ตลาดอินทผลัมเติบโตต่อเนื่องรับกระแสบริโภคผลไม้เพื่อสุขภาพ

ทุกวันนี้ ผู้คนทั่วโลกเล็งเห็นประโยชน์ของ “การบริโภคผลไม้เป็นยา” เพราะผลไม้เป็นอาหารที่ให้สารอาหารที่จําเป็นต่อร่างกาย คือ วิตามิน แร่ธาตุ และมีใยอาหารในปริมาณสูง ดีต่อระบบขับถ่าย ที่สำคัญผลไม้มีสารอาหารกลุ่มแอนติออกซิแดนต์ เช่น วิตามินซี เบต้าแคโรทีน วิตามินอี ซิลีเนียม ทองแดง แมงกานีส และสังกะสี ซึ่งเป็นตัวช่วยยับยั้งกระบวนการเกิดมะเร็งได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่ง “อินทผลัม” เป็นหนึ่งในผลไม้ทางเลือกที่กำลังได้รับความนิยมสูงในกลุ่มผู้รักสุขภาพ สังเกตได้จากยอดขายอินทผลัมเติบโตต่อเนื่องทุกปี โดยสายพันธุ์อินทผลัมยอดนิยมที่ขายดีติดตลาด ได้แก่

“อัจวะห์” อินทผลัมสุดยอดปราถนาของชาวมุสลิมทั่วโลกอัจวะห์ (Ajwa) นับเป็นอินทผลัมสุดยอดปรารถนาของชาวมุสลิมทั่วโลก เพราะ ท่านนบีมุฮัมมัด ซึ่งเป็นศาสดาของศาสนาอิสลามได้เคยกล่าวว่า “ผู้ใดที่รับประทานอินทผลัมที่มาจากอัจวะห์ 7 เม็ด ในตอนเช้าแล้ว ในวันนั้น พิษร้ายหรือเวทมนตร์จะไม่ทำอะไรเขาเลยตลอดวัน” (ซอเฮียะฮฺบุคอรี, 664)

อัจวะห์มีแหล่งกำเนิดจากประเทศซาอุดีอาระเบีย ปลูกมากแถบมาดินะซึ่งเป็นเมืองสำคัญทางศาสนาอิสลาม ลักษณะเด่นของอินทผลัมพันธุ์นี้ก็คือ ผลมีขนาดเล็ก-ปานกลาง ผลแก่และแห้งมีสีดำ รสชาติฉ่ำหวานแตกต่างจากพันธุ์อื่น เนื้อกึ่งแห้งละเอียด เหนียวนุ่มและมีเส้นใยมาก ผู้คนทั่วโลกนิยมบริโภคอัจวะห์เพื่อบำรุงร่างกาย ทำให้ราคาอินทผลัมพันธุ์นี้ในตลาดโลกอยู่ในเกณฑ์ที่สูง ซื้อขายในราคา กิโลกรัมละ 1,500 บาท

“ราชา-ราชินีแห่งอินทผลัม” ราชาแห่งอินทผลัม คือ เมดจูล (Medjool) หรือบางครั้งเรียกว่า อัมบาต (Ambatt) บางแห่งเรียกว่า พันธุ์ 7 เม็ดศอก เพราะมีผลขนาดใหญ่ที่สุด เป็นพันธุ์ที่นิยมรับประทานผลแห้ง มีแหล่งกำเนิดอยู่ในประเทศโมร็อกโค เมดจูล อยู่ในกลุ่มสินค้าขายดี ที่ลูกค้าชื่นชอบมาก เพราะอินทผลัมพันธุ์นี้มีเนื้อนุ่ม เนื้อทราย ไม่เหนียวหนึบมาก รสชาติหวานฉ่ำมากๆ อินทผลัม ซื้อขาย ในราคากิโลกรัมละ 1,000 บาท

อินทผลัมสายพันธุ์ Deglet Nour หรือที่หลายคนเรียกกันติดปาก “อินทผลัมแบบก้าน” ได้รับการยกย่องให้เป็นราชินีแห่งอินทผลัม เพราะมีลักษณะเด่นคือ ผลสุกและแห้งจะมีสีทอง โปร่งแสงเหมือนสีน้ำผึ้ง รสชาติไม่หวานมาก รสมัน อร่อยแม้เก็บไว้นาน รสชาติก็ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

