ต้นละมุด ก็เหมือนกับไม้ผลชนิดอื่น เมื่ออายุต้นมากขึ้น

ผลผลิตที่ได้จะมากขึ้นด้วย โดยคุณจำเนียน บอกว่า ละมุดแต่ละต้นให้ผลผลิตไม่น้อย เก็บได้แต่ละฤดูกาล ต้นละ 150-200 กิโลกรัมทีเดียว

ในอดีต คุณจู้ฮ่อง นำผลผลิตที่ได้ขึ้นรถโดยสารประจำทาง ไปขายยังตัวอำเภอหาดใหญ่ แต่ปัจจุบัน ละมุดบางกล่ำเป็นที่รู้จัก ทำให้ไม่ต้องนำไปขายด้วยตนเอง มีลูกค้ามาซื้อถึงบ้าน ในราคาที่ไม่ต่ำไปกว่าที่ต้องการเลย

แม้จะเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคและตลาดเปิดกว้างสำหรับละมุดบางกล่ำ แต่การขยายพื้นที่ปลูกละมุดของคุณจู้ฮ่องและคุณจำเนียน ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย จากการสอบถามทราบว่า ต้นละมุดแต่ละต้นอายุไม่น้อย การขยายพันธุ์จึงทำได้ยาก วิธีที่สามารถทำได้มีเพียงวิธีเดียว คือ การทาบกิ่ง ซึ่งต้องอาศัยความชำนาญของเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเกษตร เพราะคุณจู้ฮ่องและคุณจำเนียน เคยทำก็ไม่ประสบความสำเร็จ

คุณอนุชา ยาอีด หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ สำนักงานเกษตรจังหวัดสงขลา อธิบายว่า พื้นที่ปลูกละมุดเดิมมีมาก แต่เมื่อความเจริญเข้าถึง รวมถึงการส่งเสริมการปลูกพืชชนิดอื่นร่วมด้วย ทำให้เกษตรกรบางรายเห็นการเติบโตทางเศรษฐกิจของพืชอื่น จึงโค่นละมุดแล้วปลูกพืชอื่นแทน ทำให้จำนวนสวนลดน้อยลงในทุกปี

คุณสมโภช นันทวงศ์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงนิเวศไม้ผลบางกล่ำ กล่าวว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงนิเวศนไม้ผลบางกล่ำ ก่อตั้งขึ้นมาเป็นเวลากว่า 2 ปี เป็นการรวมตัวของเกษตรกรในพื้นที่ตำบลบางกล่ำ 40 ราย พื้นที่ปลูกผลไม้กว่า 100 ไร่ เช่น ละมุด มังคุด กระท้อน และผักพื้นเมือง ซึ่อตำบลบางกล่ำมีจุดเด่นในการดูแลสวนโดยไม่ใช้สารเคมี และการรวมกลุ่มกันของเกษตรกร มีวัตถุประสงค์เพื่อสะดวกต่อการขอสนับสนุนงบประมาณส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรชาวสวนในการปรับปรุงสวนและดูแลผลผลิต นอกจากนี้ยังใช้เวลาว่างในการแปรรูปผลไม้ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตที่ได้ เช่น ละมุดผลเล็ก หากขายสดราคากิโลกรัมละ 20 บาท เมื่อนำมาแปรรูปเป็น ละมุดลอยแก้ว หรือ สวาลอยแก้ว จำหน่ายได้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 100 บาท โดยใช้ผลละมุดเพียง 1-2 ผลเท่านั้น

ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงนิเวศไม้ผลบางกล่ำ กล่าวอีกว่า กลุ่มยินดีให้คำแนะนำในการเที่ยวชมสวนผลไม้ของเกษตรกรในพื้นที่ โดยเฉพาะการให้ความรู้เกี่ยวกับการขยายพันธุ์ละมุดบางกล่ำ ซึ่งเป็นไม้ผลที่ขึ้นชื่อของอำเภอ ทั้งนี้ มีการส่งเสริมการท่องเที่ยวสวนผลไม้ในพื้นที่บางกล่ำ โดยเปิดตลาดน้ำประชารัฐบางกล่ำ วัดบางหยี หมู่ 4 ตำบลบางกล่ำ อำเภอบางกล่ำ รองรับนักท่องเที่ยว ตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2560 และจะเปิดเป็นประจำทุกวันเสาร์เท่านั้น

