ตลาดแห่งนี้จะเปิดโอกาสให้ชุมชนได้รับประโยชน์จากการท่อง

เที่ยวมากขึ้น โดยการใช้เทคโนโลยีการชำระเงินด้วย QR Code จากธนาคารไทยพาณิชย์ภายใต้แคมเปญ scb easy pay แม่มณี จะเป็นการเพิ่มความสะดวกสบาย ลดปัญหาการจัดการเงินสดกับร้านค้า

ภายในงานจัดให้มีการจำลองถนนคนเดิน ในบรรยากาศ Shopping ริมทะเล มีผู้ประกอบการและร้านค้าเด่นๆ จังหวัดกระบี่ มาร่วมออกร้านเป็นจำนวนมาก เช่น ร้านจี้ออ ร้านเป็ดสยาม ร้านเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ร้านกระผ้าบาติก ร้านเครื่องจักสาน ร้านผ้าบาติก ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว สำนักงานพาณิชย์จังหวัดกระบี่จะเป็นผู้คัดสรรผู้ประกอบการชุมชนที่มีผลิตภัณฑ์โดดเด่น เช่น ผลิตภัณฑ์ OTOP ร้านค้าที่ได้รับรางวัลในระดับประเทศมีเอกลักษณะประจำถิ่น ตามนโยบยของกระทรวงพาณิชย์ ในขณะที่บริษัทอ่าวนางแลนด์มาร์ค จำกัด จะเป็นผู้จัดสรรพื้นที่ให้ผู้ประกอบการที่ได้รับเลือกมาเปิดแผงขายของบนถนนคนเดิน ในโครงการรวมถึงการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวต่อไป

ขอนแก่น – นายอุดมศักดิ์ กาฬภักดี ผู้ช่วยแพทย์แผนไทยหลักสูตร 372 ชั่วโมง ศูนย์บริการสาธารณสุขที่ 5 บ้านหนองใหญ่ เขตเทศบาลนครขอนแก่น กล่าวถึงกรณีผู้สูงอายุจำนวนมาก มาเข้ารับการบริการประคบสมุนไพร เพื่อรักษาอาการปวดตามข้อเข่า ข้อเท้า ข้อมือ ข้อศอก ว่า ใช้สมุนไพรที่เป็นสูตรจาก ร.พ.ขอนแก่น โดยทางศูนย์แห่งนี้ได้นำสมุนไพรมาผสม 2 ชนิด มาผสมกับแป้งข้าวเจ้านวดให้เข้ากัน จากนั้นจะนำไปพอกบนข้อต่างๆ ที่คนเข้ารับการรักษา ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง เพื่อให้สมุนไพรได้ซึมเข้า

ที่ผ่านมาพบว่า ผู้ที่เข้ารับการรักษาอาการดีขึ้นหายปวดตามข้อ พร้อมกับข้อที่บวมก็มีขนาดลดลง ซึ่งผู้ที่เข้ารักษาจากการวัดบริเวณข้อส่วนต่างๆ ที่ปวด ก่อนการรักษา จะวัดก่อนการรักษา เมื่อรักษาไปแล้วข้อที่ปวดขนาดลดลง โดยทางศูนย์บริการสาธารณสุขที่ 5 บ้านหนองใหญ่ จะเปิดให้บริการประชาชนใช้สมุนไพรรักษาเป็นประจำในทุกวันพฤหัสบดี

ที่หอประชุมอำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด นายภานุวัฒน์ พุทธเกสร นายอำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด เปิดการสัมมนาเครือข่ายประชาชนในการอนุรักษ์และเผชิญเหตุในพื้นที่ และมีการบรรยายเรื่องพฤติกรรมช้างป่าและการเฝ้าระวังช้างป่า ซึ่งนำบทเรียนที่ อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี ที่มีปัญหามาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้

