ตอนนี้อยากให้ภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์มีความเข้มแข็ง

ในการแก้ปัญหาในเรื่องนี้มากขึ้น อาทิ การฟ้องร้องกับดับเบิลยูทีโอ เพราะเรื่องนี้เวียดนามทำผิดค่อนข้างชัดเจน เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม หน้าที่ว่าการอำเภอเมืองพิษณุโลก และศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก กลุ่มคลัสเตอร์เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดอำเภอนครไทยได้นำสับปะรดประมาณ 5 ตัน มาจำหน่ายให้กับประชาชน ในราคากิโลกรัม (กก.) ละ 5 บาท หลังจากประสบปัญหาราคาสับปะรดขายส่งโรงงานราคา ตกต่ำต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดย นายสมทรง อู่ทอง ประธานคลัสเตอร์สับปะรดนครไทย กล่าวว่า ในจังหวัดพิษณุโลก

มีพื้นที่ปลูกสับปะรดประมาณ 43,000 ไร่ ต้นทุนการปลูกต่อ 1 ไร่อยู่ที่ 15,000-20,000 บาท ผลผลิตต่อไร่ได้ประมาณ 5 ตัน หรือ 5,000 กิโลกรัม มีคนมารับซื้อเพื่อส่งโรงงานแปรรูปสับปะรดในภาคใต้ให้ราคารับซื้อ กิโลกรัมละ 80 สตางค์ ถึง 1 บาท เป็นราคาที่ขาดทุนมากๆ ดังนั้น เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดจึงขอความช่วยเหลือกับจังหวัดพิษณุโลก สภาเกษตรกรจังหวัดพิษณุโลก วันนี้จึงนำสับปะรด มาขายที่ตัวจังหวัดพิษณุโลกในราคา กิโลกรัมละ 5 บาท ยังพอได้ค่าปุ๋ยค่ายาที่ลงทุนไปบ้าง

ส่วนบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายพัลลภ สิงหเสนี ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานปล่อยขบวนรถขนส่งลำเลียงผลผลิตสับปะรดผลสดไปยังประชาชนตลาดปลายทางทั่วประเทศ เพื่อรณรงค์การบริโภคสับปะรดผลสดทุกภูมิภาค ตามโครงการไทยช่วยไทย หลังผลผลิต ตกต่ำเหลือเพียง กิโลกรัมละ 1.15 บาท

นายพัลลภ กล่าวว่า สำหรับขบวนรถขนส่งล่าสุดมีเป้าหมายส่งผลผลิตไปยังกระทรวงมหาดไทย 29 ตัน กองบิน 5 อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 5 ตัน เรือนจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 1 ตัน และกระจายผลผลิตสับปะรดแจกประชาชนทั้งจังหวัด 35 ตัน ขณะนี้ ธ.ก.ส.เร่งกระจายผลผลิตสับปะรดผลสดไปจังหวัดต่างๆ อีก 500 ตัน รวมทั้งจัดซื้อเพื่อให้สำนักงานสหกรณ์จังหวัดร่วมกับสำนักงานปศุสัตว์นำสับปะรดไปผลิตอาหารสัตว์ 1,300 ตัน ขณะที่ กอ.รมน.จังหวัดนำสับปะรดส่งให้หน่วยทหารทั่วประเทศ 416.35 ตัน

ที่บริเวณลานฝึกม้าภายในกองพันทหารม้าที่ 6 กรมทหารม้าที่ 6 ในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ค่ายศรีพัชรินทร อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น พ.ท. บดินทร์ อุปสาร ผู้บังคับกองพันทหารม้าที่ 6 นางสมคิด สุทธิพรม หัวหน้าคลินิกกระตุ้นพัฒนาการเด็ก โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ และ นายเรืองยศ ผาสุก ผู้อำนวยการโรงเรียนกาฬสินธุ์ปัญญานุกูล คณะครูพี่เลี้ยง ได้นำเด็กพิเศษออทิสติกในความดูแลจำนวน 20 ราย เข้าร่วมโครงการอาชาบำบัดออทิสติก