“ไร่ชวนฝัน” แหล่งปลูกพืชผักผลไม้ พื้นที่กว่า 150 ไร่ ตั้งอยู่จังหวัดลำปาง ถิ่นเมืองรถม้าที่ลือชื่อมานาน

ความจริง ไร่ชวนฝัน ได้ผ่านสายตาท่านผู้อ่านอย่างละเอียดมาแล้ว ว่าความเป็นมาของสวนที่เจ้าของได้เปิดเผยรายละเอียดทั้งประวัติ การศึกษาทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนรางวัลที่เขาได้รับอย่างมากมาย จนจำไม่ไหว ลงในนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านเมื่อเดือนสิงหาคม 2559

พืชพันธุ์หลากหลายที่เขาเริ่มบุกเบิกปลูกมา ทั้งประสบผลสำเร็จและล้มเหลวในด้านราคาขายก็เคยประสบมาแล้ว จนเป็นที่เลื่องลือของวงการเกษตร ทั้งภาคเอกชน สถานที่ราชการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่างกล่าวขานและยกย่องในความสามารถของตัวเขาจนรับรางวัลมากมาย ต่างสดุดีในตัวเขาอย่างเลิศเลอ เป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจแก่วงศ์ตระกูล

เขากล่าวถึงชีวิตในวัยเรียนที่มุ่งเน้นอยากเรียนเกษตรที่แม่โจ้ ทั้งที่ทางครอบครัวมีฐานะค่อนข้างจะมีกิน จากย่านหัวตะเข้ เขตลาดกระบัง ไม่อยากให้มาเรียนเพราะร่างกายเขาบอบบาง ร่างเล็ก จนเพื่อนแม่โจ้ร่วมรุ่นตั้งชื่อไว้ว่า “เปี๊ยก” เป็นชื่อใหม่แทนชื่อเก่าที่พ่อแม่ตั้งไว้ว่า “ตุ๋ย”

เขาเล่าให้ฟังว่า การมาเรียนแม่โจ้ต้องผ่านการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนให้ฟังไว้เป็นเรื่องน่าคิดของสถาบันแม่โจ้ ปี 2505 กำหนดมา“ผมผ่านการสอบข้อเขียนแล้วต้องสอบภาคปฏิบัติด้วยการวิ่ง 17 กิโลเมตร จะวิ่งหรือเดินให้ครบตามเวลาที่อาจารย์กำหนด จากอำเภอเมืองเชียงใหม่ ถึงแม่โจ้ สันทราย ถ้าทำเกินเวลาต้องสอบตกทันที” เขากล่าวถึงอดีต

“เมื่อผมสอบผ่านต้องมาเรียนเพื่อทดสอบ ว่าหนึ่งเดือนจะไปไหวมั้ย จับจอบขุดดินเพื่อทดสอบความแข็งแกร่งมาตลอดปี เพื่อสร้างความอดทนของผู้มาเรียนจะผ่านปีแรก ทั้งการเรียนในห้องเรียน ใครทนไม่ได้ก็ลาออกไป” เสี้ยวหนึ่งของชีวิตเขาผจญมาอย่างคุ้มค่า

“ที่ผมประทับใจการมีประเพณีต้อนรับน้องใหม่ที่ดูว่าน่าเกรงกลัว แต่จุดประสงค์เขาต้องการให้เรามีประสบการณ์ เวลาไปทำสวนในที่ชนบทให้ปราศจากการเกรงกลัวต่อภยันตรายได้”

ถามว่า…แล้วพ่อแม่ไม่เป็นห่วงหรือ? ที่ไปตกระกำลำบากที่แม่โจ้ ที่เลื่องลือประเพณีต้อนรับน้องใหม่ว่าโหดมาก เขายิ้มอย่างผู้ชนะ