นายภานุวัฒน์ กล่าวว่า ช้างป่าใน อำเภอบ่อไร่ สร้างผลกระทบต่อประชาชนเพิ่มมากขึ้น ในแต่ละปีช้างมีเพิ่มจำนวนขึ้นกว่า 10 เชือก ส่วนพื้นที่การเกษตรไม่เพิ่มขึ้นและยังมีแนวโน้มลดลงจนเกิดปัญหา สิ่งนี้เองจึงต้องรีบแก้ไข ซึ่งการอบรมเครือข่ายครั้งนี้จะได้นำแบบอย่างการแก้ปัญหาที่ อำเภอแก่งหางแมว มาเป็นบทเรียนเพื่อให้ชาวบ่อไร่นำไปใช้ และช่วยกันแจ้งข่าวสารเพื่อป้องกันไม่ให้ช้างเข้ามาทำลายทรัพย์สินได้

ดร.นพ. สุวิช ธรรมปาโล ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรค (สคร.) ที่ 12 จังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า ช่วงหน้าฝนเป็นช่วงที่มีการระบาดของโรคที่เกิดจากยุงลายสูงที่สุด โรคที่ควรให้ความสนใจมีโรคไข้เลือดออก โรคไข้ติดเชื้อไวรัสซิก้า คือ “โรคไข้ปวดข้อยุงลาย”

ดร.นพ. สุวิช เผยอีกว่า อาการเด่นชัดคือ มีไข้ ออกผื่นก่อนแล้วมีอาการปวดข้อตามมา โรคปวดข้อยุงลายไม่ใช่โรคใหม่ การติดต่อเกิดจากยุงลายสวนสายพันธุ์แอฟริกา สามารถแพร่เชื้อได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากประชาชนยังไม่มีภูมิต้านทานต่อเชื้อสายพันธุ์นี้ เมื่อยุงลายสวนกัดและดูดเลือดผู้ป่วยที่อยู่ในระยะไข้สูง เมื่อยุงที่มีเชื้อไวรัสชิคุนกุนยาไปกัดคนอื่น จะปล่อยเชื้อไปยังคนที่ถูกกัด ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูงอย่างฉับพลัน มีผื่นแดงขึ้นตามร่างกาย และอาจมีอาการคันร่วมด้วย ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดข้อเกิดขึ้นได้ บางรายอาการปวดข้อจะอยู่นานเป็นเดือนหรือเป็นปี

เอกชนชี้โครงการอีอีซียังขาดแรงดึงดูด ห่วงราคาที่ดินพุ่งเร็ว หวั่นปัญหาโฉนดและวัตถุดิบไม่เพียงพอ ด้านค่ายรถไม่สนนโยบายรัฐดันใช้ดีเซล บี 20 ‘บีบีจีไอ’ ลุยลงทุนเพิ่ม 1.5 พันล้าน ขยายกำลังผลิต

นายพงษ์ชัย ชัยจิรวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีบีจีไอ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยแผนธุรกิจว่า บริษัทบีบีจีไอซึ่งเกิดจากการร่วมทุนระหว่างกลุ่มบางจากและกลุ่มน้ำตาลขอนแก่น อยู่ในขั้นตอนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และปี 2562 บริษัทเตรียมเงินลงทุน 1,500 ล้านบาท ตั้งเป้าหมายขยายธุรกิจผลิตและจำหน่ายเอทานอลเพิ่มอีก 3 แสนลิตร ต่อวัน จากปัจจุบันผลิตเอทานอล 5 แสนลิตร ต่อวัน เป็น 8 แสนลิตร ต่อวัน โดยมีแผนใช้เงินสดเพื่อเพิ่มการผลิตตัว 1 แสนลิตร อีก 2 แสนลิตร ใช้วิธีระดมทุนใน ตลท. และในอนาคตตั้งเป้าหมายขยายกำลังการผลิตเอทานอลเป็น 1 ล้านลิตร ต่อวัน เช่นเดียวกับไบโอดีเซลที่ตั้งเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 1 ล้านลิตร ต่อวัน จากปัจจุบัน 9.3 แสนลิตร ต่อวัน