นางสมคิด เปิดเผยว่า โครงการอาชาบำบัดมีประโยชน์ในการฟื้นฟูสุขภาพและรักษาบุคคลออทิสติก ทั้งกายและจิตใจ โดยการเดินของม้าจะช่วยกระตุ้นผู้ป่วยในด้านต่างๆ เช่น การพัฒนาการ การเคลื่อนไหว จังหวะการเดิน และส่งผลต่อการจดจำ ระบบการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ ข้อต่อ ช่วยให้อาการเกร็งของกล้ามเนื้อเด็กออทิสติกลดน้อยลง ทำให้มีสมาธิ สามารถควบคุมอารมณ์และประสาทสัมผัสได้ดี ส่งผลโดยรวมให้พัฒนาการของเด็กออทิสติกที่เดินทางมาเข้าร่วมโครงการอาชาบำบัดออทิสติกดีขึ้นจากที่เคยเป็นอยู่อย่างเห็นได้ชัด

วันที่ 31 พ.ค. นายสัมภาษณ์ ศรีหงษ์ นายอำเภอเปือยน้อย จ.ขอนแก่น พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ ได้ระดมกำลังเข้าฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อและยาป้องกันพิษสุนัขบ้าตามคอกวัวภายในหมู่บ้าน และหลุมฝั่งซากวัวตัวที่ตาย หลังจากวัวเพศเมีย อายุ 4 ปี ซึ่งกำลังตั้งท้องได้ 6 เดือน ของนายโสม พรดอนก่อ อายุ 68 ปี ชาวบ้านวังผือ หมู่ 4 ต.ขามป้อม อ.เปือยน้อย จ.ขอนแก่น ตายเพราะถูกสุนัขติดเชื้อพิษสุนัขบ้ากัดเข้าที่ใบหู เมื่อช่วงเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ก่อนจะตายอย่างทรมานเมื่อวันที่ 29 พ.ค.

ทั้งนี้นายสัมภาษณ์ ยังได้กำชับให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ได้ประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านหลีกเหลี่ยงกับการ สัมผัสสุนัขและแมว รวมทั้งวัวควายที่มีอาการผิดปกติ แม้ว่าก่อนหน้านี้ทางเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ จะเข้ามาฉีด วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้กับสุนัขและวัวควาย ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงแล้วก็ตาม ซึ่งถ้าหากพบความผิดปกติใน สัตว์เลี้ยงให้รีบแจ้งผู้ใหญ่บ้านทันที เพื่อประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบ

นายสัมภาษณ์ กล่าวว่า หลังจากพบการระบาดของโรคพิษ สุนัขบ้าในพื้นที่อำเภอเปือยน้อย ทางอำเภอได้มีการประกาศให้เป็นพื้นที่กำหนดเขตโรคระบาดชั่วคราวมา ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา ล่าสุดพบว่ามีวัวได้ตายเพิ่มอีก 1 ตัว เป็นตัวที่ 5 แล้ว ซึ่งคาดว่ามีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ พิษสุนัขบ้า แต่ต้องรอผลตรวจพิสูจน์ยืนยันสาเหตุการตายอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ได้ให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เร่งฉีด พ่นยา เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อพิษสุนัขบ้า ซึ่งขณะนี้สามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาด ให้อยู่ในวงจำกัดได้แล้ว แต่วัวตัวล่าสุดที่ตาย เป็นเพราะติดเชื้อมาก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้ามาฉีดวัคซีน

ส่วนการช่วยเหลือชาวบ้านที่โค-กระบือตายเพราะการติดเชื้อพิษสุนัขบ้าทั้ง 5 ตัว ตามระเบียบทางราชการ ไม่สามารถจ่ายเงินชดเชยช่วยเหลือได้ แต่ในเบื้องต้นได้ให้ผู้ใหญ่บ้านได้จัดงานบุญบ้านตามประเพณี เพื่อให้กำลังใจและช่วยเหลือเจ้าของโค-กระบือ ด้วยการบริจาคทุนทรัพย์ตามกำลังศรัทธา หรือหากผู้มีจิตศรัทธา ต้องการช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับความเดือนร้อนก๋สามารถประสานไปยังนายประดิษฐ์ มงคล ผู้ใหญ่บ้าน บ้านวังผือ หมู่4 ได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 094-757-0908