“เมื่อเห็นผมกลับบ้าน กลับภาคภูมิใจตัวลูกชาย ที่บึกบึนแข็งแกร่งกลับมา แม่โจ้สอนให้เรารักกัน สามัคคีรักใคร่ปรองดอง รุ่นพี่ดูแลน้อง มีสปิริตและการเคารพรักกัน มีธรรมนูญการปกครองมาช้านาน มีศาลแม่โจ้ให้กราบไหว้เคารพบูชาของลูกแม่โจ้ทุกคน”

ชายร่างเล็กแต่ใจถึง หลังเรียนจบแม่โจ้แล้ว พ่อแม่ส่งไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา ถึง 5 ปี กลับมาทำงานที่ถนัดด้านที่เรียนมาเฉพาะเครื่องจักรกล และรถแทรกเตอร์ นานกว่า 10 ปี นับตั้งแต่กลับจากสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2516 เขาฝันที่อยากเป็นเกษตรกร

ในที่สุดคุณสายัณห์ลาออกจากชีวิตลูกจ้าง เก็บเงินก้อนหนึ่งมาปักหลักซื้อที่ดินอยู่ที่ลำปาง ในพื้นที่ 150 ไร่เศษ ที่เป็นไร่อ้อยเก่า ปี 2530 ผู้เขียนอ่านประวัติชีวิตการทำงานของคุณสายัณห์แล้ว จะค่อนข้างวิบากกรรมด้านราคาพืชผลการเกษตร ที่เขาประสบมาไม่น้อยเลยทีเดียว จากอดีตสู่ชีวิตปัจจุบัน เริ่มจากสวนมะม่วงที่เคยนิยมมาก่อน เช่น พันธุ์โชคอนันต์ และพันธุ์น้ำดอกไม้ ที่ล้มเหลวทั้งแรงงานและราคา ที่เกษตรกรทุกภาคประสบมาเช่นกัน

แม้แต่ถิ่นภาคตะวันออกที่มีชาวสวนก็ถูกกดราคาทุเรียน เงาะ มังคุด เกษตรกรเจ๊งมาแล้ว หรือแม้แต่ลำไยภาคเหนือ ก็ถูกกำหนดราคาถูกลงไม่มีเว้น ลามถึงลิ้นจี่ด้วย เห็นจะมีส้มโอ นครปฐม ที่ยังอยู่ยงคงกระพันมานาน ได้ราคาดี เก็บได้นาน ก็ยังมีรสหวานถูกปากคนไทยนักแล แต่ส้มโอยังโดนน้ำท่วม

ในอดีตธุรกิจการทำสวนมะม่วงเมื่อ 30 ปีที่แล้ว กำลังเป็นที่นิยมสู่อาชีพเกษตรกรรม จนเกิดทำธุรกิจขายที่ดินในสวนเกษตรกรจัดสรรขายให้กับลูกค้าราคาแพง พร้อมดูแลให้ได้ผลผลิตจนขายดิบขายดี แต่ก็ล้มเหลวในเวลาต่อมา ทั้งนายทุนที่ปลูกมะม่วง บริษัทที่จัดขายสวน

ด้วยเหตุผลก็คือขาดความชำนาญ หรือทักษะการผลิตมะม่วงที่ต่างกันกับเกษตรกรที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีการผลิตที่เชี่ยวชาญ การผลิตมะม่วงนอกฤดูขายได้ราคาแพงกว่าในฤดู ได้คุณภาพ ส่งออกตลาดต่างประเทศได้คือ มะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้เบอร์ 4 น้ำดอกไม้สีทอง และพันธุ์มหาชนก ที่ตลาดยอมรับ