นายพงษ์ชัย กล่าวว่า ความต้องการใช้เอทานอลทั้งประเทศอยู่ที่ 4.4 ล้านลิตร ต่อวัน กำลังการผลิตอยู่ที่ 6 ล้านลิตร ต่อวัน เติบโต 6-7% ต่อปี ซึ่งเป็นผลจากความต้องการใช้น้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์ อี 20 และ อี 85 เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยมีอัตราการเติบโต 4-5% ขณะที่ไบโอดีเซล หรือบี100 คาดสิ้นปีนี้กำลังการผลิตจะเพิ่มเป็น 7 ล้านลิตร ต่อวัน ขณะที่ความต้องการใช้อยู่ที่ 4.5 ล้านลิตร ต่อวัน

“ทิศทางการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ต้องรอความชัดเจนของบริษัทแม่ บางจาก คอร์ปอเรชั่น ว่าจะมีนโยบายเข้าลงทุนอย่างไรรูปแบบใด แม้บริษัทแม่จะตัดสินใจลงทุนแล้ว แต่บีบีจีไอต้องดูความเป็นไปได้ของธุรกิจด้วย โดยเฉพาะด้านวัตถุดิบว่าจะเพียงพอหรือไม่ ดูต้นทุนเท่าใด เพื่อ ยกระดับมูลค่าสินค้า ทั้งหมดคือปัจจัยที่บริษัทต้องพิจารณา” นายพงษ์ชัย กล่าว

นายชลัช ชินธรรมมิตร์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บีบีจีไอ กล่าวว่า การขยายการลงทุนในอีอีซี บริษัทแม่ บางจาก คอร์ปอเรชั่น ยังอยู่ระหว่างตัดสินใจ แต่ต้องพิจารณาความเหมาะสมหลายด้าน แต่ยืนยันว่ายังอยู่ในแผนของบริษัท ขณะเดียวกันยังมีความกังวลเรื่องของราคาที่ดินในพื้นที่อีอีซี ที่ปัจจุบันปรับตัวสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะบริษัทที่ต้องใช้พื้นที่เยอะ อาทิ โรงผลิตเอทานอล พร้อมกับความกังวลเรื่องเอกสารสิทธิในพื้นที่อีอีซีว่าติดปัญหาเรื่องการออกโฉนดหรือไม่ อย่างไร และอยากให้ภาครัฐลดขั้นตอนการขออนุญาตสำหรับกิจการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อาทิ ขั้นตอนขออนุมัติหรืออีไอเอ ควรใช้เวลาลดลงจากปัจจุบัน เพื่อให้การลงทุนในอีอีซีน่าสนใจมากขึ้น ที่ปัจจุบันรัฐเน้นให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี

นายชลัช กล่าวว่า ส่วนขยายกำลังการผลิตเอทานอล เน้น จังหวัดขอนแก่น และ จังหวัดกาญจนบุรี เนื่องจากในพื้นที่มีวัตถุดิบเพียงพอ ต้นทุนราคาเอทานอลอยู่ระดับแข่งขันได้ หากภาครัฐส่งเสริมให้มีการนำน้ำอ้อยมาผลิตเป็นวัตถุดิบได้ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายระยะห่างของโรงงานไม่มีการกำหนดระยะห่าง 50 กม. ถือเป็นความน่าสนใจในการขยายการลงทุนต่อไป ส่วนความต้องการใช้ไบโอดีเซล บี 20 ยอมรับว่ายังไม่จูงใจ ค่ายรถส่วนใหญ่ยังไม่รองรับ ขณะนี้รถยนต์ในประเทศรองรับไบโอดีเซลถึงแค่ บี 7 เท่านั้น หากรัฐบาลต้องการให้เกิดการใช้ปาล์มน้ำมันมากขึ้น ควรหารือกับค่ายรถยนต์อย่างจริงจัง ให้พัฒนาเครื่องยนต์เพื่อรองรับ บี10 และ บี 20 ให้มากขึ้น

