ตนกับ นายลารส์ พบรักกันและแต่งงานกันอยู่กินด้วยกันมา 8 ปีแล้ว

โดยลารส์ ทำทุกอย่างทั้งปลูกดาวเรือง รดน้ำต้นดาวเรืองและอื่น ๆ ซึ่งทุกคนต้องช่วยกันหมด วางอนาคตว่าจะทำโฮมสเตย์และบาร์ร้านอาหาร ใช้ชื่อ เขียวช้าง กลางทุ่งนา ต.นาหมื่นศรี อ.นาโยง จ.ตรัง เป็นที่ทราบกันดีว่าผ้าทอพื้นเมืองไทยมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วโลก เป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมซื้อกลับบ้าน เพราะมีความสวยงาม ประณีต และได้มาตรฐาน เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2560 พสกนิกรต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีพระราชปณิธานสืบสานวัฒนธรรมการทอผ้าพื้นเมืองให้คงอยู่กับปวงชนชาวไทย และสร้างสัญลักษณ์ประเทศไทยในสายตาของชาวต่างชาติ

อาจารย์สมพงษ์ ทิมแจ่มใส ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย และเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ กล่าวว่า เวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จพระราชดำเนินไปทรงงานในพื้นที่ต่างๆ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ โดยเสด็จฯด้วยเสมอ ครั้งหนึ่งในการเสด็จฯไปทรงงานที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทอดพระเนตรเห็นชาวบ้านใส่ชุดภูไท ซึ่งมีความสวยงามมาก จึงมีพระราชดำริให้รื้อฟื้นการทอผ้าพื้นเมือง ซึ่งกว่าจะสำเร็จใช้เวลานานมาก

“พระองค์ตรัสให้ชาวบ้านทอผ้ามาขาย จะทรงรับซื้อไว้เองผ่านมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ต่อมารับสั่งให้ชาวบ้านทอมากขึ้น ผืนใหญ่ขึ้น ทำอย่างนี้จากพื้นที่หนึ่งไปอีกพื้นที่หนึ่ง ทำให้ภูมิปัญญาการทอผ้าของแต่ละท้องถิ่น จากที่ค่อยๆ เลือนหายก็เริ่มฟื้นคืน”

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ทำให้ชาวบ้านมีรายได้จากการทอผ้า จากเดิมที่ทอผ้าเพื่อสวมใส่ และแลกข้าวสาร เมื่อมีรายได้คุณภาพชีวิตก็เริ่มดีขึ้น บางบ้านที่มีเด็กและเยาวชนขาดโอกาสทางการศึกษา พระองค์ก็จะพระราชทานทุนการศึกษาให้ หรือบางบ้านที่สามีเป็นทหารไปรบและเสียชีวิตอยู่ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ก็จะพระราชทานเงินซื้อผ้ามากกว่ามูลค่าผ้าเสียอีก อาจารย์สมพงษ์ยืนยันว่า “นี่ไม่ใช่เพียงการรับซื้อผ้า แต่ยังเป็นการดูแลประชาชนเหมือนครอบครัว”

ตรานกยูงพระราชทาน

แต่ปัญหาก็เริ่มเกิด เมื่อมีพ่อค้าลักลอบนำเข้าเส้นไหมพันธุ์ผสมคุณภาพไม่ดี มาขายให้ชาวบ้านที่ไม่ได้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเอง ชาวบ้านเหล่านี้นำเส้นไหมที่ไม่ได้คุณภาพมาทอ และส่งขายให้มูลนิธิส่งเสริม

ศิลปาชีพฯ แต่คุณภาพไม่ผ่านจึงไม่รับซื้อ ขณะเดียวกันยังส่งไปขายต่างประเทศโดยอ้างชื่อว่า ไหมไทย (Thai Silk) ด้วยเหตุนี้ จึงมีการจัดทำมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยในประเทศ โดย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระราชทานตราสัญลักษณ์

“นกยูงไทย” ให้เป็นเครื่องหมายรับรอง โดย “ตรานกยูงพระราชทาน” แบ่งการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยเป็น 4 ประเภท ได้แก่ 1.นกยูงสีทอง (Royal Thai Silk) เป็นผ้าไหมที่ผลิตโดยใช้เส้นไหมและวัตถุดิบ ตลอดจนกระบวนการผลิตที่เป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาพื้นฐานดั้งเดิมของไทยอย่างแท้จริง อาทิ ใช้เส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้าน ทอด้วยมือ ย้อมสีด้วยธรรมชาติ

2.นกยูงสีเงิน (Classic Thai Silk) เป็นผ้าไหมที่ผลิตขึ้นโดยยังคงอนุรักษ์ภูมิปัญญาพื้นบ้าน ผสมผสานกับการประยุกต์ใช้เครื่องมือ และกระบวนการผลิตในบางขั้นตอน อาทิ ใช้เส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านหรือพันธุ์ไทยปรับปรุง เส้นไหมสาวด้วยอุปกรณ์ที่ใช้มอเตอร์ไม่เกิน 5 แรงม้า ย้อมสีธรรมชาติหรือสีเคมีที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

