ต่างชาติเที่ยวไทยเพิ่ม ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2560

นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางท่องเที่ยวไทยกลับเข้าสู่เส้นทางการเติบโต มีจำนวน 20.41 ล้านคน เติบโต 4.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน
ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยสร้างรายได้กระจายลงสู่ธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่องเป็นมูลค่า 1.03 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน

มองว่าทิศทางการท่องเที่ยวของไทยในช่วงที่เหลือของปี 2560 นี้ ยังสามารถขยายตัวได้ดี ด้วยบรรยากาศในประเทศที่เอื้อต่อการเดินทางท่องเที่ยว พร้อมกับแผนการรุกตลาดการท่องเที่ยวของไทยจากหน่วยงานภาครัฐที่มีอย่างต่อเนื่อง

โดยตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่คาดว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตในช่วงที่เหลือของปี จะยังเป็นตลาดนักท่องเที่ยวจีน ในช่วงครึ่งหลังของทุกปี จะมีช่วงที่นักท่องเที่ยวจีนนิยมเดินทางท่องเที่ยวคึกคักมากเป็นพิเศษ ได้แก่ ช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน โดยเริ่มประมาณต้นเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม
จากข้อมูลเบื้องต้นของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พบว่าตั้งแต่ วันที่ 1 กรกฎาคม-20 สิงหาคม 2560 จำนวนนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเที่ยวในไทยแล้วประมาณ 1.62 ล้านคน เพิ่มขึ้น 9.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน
นอกจากนี้ ในช่วงวันหยุดยาววันชาติจีน (เริ่มวันที่ 1 ต.ค. 2560) จะเป็นอีกช่วงหนึ่งที่นักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยเป็นจำนวนมาก

จากปัจจัยดังกล่าวข้างต้น ประกอบกับการฟื้นตัวดีกว่าที่คาดของตลาดนักท่องเที่ยวจีนที่หนุนการเติบโตของนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยในช่วง 7 เดือนแรกของปี
จึงปรับประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยปี 2560 เป็นจำนวน 35.20 ล้านคน เติบโต 8.2% จากปี 2559 (จากเดิมที่คาดว่าจะมี 34.15 ล้านคน)
ขณะที่คาดว่ารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย จะมีมูลค่าประมาณ 1.81 ล้านล้านบาท ขยายตัว 11.0% จากปี 2559 (จากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ที่ 1.79 ล้านล้านบาท)

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา จนถึง ณ วันที่ 22 สิงหาคม เงินบาทแข็งค่าประมาณ 7.8% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ และมองว่าทิศทางเงินบาทในช่วงที่เหลือของปี 2560 นี้ จะมีความผันผวนไปในทิศทางที่แข็งค่า
แต่มองว่าน่าจะยังไม่ส่งผลกระทบต่อทิศทางของจำนวนนักท่องเที่ยวในช่วงที่เหลือของปีนี้ เนื่องจากค่าเงินของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติหลักที่เดินทางมาท่องเที่ยวในไทยมีการแข็งค่าไปในทิศทางเดียวกันกับค่าเงินบาท

คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ ผู้ก่อตั้งบริษัท ชีวามิตร วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด เปิดเผยในงานสัมมนา “Unwanted Truth : ความจริงที่ไม่อยากพูดถึง” จัดโดยสมาคมนักศึกษาสถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ที่อาคารซี ตลท.ว่า ชีวามิตรเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร โดยจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2560 เพื่อสร้างความตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญและความหมายการใช้ชีวิตในปัจจุบัน การรักษาสัมพันธภาพกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง การเรียนรู้การบริหารจัดการชีวิตในบทสุดท้าย รวมถึงการสร้างการรับรู้สถานการณ์ปัญหาและความต้องการระบบการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในสังคมไทย โดยการจัดอบรม เผยแพร่องค์ความรู้และความเข้าใจในการจัดการด้านต่างๆ ให้แก่สังคม

นายกิตติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการบริษัท ชีวามิตร วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด กล่าวว่า ความตายเป็นสิ่งที่คนไม่อยากพูดถึง และมักจะไม่ใช่ส่วนหนึ่งของการวางแผนชีวิตในด้านอื่นๆ เช่น การทำงาน การแต่งงาน การมีลูก สังคมจึงขาดการสื่อสารในวาระสุดท้ายของผู้ป่วย ซึ่งการสื่อสารของครอบครัวเป็นเรื่องสำคัญมาก ดังนั้น การจัดสัมมนาในครั้งนี้ในหลายๆ หัวข้อจะช่วยให้เตรียมตัว และตระหนักถึงคุณค่าของผู้ป่วยก่อนจะจากไป

‘พาณิชย์’ เผยสัปดาห์นี้ร้านขายของรับรูดบัตรคนจนครบ 1 หมื่นแห่ง เตรียมปล่อยสินค้า 150 รายการ ลดราคาอย่างน้อย 10% ก่อนใช้บัตร 1 ตุลาคมนี้ คลังโชว์ความพร้อมสังคมไร้เงินสด เปิดโรงอาหารที่แรกรับชำระด้วยคิวอาร์โค้ด

ที่กระทรวงพาณิชย์ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงความคืบหน้าร้านค้าธงฟ้าประชารัฐเพื่อรองรับการบริโภคผ่านบัตรสวัสดิการของผู้มีรายได้น้อยว่า มีร้านค้าทั่วประเทศแสดงความจำนงร่วมโครงการแล้ว 4,500 แห่ง และได้ส่งรายชื่อให้กระทรวงการคลังเพื่อดำเนินการติดตั้งเครื่องรูดบัตร (อีดีซี) ต่อไป คาดว่าในสัปดาห์นี้จะส่งรายชื่อร้านค้า ร้านค้าชุมชน ร้านโชห่วย ได้ถึง 10,000 แห่ง และจะพยายามทำให้ได้ 1 ตำบลมี 1 แห่ง

นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ขณะที่ผู้ประกอบการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคเข้าร่วมแล้ว 30 ราย ตั้งเป้าหมายจำหน่ายในราคาต่ำกว่าท้องตลาดอย่างน้อย 10% จากเดิมตั้งเป้าถูกกว่า 15-20% เพื่อเปิดให้ผู้ผลิตเข้าร่วมได้มากขึ้น จากขณะนี้มีรายการสินค้าให้พิจารณาแล้ว 150 รายการ ซึ่งจะเร่งสรุปให้เร็วที่สุดภายในสัปดาห์นี้เพื่อให้ทันการใช้บัตรสวัสดิการของผู้มีรายได้น้อยตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้ โดยยังเปิดรับผู้ผลิตสินค้าเข้าร่วมโครงการอยู่

“กระทรวงพาณิชย์จะเป็นผู้ควบคุมรายการสินค้าในร้านค้าธงฟ้าประชารัฐเพื่อไม่ให้มีการซื้อสินค้าที่ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ เช่น บุหรี่ สุรา เป็นต้น และสั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า พัฒนาระบบพีโอเอส (Point of Sale) ให้ร้านค้าธงฟ้าประชารัฐมีระบบบาร์โค้ด หรือคิวอาร์โค้ด เชื่อมโยงข้อมูลกับกรมบัญชีกลาง เพื่อติดตามการใช้บัตรว่าตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่ หากโค้ดสินค้าไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของบัตรที่กำหนดไว้ก็จะไม่สามารถใช้ได้” นายสนธิรัตน์ กล่าวและว่า ในวันที่ 18 กันยายนนี้ จะลงพื้นที่ จังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจเยี่ยมร้านค้าธงฟ้าประชารัฐต้นแบบที่เข้าร่วมโครงการประชารัฐ สวัสดิการ หากพบว่ามีการขายสินค้าที่ผิดวัตถุประสงค์ก็จะให้ออกจากโครงการ