นายวันชัย วราวิทย์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การค้าชายแดนและผ่านแดนของไทยในช่วง 6 เดือนของปี 2561 มีมูลค่า 678,623 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.78% โดยเป็นการส่งออก 385,550 ล้านบาท ลดลง 0.79% และนำเข้า 293,073 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.70% ไทยเกินดุลการค้า 92,476 ล้านบาท หากแยกเฉพาะการค้าชายแดน มีมูลค่า 553,717 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.36% เป็นการส่งออก 325,202 ล้านบาท ลดลง 1.57% ส่วนนำเข้า 228,515 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.17% เกินดุลการค้า 96,686 ล้านบาท และการค้าผ่านแดนมูลค่า 124,906 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.01% เป็นการส่งออก 60,348 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.69% นำเข้า 64,558 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38.09% ขาดดุลการค้า 4,210 ล้านบาท

นายวันชัย กล่าวว่า การค้าชายแดน เมื่อแยกเป็นรายประเทศ พบว่า การค้ากับมาเลเซีย ยังคงนำเป็นอันดับหนึ่ง มีมูลค่า 278,341 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.9% รองลงไปคือ ลาว มูลค่า 107,742 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.33% เมียนมา มูลค่า 97,265 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.58% และกัมพูชา มูลค่า 70,369 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.31% ส่วนการค้าผ่านแดน จีนตอนใต้มียอดค้าขายอันดับหนึ่ง มูลค่า 42,650 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.28% รองลงมา คือ เวียดนาม มูลค่า 41,654 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.83% และสิงคโปร์ มูลค่า 40,602 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.99%

นายวันชัย กล่าวว่า แนวโน้มการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนช่วงครึ่งหลังปี 2561 คาดว่ายังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะเพื่อนบ้านมีความต้องการสินค้าไทยสูงและเศรษฐกิจของคู่ค้ามีการขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยมาเลเซียได้มีการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจและดำเนินโครงการของรัฐให้โปร่งใสเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ ทำให้เศรษฐกิจมาเลเซียจะเติบโตขึ้น และลาว มีโครงการ Visit Laos Year 2018 เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว ตั้งเป้า 5 ล้านคน และช่วงครึ่งปี 2561 ทำได้แล้ว 2 ล้านคน ส่งผลให้มีความต้องการสินค้าไทยเพิ่มขึ้น

ส่วนกัมพูชาจะมีการเลือกตั้งวันที่ 29 กรกฎาคมนี้ คาดว่าพรรคของนายฮุนเซน นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน จะได้รับการเลือกตั้งและกลับมาบริหารประเทศ ทำให้เกิดความต่อเนื่องและมีผลต่อกับการค้าไทย และไทยยังมีโอกาสส่งออกไปยังกัมพูชาทาง จ.เกาะกง ที่ขณะนี้ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย และเมียนมา ต้องติดตามใกล้ชิด เพราะค่าเงินจ๊าดอ่อนตัวลงมากกว่า 1,400 จ๊าดต่อเหรียญสหรัฐ ทำให้สินค้านำเข้ามีราคาสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการที่ต่างชาติชะลอการลงทุน เพราะความไม่มั่นคงในรัฐยะไข่ตอนเหนือ ก็มีปัจจัยบวกจากนิคมอุตสาหกรรมเจ้าตานที่เมืองเมาะลำไยที่ดึงดูดการลงทุน โดยมีนักลงทุนเข้าไปมากแล้ว เช่น ปูนซีเมนต์ อาหาร เป็นต้น

นายวันชัย กล่าวว่า ซึ่งกรมมีแผนกระตุ้นค้าชายแดนต่อเนื่อง ที่ผ่านมาสร้างทั้งการค้าและร่วมลงทุน เช่น ตั้งโรงงานแปรรูปไม้ยางพารา ตั้งโรงงานผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จะเข้าไปลงทุนผลิตไฟฟ้าในตะนาวศรี ฟิลิปปินส์สนใจมาตั้งโรงงานผลิตน้ำทุเรียนเทศ การผลิตเครื่องบรรจุภัณฑ์ การผลิต Solar Cell เป็นต้น