3.นกยูงสีน้ำเงิน (Thai Silk) เป็นผ้าไหมชนิดที่ผลิตด้วยภูมิปัญญาของไทยแบบประยุกต์ ใช้เทคโนโลยีการผลิตเข้ากับสมัยนิยมและเชิงธุรกิจ อาทิ ใช้เส้นไหมแท้ ย้อมสีธรรมชาติหรือสีเคมีที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ทอแบบใดก็ได้

4.นกยูงสีเขียว (Thai Silk Blend) เป็นผ้าไหมที่ผลิตด้วยกระบวนการผลิต และเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ผสมผสานกับภูมิปัญญาไทย ในด้านลวดลายและสีสันระหว่างเส้นไหมแท้ กับเส้นใยอื่นที่มาจากธรรมชาติหรือเส้นใยสังเคราะห์ อาทิ ใช้เส้นไหมแท้ ย้อมสีธรรมชาติหรือสีเคมีที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ทอแบบใดก็ได้ ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ที่รับรองโดยตรานกยูง จะต้องผลิตในประเทศไทยเท่านั้น

อาจารย์สมพงษ์กล่าวว่า ปัจจุบันตรานกยูงพระราชทานได้จดทะเบียนแล้วใน 35 ประเทศทั่วโลก ถือว่าได้รับการยอมรับค่อนข้างสูง เพราะเราลงลึกถึงกระบวนการผลิต ตั้งแต่การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ซึ่งแน่นอนว่าขณะนี้มีหลายคนพยายามลอกเลียนแบบเรา เราจึงต้องจดลิขสิทธิ์การรับรองตรานกยูง แต่ก็มีบางประเทศที่ไม่ยอมจดลิขสิทธิ์ให้เรา เพราะการจดลิขสิทธิ์ให้เท่ากับว่าเขาจะต้องยอมรับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย ทำให้ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมของเขาจะด้อยกว่าเราทันที

ชวนคนไทยใส่ผ้าไหม

อาจารย์สมพงษ์กล่าวว่า แม้เดี๋ยวนี้คนไทยจะนิยมใส่ผ้าไทยโดยเฉพาะผ้าไหมเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ได้ใส่ทุกวัน ต่างจากประเทศอินเดียที่เขานิยมใส่ผ้าไหมมาก ใส่ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ และทำกันเป็นระบบ อย่างบ้านเราคนทอผ้าส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง แต่ที่อินเดียผู้ชายหลายคนทอผ้าเป็นอาชีพ สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้ ที่นั่นยังมีระบบสหกรณ์ ที่ทอผ้าออกมาแล้วมีการรับซื้อในราคาที่เป็นธรรม เหล่านี้เป็นสิ่งที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงนำร่องกับประเทศไทย ผ่านมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ

“ทรงทำดั่งผู้ปิดทองหลังพระ ทรงช่วยอย่างขาดทุนมาตลอด ดั่งพระราชดำรัสของพระองค์ที่ว่า ขาดทุนของฉัน คือกำไรของแผ่นดิน”

ทั้งนี้ แม้รัฐบาลจะมีรณรงค์ให้ข้าราชการไทยใส่ผ้าไทยทุกวันศุกร์ แต่อาจารย์สมพงษ์มองว่า อาจยังไม่พอ เพราะพอเราไม่เน้น ข้าราชการหลายคนก็ใส่ผ้าอะไรก็ได้ของต่างประเทศ ซึ่งมีราคาถูกกว่า ทั้งที่หากมาร่วมใช้ผ้าไหมไทยกันจริงๆ ใช้กันมากๆ ตามหลักอุปสงค์อุปทาน ก็คิดว่าผ้าไหมไทยจะมีราคาถูกลง ซึ่งอาจต้องทำอย่าง สปป.ลาว ที่อนุรักษ์ผ้าซิ่นเป็นผ้าประจำชาติ

“จริงๆ ผ้าไหมไทยใส่ได้ทุกโอกาส โดยเฉพาะผู้หญิงไทยไม่ต้องใช้ผ้าไหมแบบตัดเย็บอย่างเดียวก็ได้ อาจนุ่ง พัน ใส่ได้แบบไม่ตายตัว ผ้าไหมไทยเดี๋ยวนี้พัฒนาไปเยอะ ใช้สะดวกดูแลง่าย ยิ่งหากเป็นผ้าไหมที่ทำมาจากเส้นไหมพันธุ์ใหม่ สามารถโยนเข้าเครื่องซักผ้าได้เลย นอกเหนือจากคุณสมบัติของผ้าไหมที่มีอยู่แล้ว ได้แก่ นุ่มสบาย ช่วยปรับอุณหภูมิผิว อย่างเวลาเจออากาศร้อนก็จะเย็น เจออากาศเย็นก็จะอุ่น ส่วนพวกที่ใส่แล้วบ่นว่าร้อนๆ นั่นเพราะเป็นผ้าไหมอัดกาวมา”