ที่กระทรวงการคลัง นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 11 กันยายน กระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารกรุงไทย เปิดบริการใช้คิวอาร์โค้ดในโรงอาหารกระทรวงการคลัง ถือเป็นกระทรวงแห่งแรกที่ใช้คิวอาร์โค้ดในการชำระเงินตามนโยบายคลัง 4.0 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการก้าวสู่สังคมไร้เงินสด โดยการใช้คิวอาร์โค้ดจะควบคู่กับการติดตั้งเครื่องอีดีซีที่ยังจำเป็นสำหรับกลุ่มคนรายได้น้อยที่ใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐในการรูดบัตรเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ธนาคารมีแผนยุทธศาสตร์ที่จะเป็นกลไกหนึ่งในการสนับสนุนนโยบายคลัง 4.0 เพื่อร่วมขับเคลื่อนนโยบายของประเทศ ให้ประชาชนทุกคนมีโอกาสเข้าถึงบริการทางการเงินที่สะดวกและปลอดภัยอย่างทั่วถึง

เมื่อวันที่ 11 กันยายน ตัวแทนกลุ่มผู้เลี้ยงสุกรจากทั่วประเทศกว่า 100 คน ได้รวมตัวกันที่หน้ากรมเจรจาการค้า กระทรวงพาณิชย์ เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านการนำเข้าเนื้อสุกรสหรัฐ หลังทราบว่าคณะของกระทรวงพาณิชย์จะเดินทางไปเจรจากับสหรัฐในประเด็นนี้

นายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า กลุ่มผู้เลี้ยงสุกรคัดค้านการนำเข้าเนื้อสุกรจากสหรัฐมาโดยตลอด ล่าสุดทราบว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐได้เชิญพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไปสหรัฐเพื่อเจรจาการค้าระหว่างกัน วัตถุประสงค์เพื่อลดการขาดดุลของสหรัฐ โดยมีหัวข้อการเจรจาเกี่ยวกับความต้องการให้ไทยเปิดตลาดให้สหรัฐนำเข้าเนื้อสุกรได้ เป็นหนึ่งในหัวข้อเจรจาด้วย

“วันพรุ่งนี้ (12 ก.ย.) คณะของกระทรวงพาณิชย์จะเดินทางไปสหรัฐก่อน พวกเรามีความกังวลจึงต้องมายืนยันการคัดค้าน ขอย้ำว่าเนื้อสุกรจากสหรัฐมีการใช้สารเร่งเนื้อแดง (แรคโตปามีน) อย่างกว้างขวาง ซึ่งเป็นสารต้องห้ามตามบัญญัติและกำหนดบทลงโทษในกฎหมายไทยของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงสาธารณสุข สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติจึงขอให้รัฐบาลไทยยืนยันการห้ามนำเข้าเนื้อสุกรที่มีสารเร่งเนื้อแดงอย่างเด็ดขาด เพื่อปกป้องประชาชนผู้บริโภคชาวไทย และปกป้องเสถียรภาพทางเศรษฐกิจทางการเกษตรที่เป็นรากฐานและเสาหลักของประเทศ” นายสุรชัย กล่าวและว่า สมาคมและเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศ ยืนยันว่าขอคัดค้านการนำเข้าสุกรสหรัฐอย่างถึงที่สุด เพื่อไม่ให้การตัดสินใจในเรื่องนี้ทำลายเศรษฐกิจของประเทศ ทำลายผู้เลี้ยงสุกร และทำลายสุขอนามัยของคนในชาติ

นายสุรชัย กล่าวว่า รัฐบาลต้องการผลักดันโครงการไทยแลนด์ 4.0 เพื่อให้ประเทศไทยก้าวข้ามการมีรายได้ระดับกลางของประชาชน แต่ขณะนี้ปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือนสูงขึ้นทุกปี ดังนั้น การตัดสินใจใดๆ ของรัฐบาลต้องอยู่บนพื้นฐานที่ต้องหารือกับประชากรผู้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเพื่อร่วมการพิจารณาอย่างรอบด้าน ไม่ให้โครงสร้างระบบเศรษฐกิจหลักของประเทศถูกทำลาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุชาติ สินรัตน์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน พร้อมตัวแทนกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้ออกมารับหนังสือข้อเรียกร้องจากตัวแทนกลุ่มผู้เลี้ยงสุกร และนายสุชาติได้กล่าวกับตัวแทนว่าจะนำหนังสือข้อเรียกร้องดังกล่าวเสนอต่ออธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาต่อไป