กล่าวถึงถิ่นมะม่วงนอกฤดูที่เกษตรกรผลิตขายนั้น มีแหล่งที่นิยมปลูกมาก ได้แก่ แปดริ้ว บ้านฉาง ปราจีนบุรี ราชบุรี เป็นต้น ส่วนใหญ่แล้วจะผลิตมะม่วงก่อนฤดู จะมีปริมาณมากกว่ามะม่วงนอกฤดู เพราะไม่ถูกฝน ผลิตง่าย ราคาแพงเหมือนกัน ต้นทุนถูกกว่าด้วย และเนื่องจากอยู่ใกล้กับสนามบิน และเรือสินค้าสำหรับส่งออกจึงสะดวกได้เปรียบกว่าผู้ที่ปลูกมะม่วงทางภาคเหนือและอีสาน ที่มีปัญหาค่าขนส่ง

ในฐานะผู้เขียนอยู่คลุกคลีกับเกษตรกรทำสวนมะม่วงมาก่อนจึงทราบเหตุผลที่เขาประสบความสำเร็จในสวนมะม่วง 5-10 ไร่ หรือนับร้อยไร่ จนปัจจุบันนี้อายุมะม่วงที่ปลูกมานานกว่า 30 ปีแล้วก็ยังให้ผลผลิตสม่ำเสมอ เทคนิคการดูแลสวนมะม่วงของเกษตรกรก็อยากจะนำมาเล่าให้เกษตรกรทั้งหลายที่อยากประสบผลสำเร็จได้นั้นไม่ยากเลย ไม่บิดบัง เล่าให้ฟังว่า

ฟาร์มเลี้ยงไก่ ยังมีกลุ่มคนงานพิเศษ เล่าให้ฟังว่า ทำการวัคซีนให้ไก่อย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้ไก่เครียดจนป่วย เพราะใช้คนน้อย งานเสร็จช้า ผลิตผลก็จะลดลง ต้องใช้คนทำเป็นคณะ เช่น สวนมะม่วงนอกจากจะมีคนงานประจำแล้ว ยังต้องเหมางานให้คนงานพิเศษที่มีความชำนาญในการตัดกิ่ง ใส่ปุ๋ย ฉีดยาป้องกันให้แล้วเสร็จรวดเร็วเท่าไรยิ่งดี ต้องเสียค่าจ้างแพงกว่าก็ต้องแต่ง ยอมจ่าย เพราะจะไม่ทำให้ต้นมะม่วงเครียด หรือผิดฤดูกาลผิดเวลาติดดอกออกผล ถ้าหากทำล่าช้าจ้างคนงานเป็นรายวัน หรือรายเดือน ข้อแตกต่างจะไม่ได้ผลดีและสร้างปัญหากับเจ้าของ ไม่ทันเหตุการณ์ พลอยทำให้ราคาตกต่ำอีกต่างหาก นี่คือเกษตรกรมืออาชีพกล่าวถึงที่หลายคนทำสวนแล้วไม่เข้าใจถึงนิสัยและพฤติกรรมของต้นไม้ดีพอ

กลับมาย้อนอดีตของไร่ชวนฝัน ที่ประสบกับราคาขายมะม่วงที่ผลิตมะม่วงแล้วขายไม่ได้ราคา แล้วเปลี่ยนมาปลูกต้นไม้อื่นมาทดแทนที่เกษตรกร ทั้งประเทศต่างตื่นตัวกันจะปลูกพืชส่งเสริมตัวใหม่คือ สวนยางพาราเป็นล้านไร่ตามนโยบายรัฐบาล เมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา จนเกิดเป็นเรื่องเป็นราวฟ้องร้องกันก็มี เรื่องผลิตต้นกล้ายางพาราไม่เพียงพอกับเวลาที่ใช้และปัญหาตามมาอีก

แต่ผลงานของไร่ชวนฝันของ คุณสายัณห์ ปานพินิจ มีผลงานโดดเด่นทุกเรื่องที่ทำการเพาะปลูกพืชสวน พืชดอก ไม้โบราณที่อนุรักษ์ไว้หลายชนิดจนเป็นที่สนใจของชาวเกษตรกรท้องถิ่นมาขอดูจนเป็นศูนย์กลางเกษตรที่แสวงหาความรู้กันในจังหวัดลำปางและใกล้เคียง รางวัลที่เขาได้รับมีมากมาย ตามที่เป็นข่าวและข้อเขียนที่ลงในฉบับเทคโนโลยีชาวบ้านเมื่อ 2 ปีที่แล้ว

