ตันพานิช รองผู้ว่าการกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรม

ชีวภาพ วว. ชี้แจงว่า สถานีวิจัยลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา เป็นสถานีวิจัยในส่วนภูมิภาคของ วว. สังกัดศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ จัดสร้างอาคารเทคโนโลยีการเกษตรเสมือนจริง และการก่อสร้างอาคารอนุรักษ์พันธุกรรมพืช ขึ้นในพื้นที่สถานีวิจัยลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคล สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมมายุ 60 พรรษาในปี 2558 ทั้งนี้ วว.ได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานนามอาคารดังกล่าว่า “อาคารเฉลิมพระเกียรติ

เรือนกระจกหลังที่ 1” และ “อาคารเฉลิมพระเกียรติ เรือนกระจกหลังที่ 2” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ทางด้านพฤกษศาสตร์ ด้านการเกษตรศาสตร์ กีฏวิทยา การอนุรักษ์พันธุกรรมพืช และความสัมพันธ์ของแมลงกับการเกษตรและสิ่งแวดล้อม ที่เป็นรูปธรรม รวมทั้งเป็นการสร้างพื้นที่สีเขียวเพื่อยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อม อีกทั้งจะเป็นแหล่งรวบรวมและจัดแสดงความหลากหลายทางชีวภาพด้านพืชที่ถูกต้องตามหลักวิชาการสากล เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช การวิจัยต่อยอดบนองค์ความรู้ของเศรษฐกิจฐานชีวภาพ (Bio-economy) เพื่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

“…วว.ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคารเฉลิมพระเกียรติ เรือนกระจกหลังที่ 1 และเรือนกระจกหลังที่ 2 เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2561 สถานีวิจัยลำตะคอง ซึ่งถือเป็นแหล่งเรียนรู้ทางด้านเกษตรและพฤกษศาสตร์แห่งใหม่ของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2561 ที่ผ่านมา…” รองผู้ว่าการกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ วว. กล่าวเพิ่มเติม

สำหรับภายในอาคารเฉลิมพระเกียรติ เรือนกระจกหลังที่ 1 แสดงนิทรรศการ “มหัศจรรย์พรรณไม้ ครั้งที่ 1” โชว์พรรณไม้หายากของทั้งไทยและต่างประเทศ แบ่งออกเป็น 6 โซน โซนที่ 1 โซนไม้หายาก เช่น มะลิเฉลิมนรินทร์ มะลิปันหยี ปาล์มเจ้าเมืองถลาง มังกรห้าเล็บ เอื้องดิน ปลวกน้ำ กล้วยคุนหมิง พลับพลึงธาร เปราะศรีสะเกษ สารพัดพิษ โซนที่ 2 ไม้อิงอาศัยและกล้วยไม้ เช่น รองเท้านารีชนิดต่างๆ เถางูเขียว หวายแดง กุหลาบกระบี่ ม้าวิ่ง เอื้องมือชะนี ว่านเพชรหึง เอื้องโมก รวมทั้งสับปะรดสีชนิดและพันธุ์ต่างๆ โซนที่ 3 ไม้เขตอบอุ่น

ไม้อัลไพน์ และไม้จากยอดดอย เช่น บีโกเนียชนิดต่างๆ ชมพูภูคา ก่วมภูคา เทียนพระบารมี ตาเหิรชนิดต่างๆ กุหลาบพันปี แมกโนเลีย โซนที่ 4 ไม้น้ำ เช่น ไม้กินแมลงในสกุล Nepenthes สกุล Drosera กกอียิปต์ โลเบเลียแดง กระจับแก้ว ไม้น้ำต่างๆ จัดแสดงในตู้ปลากว่า 30 ชนิด มะหิ่งซำ ซึ่งจัดเป็นสนหายากมากที่สุดชนิดหนึ่งของโลก โซนที่ 5 ไม้ทะเลทรายและไม้อวบน้ำ เช่น ปีศาจทะเลทราย ไข่มุกทะเลทรายหรือแฟรงกินเซนส์ ถังทอง ว่านหางจระเข้หลากชนิด ม้าลาย ม้าเวียน หูกระต่าย บาวบับ โซนที่ 6 พืชวิวัฒนาการต่ำ เช่น ปรงสระบุรี ปรงสามร้อยยอด เฟินกีบแรดไทย เฟินกีบแรดฟิลิปปินส์ เฟินปีกแมลงทับ ตีนตุ๊กแกหลากชนิด เขากวางตั้ง สนฉัตรออสเตรเลีย