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ไทยเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการแล้ว ยกเว้นภาคใต้ ดังนั้น กรมชลประทาน จะดำเนินการบริหารจัดการน้ำตามแนวทางการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนปี 2561 ที่ได้วางไว้ โดยสถานการณ์ปัจจุบัน (30 พ.ค. 2561) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง มีปริมาณน้ำรวมกัน 45,848 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือ 60% ของความจุ มีปริมาณน้ำใช้การได้ 21,929 ล้าน ลบ.ม. หรือ 42% ของความจุอสามารถรับน้ำได้อีก 30,089 ล้าน ลบ.ม.

สำหรับ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา คือเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวมกัน 12,979 ล้านลบ.ม. หรือ 52% ของความจุ เป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 6,283 ล้านลบ.ม. หรือ 35% ของความจุ มากกว่าเมื่อเทียบกับปริมาณน้ำที่ใช้การได้ในปี 2560 ประมาณ 2,039 ล้านลบ.ม.

ส่วนแนวทางในการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนปี 2561 กรมชลประทาน วางมาตรการ ที่ไม่ใช้สิ่งก่อสร้าง เช่น การคาดการณ์และติดตามสภาวะทางอุตุ-อุทกวิทยา การบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในเกณฑ์การเก็บกัก การตรวจสอบความพร้อมใช้งานของอาคารชลประทาน การใช้ระบบโทรมาตรเพื่อการพยากรณ์และเตือนภัย การเชื่อมโยงข้อมูลและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ และการเลื่อนเวลาการปลูกพืชในพื้นที่ลุ่มเพื่อใช้เป็นพื้นที่รับน้ำหลาก เป็นต้น

ส่วนมาตรการที่ใช้สิ่งก่อสร้าง จะดำเนินตามแผนงานขุดลอก การซ่อมแซมบำรุงรักษาอาคารชลประทาน เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้อาคารชลประทานและระบบชลประทาน ตัดยอดน้ำหลากเพื่อป้องกันน้ำท่วมชุมชน รวมไปถึงการใช้อาคารชลประทานและระบบชลประทานในการควบคุมปริมาณน้ำ เพื่อป้องกันน้ำท่วมพื้นที่เกษตรด้วย

สำหรับผลการเพาะปลูกพืชฤดูฝนทั่วประเทศ ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ 30 พ.ค. 2561) มีการเพาะปลูกไปแล้ว 5.07 ล้านไร่หรือ 31% ของแผนการเพาะปลูกพืชฤดูฝนทั้งประเทศ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีการเพาะปลูกพืชไปแล้ว 3.60 ล้านไร่หรือ 47% ของแผนการเพาะปลูกพืชฤดูฝนลุ่มน้ำเจ้าพระยา สำหรับการทำนาปีในพื้นที่ลุ่มต่ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาทั้ง 13 ทุ่ง ปัจจุบันพื้นที่ตอนบนทุ่งบางระกำ มีการเพาะปลูกเต็มพื้นที่แล้ว 3.82 แสนไร่ ส่วนพื้นที่ลุ่มต่ำ 12 ทุ่งเจ้าพระยาตอนล่าง มีการเพาะปลูกไปแล้ว 7.07 แสนไร่ หรือ 62% ของพื้นที่เป้าหมายที่วางไว้ 1.15 ล้านไร่ รวมผลการเพาะปลูกข้าวนาปีในพื้นที่ลุ่มต่ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทั้ง 13 ทุ่ง มีการทำนาปีไปแล้ว 1.089 ล้านไร่ หรือ 71% ของแผนการเพาะปลูกที่วางไว้ทั้งสิ้น 1.532 ล้านไร่