จากสวนมะม่วง สวนผลไม้ที่เขาต้องจำใจตัดโค่นทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย เช่น ชาวภาคตะวันออกทำสวนทุเรียนที่ต้องตัดทิ้งบ้าง หันมาปลูกยางพาราทดแทน เพราะราคาผลไม้ตกต่ำ เห็นอนาคตยางพาราน่าจะดีกว่าจึงตัดสินใจหันมาเปลี่ยนเป็นยางพาราดูบ้าง มาวันนี้ทั้งมะม่วงที่มีตลาดส่งออกหลายประเทศ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย ญี่ปุ่น จีน ฯลฯ ต้องยอมรับคุณภาพมะม่วงไทย

ส่วนทุเรียนมีล้งจีนมาเฝ้ารอซื้อเหมาสวนทุเรียนเลยทีเดียว ปีนี้อาลีบาบา บริษัทยักษ์ใหญ่จากประเทศจีนมาซื้อเป็นจำนวนมากจนราคาทุเรียนพุ่งสูงขึ้นจนน่าวิตกแทนผู้บริโภค คนไทยที่ซื้อทุเรียนแพงมาก หาซื้อยาก คุณภาพตกเกรดที่วางขาย

ความหวังของสวน หรือไร่ชวนฝัน ศูนย์เรียนรู้ยางพาราครบวงจร ที่หันมาปลูกยางพาราแทนสวนมะม่วงนับหมื่นต้น และเริ่มกรีดยางด้วยวิธีไฮเทคได้แล้วนั้น ตามปรากฏเป็นข่าวที่เขียนไปเมื่อ 2 ปีแล้วนั้น

แม้ว่ารัฐบาลปัจจุบัน มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้ามาดูแลรับผิดชอบแก้ไขปัญหาโดยตรงแล้วก็ตาม ก็ยังไม่เป็นที่พอใจของบรรดาผู้มีอาชีพทำสวนยาง โดยเฉพาะภาคใต้ที่มีจำนวนสวนยางพารามากที่สุดของประเทศที่ราคาตกต่ำมานานแล้ว แม้จะเยียวยาให้แก่ชาวสวนยางที่เดือดร้อนมาบ้างแล้ว ก็ยังไม่สามารถจะทุเลาเบาบางลด

ปัญหาสวนยางพาราด้านราคาถูกตกต่ำจนเดือดร้อนไปทั่วประเทศ มีปัญหามานานเกือบ 10 ปีในยุคเฟื่องฟู ไม่ผิดอะไรกับชาวสวนทุเรียนในปัจจุบันที่ขายทุเรียนได้ราคาดีและไม่พอจำหน่าย เป็นการดึงดูดราคาโน้มน้าวให้เกษตรกรหันมาปลูกทุเรียนกันมากจนเต็มท้องตลาด เมื่อปริมาณพื้นที่ปลูกมากขึ้น สิ่งที่น่ากลัวตามมาคือ “ไม่มีใครกล้าคาดคิดว่าอนาคตทุเรียนไทยจะล้นตลาด”

น่าแปลกและเห็นด้วยที่ควรจะแบ่งโซนนิ่งการเกษตรอย่างแท้จริงกันเสียที เพราะปัญหาสินค้าเกษตรที่มากจนเกินความต้องการของตลาดมาจากเกษตรกรอยากร่ำรวย หันแห่มาปลูกกันมากจนทำให้การจำหน่ายสินค้าเกษตรเกินล้นเหมือนกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างปลูก