อินทผลัมพันธุ์ มับรูป (Mabroom) มีลักษณะเด่นคือ เนื้อเหนียว หนึบ หวาน ไม่เหนอะ หนะ ในต่างประเทศนิยมนำอินทผลัมพันธุ์นี้มาแกะเมล็ดออก แล้วนำมะม่วงหิมพานต์ ถั่วอัลมอนต์ มาสอดไส้ ก็ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคในวงกว้าง

“คนไทย-คนจีน” ชื่นชอบบริโภคอินทผลัม

อินทผลัม มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมาก เช่น ซัลเฟอร์ เหล็ก โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม แมงกานีส และน้ำมันโวลาไดท์ ฯลฯ อินทผลัมมีเส้นใยมาก ช่วยลดอาการท้องผูกและทำให้ย่อยง่าย รวมทั้งให้พลังงานสูง ทำให้ร่างกายที่อ่อนเพลียกลับมีกำลังวังชาเท่าเดิม ช่วยบำรุงกล้ามเนื้อมดลูกและสร้างน้ำนมแม่เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ อินทผลัมมีสรรพคุณช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงสายตา ลดความหิว แก้กระหาย แก้โรควิงเวียนศีรษะ ช่วยลดเสมหะ ทำให้กระดูกแข็งแรง ลดระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตสูง ช่วยฆ่าเชื้อโรค พยาธิและสารพิษอาหาร เพราะอินทผลัมมีฤทธิ์ในการกำจัดสารพิษที่ตกค้างอยู่ในลำไส้และระบบทางเดินอาหาร ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคอันเป็นสารก่อมะเร็งในช่องท้องได้

คุณประโยชน์ของอินทผลัมที่ดีต่อสุขภาพ เป็นจุดขายสำคัญที่ช่วยดึงดูดความสนใจของลูกค้าให้เข้ามาเลือกซื้อสินค้าอินทผลัมของบริษัทอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันไม่เฉพาะคนไทยเชื้อสายมุสลิมเท่านั้นที่นิยมบริโภคอินทผลัม คนไทยและคนไทยเชื้อสายจีนก็เป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่นิยมซื้ออินทผลัมไปบริโภคเพื่อบำรุงสุขภาพตลอดทั้งปี ผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงได้แก่ คนรุ่นใหม่วัยทำงาน อายุประมาณ 25 ปีขึ้นไป นิยมซื้ออินทผลัมและผลไม้อบแห้งอื่นๆ เช่น แอปริคอต ลูกเกด ผลฟิกซ์ ถั่วพิทาชิโอ เพื่อเป็นของขวัญของฝากพ่อแม่และผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ในช่วงครบรอบวันเกิด หรือเทศกาลสำคัญต่างๆ ตลอดทั้งปี ดังนั้น พ่อค้าบางรายจึงนิยมจัดอินทผลัมและผลไม้อบแห้งมาจัดเป็นกระเช้าของขวัญรูปแบบต่างๆ มูลค่าตั้งแต่ 2,000-5,000 บาท เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้

ส่วนกลุ่มคนไทยเชื้อสายจีน อายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป นิยมซื้ออินทผลัมไปบริโภคเพื่อบำรุงสุขภาพตัวเองโดยนิยมรับประทานอินทผลัมประมาณ 5-7 ผล ในช่วงเช้า ผู้บริโภคบางรายเชื่อว่า หากร่างกายอ่อนเพลีย ต้องบริโภคอินทผลัม เพราะเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานสูง สามารถช่วยฟื้นฟูกำลังวังชาได้เป็นอย่างดี ผู้บริโภคบางรายนำผลอินทผลัมไปใส่ในถ้วยกาแฟร้อน คนแค่ไม่กี่ครั้ง อินทผลัมจะละลายเป็นเนื้อเดียวกับกาแฟ ช่วยเพิ่มรสชาติความอร่อยของกาแฟแล้วลูกค้ายังได้คุณประโยชน์ของอินทผลัมไปพร้อมๆ กันด้วย