ต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้ว กูรูจ๊อบ – นิธิ สมุทรโคจร ได้มอบภารกิจให้กับหัวหน้าแก๊งอารมณ์ดี อย่าง เจมส์ กิจเกษม แมคแฟดเดน และเลโอ โซสเซย์ พร้อมลูกทีม Gen Y ได้ท้าทายกับกิจกรรม “เที่ยววันธรรมดา ท้าข้ามภาค” บอกได้เลยว่างานนี้ นอกจากจะได้บุกเมืองกรุงในที่ที่ไม่เคยไปแล้ว เหล่าหัวหน้าแก๊งและลูกทีมยังได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศยามค่ำคืนในย่านดัง พร้อมตะลุยของกินขึ้นชื่อตามรีวิวหลากหลายร้านที่คุณไม่ควรพลาด

เปิดความคึกคัก ชวนหิวกันที่ย่านดังนาม “เยาวราช” ดินแดนมังกรที่ไม่เคยหลับใหล จุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ นับเป็น Street Food หรือแหล่งรวม ร้านอร่อย เหล่าหัวหน้าแก๊งและลูกทีมเลยขอฟินแวะชิมร้านดังในย่านนี้ให้หายข้องใจ ไม่ว่าจะเป็นร้านลิ้มเหล่าโหงว ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา, ร้านกวยจั๊บอ้วนโภชนา, ร้านนายหมงหอยทอด และร้านปาท่องโก๋เสวย ปิดท้ายด้วยภารกิจที่ต้องทำให้สำเร็จ ด้วยการตะลุยเช็คอินตามสถานที่ต่างๆ ใจกลางกรุงเทพฯ อย่างวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร และมิวเซียมสยาม พร้อมกิจกรรมเซลฟี่ชุดไทยย้อนยุคลงโซเชียลเพื่อเรียกยอดไลก์ งานนี้หัวหน้าแก๊งทั้งสองขอเอาศักดิ์ศรีมาเป็นเดิมพันเลยทีเดียว

มาร่วมลุ้นเอาใจช่วยทั้งสองทีมให้ปฏิบัติภารกิจนี้ให้สำเร็จได้ ในรายการ สมุดโคจร On The Way “เที่ยววันธรรมดา ท้าข้ามภาค” วันเสาร์ ที่ 28 กรกฎาคม 2561 ตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 28 (3SD) หรือติดตามข่าวสารต่างๆ

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะชาวสวนภาคใต้ผลิตผลไม้คุณภาพเน้นคัดเกรดผลไม้ และบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สถานการณ์การผลิตผลไม้ภาคใต้ ทั้งทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ในปี 2561 พบว่า มีปริมาณผลผลิตรวมทั้งสิ้น 545,165 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ที่ผลผลิต 278,522 ตัน คิดเป็นร้อยละ 95.73 ซึ่งฤดูกาลเก็บเกี่ยวอยู่ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนตุลาคม โดยผลผลิตส่วนใหญ่จะออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนสิงหาคม ยกเว้นลองกองออกมากในช่วงเดือนกันยายน

แหล่งผลิตสำคัญของผลไม้ภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ยะลา และนราธิวาส ซึ่งขณะนี้ได้เข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลไม้ภาคใต้แล้ว โดยได้มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้ว 57,341 ตัน คิดเป็นร้อยละ 10.52 ของผลผลิตทั้งหมดของผลไม้ภาคใต้ (ที่มา : ข้อมูล war room ณ วันที่ 20 ก.ค. 61)

โดย กรมส่งเสริมการเกษตร วางแนวทางบริหารจัดการผลไม้ ปี 2561 หลักการทำงาน คือ “จังหวัดบริหารจัดการผลไม้แบบเบ็ดเสร็จด้วยตัวเอง” โดยมีคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) เป็นแกนหลักในการบริหารจัดการผลไม้ในพื้นที่ โดยปีนี้การวางแผนบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ใช้มาตรการดำเนินการเน้นการบริหารจัดการใน 2 ลักษณะ คือ การบริหารจัดการเชิงคุณภาพและการบริหารจัดการเชิงปริมาณ