ส่วนพรรณไม้ในเรือนกระจกหลังที่ 2 แบ่งเป็น 2 โซน ได้แก่ โซนที่ 1 จัดแสดงหมวดหมู่พรรณไม้ตามวิวัฒนาการ เริ่มจากกลุ่มพืชที่มีวิวัฒนาการต่ำและไม่มีดอก เช่น มอสส์ เฟิน ปรง และสนต่างๆ ส่วนของพืชดอกปลูกจัดแสดงตามสายสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการที่ใช้การศึกษาทางชีวโมเลกุลเข้ามาวิเคราะห์ กลุ่มแรกสุดเป็นกลุ่มใบเลี้ยงคู่ที่มีวิวัฒนาการต่ำ เช่น อันดับของพริกไทย กลุ่มใบเลี้ยงเดี่ยว และกลุ่มใบเลี้ยงคู่สมัยใหม่ที่มีวิวัฒนาการสูง เช่น กลุ่มสายสัมพันธ์ของพวกกุหลาบและกลุ่มสายสัมพันธ์ของพวกแอสเตอร์

โซนที่ 2 จัดแสดงการใช้ประโยชน์จากพืชของมนุษย์ แยกเป็นกลุ่มย่อยต่างๆ ดังนี้ กลุ่มพืชเกียรติประวัติ เช่น โมกราชินี จำปี สิรินธร สาละลังกา กลุ่มพืชเครื่องเทศและสมุนไพร เช่น กานพลู กระวาน จันทน์เทศ พริกไทย กลุ่มพืชเครื่องดื่ม เช่น เสาวรส หญ้าหวาน พุงทะลาย เตยหอม ชา กาแฟ โกโก้ กลุ่มแสดงตามช่วงเวลาต่างๆ ในระยะแรกจัดแสดงพวกกุหลาบสายพันธุ์ต่างๆ

นอกจากนี้ ยังมีพิพิธภัณฑ์อนุรักษ์แมลงเขตร้อน (Tropical Insect Santuary) โดยแบ่งเป็นโซนต่างๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ เหล่าแมลงผสมเกสร (Pollination pals) โชว์แมลงผสมเกสรบินอิสระ และสังเกตพฤติกรรมการหาอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อระบบนิเวศและทางการเกษตร พืชกินแมลง (Carnivorous plants) ชมความอัศจรรย์ของเหล่าพืชที่ต้องการดำรงชีวิตอยู่แม้ในพื้นที่ขาดแคลนธาตุอาหาร แมลงจึงกลายเป็นเหยื่อของพืชเหล่านี้ ดักแด้ยักษ์ เป็นจุดปล่อยผีเสื้อเขตร้อนนานาชนิดที่ถูกคุ้มครองอย่างปลอดภัยภายใต้ดักแด้ขนาดใหญ่

จ้าวแห่งการพรางตัว (Master of disguise) ชมความมหัศจรรย์ของเหล่าแมลงที่พรางตัวอย่างแยบยล กลยุทธ์ในการเอาตัวรอดทางธรรมชาติที่น่าทึ่ง ด้วง สัตว์ป่าคุ้มครองของประเทศไทย (Thailand’s wildlife protection beetles) ชมด้วงหายากของประเทศไทยที่นำมาศึกษา กระบวนการเพาะเลี้ยงเพื่อการอนุรักษ์เชิงรุก พิพิธภัณฑ์และห้องภาพ (Museum & Gallery) ชมภาพถ่ายแมลงนานาชนิดและงานศิลป์ที่เชื่อมโยงระหว่างวิถีชีวิตของผู้คนและแมลง ระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland ecosystem)