อินทผลัมขายดี ในช่วงเดือน “รอมฎอน”

ลูกค้ากลุ่มมุสลิมจะนิยมซื้ออินทผลัมแบบแห้งและแบบสด ไปบริโภคในช่วง “รอมฎอน” เดือนแห่งการถือศีลอดของ “ชาวมุสลิม” โดยชาวมุสลิมนิยมรับประทาน “อินทผลัม” เป็นอาหารมื้อแรก ตามคำสอนของท่านนบีมุฮัมมัด พระศาสดาของศาสนาอิสลาม เพราะอินทผลัมเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยน้ำตาล ไขมัน โปรตีนและวิตามินสำคัญๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย โดยเมื่อรับประทานเข้าไปแล้ว จะดูดซึมเข้าตับอย่างรวดเร็วเพื่อช่วยบำรุงร่างกายที่อ่อนเพลียให้มีกำลังวังชามากขึ้น ดังนั้น หน่วยงานภาครัฐ และเอกชนหลายแห่งจึงนิยมมอบอินทผลัมแก่ชาวไทยเชื้อสายมุสลิม ในช่วง “รอมฎอน” เป็นเดือนแห่งการถือศีลอด

ช่วง “รอมฎอน” อินทผลัมจะขายดีมาก ดังนั้น เอกชนหลายรายจึงนิยมนำเข้าอินทผลัมผลสด พันธุ์บาร์ฮี หรือ บัรฮี (Barhee, Barhi ) จากต่างประเทศเข้ามาขายในไทยเป็นระยะเวลา 1 เดือนเต็มในช่วงฤดูถือศีลอด ซึ่งอินทผลัมพันธุ์นี้จะมีรสชาติกรอบอร่อย หวานมัน หากยังไม่แก่เต็มที่จะมีรสฝาดปนเล็กน้อย หากรับประทานไปเรื่อยๆ จะมีรสหวานไม่มีรสฝาดเลย

อินทผลัมอีกกลุ่มที่ขายดีมากในช่วงฤดูถือศีลอดคือ อินทผลัมพันธุ์อียิปต์ (Egypt) ลูกค้าหลายรายนิยมซื้อแบบยกลัง น้ำหนัก 10 กิโลกรัม เพื่อนำไปบริจาคเพื่อการกุศลให้กับมัสยิด หรือทัณฑสถาน ซึ่งอินทผลัมพันธุ์อียิปต์มีลักษณะเด่นคือ ผลโต รสหวานมากๆ เก็บได้นาน ที่สำคัญราคาไม่แพง ขายยกลังประมาณ 900-1,000 บาท เท่านั้น

****************************

ขอเชิญชวนผู้สนใจปลูกอินทผลัม ร่วมกิจกรรมเสวนาเชิงปฏิบัติการ กับ เทคโนโลยีชาวบ้าน “เรียนให้รู้ ดูให้ทำเป็น เด่นทางด้านการตลาด” พาไปชม…การปลูกอินทผลัมคุณภาพ และแปรรูปครบวงจร เมืองกาญจนบุรี ในวันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2562 โดยเสียค่าใช้จ่าย ท่านละ 930 บาท ผู้สนใจ สมัครจองที่นั่งก่อน แล้วโอนเงิน (ตามจำนวนที่ระบุ) เข้า ธนาคารกรุงเทพ สาขาถนนประชาชื่น เลขที่บัญชี 193-079484-5 บัญชีออมทรัพย์ ชื่อบัญชี บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) Fax (02) 580-2300 เลขที่ผู้เสียภาษี 0107536001451 หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. (02) 580-0021 ต่อ 2335, 2339, 2342, 2343 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.technologychaoban.com หรือ www.facebook.com/Technologychaoban

สกสว. จัดงานมอบรางวัลผลงานวิจัยเด่น สกว. ประจำปี 2561 เชิดชูเกียรตินักวิจัยที่ผลิตผลงานสามารถนำไปใช้ประโยชน์และเกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมเดินหน้าสู่ความท้าทายในการต่อยอด “งานวิจัยเพื่ออนาคต”