เพื่อให้มองเห็นการทำงานอย่างชัดเจนทั้งด้านการผลิตและด้านการตลาด ครบถ้วนตลอดระยะพัฒนาการเจริญเติบโตของผลไม้จนสิ้นสุดฤดูกาล แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ 1. ระยะก่อนเก็บเกี่ยว ส่งเสริมให้มีการผลิตนอกฤดูเพื่อป้องกันปัญหาผลไม้กระจุกตัวในฤดูกาล ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพผลผลิต เน้นหนักในเรื่องการตัดแต่งช่อดอก ตัดแต่งผล การห่อผล การคัดเกรด การเก็บเกี่ยวในระยะที่เหมาะสม และผลิตผลไม้ให้ได้มาตรฐานตามระบบ GAP เป็นต้น ส่งเสริมการรวมกลุ่มผลิตไม้ผลคุณภาพตามระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่

2. ระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต ส่งเสริมการบริโภคและประชาสัมพันธ์ ป้องปรามผลผลิตด้อยคุณภาพออกสู่ตลาด (เน้นหนักคือ ทุเรียน) สนับสนุนให้เกิดการกระจายผลผลิตทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งการเพิ่มมูลค่าโดยการแปรรูปผลผลิต 3. ระยะหลังเก็บเกี่ยว นำข้อมูลรอบด้านมาบริหารจัดการเพื่อวางแผนในปีต่อไปให้เกิดประสิทธิภาพส่งผลดีต่อเกษตรกรมากที่สุด

สำหรับแผนบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ ปี 2561 ได้มีมติเห็นชอบจากคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2561 โดยมอบหมายให้ 1. คณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาอันเนื่องมาจากผลผลิตการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) เป็นแกนหลักบริหารจัดการผลไม้ในพื้นที่

2. กรมการปกครองและกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นช่วยกำกับดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่เฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในเดือนสิงหาคมที่ผลผลิตภาคใต้ออกสู่ตลาดมากที่สุด 3. สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ และกรมการค้าภายในช่วยกำกับดูแลและติดตามความเคลื่อนไหวด้านตลาดและราคา เพื่อรักษาเสถียรภาพของผลไม้ภาคใต้ตลอดฤดูกาลและ

4. กรณีเกิดปัญหาอื่นๆ เช่น การขาดแคลนแรงงาน ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ช่วยกำกับดูแลโดยแจ้งให้กรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ทราบโดยเร็ว ทั้งนี้ จากสภาวะการผลิตผลไม้ของภาคใต้ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า ราคาขายทุเรียนอยู่ในเกณฑ์ดีมากกว่าปีที่ผ่านมา โดยมีราคาเฉลี่ย 60 บาท/กิโลกรัม

มังคุดถึงแม้ในช่วงต้นฤดูกาลผลิตราคาขายจะไม่สู้ดีนักโดยเฉพาะในจังหวัดนครศรีธรรมราชแต่ด้วยความร่วมมือในการบูรณการทำงานของหน่วยงานในพื้นที่โดยใช้กลไกการขับเคลื่อนการดำเนินงานคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาอันเนื่องมาจากผลผลิตการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) ทำให้ราคามังคุดขยับตัวสูงขึ้น โดยมีราคาเฉลี่ย 24 บาท/กิโลกรัม

เงาะขณะนี้อยู่ในช่วงต้นฤดูกาลผลิตโดยมีราคาเฉลี่ย 30 บาท/กิโลกรัม และลองกองซึ่งฤดูกาลผลผลิตในปีนี้กระจายตัวอย่างมากอาจจะมีผลผลิตรุ่นสุดท้ายไปถึงเดือนธันวาคม ซึ่งอาจส่งผลทำให้ลองกองมีคุณภาพไม่สม่ำเสมอ

กรมส่งเสริมการเกษตร จึงส่งเสริมให้มีการประชาสัมพันธ์ให้กับชาวสวนลองกองปรับปรุงคุณภาพด้วยการตัดแต่งช่อดอก ช่อผล ห่อผล และคัดเกรดคุณภาพในการขายผลผลิตโดยใช้กลไกศูนย์คัดแยกผลไม้ในพื้นที่ดำเนินการในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตลองกองในภาคใต้ให้มากขึ้น ขณะนี้ลองกองมีราคาเฉลี่ย 30 บาท/กิโลกรัม