“ไร่ชวนฝัน”ยังตกที่นั่งลำบากในภาวะราคาสินค้าเกษตรเฉพาะยางพาราที่มีตลาดรับซื้อจำกัดปริมาณที่ผลิตออกมาทั่วประเทศ ยังไม่อาจขายได้หมดหรือปรับปรุงให้ราคาสูงพอพ้นต้นทุนได้ รัฐควรเร่งรีบ การเป็นผู้นำเกษตรท้องถิ่นของคุณสายัณห์ที่ได้รับเป็นปราชญ์เกษตรดีเด่น ที่ชาวบ้านยอมรับเชื่อถือทั้งคุณวุฒิ วัยวุฒิ

แม้ว่าจะใช้อุปกรณ์เครื่องมือไฮเทคมาใช้ในสวนยางเพื่อแก้ปัญหา แรงงานขาดแคลนแล้วก็ตามที การมีศูนย์อุปกรณ์ยางพาราครบวงจร เพื่อจำหน่ายแก่เกษตรกรชาวสวนยางในท้องถิ่นในราคาย่อมเยา ทว่าการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำนั้น มีปัจจัยหลายด้านที่ต้องรอการแก้ไขจากภาครัฐบาลต่อไป

ไม่แปลกเลยที่ไร่ชวนฝันได้สร้างฝันให้กับผู้มาเยือน เป็นสวนตัวอย่างแก่ผู้สนใจทั่วไปที่มีพืชสวนให้ชมหลากหลายชนิดให้ชิมและลองสัมผัส ขอให้คุณสายัณห์ผู้นำในทางการเกษตรจงประสบโชคดี ใครที่สนใจติดต่อได้ที่เบอร์โทร. (081) 883-5843 และที่ E-mail : Raichunphan@hotmail.com

ในโอกาสที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ก่อตั้งครบ 85 ปี ทางมหาวิทยาลัยและสมาคมศิษย์เก่า ได้มอบรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นจำนวน 85 คน คุณสายัณห์ ปานพินิจ เป็น 1 ใน 85 คน…รับรางวัลเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา

จังหวัดแพร่ เป็นหนึ่งในเมืองต้องห้าม…พลาด เพราะเมืองแพร่มีของดีซ่อนตัวอยู่มากมายให้ค้นหา ที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นประตูเมืองสู่ล้านนาและเป็นเมืองแห่งป่าไม้ โดยเฉพาะไม้สัก เมื่อ 100 กว่าปีก่อน เป็นยุคทองของการสร้างบ้านเรือนทรงยุโรปประยุกต์ที่รู้จักกันดีในชื่อ “ บ้านขนมปังขิง ” ที่เน้นประดับตกแต่งบ้านด้วยลายฉลุ

ทุกวันนี้ชาวเมืองแพร่ยังคงอนุรักษ์ ผลงานสถาปัตยกรรม ที่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์เมืองแพร่ไว้อย่างครบถ้วน ได้แก่ คุ้มวงศ์บุรี (ถนนคำลือ) บ้านวิชัยราชา (ถนนสันกลาง) บ้านหลวงศรี (ถนนเจริญเมือง) คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ (ถนนคุ้มเดิม) และ เรือนมิชชั่นนารี (ถนนยันตรกิจโกศล)

เรือนมิชชั่นนารี ….มนต์เสน่ห์แห่งเรือนไม้สักโบราณ

“ เรือนมิชชั่นนารี ” เป็นชื่อเรียกบ้านเรือนไม้สักชั้นเดียวยกสูงของมิชชั่นอเมริกาที่เดินทางมาเผยแพร่ศาสนาที่เมืองแพร่ เมื่อร้อยกว่าปีก่อน เรือนมิชชั่นนารี มีจำนวน 2 หลัง เรือนหลังแรก อยู่ในบริเวณโรงพยาบาลแพร่คริสเตียน ส่วนเรือนหลังที่ 2 ปัจจุบันอยู่ในบริเวณสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดแพร่ ( กศน.จังหวัดแพร่ ) ถนนยันตรกิจโกศล