วิธีเลือกซื้อผ้าไหม

“เดี๋ยวนี้ราคาผ้าไหมเริ่มต้นเมตรละพันกว่าบาท ไปจนถึงแพงที่สุดที่หลักแสนบาท ซึ่งจะแพงด้วยลวดลายดั้งเดิม สี วิธีการทอ ตลอดจนการนำทองคำเข้ามาทอสร้างมูลค่าเพิ่ม ทั้งนี้ ผ้าไหมไทยสามารถเก็บสะสมได้ ราคายิ่งขึ้น ถือเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง”

ส่วนการเลือกซื้อผ้าไหมนั้น อาจารย์สมพงษ์แนะนำว่า เริ่มจากดูความเรียบร้อยของผ้าว่าไม่มีตำหนิ โดยเฉพาะลวดลายที่ทอต้องไม่กระโดด ไม่เขย่ง แต่จะต้องสม่ำเสมอ ซึ่งผู้ซื้อจะต้องมีความรู้เรื่องผ้าระดับหนึ่ง เพราะลวดลายแต่ละลวดลายก็สะท้อนถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นนั้นๆ และผ้าแต่ละชนิดก็มีวิธีดูคนละแบบ อย่างผ้าไหมส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีสีคราม เพราะกระบวนการย้อมยาก เนื่องจากไหมมีฤทธิ์เป็นกรด ครามมีฤทธิ์เป็นด่าง ถ้าย้อมไม่ดีย้อมเข้มไปผ้าจะเปื่อยง่าย ไม่เหมือนผ้าฝ้ายยิ่งย้อมครามผ้ายิ่งออกมาสวย

“ขอให้ภาคภูมิใจว่าตอนนี้ทั่วโลกรู้จักผ้าไหมไทย เขาสั่งซื้อเพื่อไปแปรรูปหลายอย่าง ตั้งแต่ไปตกแต่งบ้าน ผสมผสานในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทำให้เกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หลายคนสามารถส่งลูกไปเรียนที่เมืองนอก อย่างกลุ่มเกษตรกรที่ จ.สกลนคร ที่ส่งลูกไปเรียนด้านแฟชั่นในต่างประเทศ ปรากฏว่าลูกเขากลับมาช่วยออกแบบ จนสามารถส่งชุดที่ทำจากผ้าไหมไปเดินแบบเมืองนอกได้” อาจารย์สมพงษ์กล่าวทิ้งท้าย

พระมหากรุณาธิคุณฟื้นภูมิปัญญา

ขณะที่ นางนุสรา เรืองสวัสดิ์ และ นางแยง พันธุ์สุรัตน์ เกษตรกรกลุ่มทอผ้าไหมโครงการส่งเสริมศิลปาชีพฯ บ้านหนองแคน ต.หนองแคน อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร ที่ได้รับรางวัลพระราชทาน ประเภทเส้นไหมน้อยสาวมือ ระดับบุคคลทั่วไป ในงาน “ตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย” ครั้งที่ 12 ประจำปี 2560 กล่าวร่วมกันว่า จริงๆ ภูมิปัญญาการทอผ้าของบ้านหนองแคนหายไปแล้ว จนประมาณปี 2516 ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯไป พระองค์ทรงฟื้นฟูภูมิปัญญาการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ทำให้ชาวบ้านมีรายได้จากการทอผ้า และทำให้การทอผ้าในชุมชนเฟื่องฟูอีกครั้ง แต่หลังจากนั้นเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมก็ค่อยๆ เลือนหายอีกครั้ง จนปี 2541 ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯเยี่ยมราษฎรบ้านหนองแคนอีกครั้ง มีพระราชเสาวนีย์ให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ให้การสนับสนุนฟื้นฟูอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม รวมถึงให้มีการเลี้ยงไหมพันธุ์ไทยหรือไหมลูกผสมรังสีเหลือง เพื่อขายเส้นไหมหรือการทอผ้าไหมให้กับโครงการส่งเสริมศิลปาชีพฯ

หลังจากนั้นศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ มุกดาหาร ได้เข้าไปดําเนินการปรับปรุงโรงเลี้ยงไหมกลางของเกษตรกรเพื่อเลี้ยงไหมวัยอ่อน ปรับปรุงสวนหม่อน ฝึกอบรมการฟอกย้อมสีเส้นไหม และออกแบบลวดลายผ้าไหมแบบประยุกต์ให้แก่เกษตรกร ก่อนดําเนินโครงการพัฒนาคุณภาพเส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้าน และกลุ่มทอผ้าได้ทอผ้าไหมส่งสํานักพระราชวัง