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กล่าวว่า ได้สั่งการโครงการชลประทานทุกแห่ง ให้บริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม โดยไม่ให้กระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายอ่างฯ พร้อมกับตรวจสอบอาคารชลประทาน ระบบชลประทานต่างๆ ในพื้นที่ให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด และยังได้เตรียมพร้อมเครื่องจักร-เครื่องมือ เช่น เครื่องสูบน้ำ 1,851 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ 317 ชุด รถแทรกเตอร์/รถตัก 225 คัน และเครื่องจักรกลสนับสนุนอื่นๆ อีก 410 หน่วย ซึ่งกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค ในเขตสำนักงานชลประทานต่างๆ รวมทั้งสิ้น 2,803 หน่วย

นอกจากนี้ กรมชลประทาน ยังทำการตรวจสอบสภาพความมั่นคงของเขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลาง ทั้งหมด 437 แห่ง โดยทุกแห่งยังคงมีสภาพมั่นคงแข็งแรงดี ทั้งนี้ รวมไปถึงการตรวจสอบอาคารชลประทานให้มีสภาพพร้อมใช้งานอยู่ตลอดเวลา การกำจัดสิ่งกีดขวางอย่างผักตบชวา ไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำในช่วงฤดูน้ำหลาก ที่สำคัญได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม ให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่ของตนอย่างใกล้ชิด

อุตสาหกรรมหมูไทยต้องหวั่นใจอีกครา เมื่อต้นอาทิตย์ที่ผ่านมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งสหรัฐอเม ริกา 44 ราย ทั้ง Republican และ Democrat นำโดย David Young จากไอโอว่า และ Ron Kind จากวิสคอนซิน ได้ลงลายมือชื่อในจดหมายถึง นายวีระชัย พลาศัย เอกอัครราชทูตไทย ประจำสหรัฐอเมริกา เพื่อเรียกร้องให้ไทยยกเลิกข้อจำกัดในการนำเข้าสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ รวมทั้งเนื้อหมูสหรัฐฯ ด้วย แลกกับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรของสหรัฐ (GSP) ที่เป็นสิทธิพิเศษด้านภาษี ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขันกับสินค้าไทยกว่า 1,000 รายการ ในจดหมายถึงเอกอัครราชทูตไทย ระบุอย่างชัดเจนว่า “หากไม่มีความคืบหน้าในเรื่องนี้ คาดว่าสหรัฐฯจะพิจารณาว่า สมควรที่จะระงับสิทธิประโยชน์ GSP ของไทยบางส่วนหรือไม่”

เรื่องนี้สืบเนื่องมาจากการที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เห็นพ้องกับคำร้องขอจากสภาผู้ผลิตสุกรแห่งชาติ (NPPC) ของสหรัฐฯ เพื่อให้ตรวจสอบการมีสิทธิ์ใน GSP ของประเทศไทย เนื่องจากความไม่สามารถเข้าถึงตลาดได้ของผลิตภัณฑ์ของสหรัฐฯ ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีเรื่องเนื้อหมูที่สหรัฐฯพยายามผลักกันการส่งอ อกเข้าประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2556 รวมอยู่ด้วย โดยประธาน NPPC , Jim Heimerl เรียกร้องให้รัฐบาลทรัมพ์ “ถอนหรือจำกัด” ผลประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับภายใต้โปรแกรมการค้าพิเศษที่ให้การปลอดภาษีแก่สินค้าบางอย่างที่เข้ามาในสหรัฐฯ เพราะต้องการให้รัฐบาลไทยขจัดข้อจำกัดของเนื้อหมูของสหรัฐฯ เพื่อเปิดตลาดเนื้อหมูและเครื่องในให้แก่สหรัฐฯ อย่างเป็นธรรมและสมเหตุผล ซึ่งจะทำให้เนื้อหมูสหรัฐฯ สามารถเข้าถึงตลาดได้อย่างเต็มที่