ผลไม้ไทยไม่ว่าจะอยู่ในภาคใต้ ภาคเหนือ หรือภาคตะวันออก ที่เป็นภูมิภาคสำคัญในการผลิตผลไม้ของไทยยังคงเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เพราะมีคุณประโยชน์และรสชาติดี ด้วยสภาพพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการผลิต

ประกอบกับเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้ถ่ายทอดความรู้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตผลไม้ให้มีคุณภาพดี ตามระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อยกระดับราคาของผลผลิตในแปลงพร้อมทั้งให้มีการเชื่อมโยงการตลาดล่วงหน้า

และลงพื้นที่ประเมินผลผลิตที่ออกสู่ตลาด พร้อมแนะนำให้มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตในระยะที่เหมาะสมโดยเฉพาะทุเรียนและมังคุด ส่งผลให้เกษตรกรจำหน่ายได้ในราคาสูงขึ้นตามคุณภาพผลผลิต เพื่อให้การประกอบอาชีพของชาวสวนผลไม้มีรายได้มั่นคงและยั่งยืนต่อไป

นักธุรกิจเมืองตรัง ต่อยอดธุรกิจด้วยการรังสรรค์เมนูใหม่ “ซาลาเปาไส้มะพร้าวนมสดลาวา” เป็นเจ้าแรกในจังหวัดตรัง เอาใจกลุ่มลูกค้าที่ชอบรับประทานผลไม้ เผยได้ผลดีเกินคาด สามารถสร้างยอดขายได้กว่าวันละ 500 ลูก สนนราคาลูกละ 35 บาท พร้อมเปิดสั่งจองผ่านโซเชียลเพจเฟซบุ๊กอั่งเปา@ตรัง หรือทางไลน์ด้วย

นางวริษฐา ตันติพิสิฐกุล อายุ 34 ปี เจ้าของร้าน “อังเปา@ตรัง” เลขที่ 201/14-15 หมู่ที่ 1 ต.ย่านตาขาว อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง เปิดเผยว่า หลังจากที่ทางร้านได้สร้างสรรค์ซาลาเปาทุเรียนจนได้รับผลตอบรับดีเกินคาด ล่าสุดทางร้านได้เปิดตัว 2 เมนูใหม่ คือ ซาลาเปาไส้มะพร้าวนมสดลาวา และซาลาเปาส้มลาวา เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของลูกค้าที่ชอบรับประทานผลไม้ ซึ่งเราได้จัดขายเป็นแพ็กเก็จสำหรับลูกค้าที่ชอบผลไม้ ทั้งซาลาเปาทุเรียน ซาลาเปามะพร้าวนมสดลาวา และซาลาเปาส้มลาวา

นางวริษฐา เปิดเผยต่อไปว่า การที่ทางร้านคิดค้นซาลาเปาสูตรใหม่ออกมานั้น เพราะเล็งเห็นเอกลักษณ์ความเป็นผลไม้ไทย ซึ่งผลไม้ไทยมีเอกลักษณ์อยู่ในตัว รวมทั้งกลิ่น รสชาติ ซึ่งตนเองจะเลือกผลไม้ในชนิดที่สามารถนำมาทำเป็นซาลาเปาได้ มีรสชาติที่เข้ากันกับแป้งซาลาเปาของเรา ก็เลยมองว่า มะพร้าว จะมีรสชาติที่หวานกำลังดี มีความมันกลมกล่อม จึงเลือกใช้เป็นไส้ซาลาเปา ซึ่งผสมผสานกับนมสด ทำเป็นสูตรที่คิดค้นขึ้นเอง เป็นเอกลักษณ์ของทางร้าน