“ตอนแรกที่เริ่มฟื้นภูมิปัญญาทอผ้าก็คิดว่ายาก แต่พอได้ลองทำก็สามารถกลับมาทอผ้าได้อีกครั้ง จนตอนนี้ยึดเป็นอาชีพหาเลี้ยงครอบครัวได้ แม้รายได้อาจไม่สูงมาก แต่เมื่ออยู่อย่างพอเพียงก็ทำให้เราสามารถพออยู่พอกินกันได้ สามารถส่งลูกเรียนถึงระดับปริญญาตรีได้” นางนุสราและนางแยงกล่าวด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสุข แล้วทิ้งท้ายว่า

“เราและเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมบ้านหนองแคน รู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ หากพระองค์ไม่เสด็จฯมาในวันนั้น คิดว่าภูมิปัญญานี้น่าจะเลือนหายไปอย่างแน่นอน ขณะที่สิ่งที่พวกเราต้องทำจากนี้คือ การส่งต่อภูมิปัญญาเหล่านี้ให้รุ่นลูกหลานต่อไป”

พระมหากรุณาธิคุณพลิกฟื้นหัตถกรรมไทย สร้างความสุขให้กับปวงชน ถือเป็นสุดยอดคุณพ่ออีกคน เมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊ก ชุมพล บูชาทิพย์ แต่งหญิงไปโรงเรียน เพื่อเป็นตัวแทนของแม่ให้ลูกได้ไหว้ ในกิจกรรมวันแม่ของโรงเรียน เนื่องจากผู้เป็นแม่ทำงานอยู่ที่จ.สุโขทัย

โดยระบุว่า “แม่ของลูกทั้งสองอยู่ไกลถึงจังหวัดสุโขทัยทำงานหาเงินให้ลูกทั้งสอง มาไม่ได้..วันนี้ที่โรงเรียนจัดงานวันแม่แห่งชาติ..พ่อของลูกคนนี้ ขอสวมบทบาทเป็นคุณแม่ของลูกสักหนึ่งวัน” หลังเรื่องราวเผยแพร่ออกไป ทำให้มีชาวเน็ตมาไลค์ให้กำลังใจและชื่นชมจำนวนมาก

จะเห็นได้ว่าช่วงไม่กี่ปีมานี้คนรุ่นใหม่ สนใจมาทำธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise : SE) กันมากขึ้น ขณะเดียวกันมีหลายองค์กรที่ให้สนับสนุนและส่งเสริมด้านนี้เช่นกัน อย่างเมื่อไม่นาน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้จัดงาน SET Social Impact Day 2017 : รวมพลังเพื่อความยั่งยืน เปิดเวทีให้บริษัทจดทะเบียนพบผู้ประกอบการ SE กระตุ้นให้เกิดความร่วมมือสนับสนุนการดำเนินธุรกิจระหว่างกัน เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีทางสังคม ซึ่งได้รับความสนใจจากธุรกิจ กิจการเพื่อสังคม และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

ทั้งนี้ แฮปปี้ ฟาร์มเมอร์ส จำกัด (HappyFarmers) เป็นหนึ่งในธุรกิจเพื่อสังคมด้านการพัฒนาชุมชนที่ได้รับเลือกเข้าร่วมงานนี้ ซึ่ง “อชิตศักดิ์ พชรวรณวิชญ์” ผู้ร่วมก่อตั้งและกรรมการผู้บริหาร บอกว่า การมาร่วมงานทำให้ได้เจอและมีโอกาสบอกเล่าให้ธุรกิจอื่น ๆ ที่ต้องการแก้ไขปัญหาสังคมได้รู้ถึงความมุ่งมั่นเพื่อจะได้มาเป็นพันธมิตรกัน

สำหรับที่มาของแฮปปี้ฟาร์มเมอร์ส มีจุดเริ่มต้นว่า หลังจากเรียนจบปริญญาตรีคณะวิศวกรรมศาสตร์ แล้วได้ทำงานที่บริษัทเอกชนระยะหนึ่ง ก่อนลาออกมาทำธุรกิจที่บ้าน ก็มองหาธุรกิจที่มีความหมายทั้งกับตัวเองและสังคม จึงพบว่าหลาย ๆ ปัญหาของสังคมเกิดขึ้นเพราะสังคมมีความเหลื่อมล้ำ จึงตั้งเป้าที่อยากจะมีส่วนช่วยแก้ปัญหาสังคม โดยใช้กลไกการทำธุรกิจที่มุ่งไปที่ต้นเหตุมากกว่าปลายเหตุ และเลือกที่จะช่วยคนที่อยู่ในภาคการเกษตรของไทย เพราะยังคงเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ของคนทั้งประเทศ