หากแต่ประเทศไทยยังคงยืนยันที่จะคัดค้านการนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐ ที่มีการใช้สารเร่งเนื้อแดง Ractopamine ในการเลี้ยงหมูได้อย่างเสรี แม้ว่าสารตัวนี้จะไปช่วยลดไขมัน เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ และเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตในหมู แต่สารนี้กลับมีผลกระทบต่อตัวหมูและมนุษย์ โดยเฉพาะในกรณีที่ใช้เกินขนาด จะทำให้หมูอยู่ในสภาพถูกทรมาน ผิดหลักการเลี้ยงสัตว์อย่างมีมนุษยธรรม เพราะสารเร่งเนื้อแดงมีฤทธิ์กระตุ้นทั้งสมองและระบบไหลเวียนโลหิต เมื่อสารนี้ตกค้างในเนื้อสัตว์แล้วมนุษย์บริโภคเข้าไป จะได้รับสารที่เป็นอันตรายร้ายแรง ยิ่งในผู้ที่เป็นโรคหัวใจ โรคลมชัก โรคเบาหวาน และในเด็ก

ที่สำคัญสารเร่งเนื้อแดงยังเป็นสารเคมีภัณฑ์ต้องห้ามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย ไม่ให้ใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตและนำเข้าซึ่งอาหารสัตว์ ตามประกาศกระทรวงฯ เรื่องกําหนดชื่อ ประเภท ชนิด หรือลักษณะของอาหารสัตว์ที่ไม่อนุญาตให้นําเข้าเพื่อขาย และกำหนดชื่อ ประเภท ชนิด ลักษณะ คุณสมบัติและส่วนประกอบของวัตถุที่เติมในอาหารสัตว์ ที่ห้ามใช้เป็นสวนผสมในการผลิตอาหารสัตว์ พ.ศ.2545 รวมทั้งประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 269) พ.ศ.2546 เรื่องมาตรฐานอาหารที่มีการปนเปื้อนสารเคมีกลุ่มเบต้า-อะโกนิสต์ หรือสารเร่งเนื้อแดง ซึ่งกำหนดให้ต้องตรวจไม่พบการปนเปื้อนสารเคมีกลุ่มนี้ในอาหาร

ทั้งสองประเด็นนี้ทำให้รัฐบาลไทยไม่เปิดรับเนื้อหมูมีสารเร่งเนื้อแดงเข้ามาขายในประเทศ โดยยกเหตุผลว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่าสารนี้ปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคในระยะยาว

นายวีระ ป้อมสุวรรณ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคกลางตอนบนเพื่อการค้า บอกว่า ที่ผ่านมาทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐโดยกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยากระทรวงสาธารณสุข รวมถึงภาคเอกชนในอุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูและเกษตรกรผู้เลี้ยง ต่างร่วมกันรณรงค์ให้คนไทยเห็นถึงผลกระทบของสารเร่งเนื้อแดงที่มีต่อสัตว์เลี้ยง และสุขภาพของคนที่รับประทานเนื้อสัตว์ที่มีสารนี้ตกค้าง ควบคู่ไปกับการปราบปรามการลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดงอย่างต่อเนื่องมานานกว่า 20 ปี เพื่อไม่ให้สารนี้ก่อโทษภัยต่อคนไทย เป็นการสร้างความปลอดภัยในอาหารตลอดห่วงโซ่การผลิต

ความพยายามอย่างต่อเนื่องในการนำเข้าเนื้อหมูของสหรัฐเข้าสู่ประเทศไทยนั้น แม้จะดูเหมือนเป็นหนทางทางการค้าของประเทศผู้ผลิตหมูอันดับหนึ่งของโลกที่ทำเช่นนี้กับทุกประเทศก็ตาม แต่หากมองให้ลึกแล้วจะเห็นว่านี่เป็นเพียง “การหาช่องทาง” ในการ “ทิ้ง” เศษเหลือหรือ “ขยะ” ทั้งหัว ขา และเครื่องใน ซึ่งเป็นชิ้นส่วนหมูที่คนมะกันไม่กิน ดังนั้นการผลักดันขยะสู่ประเทศอื่น โดยเฉพาะในโซนเอเชียที่นิยมบริโภคชิ้นส่วนเหล่านี้อยู่แล้ว ก็ถือเป็นทางออกที่ดีของสหรัฐฯ โดยมองข้ามความปลอดภัยของอาหารซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้บริโภค ที่มีสิทธิ์อย่างเต็มที่ที่จะต้องได้รับความคุ้มครองในเรื่องนี้