จำลองพื้นที่ชุ่มชื้นที่เป็นแหล่งกำเนิดและแหล่งอาหารของสัตว์มากมายหลายชนิด เครือญาติ (Lineage) ชมสัตว์ขาปล้องที่มีสีสัน/รูปร่างที่น่าทึ่ง และมีประโยชน์ต่อระบบนิเวศ แมลงสังคม (Social Bugs) เรียนรู้วิถีชีวิตที่น่าทึ่งของแมลงสังคมที่แบ่งงานกันอย่างขยันขันแข็ง จุดสังเกตการณ์เรือนยอดไม้ (Canopy Observation) ชมผีเสื้อและเหล่าแมลงที่บินอย่างอิสระเหนือเรือนยอดไม้ ห้องปฏิบัติการศึกษาปฏิกิริยาระหว่างพืชและแมลง (Plant and insect interaction laboratory) ห้องปฏิบัติการเพื่อการแมลงมีชีวิตที่เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและทางการเกษตร สาธิตการเพาะเลี้ยงแมลงหายาก (Nursery) ชมเทคนิควิธีการเพาะเลี้ยงแมลงหายากหลากชนิดพร้อมพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญในการเพาะเลี้ยง

ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สถานีวิจัยลำตะคอง วว. จังหวัดนครราชสีมา เลขที่ 333 หมู่ที่ 12 ถ.มิตรภาพ ต.หนองสาหร่าย อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 30130 โทร. 044-390-107, 044-390-150 http://www.tistr.or.th/lamtakhong e-mail : lamtakhong@tistr.or.th

ดร.อภิชัย สมบูรณ์ปกรณ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานเปิดงาน “มหกรรมวิทย์สร้างอาชีพ ยกระดับภูมิภาค” ซึ่งจัดโดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และกรมวิทยาศาสตร์บริการ โดยมีวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานมุ่งขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์เพื่อเศรษฐกิจและสังคมฐานราก โอกาสนี้ นายสมชัย กิจเจริญรุ่งเรือง รองผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต รองผู้ว่าการกลุ่มยุทธศาสตร์และจัดการนวัตกรรม วว. พร้อมด้วยผู้บริหาร เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เข้าร่วมเป็นเกียรติด้วย ในวันที่ 9 สิงหาคม 2561 ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีตาก ต.ประดาง อ.วังเจ้า จ.ตาก

ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวตอนหนึ่งว่า ตามที่รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางสู่รายได้สูง ควบคู่ไปกับการลดความเหลื่อมล้ำ กระจายรายได้และโอกาสอย่างทั่วถึง รวมทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็ง กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จึงได้ดำเนินการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ภายใต้นโยบาย “วิทย์สร้างคน วิทย์แก้จน วิทย์เสริมแกร่ง” ซึ่งเป็นการใช้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ

“…การจัดงานในวันนี้ ถือเป็นการยืนยันถึงความตั้งใจของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมพัฒนาเกษตร และผู้ประกอบการโอท็อป ให้สามารถนำ วทน. ไปใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดี มีมาตรฐาน สามารถแข่งขันได้ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ…” ดร.อภิชัย สมบูรณ์ปกรณ์ กล่าว

ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต รองผู้ว่าการกลุ่มยุทธศาสตร์และจัดการนวัตกรรม วว. กล่าวว่า งาน “มหกรรมวิทย์สร้างอาชีพ ยกระดับภูมิภาค” จังหวัดตาก เป็นกิจกรรมหนึ่งภายใต้นโยบายของ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ที่ต้องการนำ วทน. ไปช่วยยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรและสินค้าโอท็อปให้ได้คุณภาพ ลดต้นทุนการผลิต และนำไปสู่การจำหน่ายได้จริงในเชิงพาณิชย์ สร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยการจัดงานมหกรรมวิทย์สร้างอาชีพ ยกระดับภูมิภาค เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานภายใต้ 2 โครงการใหญ่ ได้แก่ โครงการ “1 ตำบล 1 นวัตกรรมเกษตร” เพื่อสร้างโอกาสให้เกษตรกรส่วนใหญ่เข้าถึง วทน. ทางการเกษตร จากการต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรม และโครงการยกระดับโอท็อป ในพื้นที่ 10 จังหวัดเป้าหมาย ได้แก่ จังหวัดอำนาจเจริญ กาฬสินธุ์ นครพนม บุรีรัมย์ แม่ฮ่องสอน ตาก น่าน นราธิวาส ปัตตานี และจังหวัดชัยนาท

ผู้เข้าร่วมงานมหกรรมวิทย์สร้างอาชีพ ยกระดับภูมิภาค ประกอบด้วย ผู้ประกอบการโอท็อปในจังหวัดตาก เกษตรกรจากจังหวัดตาก พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย และอุตรดิตถ์ ประมาณ 500 คน กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อยกระดับสินค้าโอท็อปและด้านนวัตกรรมการเกษตร ได้แก่ หลักสูตรเทคนิคการยืดอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์อาหารและการใช้เครื่องมือตรวจสอบผลิตภัณฑ์อย่างง่าย ความรู้เบื้องต้นในการออกแบบโลโก้และโครงสร้างบรรจุภัณฑ์อย่างง่าย การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ผ้าทอ เทคนิคพื้นฐานในการทำสบู่ก้อนการทดสอบเบื้องต้นและแนวทางการขอมาตรฐานผลิตภัณฑ์ การแปรรูปมะม่วง การผลิตเห็ดเป็นการค้า การทำน้ำหมักชีวภาพและสมุนไพร การใช้และการบำรุงรักษาเครื่องจักรกลการเกษตร การจัดการเห็ดครบวงจร การใช้แอปพลิเคชั่นในการวิเคราะห์ปุ๋ย ดินและการทดสอบปุ๋ยแบบง่าย

“…กิจกรรมในงานมหกรรมวิทย์สร้างอาชีพ ยกระดับภูมิภาค มุ่งให้ผู้เข้าร่วมงานเห็นถึงความสำคัญของการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ในการสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี และพัฒนาเข้าสู่การเป็นห่วงโซ่ที่สำคัญ ในระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศต่อไป…” ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต กล่าว

ข่าวน้ำทะลักเขื่อน น้ำท่วมตลิ่งทั้งในภาคอีสาน ตะวันออก และใต้ แม้ไม่รุนแรงถึงขั้นวิกฤตเหมือนอุทกภัย ปี 2554 แต่สภาพภูมิอากาศทั่วโลกที่เปลี่ยนแปลงไปวิเคราะห์คาดการณ์ได้ยากขึ้น บวกกับปริมาณฝนที่ตกหนักและต่อเนื่องในหลายพื้นที่ ทำให้ประชาชนต่างวิตกกังวลว่าจะเกิดผลกระทบตามมา
ล่าสุด 6 สิงหาคม ที่ผ่านมา ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤต สถานการณ์แม่น้ำเพชรบุรี ออกประกาศด่วนให้ประชาชนที่อยู่บริเวณพื้นที่ท้ายเขื่อนแก่งกระจาน รวม 5 อำเภอ เฝ้าระวัง พร้อมเตรียมรับมือสถานการณ์น้ำที่ล้นทางระบายน้ำ และกำลังเคลื่อนตัวเข้าตัวเมืองเพชรบุรีลงสู่อ่าวไทย

ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วม 10 จังหวัดภาคอีสาน ได้แก่ จังหวัดยโสธร ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ อุบลราชธานี นครพนม สกลนคร หนองคาย มุกดาหาร อำนาจเจริญ และบึงกาฬ มีทั้งลดลง ทรงตัว และเพิ่มขึ้น ส่วนภาคกลางอีก 2 จังหวัด คือ กาญจนบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ยังต้องเฝ้าระวังจากการพร่องน้ำออกจากเขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนปราณบุรี

แม้ก่อนน้ำท่วมในแต่ละพื้นที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นจังหวัด กรมชลประทาน จะส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า แต่พิจารณาในแง่การบริหารจัดการ อาจกล่าวได้ว่าส่วนราชการยังทำงานในลักษณะมุ่งแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แทนที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบก่อนภัยจะมาถึง

โดยนำประสบการณ์ช่วงวิกฤตอุทกภัย ปี 2554 มาปรับใช้ พร้อมถอดบทเรียนสถานการณ์น้ำท่วมในแต่ละพื้นที่ ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จัดทำมาตรการป้องกันแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในระยะสั้น ควบคู่กับเดินหน้าแผนระยะกลาง และระยะยาว แก้น้ำท่วมซ้ำซากได้แบบถาวร

เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า ภายใต้สถานการณ์ที่สภาพภูมิอากาศทั่วโลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต ผลพวงจากภาวะโลกร้อน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมถูกทำลาย ความเสี่ยงภัยจากธรรมชาติทั้งน้ำท่วม ความแห้งแล้ง ร้อนจัด หนาวจัดในหลายประเทศทั่วโลกยิ่งเกิดขึ้นรุนแรงและบ่อยครั้งกว่าอดีต การบริหารจัดการเพื่อป้องกันแก้ไขปัญหา กับการเตรียมความพร้อมรับมือวิกฤตฉุกเฉินจึงไม่ควรใช้วิธีการเดิม ๆ จำต้องปรับเปลี่ยนใหม่

ขณะเดียวกัน นอกเหนือจากหน่วยงานระดับนโยบายอย่างคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ซึ่งทำหน้าที่ผลักดันและขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศแล้ว หน่วยงานราชการในพื้นที่ทุกกระทรวง กรม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องร่วมกันทำงานในลักษณะบูรณาการทั้งในเชิงรุกและรับอย่างเต็มกำลังความสามารถ ลดผลกระทบและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับชุมชน พื้นที่เกษตร แหล่งเศรษฐกิจการค้าให้น้อยลงมากที่สุด

มกอช. ผนึก ม.เกษตร-เครือข่ายคนรักควายภาคอีสาน “ควายไทย” ระดมความคิดเตรียมยกร่างมาตรฐานการเลี้ยงควายไทย เพิ่มขีดความสามารถด้านการผลิตและสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค ตลอดจนเตรียมขยายช่องทางการตลาดส่งออก มูลค่าไม่ต่ำกว่า 2,300 ล้าน/ปี

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ควายไทย เป็นสัตว์เศรษฐกิจที่มีความสำคัญมาก โดยมีเลี้ยงราว 1 ล้านตัว จากเกษตรกรกว่า 2 แสนราย ซึ่งจำนวนกระบือเพิ่มขึ้นกว่าปี 2558 ประมาณ 1 แสนตัว และมีปริมาณการส่งออกกระบือและผลิตภัณฑ์กว่า 2,300 ล้านบาท ซึ่งนอกจากควายเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจแล้วยังเป็นสัตว์ที่ภาครัฐให้ความสำคัญในการอนุรักษ์ควบคู่กันไปด้วย

นอกจากนี้ ปัจจุบัน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายในการจัดทำแปลงการเกษตรขนาดใหญ่ โดยส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยมีการรวมกลุ่มกันเลี้ยงควาย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการสินค้าเกษตรปศุสัตว์ได้มีคุณภาพอย่างครบวงจร ซึ่งปัจจุบันมีกลุ่มกระบือแปลงใหญ่ทั้งสิ้น 28 แปลง ดังนั้น เพื่อเพิ่มศักยภาพให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกระบือ จึงจำเป็นต้องจัดทำระบบฟาร์มที่ได้มาตรฐาน