“คนไทยกว่า 1 ใน 3 หรือราว 20 ล้านคน มีอาชีพที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรรมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ทว่าภาคการเกษตรของทั้งประเทศสามารถสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจได้เพียงแค่ 10% ซึ่งหมายความว่า คนไทยในภาคการเกษตรกำลังจนลงเมื่อเทียบกับคนไทยทั้งประเทศ และนี่คือที่มาของความเหลื่อมล้ำและแรงผลักดันที่ส่งให้ผมมาทำงานที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรไทย เพื่อเข้าใจและสามารถแก้ปัญหาจากต้นเหตุในนามแฮปปี้ฟาร์มเมอร์ส โดยมุ่งเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจให้มากขึ้นระหว่างเกษตรกรกับผู้บริโภคโดยตรงและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย พร้อมวางเป้าหมายที่จะลดความเหลื่อมล้ำระหว่างชุมชนเกษตรกรรมกับชุมชนเมืองผ่านการดำเนินธุรกิจของเรา”

สำหรับแพลตฟอร์มการดำเนินธุรกิจ ของแฮปปี้ ฟาร์มเมอร์ส เน้นใน 3 รูปแบบหลักคือ หนึ่ง Online Farmers Market ที่มุ่งช่วยให้เกษตรกรอินทรีย์ที่กำลังเริ่มตั้งต้นธุรกิจให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางและเข้าถึงตลาดได้อย่างเท่าเทียมกัน โดยแพลตฟอร์มของ แฮปปี้ ฟาร์มเมอร์สไม่คิดค่าธรรมเนียมการขายเพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงประโยชน์ของแพลตฟอร์มให้ได้มากที่สุด

สอง Social Products โดยหลักการเกิดจากที่แฮปปี้ ฟาร์มเมอร์สต้องการช่วยแก้ปัญหาสังคมในชุมชนเกษตรกรในพื้นที่ต่าง ๆ เช่น การตัดไม้ทำลายป่าในจังหวัดตาก การลักลอบการปลูกฝิ่นในจังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงชาวนาที่ยังไม่สามารถเริ่มธุรกิจของตนเองได้ในภาคอีสาน ปัญหาและความต้องการเหล่านี้จึงถูกพัฒนาเป็นสินค้าเพื่อสังคม โดยการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในพื้นที่โดยตรงในราคาที่เป็นธรรม รายได้เหล่านี้จะส่งไปยังเกษตรกรที่สร้างผลกระทบทางสังคมในพื้นที่ของตน ทำให้การซื้อสินค้าทุกชิ้นมีผลช่วยให้ปัญหาสังคมในแต่ละพื้นที่ที่ แฮปปี้ ฟาร์มเมอร์ส ทำงานอยู่คลี่คลายไปอย่างเห็นได้ชัด

สาม คือแนวทางการทำ Crowd Funding Platform for Thai Farmers เพราะปัญหาเงินทุนของเกษตรกรไทยยังเป็นปัญหาสำคัญในการเริ่มต้นฤดูกาลทำเกษตรของทุกปี และส่วนใหญ่ยังพึ่งพาหนี้นอกระบบเป็นสำคัญ ทำให้เกษตรกรไทยยากที่จะลืมตาอ้าปากและหลุดพ้นจากวงจรหนี้สิน ในขณะที่ชาวเมืองต้องดิ้นรนหาวิธีการออมเงินเพื่อให้ได้ผลตอบแทนมากกว่าการออมทรัพย์ และฝากประจำที่ให้ผลตอบแทนเพียงน้อยนิด Platform นี้จึงต้องการเชื่อมโยงความต้องการของทั้งสองฝั่งให้เข้ากันเพื่อให้เกิดประโยชน์ทางการเงินและสังคมสูงสุด โดยขณะนี้โครงการกำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาและพัฒนาร่วมกับพันธมิตรอื่น ๆ

“อชิตศักดิ์” กล่าวด้วยว่า ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ช่วยให้พื้นที่นากว่า 27 ไร่ หรือกว่า 20 ครัวเรือนในบุรีรัมย์ เปลี่ยนจากนาเคมีเป็นนาอินทรีย์ได้สำเร็จ โดยสามารถให้ราคาข้าวเปลือกได้สูงถึง 25,000 บาทต่อตัน กับทั้ง 12 สายพันธุ์ที่ชาวนานำมาเข้าโครงการในด้านผลิตภัณฑ์ เกิดของขวัญเพื่อสังคม 3 โครงการ ได้แก่ ข้าวอินทรีย์เปลี่ยนชีวิต (Organic Rice for the Better Lives) สนับสนุนให้ชาวนาภาคอีสานเปลี่ยนจากนาเคมีเป็นนาอินทรีย์ได้สำเร็จตั้งแต่การปลูกจนถึงการทำตลาดและการขาย ประกอบด้วยชุดของขวัญข้าวอินทรีย์ 4 เซ็ท กาแฟปลุกป่า (Coffee Grows a Forest) ส่งเสริมการรักษาและขยายพื้นที่ป่าดิบชื้นด้วยวิธีการปลูกกาแฟใต้ร่มไม้ใหญ่ ประกอบด้วยชุดของของขวัญกาแฟอินทรีย์ 3 เซ็ท และจากฝิ่นสูฝ้าย (From Fhin to Fhai) แก้ปัญหาการปลูกฝิ่นอย่างผิดกฎหมายด้วยการส่งเสริมอาชีพทอผ้าฝ้ายแทนการปลูกฝิ่น