หากไทยยอมให้หมูสหรัฐที่มีต้นทุนต่ำกว่า และมีความสามารถทางการตลาดที่แข็ง แกร่งกว่ามาขายในไทยอีก แล้วเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อย รายกลาง และรายใหญ่ ทั้ง 195,000 ราย ซึ่งเลี้ยงหมูได้ 20 ล้านตัวต่อปี จะอยู่ได้อย่างไร คงต้องล้มหายตายจากไปกันหมด นี่ยังไม่นับผลกระทบที่เป็นลูกโซ่ไปถึงเกษตรกรผู้ปลูกพืชไร่ อย่างเช่นผู้ปลูกข้าวโพดที่ช่วยพยุงราคาให้กับรัฐอยู่ รวมถึงภาคอาหารสัตว์ ตลอดจนเวชภัณฑ์สัตว์ไทย รวมกันกว่า 2 แสนราย ที่ทั้งหมดในอุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์ต่างเชื่อมโยงเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ย่อมได้รับผลจากเรื่องนี้อย่างแน่นอน

วันนี้สหรัฐฯอ้างว่าต้องปกป้องประเทศ ปกป้องเกษตรกรของเขาอย่างเต็มที่ ด้วยการยกเอาสิทธิประโยชน์ GSP มาขู่ไทย เพื่อแลกกับการให้ไทยยอมนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ ในขณะที่สหรัฐฯกลับไม่ยอมให้เนื้อหมูและเนื้อไก่ไทยเข้าไปทำตลาดในประเทศเขาได้ ซึ่งนับเป็นการกีดกันการค้าอีกรูปแบบ ดังนั้นในเมื่อสินค้าเราเข้าไปขายบ้านเขาไม่ได้ แล้วทำไมเราจะต้องยอมให้สินค้าของเขามาทำร้ายคนไทยและเกษตรกรไทย

คนเลี้ยงหมูทั่วประเทศยืนยันหนักแน่นว่า “ไทยไม่สมควรรับเนื้อหมูมะกันเข้าประเทศด้วยประการทั้งปวง” และขอให้รัฐบาลไทยยืนหยัดเคียงข้างและสู้ไปพร้อมกับเกษตรกร ให้เหมือนกับที่ประธานาธิบดีทรัมป์ดูแลเกษตรกรสหรัฐฯ และรัฐบาลไทยก็ต้องยึดมั่นอุดมการณ์ในการปกป้องความปลอดภัยในอาหารให้ผู้บริโภค และต้องไม่ยอมให้ชาติไหนมาย่ำยีคนไทยได้อย่างเด็ดขาด

เรียกเสียงฮือฮากันไปไม่น้อยครับ สำหรับกระแสทุเรียนฟีเวอร์ในหมู่นักกินชาวจีน ที่เมื่อเร็วๆ นี้พากันแห่ซื้อทุเรียน 80,000 ลูก ภายใน 1 นาที ผ่านทางเว็บไซต์ Tmall.com เครืออาลีบาบา ขณะที่บรรยากาศในประเทศเองก็คึกคัก นักท่องเที่ยวเข้าแถวต่อคิวกินบุฟเฟ่ต์ผลไม้ตามสวนต่างๆ เป็นจำนวนมาก

เป็นเรื่องน่ายินดี ที่ผลไม้ของไทยได้รับการยอมรับว่า เป็นสินค้าดี มีคุณภาพ ระดับพรีเมี่ยม โดยพื้นที่ภาคตะวันออก จ.จันทบุรี ระยอง และตราด มีความสำคัญค่อนข้างมาก เป็นแหล่งผลิตผลไม้ที่สำคัญทางเศรษฐกิจหลายชนิด เช่น ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง และลำไย เป็นต้น

เมื่อเร็วๆ นี้ ภาครัฐเองก็เห็นชอบในหลักการโครงการจัดตั้ง ระเบียงผลไม้ภาคตะวันออก (Eastern Fruit Corridor : EFC) โดยมีเป้าหมายให้ภาคตะวันออกเป็นตลาดกลางประมูลผลไม้คุณภาพสูง

