะเป็นการร่วมมือกันของส่วนราชการ เอกชน ในการรวมพลัง ช่วยเหลือผู้ขาดแคลนในประเทศ เพื่อยกระดับให้มีฐานะที่เท่าเทียมกัน ลดความเหลื่อมล้ำและลดช่องว่าง” พ.อ. หญิงทักษดา กล่าว

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 นายยศพนธ์ ทัพพระจันทร์ เกษตรจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สังกัดสำนักงานเกษตรจังหวัดปราจีนบุรี เข้าร่วมงานพร้อมทั้งให้บริการทางการเกษตร ในงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ครั้งที่ 2/2562 ณ วัดคลองปลาดุกลาย หมู่ที่ 6 ตำบลทุ่งโพธิ์ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี โดยมี นายพิบูลย์ หัตถกิจโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เป็นประธานเปิดงาน ซึ่งจัดโดยสำนักงานเกษตรจังหวัดปราจีนบุรี ร่วมกับสำนักงานเกษตรอำเภอนาดี

สำหรับโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ นี้ เป็นโครงการที่ช่วยเหลือและพัฒนาอาชีพเกษตร โดยความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ทั้งด้านพืช ประมง ปศุสัตว์ พัฒนาที่ดิน และด้านอื่นๆ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ส่วนราชการ หน่วยงานต่างๆ ของรัฐ ได้รับทราบปัญหาด้านการเกษตรของเกษตรกร สามารถเข้าถึงการบริการทางวิชาการ ได้รับการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตร และเพื่อบูรณาการความร่วมมือให้เกิดการบริการแก่เกษตรกร ณ จุดเดียวกันในรูปแบบกิจกรรมเคลื่อนที่ พร้อมมุ่งหวังให้เกษตรกรได้นำความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สร้างรายได้ดี และต่อยอดองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกร สร้างแรงกระตุ้นให้เกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายเกิดการตื่นตัว พร้อมทั้งยอมรับเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตรใหม่ๆ โดยคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ เป็นช่องทางหนึ่งในการเข้าถึงเกษตรกรได้อย่างใกล้ชิด ตรงตามความต้องการและทันต่อเหตุการณ์

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์พร้อม นายธีระ อนันต์ปัญญา ปศุสัตว์เขต 5 นายสุรเดช สมิเปรม เลขานุการกรม นายนพพร มหากันธา ปศุสัตว์จังหวัดเชียงรายและคณะลงพื้นที่ตรวจติดตามงานด้านมาตรฐานปศุสัตว์อินทรีย์ ณ สิรินทร์ฟาร์ม มีพื้นที่ทั้งหมด 30 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าวและฟาร์ม ประกอบด้วย ฟาร์มสุกรอินทรีย์ ฟาร์มไก่ไข่อินทรีย์ ศูนย์รวมไข่อินทรีย์และโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์อินทรีย์

ลักษณะเด่นของการเลี้ยงสัตว์คือ ไม่ใช้ยาปฏฺิชีวนะ อาหารไก่เป็นสูตรที่คิดค้นขึ้นโดยมีส่วนผสมของสมุนไพรสร้างภูมิคุ้มกันให้ไก่ สำหรับการเลี้ยงหมูเป็นฟาร์มเดียวที่ขยายพันธุ์หมูคุโรบุตะพันธุ์แท้ ไม่ฉีดสารเร่งเนื้อแดง ไม่ใช้ฮอร์โมน

แนวคิดหลักของสิรินทร์ฟาร์ม คือการทำฟาร์มแบบครบวงจร ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและจะต้องไม่เกิดขยะหรือของเสียซึ่งส่งผลดีต่อระบบนิเวศม่อนแก้วภูแล เชียงราย บุกตลาดสับปะรดภูแล แปรรูปขายส่งต่างประเทศ

ใครที่ได้ชิมสับปะรดภูแลแล้วแทบไม่เชื่อเลยว่า ผลเล็กๆ เช่นนั้นจะมีความหวาน กรอบ ไม่แสบลิ้น จนเป็นที่โปรดปรานของหลายคน ถ้าได้ผ่าผลออกเป็นชิ้นเหลือก้านไว้เพื่อให้จับได้สะดวกแล้วแช่เย็นนำไปรับประทานเหมือนไอติมก็ยิ่งเป็นที่ถูกใจของทุกเพศทุกวัย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ภูแลเป็นสับปะรดของเชียงรายที่ได้รับความนิยมมาก นับเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่ส่งไปขายต่างประเทศ สร้างรายได้ เปลี่ยนฐานะความเป็นอยู่ของชาวบ้านในพื้นที่

แต่เดิมเชียงรายมีสับปะรดนางแลที่มีชื่อเสียงโด่งดัง มีหลายคนเข้าใจผิดคิดว่าสับปะรดภูแลเป็นผลพวงของสับปะรดภูเก็ตกับนางแล ความจริงไม่เกี่ยวข้องกันเลย เพียงแต่เป็นการผสมชื่อระหว่าง ตำบลนางแล กับสับปะรดภูเก็ตเท่านั้น เนื่องจากผู้ที่เริ่มปลูกนำพันธุ์ภูเก็ตมาปลูกที่ตำบลนางแล จึงเกิดการกลายพันธุ์ขึ้น