นางสาวศิริรัตน์ ลิ้มพงษ์ นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ สำนักอเมริกา แปซิฟิก และองค์การระหว่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ในการเจรจาแต่ละครั้ง กรมจะพิจารณาร่วมกับหลายหน่วยงาน ทั้งกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงสาธารณสุข ส่วนจะมีเจ้าหน้าที่ของกรมเดินทางไปเจรจาที่สหรัฐอเมริกาหรือไม่นั้น ไม่สามารถตอบได้เพราะไม่ได้รับนโยบายให้ตอบคำถามเรื่องนี้

นายวณิชย์ อ่วมศรี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เปิดเผยว่า หลังจากที่ สอศ.ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับความต้องการกำลังคนอาชีวศึกษาด้านการท่องเที่ยวรองรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศพบว่า แม้จะมีตลาดชัดเจนและนักศึกษาให้ความสนใจลงทะเบียนเรียนสาขาวิชาการท่องเที่ยวและโรงแรมเพิ่มขึ้น แต่ความต้องการกำลังคนด้านนี้ยังมีอีกมาก ปัจจุบัน สอศ.มีวิทยาลัยที่เปิดสอนด้านการท่องเที่ยวและโรงแรม

รวมถึงมัคคุเทศก์ รวม 43 แห่ง แต่พบว่ายังไม่เพียงพอต่อความต้องการของภาคเอกชนที่ต้องการคนปีละ 2 แสนคน ในขณะที่ผลิตได้เพียง 4,000 คน ครม.จึงมีมติสั่งการให้ช่วยกันแก้ปัญหาการขาดแคลนมัคคุเทศก์ พร้อมพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนในรูปแบบของอุตสาหกรรมท้องถิ่นเพื่อตอบโจทย์การท่องเที่ยวโดยเฉพาะการท่องเที่ยวท้องถิ่นจำแนกตามประเภทการท่องเที่ยว โดยให้ สกว.เข้ามาสนับสนุน สอศ.พัฒนาอาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการดังกล่าวว รวมทั้งสนับสนุนการบูรณาการงานวิจัยร่วมระหว่างบุคลากรอาชีวศึกษาและคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาอื่นๆ เพื่อร่วมกันพัฒนากำลังคนสายอาชีพให้มีขีดความสามารถและสมรรถนะสูงยิ่งขึ้น รวมไปถึงการพัฒนาศักยภาพของชุมชนชนบทฐานทรัพยากรทางการท่องเที่ยว

นายวณิชย์ กล่าวว่า เครือข่ายองค์กรบริหารงานวิจัยแห่งชาติ (คอบช.) โดยความร่วมมือของ สกว. และ วช. ได้อนุมัติทุนวิจัยด้านการบริหารจัดการท่องเที่ยว ปี 2556 เพื่อศึกษาวิจัยร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ชุมชนผู้ประกอบการ และองค์กรท้องถิ่นในจังหวัดกระบี่ โดยผลผลิตที่ได้จากการวิจัยส่วนหนึ่งเป็นหลักสูตรการพัฒนาบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนากำลังคนในระดับอาชีวศึกษา โดยนักวิจัยของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ได้พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมบุคลากรด้านการท่องเที่ยวและแนวทางการบริหารหลักสูตรโดยใช้ใบรับรองการจบหลักสูตรสมัครงานในตำแหน่งต่างๆ เพื่อป้อนคนเข้าสู่ตลาดแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่

จากนั้นได้มีการวิจัยเรื่อง “การเพิ่มขีดความสามารถทักษะวิชาชีพด้านการท่องเที่ยวและการบริการเพื่อรองรับการจ้างงานในระดับอาชีวศึกษาของประเทศไทย” โดย ว.เทคนิคกระบี่ ว.การอาชีพอ่าวลึก ว.เทคนิคพังงา ว.อาชีพท้ายเหมือง ว.กาอาชีพตะกั่วป่า ว.อาชีวศึกษาภูเก็ต ว.สารพัดช่างภูเก็ต และ ว.เทคนิคถลาง เข้าร่วมโดยมีนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เป็นพี่เลี้ยง และงานวิจัย “การสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนพื้นที่สูง โดยใช้การท่องเที่ยวของชุมชนเป็นเครื่องมือในพื้นที่เขตบริการศูนย์การเรียนรู้บ้านนาโต่

อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย” โดยมีนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยและมีวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงรายร่วมดำเนินการ ทั้งนี้ เพื่อพัฒนานักวิจัยและการวิจัยหลักสูตรการเรียนการสอนด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและโรงแรม และด้านเกษตรกรรมบนพื้นที่สูงเพื่อเป็นแนวทางในการผลิตและพัฒนากำลังคนสายอาชีพด้านท่องเที่ยวและบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม รองเลขาฯ อาชีวะ กล่าวในที่สุด

นายสมคิด สมศรี อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวถึงความคืบหน้าการผลักดันการจ้างงานผู้สูงอายุว่า ผส.ได้ตั้งเป้าหมายการจ้างงานผู้สูงอายุในปี 2560 ไว้ที่ 39,000 คน ปรากฏว่าขณะนี้สามารถจ้างงานได้แล้ว 36,000 คน และคิดว่ายังไงยอดการจ้างงานผู้สูงอายุในปีนี้ก็เกินเป้าหมาย เพราะล่าสุดมีห้างบิ๊กซี ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ ซึ่งมีสาขาทั่วประเทศ รวมถึงห้างเฟอร์นิเจอร์อย่าง อิเกีย ประเทศไทย ประกาศสนับสนุนการจ้างงานดังกล่าว ภายหลังกระทรวงการคลังออกมาตรการลดหย่อนภาษี 2 เท่า ให้ภาคเอกชนจ้างงานผู้สูงอายุในรายได้ไม่เกิน 15,000 บาท ทั้งนี้ พบว่าแรงงานสูงอายุได้ทำงานในหลากหลายแผนก โดยเป็นการทำงานพาร์ทไทม์หรือทำงานเป็นกะ กะละ 6 ชั่วโมง ที่มีรายได้มากกว่ารายได้ขั้นต่ำ 9,000 บาท ขึ้นอยู่กับตำแหน่งหน้าที่

อธิบดี ผส.กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ขณะนี้กำลังมีการปรับแก้กฎหมายประกันสังคม ขยายการเกษียณอายุจากเดิม 55 ปี เป็น 60 ปี ซึ่งร่างกฎหมายกำลังเสนอเข้า สนช. ส่วนผู้ที่เป็นผู้สูงอายุแล้วแต่ไม่เกิน 70 ปี หากสภาพร่างกายยังไหวและทำงานได้อยู่ วันนี้สามารถเข้าไปที่กรมการจัดหางานเพื่อหางานให้ได้เลย อย่างไรก็ตาม ผส.กำลังผลักดันข้อเสนอของสภาหอการค้าฯ สภาอุตสาหกรรมฯ ที่ขอขยายมาตรการลดหย่อนภาษีจ้างงานผู้สูงอายุที่มีรายได้มากกว่า 15,000 บาท อาทิ ผู้สูงอายุที่เป็นที่ปรึกษาบริษัท รายได้ 6-7 หมื่น ต่อเดือน

แต่ลดหย่อนเท่ารายได้ 15,000 บาท เพื่อส่งเสริมเอกชนจ้างงานผู้สูงอายุต่อไป เบื้องต้นอยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดและผลกระทบอยู่ ขณะที่การจ้างงานผู้สูงอายุในภาครัฐ ทราบว่าปัจจุบันก็มีการจ้างงานในหลายสาขาอยู่แล้ว อาทิ ศาล-อัยการ จ้างถึงอายุ 70 ปี ข้าราชการระดับสูงสามารถทำเรื่องขอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาต่ออายุราชการครั้งละปี รวมถึงแพทย์ที่มีการจ้างงานนอกระบบ ทำให้การจ้างงานผู้สูงอายุในภาครัฐยังไม่วิกฤตจนต้องไปขยายเกณฑ์อายุผู้สูงอายุจาก 60 เป็น 65 ปี