26 มิถุนายน 2562 – สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เดิมคือ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดงานมอบโล่เกียรติยศผลงานวิจัยเด่น สกว. ประจำปี 2561 ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ราชประสงค์ เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติแก่นักวิจัย และผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ สร้างผลประโยชน์และก่อให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคมและการพัฒนาสิ่งแวดล้อม โดยมี ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานกรรมการนโยบายกองทุนสนับสนุนการวิจัย ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ ส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในพิธีและมอบรางวัล พร้อมด้วย ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการ สกสว. คณะผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิ และสื่อมวลชนร่วมเป็นเกียรติในครั้งนี้

ดร.กฤษณพงศ์ กล่าวระหว่างปาฐกถาพิเศษว่า “คนไทยต้องหลุดพ้นจากวังวนกับดักรายได้ปานกลางให้ได้ เพราะเรากำลังก้าวสู่สังคมสูงวัย แก่ก่อนรวย ความรู้ความสามารถไม่สูง มีปัญหาโครงสร้างเชิงระบบและความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพของรัฐ เช่น การศึกษา การรักษาพยาบาล เรียนฟรีไม่มีคุณภาพ แต่หากเรียนอย่างมีคุณภาพก็จะไม่ฟรี คนไทยยังขาดวิสัยทัศน์ที่จะแข่งขันในเวทีโลก สภาพแวดล้อม รายได้ที่ขาดหายไปจากสงครามทางการค้าทำให้เงินหายไปจากระบบ 5 แสนล้านบาท งบจากภาครัฐมีขีดจำกัดในการเติบโต เราต้องช่วยกันหางบวิจัยผลักดันตัวเลขนี้ออกมา ไม่ใช่พึ่งพาแต่งบ สกสว.ประจำปีอย่างเดียว ปัญหาสำคัญคือ โครงสร้างประชากร ปี 2600 ประชากรโลกจะเพิ่มเป็น 9 พันล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากจีน อินเดีย แอฟริกา ส่งผลต่อการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ ขณะที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะผันแปรแบบสุดขั้ว นำไปสู่ปัญหาอีกมากมาย ไม่ใช่แค่โลกร้อน น้ำแข็งละลาย แต่มีเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ ปัญหาแหล่งน้ำและการใช้น้ำ การเพาะปลูก กิจกรรมทางเศรษฐกิจบนฐานทรัพยากร ส่งแรงกดดันมหาศาล ทุกคนได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน

“หวังว่าการต่อสู้กับความเหลื่อมล้ำจะไม่ใช่คำตอบทางการเงินอย่างเดียว แต่เป็นไปด้วยความเอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ทำให้สุขภาพดีมีชีวิตที่ยาวนานขึ้น เพราะการพัฒนาไม่ขึ้นอยู่กับการศึกษาอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับสุขภาพด้วย การพัฒนาประเทศไทยต้องรู้ว่าเราต้องการอะไร และต้องเลือกคนเข้ามาทำให้ประเทศพัฒนาได้ รัฐต้องเปลี่ยนบทบาทจากคนใช้ทรัพยากรมาเป็นคนที่ Make it Happen ต้องส่งเสริมคนไทยให้เป็นผู้ประกอบการที่ดี ไม่ทะเลาะกันเอง พัฒนาจนเป็น Trading Nation ลดการทะเลาะกับคน แต่หันมาเจรจาการค้าเพื่อผลประโยชน์ของชาติ อยากฝากนักวิชาการไว้ว่าเราได้รับการศึกษาจากโลกตะวันตก แต่ไม่ชอบศึกษาโลกตะวันออกเพราะมักมีข้ออ้างว่าเป็นจีน เกาหลี สิงคโปร์ สนใจแต่ภาพลักษณ์ภายนอก เราต้องรู้จักประเทศตะวันออกมากขึ้น ศึกษาประเทศเหล่านี้ให้ดีแล้วจะได้เปรียบ”

ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า “สกว. มีบทบาทในการสนับสนุนทุนวิจัยให้ครอบคลุมทุกศาสตร์ มีการบริหารจัดการงานวิจัยอย่างเป็นระบบ มุ่งเน้นการผลักดันผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในทุกมิติ รวมทั้งสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพนักวิจัยให้มีคุณภาพในระดับสากล ทุกภารกิจที่ สกว. ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการสร้างรากฐานที่สำคัญให้แก่ระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของไทย ซึ่งแต่ละปี สกว. มีผลงานวิจัยจำนวนมากที่ล้วนมีคุณค่า และแม้ว่าขณะนี้ สกว. ได้เปลี่ยนบทบาทเป็น สกสว. ที่มีภารกิจหลัก ในการจัดทำและกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์และแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ตลอดจนจัดสรรงบประมาณให้แก่หน่วยงานในระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) แต่การจัดพิธี มอบรางวัลผลงานวิจัยเด่น สกว. ประจำปี 2561 ยังคงดำเนินอยู่ เพื่อให้ประชาคมวิจัยและสาธารณะ เห็นต้นแบบการทำงานวิจัยที่สามารถส่งมอบประโยชน์แก่สังคม รวมทั้งเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรตินักวิจัย สกว. ที่ผลิตผลงานได้อย่างมีคุณภาพและเป็นส่วนช่วยขับเคลื่อนสังคมไทยตลอดมา”

สำหรับเกณฑ์ในการคัดเลือกผลงานวิจัยเด่นปีนี้คือ ต้องเป็นผลงานวิจัยที่ประสบผลสําเร็จ มีผู้ใช้ประโยชน์ และปรากฏผลเป็นที่ประจักษ์ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในวงการที่เกี่ยวข้อง หรือก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคม นําไปสู่การพัฒนาในวงกว้าง อีกทั้งต้องมีวิธีการวิจัยเป็นที่ยอมรับตามหลักวิชาการ โดยแบ่งกลุ่มพิจารณาตามลักษณะการนําผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ 5 ด้าน รวมทั้งสิ้น 13 ผลงาน ประกอบด้วย

ด้านนโยบาย จํานวน 1 ผลงาน ได้แก่ “อนาคตสิมิลัน บนความสมดุลของการท่องเที่ยว” โดย ผศ.ดร.ดรรชนี เอมพันธุ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ด้านสาธารณะ จํานวน 1 รางวัล ได้แก่ “การบูรณะ โบราณสถานเพื่อรากฐานการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน” ซึ่งมี รศ.ดร.นคร ภู่วโรดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นหัวหน้าชุดโครงการ ด้านพาณิชย์ จํานวน 4 ผลงาน ได้แก่ “หุ่นยนต์สำหรับการขูดหน้ายางรถยนต์อัตโนมัติในกระบวนการผลิตยางหล่อดอก” โดย ผศ.ดร.ชนะ รักษ์ศิริ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ “การผลิตเนื้อไก่

กรดยูริกต่ำจากไก่ลูกผสมพื้นเมืองเพื่อส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันในตลาดอาหารสุขภาพในระดับอุตสาหกรรม” โดย ศ.ดร.มนต์ชัย ดวงจินดา มหาวิทยาลัยขอนแก่น “การพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาสำหรับการเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นสารเคมีมูลค่าเพิ่ม” โดย รศ.ดร.ธงไทย วิฑูรย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ “เสื้อดมกลิ่นกายอัจฉริยะ” โดย ดร.ธารา สีสะอาด และ ผศ.ดร.ธีรเกียรติ์ เกิดเจริญ มหาวิทยาลัยมหิดล ด้านชุมชนและพื้นที่ จํานวน 4 ผลงาน ได้แก่ “การฟื้นฟูดินปนเปื้อนสารอันตรายด้วยอนุภาคนาโน เพื่อการผลิตพืชอาหารปลอดภัย โดยชุมชนเพื่อชุมชน : กรณีนำร่องนาข้าวปนเปื้อนแคดเมียม อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก” โดย ผศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ มหาวิทยาลัยนเรศวร “บางชะนีโมเดล