“เหตุผลที่เลือกใช้วัตถุดิบทางภาคเกษตรกรรม เพราะเป็นการนำผลผลิตตรงนั้นมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบ ซึ่งกว่าจะออกมาเป็นซาลาเปามะพร้าวนมสดลาวาค่อนข้างใช้เวลานาน ประมาณ 2-3 เดือน กว่าจะได้สูตรนี้มา ซึ่งต้องทิ้งวัตถุดิบไปเยอะมากโดยเฉพาะไส้ เพราะหากไส้ที่ออกมามีรสชาติไม่กลมกล่อมหรือมีรสชาติออกหวานเกินไป เราก็จะทำใหม่ เพื่อที่จะผลิตสูตรใหม่ออกมาให้ได้รสชาติที่เราต้องการ ทำอย่างนี้ซ้ำๆ กัน จนได้ไส้ที่เราพอใจ”นางวริษฐา กล่าว

นางวริษฐา กล่าวต่อไปว่า แป้งซาลาเปาของเราจะเป็นเอกลักษณ์สไตล์ซาลาเปาฮ่องกง มีความนุ่ม ไม่ติดฟัน ในส่วนของซาลาเปามะพร้าวนมสดลาวาจะมีตัวพิเศษอยู่อย่างหนี่ง คือในส่วนผสมจะใช้สีจากธรรมชาติ เป็นสีที่ได้มาจากใบเตย ซึ่งจะทำให้มีกลิ่นของใบเตยออกมาด้วย เมื่อเราได้รับประทานก็จะทำให้มีรสชาติที่เข้ากันทั้งนมสดและใบเตย จึงมีความกลมกล่อม มีกลิ่นหอมของใบเตย และไส้จะไม่หวานมาก มีเนื้อมะพร้าวอยู่ด้านในอีกด้วย

ส่วน ซาลาเปาส้มลาวา ก่อนหน้านี้มีวางจำหน่ายอยู่แล้ว ซึ่งจะเป็นในช่วงเทศกาลที่เป็นมงคล โดยส้มจะมีสื่อความหมายเป็นผลไม้มงคล ซึ่งจะออกมาขายในช่วงเทศกาลตรุษจีน ผลการตอบรับก็ถือว่าดีมาก รสชาติของซาลาเปาส้มลาวา จะมีความเปรี้ยว ละมุนกลมกล่อม หอมกลิ่นคล้ายโยเกิร์ตส้ม ยิ่งได้รับประทานคู่กับแป้งซาลาเปาก็จะมีรสชาติอร่อยมากยิ่งขึ้น โดยทางร้านจะขาย กล่องละ 209 บาท มีทั้งหมด 6 ลูก ลูกค้าสามารถเลือกรสชาติที่ตนเองชอบได้ ไม่ว่าจะเป็นครีมทุเรียน ไส้มะพร้าวลาวา และไส้ส้มลาวา ก็สามารถคละกันในกล่องเดียวได้ หากลูกค้าต้องการซื้อเป็นลูก จะขายลูกละ 35 บาท

“ซาลาเปามะพร้าวนมสดลาวา สามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้นานถึง 1 สัปดาห์ หากใส่ช่องแช่แข็งจะสามารถเก็บไว้ได้นานถึง 1 เดือน ในส่วนของซาลาเปาทุเรียนบ้านจะมีขายไปจนถึงสิ้นปี 2561 นี้ เพื่อที่จัดเตรียมไว้ให้เพียงพอสำหรับลูกค้า ขณะที่ซาลาเปามะพร้าวนมสดลาวา ซาลาเปาส้มลาวา จะมีขายอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ทางร้านจะทําซาลาเปาต่อวัน วันๆ ละ 500 ลูก ส่วนใหญ่จะขายหมดทุกวัน และจะทำขายแบบวันต่อวัน ซึ่งเป็นงานฝีมือ ใช้แป้ง 2 สี รูปทรงที่แตกต่างกันไป ทำให้ต้องใช้เวลาในการทำมากกว่าซาลาเปาที่เราปั้นเป็นก้อนกลมๆ ในการทำไส้ปกติ ของเราจะใช้เวลามากกว่า 2 ถึง 3 เท่า เป็นงานที่ค่อนข้างละเอียดมาก ผลิตได้ในจำนวนที่จำกัด”