ถึงแม้ภูแลจะเป็นสับปะรดน้องใหม่ที่สร้างชื่อเสียงให้แก่จังหวัด แต่ความอร่อยของพันธุ์นี้ก็ใช่ว่าจะปลูกได้ทุกแห่ง เนื่องจากลักษณะทางกายภาพพื้นที่ตลอดจนสภาพอากาศ ดิน น้ำ ดังนั้น จึงมีเพียง 3 ตำบล คือ นางแล ท่าสุด และบ้านดู่ ที่ปลูกสับปะรดภูแลได้อย่างมีศักยภาพ ทั้งนี้ ภาพรวมของอาชีพการทำสับปะรดภูแลมีทั้งผู้ปลูก ผู้แปรรูป อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่าง แล้วมีตลาดต่างประเทศเป็นเป้าใหญ่รองรับธุรกิจนี้

จนทำให้เกิดเป็นวงจรธุรกิจสร้างอาชีพมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการปลูก การแปรรูป อาชีพรับจ้างปอก รับจ้างตัด รับจ้างขน โรงงานน้ำแข็ง ฯลฯ ที่ล้วนสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบขึ้น จนชาวบ้านมีรายได้จับจ่ายใช้สอยกันอย่างมีความสุข ไม่ต้องเดือดร้อนอพยพหางานต่างถิ่นทำ

นอกจากนั้นแล้ว สับปะรดภูแลยังได้รับจดสิทธิบัตรจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อแสดงความเป็นเอกลักษณ์ของสินค้าที่เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI (Geographycal Indication) กับมาตรฐานสินค้าโอท็อป 5 ดาว พ่วงมาอีก

“ม่อนแก้วภูแล” ธุรกิจแปรรูปสับปะรดภูแลภายใต้การบริหารงานโดยม่อนแก้วภูแล กรุ๊ป โดยมี คุณกาย ลูกชาย คุณอิ่นแก้ว จอมแสง รับผิดชอบดูแลงานด้านการตลาด

คุณกาย เล่าว่า เมื่อราว 6 ปีก่อนหลังจากที่ตัวเองกลับไปบ้านที่เชียงราย ซึ่งขณะนั้นพ่อ-แม่ทำอาชีพปลูกสับปะรดบนพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ เพื่อส่งขายโรงงาน ก็พบว่าราคาสับปะรดลดลงอย่างมาก เนื่องจากทางโรงงานรับซื้อเพียงบางส่วน จึงสร้างความเสียหายกับผลผลิตที่เหลือ อีกทั้งยังมีผลผลิตสับปะรดออกมาพร้อมกันทุกสวนจนล้นตลาด และสวนของพ่อ-แม่ ก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน จึงคิดหาทางแก้ไขแบบเร่งด่วนในระยะสั้น ด้วยการบรรทุกผลผลิตสับปะรดภูแลเข้ามาขายในกรุงเทพฯ ทั้งนี้ เพื่อช่วยเร่งระบายจำนวนผลผลิตที่ทยอยมีออกมาเรื่อยๆ ไม่ให้เสียหาย

“การนำสับปะรดภูแลเข้ามาขายในกรุงเทพฯ ด้วยตัวเอง จะปอกแล้วแพ็กใส่ถุงพร้อมรับประทานเพื่อสะดวกแก่ลูกค้า โดยนำสับปะรดไปวางขายตามสถานที่หลายแห่ง ทั้งตลาดสด หน้าอาคารสำนักงานชื่อดัง หรือตลาดนัดขายสินค้า ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากลูกค้าเป็นจำนวนมาก ขายดี โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าที่เป็นคนขายสนใจติดต่อให้นำสับปะรดมาส่ง จึงค่อยๆ เพิ่มจำนวนมากขึ้นในเวลาต่อมา

คุณกาย มองว่าหากทำตัวเป็นเพียงพ่อค้าคนกลางเพื่อติดต่อซื้อ-ขายสับปะรดในลักษณะรับซื้อจากสวนของชาวบ้านเพื่อรวบรวมมาขายส่งอีกต่อหนึ่งอาจเกิดปัญหาหลายประการ ทั้งเรื่องการควบคุมปริมาณและการดูแลคุณภาพ ดังนั้น จึงตัดสินใจปลูกสับปะรดภูแลเอง จัดการแปรรูปเอง และหาตลาดขายเอง

พันธุ์สับปะรดภูแล เริ่มใช้จากสวนของครอบครัว พร้อมขยายพันธุ์ไปปลูกยังพื้นที่ปลูกทุกแห่ง ฤดูปลูกจะเริ่มประมาณเดือนมีนาคม-พฤษภาคม เพราะเมื่อปลูกต้นกล้าเสร็จก็เริ่มเข้าสู่ฤดูฝนซึ่งจะช่วยให้ผลผลิตเจริญงอกงามสมบูรณ์ ก่อนเริ่มปลูกจะต้องจัดการปรับพื้นที่ กำจัดเศษวัชพืชต่างๆ ออกให้หมด ใช้รถไถพรวนดินให้ฟู พร้อมไปกับการตระเตรียมต้นกล้าที่สมบูรณ์รอไว้ ภายหลังปรับพื้นที่เรียบร้อยจึงเริ่มปลูกต้นกล้า โดยพื้นที่จำนวน 1 ไร่ ปลูกกล้าสับปะรดได้จำนวนกว่า 3,000 ต้น ใช้ระยะห่างระหว่างแถว 1.50 เมตร