จากความสำคัญดังกล่าว มกอช. จึงได้จัดทำร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มกระบือเนื้อ และแนวปฏิบัติในการใช้มาตรฐานสินค้าเกษตรขึ้น เพื่อเป็นมาตรฐานที่จะช่วยควบคุมระบบการผลิตตั้งแต่ระดับฟาร์ม โดยเชิญกรมปศุสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน มหาลัยกาฬสินธุ์ และเครือข่ายคนรักควายภาคอีสาน ร่วมหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นที่สำคัญต่างๆ ในเรื่อง องค์ประกอบของฟาร์ม การจัดการฟาร์ม บุคลากร สุขภาพสัตว์ สวัสดิภาพสัตว์ สิ่งแวดล้อม และการบันทึกข้อมูล เพื่อให้ได้กระบือเนื้อที่มีสุขภาพดี และเหมาะสมในการนาไปใช้ผลิตเป็นอาหารที่ปลอดภัย โดยนำข้อคิดเห็นต่างๆ มาปรับปรุงร่างมาตรฐานดังกล่าว ให้มีความสมบูรณ์ เป็นที่ยอมรับจากผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“กระบือ นับว่าเป็นสัตว์เศรษฐกิจชนิดหนึ่งของไทย มีช่องทางการตลาด แต่เกษตรกรที่เลี้ยงส่วนใหญ่จะเป็นเกษตรกรรายย่อย หากได้รับการพัฒนาการจัดการฟาร์มให้ดี โดยเพิ่มองค์ความรู้ด้านระบบการผลิต การเลี้ยง และการจัดการฟาร์ม เช่น การเตรียมพืชอาหารสัตว์ การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม การผสมพันธุ์สัตว์/การคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ และการป้องกันโรค ก็จะสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภค เพิ่มขีดความสามารถด้านการผลิตและการค้าได้มากขึ้น”

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาคุณภาพของเนื้อกระบือ รวมถึงน้ำนมกระบือและผลิตภัณฑ์ ให้มีความปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภค เพิ่มขีดความสามารถด้านการผลิตและการค้าได้มากขึ้น สิ่งจำเป็นที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ การกำหนดเกณฑ์การควบคุมระบบการผลิต ให้เป็นมาตรฐานกลางของประเทศ เพื่อใช้อ้างอิงในการค้าขาย เลขาธิการกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อวันนี้ 10 สิงหาคม ที่ผ่านมา ระบุว่าสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องตลอดทั้งคืนจนถึงช่วงเช้าวันนี้ ประกอบกับน้ำทะเลหนุนสูงทำให้น้ำหลากเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนที่ตำบลบางหิน อำเภอกะเปอร์ จ.ระนอง ซ้ำจุดเดิม เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ที่ผ่านมา แต่ในรอบนี้ระดับน้ำต่ำกว่าครั้งที่แล้ว แต่ก็สร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนประชาชนหลาย 10 หลังคาเรือน โดยมีอาสาสมัครเจ้าหน้าที่จะหารและฝ่ายปกครองเข้าดูแลให้การช่วยเหลือ

นายเฉลิมพล ครุอำโพธิ์ นายอำเภอกะเปอร์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้สร้างความเสียหายซ้ำสองในรอบ 1 สัปดาห์ ให้กับพี่น้องประชาชน ทางอำเภอได้รับการแจ้งเตือนจากจังหวัดให้เฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลากน้ำท่วมฉับพลันในห้วงระยะเวลานี้ ได้มีการจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำหลากเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน และให้การช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ในขณะนี้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยได้ออกมาจากบ้านทั้งหมดแล้ว และรอให้น้ำลดลงเพื่อจะได้เข้าช่วยเหลือต่อไป