ทั้งยังเห็นชอบผลักดันประเทศไทยเป็นมหานครผลไม้เมืองร้อนของโลก มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การค้าผลไม้ครบวงจรรองรับอีกด้วย

ในภาพรวมอุตสาหกรรมผลไม้ของไทยนับว่าสร้างรายได้ให้ประเทศนับแสนล้านบาทต่อปี นอกจากการส่งออกเป็นผลไม้สดเกรดพรีเมี่ยมไปจำหน่ายต่างประเทศแล้ว ผลไม้ส่วนที่เหลือจากความต้องการหรือเป็นเกรดรองลงมา สามารถนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นสินค้าแปรรูปต่างๆ

สำหรับท่านที่เป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมผลไม้ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ผมอยากให้เปิดใจยอมรับแนวคิดในการรวมกลุ่มและเชื่อมโยงเครือข่ายอุตสาหกรรม (cluster) ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพราะคลัสเตอร์เป็นเสมือนเครื่องมือและกลไกสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของประเทศ

การรวมกลุ่มคลัสเตอร์ ย่อมมีพลังและอำนาจ ผมเชื่ออย่างนั้น อย่างน้อยก็เพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพการผลิต และการบริหารจัดการ เกิดการพัฒนาความสามารถด้านนวัตกรรม เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลและองค์ความรู้ของสมาชิก เกิดการขยายตลาดสู่ระดับประเทศและต่างประเทศ เกิดการพัฒนาประสิทธิภาพของบุคลากรร่วมกัน เกิดความสามารถในการจัดซื้อ จัดหาวัตถุดิบได้ในราคาถูกลง เกิดการขยายตัวด้านการค้า การลงทุน ของสมาชิก เพิ่มขีดความสามารถ และศักยภาพในการแข่งขันโดยรวม

กล่าวเฉพาะอุตสาหกรรม มะพร้าว และ กล้วย ที่สถาบันอาหารได้เข้าไปมีส่วนร่วม โดยได้รับมอบหมายจาก สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เพื่อผลักดันให้เกิดการรวมกลุ่มและพัฒนาเครือข่ายหรือคลัสเตอร์ ในปี 2561 นี้ ตั้งเป้ารวบรวมสมาชิกทั้งมะพร้าวและกล้วยให้ได้ 17 เครือข่าย จำนวน 2,300 ราย แบ่งเป็นกลุ่มมะพร้าว 10 เครือข่าย จำนวน 1,350 ราย และกล้วย 7 เครือข่าย จำนวน 950 ราย โดยมะพร้าวดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เน้นเพิ่มพื้นที่ปลูกใหม่ และพัฒนาผลิตภัณฑ์

ส่วนกลุ่มเครือข่ายกล้วย ได้เริ่มดำเนินการเป็นปีแรก จะเข้าไปส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการเพาะปลูกกล้วย รักษาคุณภาพผลผลิตตามมาตรฐานการส่งออก การนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อการเก็บรักษา การยืดอายุ การดูแลบรรจุภัณฑ์ และการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม

นาทีนี้ ผลไม้ไทยกำลังเนื้อหอมไปทั่วโลก ภาครัฐเองก็เร่งให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมผลไม้ในทุกมิติเพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตผลไม้ไทยทั้งผลสดและแปรรูป รวมทั้งพัฒนาระบบโลจิสติกส์ การขนส่ง การจัดเก็บ ห้องเย็น รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรม

ด้านผู้ประกอบการเองก็ควรเตรียมตัวให้พร้อมในทุกมิติเช่นเดียวกัน ผมเชื่อว่าการรวมกลุ่มและพัฒนาเครือข่ายในอุตสาหกรรมของตนเองโดยมีภาครัฐเป็นพี่เลี้ยงจะช่วยให้พวกท่านสามารถยืนหยัดและอยู่รอดได้แน่นอนครับ