“Social Products นั้นได้รับการตอบรับอย่างดีจากบริษัทต่าง ๆ มาร่วมซื้อเป็นของขวัญ ซึ่งที่โดนใจและได้รับการอุดหนุนมาก คือ ข้าวอินทรีย์เปลี่ยนชีวิต – ชุดของขวัญข้าวอินทรีย์ 12 สายพันธุ์ จากบุรีรัมย์ สุรินทร์ และเชียงราย ซึ่งมีส่วนช่วยให้ชาวนาไทยเปลี่ยนจากนาเคมีเป็นนาอินทรีย์ได้สำเร็จ โดยการสนับสนุนปัจจัยตั้งแต่ต้นฤดูกาลและรับซื้อผลิตผลในราคาสูงถึง 25,000 บาทต่อตัน เพื่อให้ชาวนามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขั้นทั้งรายได้ สุขภาพ และสิ่งแวดล้อมรอบตัว ขณะที่ชุดของขวัญสำหรับผู้บริหารจากงานผ้าฝ้าย ฝีมือของชาวปกากะญอ บ้านทุ่งต้นงิ้ว ตำบลแม่ตื่น อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเคยมีรายได้จากการปลูกฝิ่นเป็นหลัก ก็มีออเดอร์สูงเช่นกัน”

อย่างไรก็ตาม สองปีกว่าของการทำธุรกิจเพื่อสังคมแฮปปี้ฟาร์มเมอร์ส บว่า Online Farmers Market ต้องใช้เงินทุนสูงในการทำให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ขนาดตลาดและความต้องการของสินค้าอินทรีย์ยังจำกัดจึงทำให้ยอดขายไม่สูงนัก อีกทั้งผลตอบแทนที่บริษัทได้รับโดยตรงไม่มี ทำให้เป็นอุปสรรคสำคัญในการขยายตลาด ขณะที่ของขวัญเพื่อสังคม ยังมีความท้าทายในการเปลี่ยนทัศนคติการให้ของขวัญกับลูกค้าและบุคคลทั่วไป รวมถึงการบริหารต้นทุนของสินค้า เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดได้ในระยะยาว

สำหรับแผนธุรกิจในอนาคต “อชิตศักดิ์” เล่าว่า ได้วางกลยุทธ์ที่จะยกระดับผลิตภัณฑ์ทางสังคมเป็น Premium Mass ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับสตาร์บัคส์หรืออีเกีย เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า และตอบสนองความช่วยเหลือได้ในวงกว้างมากขึ้น สำหรับ Crowd Funding Platform ในอนาคตจะเป็นอีกช่องทางที่บุคคลทั่วไปและองค์กรสามารถลงทุนและหวังผลตอบแทนได้จริง ในขณะที่เกษตรกรจะเลือกใช้ช่องทางนี้เป็นช่องทางแรกในการหาแหล่งเงินทุนในอนาคต

แม้จะเพิ่งก่อตั้ง แต่กระบวนการคิดอย่างเป็นระบบและความตั้งใจจริงก็ทำให้กิจการเพื่อสังคม แฮปปี้ฟาร์มเมอร์สเริ่มได้ชิมความสำเร็จที่นำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ฮ่องกงเพิ่มการตรวจเข้มต่อไข่ไก่ที่นำเข้ามาจากชาติยุโรป หลังจากวันก่อนหน้าทางการเบลเยียมประกาศว่าปัญหาไข่ไก่ปนเปื้อนยาฆ่าแมลงที่ระบาดใน 15 ชาติสหภาพยุโรป(อียู)ขณะนี้ ได้ลุกลามมาถึงเอเชียแล้ว โดยฮ่องกงได้รับไข่ไก่นำเข้าส่วนหนึ่งที่ปนเปื้อนยาฆ่าแมลงมาจากเนเธอร์แลนด์

นางโซเฟีย ชาน รัฐมนตรีสาธารณสุขฮ่องกง กล่าวในวันเดียวกันนี้ว่า ทางการฮ่องกงจะเพิ่มมาตรการตรวจตราไข่ไก่ที่นำเข้ามาจากยุโรปที่เข้มงวดยิ่งขึ้น ด้านคณะกรรมาธิการอียูประกาศจะเรียกประชุมนัดพิเศษในวันที่ 26 กันยายนที่จะถึง เพื่อหารือถึงปัญหาวิกฤตไข่ปนเปื้อนยาฆ่าแมลงที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ ไข่ไก่จำนวนหลายล้านฟองถูกนำออกจากการวางขายทั่วตลาดยุโรป และฟาร์มเลี้ยงไก่อีกหลายสิบแห่งต้องปิดทำการหลังจากมีการตรวจพบยาฆ่าแมลงฟีโพรนิลในไข่ไก่ แต่เพิ่งจะมีการประกาศปัญหานี้ให้สาธารณชนรับรู้เมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยมีเบลเยียม เนเธอร์แลนด์และเยอรมนี 3 ชาติที่เป็นศูนย์กลางของวิกฤตครั้งนี้ต่างกล่าวโทษกันไปมาถึงการเป็นต้นตอของปัญหานี้