กระบวนการปรับตัวของ ชาวนาในพื้นที่ทุ่งรับน้ำ” โดย นางเรณู กสิกุล นักวิจัยเพื่อท้องถิ่น “งานวิจัยไร้พรมแดน 45 ปี แห่งการพลัดพรากสู่การฟื้นความสัมพันธ์ชุมชนท้องถิ่นชายแดนไทย-กัมพูชา” โดย นายรุ่งวิชิต คำงาม นักวิจัยเพื่อท้องถิ่น และ “นวัตกรรมการป้องกันกำจัดโรคเหี่ยวในกล้วยในประเทศไทย” โดย ดร.ปฏิมาพร ปลอดภัย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ด้านวิชาการ จํานวน 3 ผลงาน ได้แก่ “นโยบายต่างประเทศไทยต่อประเทศเพื่อนบ้านในยุคสงครามเย็น : สี่กรณีศึกษาเปรียบเทียบ” โดย นายสุรพงษ์ ชัยนาม อดีตเอกอัครราชทูต “งานวิจัยมุ่งเป้าในการศึกษาสมุนไพรไทยและใช้เทคโนโลยีต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูป เพื่อใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์” โดย ศ.ดร.ศุภยางค์ วรวุฒิคุณชัย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ “นวัตกรรมอุปกรณ์กักเก็บพลังงานไฟฟ้าเคมี จากวัสดุผสมของกราฟีนแอโรเจล” โดย ผศ.ดร.มนตรี สว่างพฤกษ์ สถาบันวิทยสิริเมธี

จะเห็นได้ว่าความสำเร็จของทั้ง 13 ผลงาน ล้วนมาจากพลังปัญญาและความทุ่มเทของคณะผู้วิจัย รวมทั้งการได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ จนทำให้ผลงานวิจัยตอบโจทย์ความต้องการของสังคมและสร้างผลกระทบเกิดการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไปในทิศทางที่ดี ดังที่ปรากฏเป็นที่ประจักษ์ และในโอกาสที่ สกว. ดำเนินงานมาเกือบ 3 ทศวรรษ กำลังเปลี่ยนผ่านสู่บทบาทใหม่เป็น สกสว. ซึ่งภารกิจต่อจากนี้ไปนับเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง ทั้งเรื่องการทำแผนยุทธศาสตร์ ววน. ที่สอดรับกับระบบงบประมาณการสนับสนุนส่งเสริมระบบนิเวศที่จำเป็นเพื่อการขับเคลื่อนระบบ ววน.ของประเทศ รวมถึงการส่งเสริมการวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier Research) เพื่อให้เกิดศักยภาพในการสร้างผลลัพธ์ที่สามารถนำพาประเทศให้เกิดการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการพัฒนาระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนไปบนฐานความรู้และนวัตกรรม ให้เป็นไปตามพันธกิจภายใต้วิสัยทัศน์ “เปลี่ยนแปลงสู่ความท้าทาย”

สกสว. จัดงานมอบรางวัลผลงานวิจัยเด่น สกว. ประจำปี 2561 เชิดชูเกียรตินักวิจัยที่ผลิตผลงานสามารถนำไปใช้ประโยชน์และเกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมเดินหน้าสู่ความท้าทายในการต่อยอด “งานวิจัยเพื่ออนาคต”

26 มิถุนายน 2562 – สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เดิมคือ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดงานมอบโล่เกียรติยศผลงานวิจัยเด่น สกว. ประจำปี 2561 ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ราชประสงค์ เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติแก่นักวิจัย และผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ สร้างผลประโยชน์และก่อให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคมและการพัฒนาสิ่งแวดล้อม โดยมี ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานกรรมการนโยบายกองทุนสนับสนุนการวิจัย ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ ส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในพิธีและมอบรางวัล พร้อมด้วย ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการ สกสว. คณะผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิ และสื่อมวลชนร่วมเป็นเกียรติในครั้งนี้