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม นายเสฐียรพงศ์ มากศิริ ผู้ว่าราชการ จ.อุตรดิตถ์ เปิดเผยว่า ศาล จ.อุตรดิตถ์ มีคำพิพากษาแม่ค้ารายหนึ่งของ จ.อุตรดิตถ์ โดยลงอาญาปรับเป็นเงิน 10,000 บาท ส่วนโทษจำคุกรอลงอาญา 2 ปี เนื่องจากขายทุเรียนอ่อน และแอบอ้างชื่อทุเรียนหลงลับแลของ จ.อุตรดิตถ์ ทั้งที่ความจริงแล้วทุเรียนที่จำหน่ายให้กับผู้บริโภคนั้น นอกจากจะเป็นทุเรียนที่อ่อนแล้ว ยังเป็นทุเรียนหลงลับแลที่มาจากต่างจังหวัด แต่อ้างชื่อว่าเป็นทุเรียนหลงลับแลของ จ.อุตรดิตถ์ แม่ค้ารายนี้รับทุเรียนหลงลับแลมาจากจังหวัดหนึ่งในภาคตะวันออก ในราคากิโลกรัมละ 120 บาท แต่นำมาจำหน่ายให้กับผู้บริโภคในราคากิโลกรัมละ 450 บาท ซึ่งขณะนั้นทุเรียนหลงลับแลยังไม่ออก แม้จะมีออกบ้าง แต่ไม่มากเหมือนกับปัจจุบันที่กำลังออกสู่ผู้บริโภคเรื่อยๆ และคาดว่าจะหมดรุ่น 3 สิ้นเดือนกันยายนนี้

“ได้กำชับไปยังพ่อค้าแม่ค้า ตลอดจนชาวสวน อ.ลับแล ว่าหากต้องการจะรักษาชื่อเสียงทุเรียนหลงลับแล และหลินลับแล ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองที่อร่อยที่สุดในโลก มีเนื้อนุ่ม ไม่มีเสี้ยน กลิ่นอ่อน เมล็ดลีบ และเนื้อแห้ง ที่สำคัญได้รับการจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เรียบร้อยแล้ว อย่าได้ตัดทุเรียนอ่อนออกมาจำหน่ายให้กับผู้บริโภค หากตัดออกมาจำหน่าย มีแต่จะสร้างความเสียหายมาถึงทุเรียนหลงลับแล ต่อไปจะไม่มีใครชื่อถือเชื่อมั่นอีกต่อไป ดังนั้น มีทางเดียวที่จะช่วยให้ทุเรียนหลงลับแลของ จ.อุตรดิตถ์ มีชื่อเสียง และเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคตลอดไป ขณะเดียวกันชุดเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นมาเพื่อปราบปรามการจำหน่ายทุเรียนอ่อนออกมาจำหน่าย ก็พยายามกวดขัน และตรวจตราแผงหรือจุดจำหน่ายทุเรียนอย่างเต็มที่ หากพบให้ดำเนินการทางกฎหมายทันที” นายเสฐียรพงศ์ กล่าว

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ที่บริษัท โนรีคิง ฟูดส์ ประเทศไทย จ.ราชบุรี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพินิจ เจริญเร็ว เกษตรจังหวัดบุรี ต้อนรับ นายพงศ์กานต์ บรมสาร ที่ปรึกษาฝ่ายการพาณิชย์ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ สิงคโปร์ พร้อมคณะนักธุรกิจชาวสิงคโปร์ได้เดินทางมาศึกษาดูการผลิตมะพร้าวน้ำหอม ที่ บริษัท โนรีคิง ฟูดส์ฯ ของ นายบุรี ยูแก้ว อายุ 55 ปี ตั้งอยู่เลขที่ 258 หมู่ที่ 2 ต.ดอนกรวย อ.ดำเนินสะดวก หลังจากสิงคโปร์มีความสนใจในผลไม้ของไทยหลายชนิด โดยมีมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งเป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่สำคัญของราชบุรีได้รับความสนใจด้วย ทำให้คณะได้เดินทางมาดูพื้นที่การผลิต และการจำหน่ายในตลาดแหล่งใหญ่ๆ ของ จ.ราชบุรี เพื่อเตรียมประสานให้เกษตรกรได้รวมกลุ่มกัน เพื่อจัดส่งไปจำหน่ายที่ประเทศสิงคโปร์ในอนาคตนี้