สถานการณ์ล่าสุด เวลา 12:00 น. น้ำได้ลดลงเข้าสู่สภาวะปกติ เนื่องจากฝนได้หยุดตกและน้ำทะเลเริ่มลดลง ประชาชนกลับเข้าสู่บ้านเรือนเพื่อทำความสะอาด ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเหตุการณ์น้ำหลากเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนเป็นครั้งที่สองในรอบสี่วัน ทำให้ได้รับความเดือดร้อนเป็นวงกว้าง ทรัพย์สินภายในบ้านเครื่องใช้ต่างๆ ทั้งเครื่องนอน เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์เครื่องครัวได้รับความเสียหาย ซึ่งคงต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูอีกสักระยะหนึ่ง​ โดยทางองค์การบริหารส่วนตำบลบางหิน​ได้ตั้งเต็นท์ไว้เป็นจุดที่พักชั่วคราวให้กับประชาชน และจิตอาสาได้เปิดครัวปรุงอาหารบริการให้กับผู้ประสบภัยด้วย

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวสวนดอกมะลิที่บ้านกว้าง ต.เขื่องคำ อ.เมืองยโสธร ต้องเร่งมือในการร้อยดอกมะลิสดทำเป็นพวงมาลัยพระกร และพวงมาลัยส่งจำหน่ายให้กับลูกค้าในช่วงสัปดาห์วันแม่แห่งชาติ หลังจากที่มีลูกค้าสั่งจองเข้ามาเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งชาวสวนดอกมะลิไม่สามารถที่จะทำมาลัยพระกรดอกมะลิส่งให้ทันตามต้องการของลูกค้า ในขณะที่ในช่วงสัปดาห์วันแม่แห่งชาติผู้จำหน่ายดอกมะลิต้องปรับราคาการจำหน่ายดอกมะลิขึ้นจากเดิมที่เคยจำหน่าย กิโลกรัมละ 400 บาท ปรับขึ้นเป็น กิโลกรัมละ 1,200 บาท ส่วนราคาการจำหน่ายมาลัยจากเดิมที่เคยจำหน่ายมาลัยกรพวงละ 30 บาท ปรับขึ้นเป็นพวงละ 50-100 บาท

ชาวสวนดอกมะลิจึงต้องเร่งร้อยดอกมะลิสดทำเป็นพวงมาลัยส่งจำหน่ายให้เพียงพอกับความต้องการของลูกค้า โดยในแต่ละวันต้องเก็บดอกมะลิให้ได้ไม่ต่ำกว่า 3 กิโลกรัม และบางวันต้องสั่งซื้อดอกมะลิสดจากที่อื่นเข้ามาร้อยเป็นมาลัย แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าดอกมะลิจะมีราคาพุ่งสูงขึ้นก็ตามแต่ก็ยังมีลูกค้าสั่งจองมาลัยดอกมะลิเป็นจำนวนมากเช่นกันในช่วงสัปดาห์วันแม่จนแทบที่จะไม่มีดอกมะลิจำหน่ายให้กับลูกค้าในช่วงนี้โดยเฉพาะมาลัยพระกรมักจะมีลูกค้าสั่งจองเข้ามาเป็นจำนวนมากในแต่ละวันไม่ต่ำกว่าวันละ 200 พวง จากปกติที่เคยส่งให้ลูกค้าแค่วันละ 100 พวง เท่านั้น จึงส่งผลให้มียอดสั่งจองมาลัยดอกมะลิสูงกว่าเท่าตัวในช่วงนี้และเป็นโอกาสทองของชาวบ้านที่มีอาชีพร้อยมาลัยดอกมะลิส่งจำหน่ายอย่างงาม ในขณะเดียวกันหลังจากที่ดอกมะลิไม่เพียงพอในการร้อยมาลัยยังได้มีชาวสวนดอกมะลิบางส่วนได้นำดอกพุดซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกันกับดอกมะลิ โดยนำดอกพุดไปร้อยแทนดอกมะลิซึ่งก็ได้รับความสนใจจากลูกค้าเช่นกันแต่มาลัยดอกพุดจะแตกต่างจากมาลัยดอกมะลิคือจะไม่มีกลิ่นหอมเหมือนดอกมะลิ