ดร.กฤษณพงศ์ กล่าวระหว่างปาฐกถาพิเศษว่า “คนไทยต้องหลุดพ้นจากวังวนกับดักรายได้ปานกลางให้ได้ เพราะเรากำลังก้าวสู่สังคมสูงวัย แก่ก่อนรวย ความรู้ความสามารถไม่สูง มีปัญหาโครงสร้างเชิงระบบและความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพของรัฐ เช่น การศึกษา การรักษาพยาบาล เรียนฟรีไม่มีคุณภาพ แต่หากเรียนอย่างมีคุณภาพก็จะไม่ฟรี คนไทยยังขาดวิสัยทัศน์ที่จะแข่งขันในเวทีโลก สภาพแวดล้อม รายได้ที่ขาดหายไปจากสงครามทางการค้าทำให้เงินหายไปจากระบบ 5 แสนล้านบาท งบจากภาครัฐมีขีดจำกัดในการเติบโต เราต้องช่วยกันหางบวิจัยผลักดันตัวเลขนี้ออกมา ไม่ใช่พึ่งพาแต่งบ สกสว.ประจำปีอย่างเดียว ปัญหาสำคัญคือ โครงสร้างประชากร ปี 2600 ประชากรโลกจะเพิ่มเป็น 9 พันล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากจีน อินเดีย แอฟริกา ส่งผลต่อการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ ขณะที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะผันแปรแบบสุดขั้ว นำไปสู่ปัญหาอีกมากมาย ไม่ใช่แค่โลกร้อน น้ำแข็งละลาย แต่มีเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ ปัญหาแหล่งน้ำและการใช้น้ำ การเพาะปลูก กิจกรรมทางเศรษฐกิจบนฐานทรัพยากร ส่งแรงกดดันมหาศาล ทุกคนได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน

“หวังว่าการต่อสู้กับความเหลื่อมล้ำจะไม่ใช่คำตอบทางการเงินอย่างเดียว แต่เป็นไปด้วยความเอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ทำให้สุขภาพดีมีชีวิตที่ยาวนานขึ้น เพราะการพัฒนาไม่ขึ้นอยู่กับการศึกษาอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับสุขภาพด้วย การพัฒนาประเทศไทยต้องรู้ว่าเราต้องการอะไร และต้องเลือกคนเข้ามาทำให้ประเทศพัฒนาได้ รัฐต้องเปลี่ยนบทบาทจากคนใช้ทรัพยากรมาเป็นคนที่ Make it Happen ต้องส่งเสริมคนไทยให้เป็นผู้ประกอบการที่ดี ไม่ทะเลาะกันเอง พัฒนาจนเป็น Trading Nation ลดการทะเลาะกับคน แต่หันมาเจรจาการค้าเพื่อผลประโยชน์ของชาติ อยากฝากนักวิชาการไว้ว่าเราได้รับการศึกษาจากโลกตะวันตก แต่ไม่ชอบศึกษาโลกตะวันออกเพราะมักมีข้ออ้างว่าเป็นจีน เกาหลี สิงคโปร์ สนใจแต่ภาพลักษณ์ภายนอก เราต้องรู้จักประเทศตะวันออกมากขึ้น ศึกษาประเทศเหล่านี้ให้ดีแล้วจะได้เปรียบ”

ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า “สกว. มีบทบาทในการสนับสนุนทุนวิจัยให้ครอบคลุมทุกศาสตร์ มีการบริหารจัดการงานวิจัยอย่างเป็นระบบ มุ่งเน้นการผลักดันผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในทุกมิติ รวมทั้งสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพนักวิจัยให้มีคุณภาพในระดับสากล ทุกภารกิจที่ สกว. ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการสร้างรากฐานที่สำคัญให้แก่ระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของไทย ซึ่งแต่ละปี สกว. มีผลงานวิจัยจำนวนมากที่ล้วนมีคุณค่า และแม้ว่าขณะนี้ สกว. ได้เปลี่ยนบทบาทเป็น สกสว. ที่มีภารกิจหลัก ในการจัดทำและกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์และแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ตลอดจนจัดสรรงบประมาณให้แก่หน่วยงานในระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) แต่การจัดพิธี มอบรางวัลผลงานวิจัยเด่น สกว. ประจำปี 2561 ยังคงดำเนินอยู่ เพื่อให้ประชาคมวิจัยและสาธารณะ เห็นต้นแบบการทำงานวิจัยที่สามารถส่งมอบประโยชน์แก่สังคม รวมทั้งเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรตินักวิจัย สกว. ที่ผลิตผลงานได้อย่างมีคุณภาพและเป็นส่วนช่วยขับเคลื่อนสังคมไทยตลอดมา”