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ที่ทำการสมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดตรัง นายชัยฤทธิ์ ถ่ายย้วน นายกสมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดตรังพร้อมตัวแทนกรรมการสมาคมฯ และเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดตรัง ร่วมกันแถลงข่าวเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีให้เข้ามาแก้ปัญหาราคาปาล์มน้ำมันที่กำลังตกต่ำ เหลือกิโลกรัมละ 3.20-3.40 บาท โดยที่ลานรับซื้อบางแห่ง และบางจังหวัดเช่น จังหวัดพัทลุง เหลือเพียงกิโลกรัมละ 2.80 บาท ทำให้เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันได้รับความเดือดร้อนกันอย่างมาก

“ที่ผ่านมาตัวแทนเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันจากทั่วประเทศได้ยื่นหนังสือเรียกร้องให้มีการแก้ปัญหา พร้อมเสนอแนวทางให้แก่รัฐบาลไปแล้ว โดยเฉพาะผ่านทาง พล.อ.ประวิทย์ วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการ นโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กปน) ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลปาล์มน้ำมันทั้งระบบ โดยการเสนอการแก้ปัญหา 2 มาตรการคือ

1.ให้ลดปริมาณน้ำมันปาล์มในสต๊อกลงให้ได้ 1.6 แสนตัน ที่ผ่านมามีการกล่าวอ้างว่าน้ำมันปาล์มในสต๊อกขณะนี้มีอยู่จนล้นสต๊อกรวมกว่า 5 แสนตัน เป็นเหตุผลให้ราคาปาล์มตกลง ดังนั้นทางสมาคมจึงเสนอให้บริษัทผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ เช่น ปตท บางจาก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตจังหวัดกระบี่ นำน้ำมันปาล์มไปเก็บไว้ในสต๊อกกลาง เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตพลังงานรวมแล้วให้ได้ประมาณ 4 หมื่นตัน
2.องค์การคลังสินค้า (อคส) จะต้องนำปาล์มน้ำมันส่งไปขายประเทศจีนจำนวน 1 แสนตัน ซึ่งก่อนหน้านี้อคส.เคยเชิญตัวแทนเกษตรกร จากสถาบัน องค์กร รัฐวิสาหกิจต่างๆ แถลงข่าวออกสื่อร่วมกันว่า อคส.สามารถขายน้ำมันปาล์มให้จีนได้แล้ว จำนวน 1 แสนตัน แต่ท้ายที่สุด ยังไม่ดำเนินการให้เหตุผลว่า ยังติดขัดเรื่องงบประมาณ หากทำได้ทั้ง 2 มาตรการ จะทำให้น้ำมันปาล์มที่อ้างว่ามีอยู่จนล้นสต๊อกหมดไป 1 แสน 5 หมื่นตัน จาก 5 แสนตัน” นายชัยฤทธิ์กล่าว

นายชัยฤทธิ์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานสต๊อกน้ำมันปาล์มแต่ละเดือนล่าช้าไปประมาณ 2-3 เดือน นอกจากนั้นราคาปาล์มน้ำมันของมาเลเซียขณะนี้ยังอยู่ที่กิโลกรัมละ 4.60-4.80 บาท แต่ประเทศไทยราคากลับลด เหลือกิโลกรัมละ 2.80-3.40 บาท ต่อกิโลกรัม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลผลิตปาล์มน้ำมันในช่วง 2-3 เดือน ก็ลดลงกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ แต่ปริมาณน้ำมันปาล์มในสต๊อกขณะนี้กลับเพิ่มขึ้นจนล้นถึง 5 แสนตัน ซึ่งทั้งหมดเกษตรกรมองว่า เป็นการทำงานที่ทุจริต ไม่ชอบมาพากล ไม่โปร่งใส จึงเตรียมเดินทางเข้าพบนายกรัฐมนตรีที่ประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล ให้ได้รับทราบปัญหาด้วยตัวเองในเร็วๆ นี้ เพราะเชื่อว่าคนที่มีหน้าที่ในการแก้ปัญหาขณะนี้ ไม่มีความจริงใจ อาจร่วมกันทุจริตทำให้ราคาปาล์มตกต่ำมากที่สุดในรอบ 3 ปี