นางวัชรี ทิพรส อายุ 61 ปี อยู่บ้านเลขที่ 199 หมู่ 1 บ้านกว้าง ต.เขื่องคำ อ.เมืองยโสธร ชาวบ้านที่ร้อยมาลัยดอกมะลิส่งขาย บอกว่า ในช่วงนี้ได้มีฝนตกชุกลงมาในพื้นที่จึงทำให้ดอกมะลิไม่ออกดอกเท่าที่ควรส่วนที่ออกดอกมาก็จะเน่าเสียหายหมดจึงทำให้ดอกมะลิออกสู่ตลาดน้อย ส่งผลให้ราคาดอกมะลิแพงขึ้นโดยเฉพาะในช่วงวันแม่นี้ราคาดอกมะลิก็พุ่งสูงขึ้นตามไปด้วยจากปกติราคากิโลกรัมละ 400-500 บาท ปรับขึ้นเป็นราคากิโลกรัมละ 1,200 บาท ถึงแม้ว่าราคาดอกมะลิจะแพงขึ้นแต่ยอดการสั่งจองมาลัยดอกมะลิก็ยังสั่งจองเข้ามาอย่างต่อเนื่องทุกวันจนแทบจะร้อยมาลัยดอกมะลิส่งให้ไม่ทัน โดยขณะนี้จะส่งจำหน่ายมาลัยดอกมะลิสดอยู่ที่พวงละ 50 บาท พวงใหญ่ 100 บาท จากปกติราคาพวงละ 30 บาท เท่านั้นเอง

เมื่อเร็วๆ นี้ นายสมศักดิ์ แสนศิริ สหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก จัดประชุมชี้แจงโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา ปี 2560/61 เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูการทำนา เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้เพียงพอกับความต้องการของประเทศ ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวให้มีรายได้ที่มั่นคง จากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สลับกับการทำนา โดยมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก และสมาชิกสหกรณ์ 200 คน เข้าร่วมประชุม ณ สหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก

นายสมศักดิ์ แสนศิริ สหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายสนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพื้นที่การปลูกข้าวเป็นการปลูกพืชชนิดอื่นๆ ที่ตลาดต้องการและให้ผลตอบแทนสูง เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าวไม่ให้ตกต่ำ ซึ่งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชทางเลือกที่ใช้น้ำน้อย แนวโน้มตลาดมีความต้องการสูง โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้รับมอบนโยบายและกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา ปี 2560/61 มีแผนการเตรียมพื้นที่นำร่องเพื่อให้เกษตรกรทดลองเปลี่ยนการทำนามาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่สหกรณ์ ซึ่งจะดำเนินการในพื้นที่สหกรณ์จังหวัดพิษณุโลกและอุตรดิตถ์ หากได้ผลดีเกษตรกรมีรายได้สูงกว่าการทำนา จะมีการส่งเสริมและขยายพื้นที่การเพาะปลูกพืชหลังนาเพิ่มขึ้นอีก

นายสมศักดิ์ แสนศิริ กล่าวอีกว่า สำหรับแผนการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่นำร่องของจังหวัดพิษณุโลก มีพื้นที่เป้าหมายการเพาะปลูก รวม 2,800 ไร่ ในพื้นที่สมาชิกของสหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการเพาะปลูกในเดือนสิงหาคม-กันยายน 2561 โดยสหกรณ์จะทำการคัดเลือกเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ตรวจสอบคุณสมบัติและข้อมูลสภาพพื้นที่การเพาะปลูกที่เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงภัยจากปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ทำการเกษตร การจัดอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรสมาชิก เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ การคัดเลือกพันธุ์เพาะปลูกให้เหมาะกับสภาพพื้นที่และรอบการผลิต การตรวจติดตามแปลง การตรวจติดตามคุณภาพ และการบริหารจัดการตลาดโดยสหกรณ์เป็นจุดรวบรวมรับซื้อผลผลิตจากสมาชิก โดยในเบื้องต้น สหกรณ์ได้เตรียมแผนที่จะสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้แก่เกษตรกรใช้เป็นทุนในการเพาะปลูกข้าวโพดอีกด้วย