สำหรับเกณฑ์ในการคัดเลือกผลงานวิจัยเด่นปีนี้คือ ต้องเป็นผลงานวิจัยที่ประสบผลสําเร็จ มีผู้ใช้ประโยชน์ และปรากฏผลเป็นที่ประจักษ์ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในวงการที่เกี่ยวข้อง หรือก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคม นําไปสู่การพัฒนาในวงกว้าง อีกทั้งต้องมีวิธีการวิจัยเป็นที่ยอมรับตามหลักวิชาการ โดยแบ่งกลุ่มพิจารณาตามลักษณะการนําผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ 5 ด้าน รวมทั้งสิ้น 13 ผลงาน ประกอบด้วย

ด้านนโยบาย จํานวน 1 ผลงาน ได้แก่ “อนาคตสิมิลัน บนความสมดุลของการท่องเที่ยว” โดย ผศ.ดร.ดรรชนี เอมพันธุ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ด้านสาธารณะ จํานวน 1 รางวัล ได้แก่ “การบูรณะ โบราณสถานเพื่อรากฐานการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน” ซึ่งมี รศ.ดร.นคร ภู่วโรดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นหัวหน้าชุดโครงการ ด้านพาณิชย์ จํานวน 4 ผลงาน ได้แก่ “หุ่นยนต์สำหรับการขูดหน้ายางรถยนต์อัตโนมัติในกระบวนการผลิตยางหล่อดอก” โดย ผศ.ดร.ชนะ รักษ์ศิริ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ “การผลิตเนื้อไก่

กรดยูริกต่ำจากไก่ลูกผสมพื้นเมืองเพื่อส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันในตลาดอาหารสุขภาพในระดับอุตสาหกรรม” โดย ศ.ดร.มนต์ชัย ดวงจินดา มหาวิทยาลัยขอนแก่น “การพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาสำหรับการเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นสารเคมีมูลค่าเพิ่ม” โดย รศ.ดร.ธงไทย วิฑูรย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ “เสื้อดมกลิ่นกายอัจฉริยะ” โดย ดร.ธารา สีสะอาด และ ผศ.ดร.ธีรเกียรติ์ เกิดเจริญ มหาวิทยาลัยมหิดล ด้านชุมชนและพื้นที่ จํานวน 4 ผลงาน ได้แก่ “การฟื้นฟูดินปนเปื้อนสารอันตรายด้วยอนุภาคนาโน เพื่อการผลิตพืชอาหารปลอดภัย โดยชุมชนเพื่อชุมชน : กรณีนำร่องนาข้าวปนเปื้อนแคดเมียม อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก” โดย ผศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์

มหาวิทยาลัยนเรศวร “บางชะนีโมเดล กระบวนการปรับตัวของ ชาวนาในพื้นที่ทุ่งรับน้ำ” โดย นางเรณู กสิกุล นักวิจัยเพื่อท้องถิ่น “งานวิจัยไร้พรมแดน 45 ปี แห่งการพลัดพรากสู่การฟื้นความสัมพันธ์ชุมชนท้องถิ่นชายแดนไทย-กัมพูชา” โดย นายรุ่งวิชิต คำงาม นักวิจัยเพื่อท้องถิ่น และ “นวัตกรรมการป้องกันกำจัดโรคเหี่ยวในกล้วยในประเทศไทย” โดย ดร.ปฏิมาพร ปลอดภัย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ด้านวิชาการ จํานวน 3 ผลงาน ได้แก่ “นโยบายต่างประเทศไทยต่อประเทศเพื่อนบ้านในยุคสงครามเย็น : สี่กรณีศึกษาเปรียบเทียบ” โดย นายสุรพงษ์ ชัยนาม อดีตเอกอัครราชทูต “งานวิจัยมุ่งเป้าในการศึกษาสมุนไพรไทยและใช้เทคโนโลยีต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูป เพื่อใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์” โดย ศ.ดร.ศุภยางค์ วรวุฒิคุณชัย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ “นวัตกรรมอุปกรณ์กักเก็บพลังงานไฟฟ้าเคมี จากวัสดุผสมของกราฟีนแอโรเจล” โดย ผศ.ดร.มนตรี สว่างพฤกษ์ สถาบันวิทยสิริเมธี