ที่โรงแรมหัวหิน แมริออท รีสอร์ตแอนด์สปา จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายกลินท์ สารสิน ประธานบอร์ดการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และประธานหอการค้าไทย บรรยายพิเศษหัวข้อ “สิ่งดีๆ ที่จะเกิดขึ้นกับการท่องเที่ยวหัวหิน-ชะอำ ในยุคไทยเท่ Thailand 4.0” โดยมี นายทวี นริสศิริกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และนักธุรกิจด้านการท่องเที่ยวและการลงทุน เข้าร่วม

นายกลินท์ กล่าวว่า โครงการท่องเที่ยวประจวบฯ เป็นโครงการที่ ททท.วางไว้ และเน้นสร้างเรื่องราวให้สอดคล้องกับกิจกรรมต่างๆ เช่น “กินเท่” เป็นการส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวถ่ายภาพก่อนกิน เพื่อส่งต่อเพื่อนทั้งในและนอกโซเชียล ให้เดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดประจวบฯ เพิ่มขึ้น นอกจากนั้นยังมี “ช็อปเท่” ตามแหล่งร้านค้าต่างๆ ของไทยที่จะต้องผลักดันความเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ออกสู่สายตานักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวต่างชาติ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

วันที่ 12 กันยายน 2560 นายสุชาติ เจริญศรี ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 12 ชัยนาท เปิดเผยว่าจากเดิมที่กรมชลประทานจะเริ่มผันน้ำเข้าพื้นที่แก้มลิง ทั้ง 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาหลังวันที่ 15 กันยายน 2560 เพื่อลดผลกระทบพื้นที่ลุ่มต่ำภาคกลางตอนล่างและกรุงเทพมหานครนั้น ล่าสุดจากการสำรวจพบว่ายังมีนาข้าวของเกษตรกรจำนวนมากที่ยังไม่ทันได้เก็บเกี่ยว จึงพิจารณาการผันน้ำเข้าพื้นที่แก้มลิงออกไปเป็นหลังวันที่ 25 กันยายน เพื่อไม่ให้นาข้าวที่เหลือได้รับความเสียหาย ซึ่งในช่วงแรกจะทำการผันน้ำเข้าพื้นที่แก้มลิง

ในพื้นที่ทางตอนบนใน จ.ชัยนาท จ.สิงห์บุรี จ.อ่างทอง และ จ.สุพรรณบุรี บางส่วนก่อน ส่วนพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาทางตอนล่าง ใน จ.พระนครศรีอยุธยา และ จ.ปทุมธานี จะยังไม่มีการผันน้ำเข้า โดยคาดว่าหลังวันที่ 25 กันยายน เมื่อน้ำเข้าแก้มลิงตามแผนจะสามารถกักเก็บน้ำได้ 1,300 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเกษตรกรจึงยังไม่ต้องกังวล เพราะกรมชลประทานจะผันน้ำเข้าพื้นที่ ที่เก็บเกี่ยวแล้วเท่านั้น แต่เกษตรกรไม่ควรทำนาต่อเนื่องเพราะเสี่ยงที่จะได้รับความเสียหายจากน้ำหลากในเดือนตุลาคม

ไม่เคลียร์! กรมวิชาการเกษตรยืดเวลารวบข้อมูลแบน 3 สารวัตถุอันตราย จ่อชงบอร์ดแบนเฉพาะพาราควอต-ควอร์ไพริฟอส ไร้ไกลโฟเซต จี้ผู้ประกอบการรายงานแผนนำเข้าส่งออกพื้นที่ใช้ให้ครอบคลุม

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินการพิจารณายกเลิก 3 วัตถุอันตราย ที่ประกอบไปด้วย พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต หลังจัดประชุมรวบรวมและรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องรอบด้าน อิงข้อมูลวิชาการและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นหลัก ล่าสุด เห็นควรให้จำกัดการเฉพาะใช้ “ไกลโฟเซต” และไม่มีแนวทางยกเลิกตามข้อเสนอ แต่ให้ผู้ประกอบการรายงานการนำเข้า การผลิต การส่งออก การจำหน่าย พื้นที่การใช้ และปริมาณคงเหลือ และต้องระบุพื้นที่ห้ามใช้ในฉลากวัตถุอันตรายควบคุมการโฆษณา

ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ส่วนอีก 2 ชนิด คือ พาราควอตและควอร์ไพริฟอส ต้องส่งเรื่องหารือไปยังคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้รวบรวมข้อมูลด้านพิษวิทยาของสาร ด้านประสิทธิภาพในการใช้ ด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงด้านการห้ามใช้ในต่างประเทศ และด้านการห้ามใช้ตามข้อตกลงของอนุสัญญาประกอบกับข้อมูลจากการรับฟังความคิดเห็น

รวมทั้งข้อมูลด้านสุขภาพอนามัย ที่ได้รวบรวมจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขด้วย
ทั้งนี้ เนื่องจากกรมฯ ยังไม่มีความเชี่ยวชาญที่จะพิจารณานำข้อมูลด้านสุขภาพอนามัยมาวินิจฉัยได้อย่างชัดแจ้งว่าสารดังกล่าวมีอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ตามที่มีการกล่าวอ้างหรือไม่ จึงเห็นสมควรที่จะขอคำปรึกษาในเรื่องดังกล่าวจากคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งมีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธานประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ รวมไปถึงผู้แทนจากหน่วยงานด้านสาธารณสุข ตามอำนาจหน้าที่ในมาตรา 7 โดยกรมวิชาการเกษตรมีอำนาจหน้าที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับวัตถุอันตรายตามพ.ร.บ. วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 เท่านั้น

“กรมวิชาการจะนำเสนอข้อมูล 5 ด้าน ไม่ว่าจะเป็น 1.การทบทวนค่าพิษวิทยา 2.การห้ามใช้ในประเทศต่างๆด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ 3.การปฏิบัติภายใต้อนุสัญญาประชาคมโลก 4 ข้อ 4.ผลการรับฟังความเห็น และ 5.ผลกระทบสุขภาพอนามัย ซึ่งยอมรับว่ายังติดขัดในข้อที่ 5 เพราะกรมวิชาการเกษตรไม่มีผู้เชี่ยวชาญและต้องอ้างอิงข้อมูลจากหลายภาคส่วนซึ่งไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันจึงต้องใช้เวลา”

นายสุวิชย์กล่าวต่อไปว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสาคัญในการลดการใช้สารเคมี และมีนโยบายที่จะ ผลิตสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐานปลอดภัยจากสารตกค้างทั้งในผลผลิตและสิ่งแวดล้อม และพร้อมที่จะ สนับสนุนการลด ละ เลิก การใช้ เมื่อมีความจาเป็น โดยคำนึงถึงความเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ เป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม เพื่อรองรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น กระทรวงเกษตรฯ จะศึกษาและเร่งรัดหาวิธีการที่เหมาะสมเพื่อเป็นทางเลือกทดแทนการใช้สารดังกล่าวต่อไป กรมวิชาการเกษตรเองต้องพูดให้น้อยที่สุด เพื่อรับฟังความคิดเห็นทุกทางและจะหารือที่ประชุมเพื่อหาข้อสรุปอีกครั้งเร็วๆ นี้” อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว

กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานสภาพอากาศว่า ประเทศไทยยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางแห่งในบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา funlok.com ร่องมรสุมได้เลื่อนลงมาพาดผ่านภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง อนึ่ง พายุดีเปรสชั่นบริเวณประเทศฟิลิปปินส์ มีแนวโน้มเคลื่อนลงสู่ทะเลจีนใต้ในวันพรุ่งนี้ (13 กันยายน) และจะทวีกำลังแรงขึ้น แล้วเคลื่อนตัวเข้าใกล้เกาะไหหลำ และประเทศจีนตอนใต้ ขอให้ประชาชนติดตามสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างต่อเนื่อง

ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และสุโขทัย อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดบึงกาฬ นครพนม สกลนคร มุกดาหาร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ นครราชสีมา และชัยภูมิ อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี อุทัยธานี ชัยนาท นครสวรรค์ และลพบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 23-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดกระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 21-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 26-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.