ตลาดยางไทยยังไม่สิ้นหวัง กยท.อ้อนประธานใหญ่ไชน่า stsebastianschool.org ไห่หนานฯ ช่วยรับซื้อยางหลายแสนตัน ทั้งในสต๊อกเก่าและลอตใหม่ หวังได้ราคา กก.ละ 60-70 บาท อีกครั้ง สร้างเสถียรภาพราคายางไม่ให้ผันผวนเกินไป ด้านเวทีประชุม ITRC และ IRCO ระบุทิศทางตลาดและราคาปรับตัวสูงขึ้น 3 ประเทศสมาชิกผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกเตรียมแผนระยะยาว มุ่งส่งเสริมใช้ยางในประเทศ

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในกลางเดือนสิงหาคมนี้ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไชน่า ไห่หนาน รับเบอร์ อินดัสทรี กรุ๊ป จำกัด ผู้นำเข้ายางรายใหญ่จากจีน จะเดินทางมาเจรจาซื้อยางพาราจาก กยท. หลังจากเมื่อ 2 เดือนก่อนตัวแทนของบริษัท และอีกหลายบริษัทจากจีนมาเจรจาซื้อยางพารากับ กยท.ในปริมาณหลายแสนตัน ซึ่งช่วงนั้น กยท.ได้ให้ไชน่า ไห่หนานฯ ไปทำข้อเสนอด้านราคาและเงื่อนไขการซื้อมาด้วย ทั้งนี้ ราคาที่จะเสนอซื้อยางแท่ง ยางแผ่นรมควัน ขอให้อยู่ในกรอบ 60-70 บาท/กก.

เกี่ยวกับเรื่องนี้ แหล่งข่าวจากวงการยางพารา เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การเข้ามาเจรจากับ กยท.ของตัวแทนนำเข้ายางรายใหญ่ของจีนเมื่อ 2 เดือนก่อน เกิดขึ้นหลังจากราคายางพาราภายในของไทยตกต่ำลง กก.ละหลายสิบบาท ทางฝ่ายไทยจึงได้เรียกกลุ่มไชน่า ไห่หนานฯ มาเจรจาซื้อขายกันใหม่อีกครั้ง โดยจะไม่มีการขึ้นบัญชีดำหรือแบล็กลิสต์ ซึ่งก่อนหน้านั้นทั้งสองฝ่ายได้เจรจาเรื่องค่าปรับที่ไชน่า ไห่หนานฯ จะจ่ายให้ไทยจากการผิดสัญญาซื้อขายยางจากองค์การสวนยาง (อ.ส.ย.) ก่อนจะมาเป็น กยท.ปลายปี 2557 จำนวน 4.08 แสนตันไปเรียบร้อยแล้ว และล่าสุดไชน่า ไห่หนานฯ ได้เข้ามาประมูลซื้อยางเก่าในสต๊อก กยท. 3.1 แสนตันผ่านทางตัวแทน คือ บริษัท เอ็มทีเซ็นเตอร์เทรด จำกัด ไปหลายหมื่นตัน เท่ากับไทยยังต้องพึ่งออร์เดอร์ขนาดใหญ่จากบริษัทนำเข้ายางรายใหญ่จากจีนพอสมควร เพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางไม่ให้ผันผวนเหมือนที่ผ่านมามากเกินไป

ส่วนสถานการณ์ยางพาราล่าสุดนั้น แหล่งข่าวกล่าวว่า เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ประชุมร่วมระหว่างเจ้าหน้าที่อาวุโสสภาไตรภาคียางพาราระหว่างประเทศ (ITRC) และคณะกรรมการบริษัทร่วมทุนยางระหว่างประเทศ (IRCo?s BoD) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2560 ณ กรุงเทพฯ ที่ผ่านมานั้น ที่ประชุมได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มราคายางที่มีความผันผวนและปัจจัยทางการตลาดที่ส่งผลกระทบต่อราคายางธรรมชาติ แต่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจยังสะท้อนให้เห็นว่าราคายางจะต้องดีกว่าที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันฉะนั้น เพื่อให้เกิดความเป็นอยู่ที่ดีแก่เกษตรกรชาวสวนยาง และอุตสาหกรรมยางพาราแก่ประเทศผู้ผลิตทั้ง 3 ประเทศ ที่ประชุมจึงได้เสนอแนวทางมาตรการที่เป็นไปได้ในการเพิ่มราคายาง

โดยจากการวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของราคายางในตลาดล่วงหน้าทั้ง 3 แห่ง ซึ่งระบุว่าตลาดล่วงหน้ามีปริมาณการขายที่สูงเกินไป กล่าวได้ว่า ในตลาดล่วงหน้าจะขายมากกว่าซื้อ เมื่อเทียบกับการเติบโตของ GDP ของประเทศผู้ใช้ยางที่เป็นบวกทั้งหมด คาดว่าความต้องการใช้ยางธรรมชาติในปีนี้จะเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจของโลกที่ดีขึ้น