ปี 2406 ( ค.ศ.1863 ) ศาสนาจารย์แมคกิลวาลี และศาสนาจารย์โจนาธาน วิลสัน เดินทางมาสำรวจที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นแห่งแรก เพื่อหาลู่ทางในการตั้งศูนย์มิชชันเผยแพร่คริสต์ศาสนา แต่การสำรวจครั้งนั้น ยังไม่มีการตั้งศูนย์มิชชันขึ้น เนื่องจากความไม่พร้อมหลายประการ จนกระทั่งปี 2410 ( ค.ศ.1867 ) ครอบครัวของศาสนาจารย์ดาเนียล นางโซเฟีย แมคกิลวารี และบุตรได้เดินทางมาประกาศศาสนาคริสต์ล้านนา ณ จังหวัดแพร่ ในปี 2437 ( ค.ศ.1894 )

ศาสนาจารย์ ดร.พีเพิลพร้อมคณะ ก่อสร้างสถานพยาบาลขนาดเล็กขึ้น เพื่อใช้ตรวจรักษาโรคแก่ผู้ป่วย โดยไม่คิดค่ารักษาพยาบาล ในขณะเดียวกันได้จัดสร้างโรงเรียนสอนหนังสือสำหรับเด็กชาย-หญิงขึ้น (โรงเรียนเจริญราษฎร์ ) และได้สร้างบ้านพักมิชชันนารี จำนวน 2 หลัง และโบสถ์คริสต์ศาสนาสำหรับนมัสการพระเจ้า

ปี 2484 (ค.ศ.1941) เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพญี่ปุ่นยกพลเข้าประเทศไทย รัฐบาลไทยจำเป็นต้องทำสัญญาเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น และประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกา ทำให้แพทย์ชาวอเมริกันต้องอพยพหนีไปสู่ประเทศพม่า โรงพยาบาลอเมริกันถูกยึดเป็นของรัฐบาลไทย และเปลี่ยนชื่อเป็นโรงพยาบาลพหลโยธิน ข้าวของของมิชชั่นนารีถูกยึดและทำลาย ทำให้เอกสารสิทธิในการเป็นเจ้าของที่ดินสูญหายไป หลังจากสิ้นสุดสงครามสงบที่ดินของโรงพยาบาล ถูกเรียกคืนเป็นที่ดินของราชพัสดุ

ปี 2532 ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดแพร่ได้รับงบประมาณก่อสร้างอาคารเอนกประสงค์ในวงเงิน 4,600,000บาทโดยดำเนินการก่อสร้างอาคารในพื้นที่ราชพัสดุจำนวน 12ไร่ 1งาน 3ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนเจริญราษฎร์ (เรือนมิชชั่นนารีหลังที่ 2) บริเวณถนนยันตรกิจโกศล ตำบลในเวียง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ โดยกรมการศึกษานอกโรงเรียนได้จ่ายเงินชดเชยค่าที่ดินดังกล่าวแก่โรงเรียนเจริญราษฎร์เป็นวงเงิน 1,500,000 บาท ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวใช้เป็นที่ตั้งของสำนักงาน กศน.จังหวัดแพร่ จนถึงทุกวันนี้

สำหรับเรือนมิชชั่นนารีหลังที่ 2 ซึ่งอยู่ในความดูแลของ กศน.จังหวัดแพร่ คาดว่า ก่อสร้าง ราวปี 2426 จนถึงปัจจุบันเรือนไม้สักหลังนี้มีอายุถึง 135 ปีแล้ว สภาพทั่วไปของเรือนมิชชั่นนารี เป็นเรือนไม้สักชั้นเดียวใต้ถุนสูง หลังคาทรงจั่วมุงด้วยกระเบื้องว่าว ตกแต่งช่องลมประตูด้วยลายฉลุขนมปังขิง ลูกบิดกลอนประตูเป็นเหล็กหล่อจากยุโรป

เรือนไม้สักหลังนี้มีขนาดใหญ่แบ่งได้เป็น 10 ห้อง และมีห้องใต้หลังคาขนาดใหญ่ สันนิฐานว่า เป็นห้องนอนลูกชายมิชชั่นนารี ( หรือเป็นห้องลับสำหรับหนีภัยสงคราม ) ถูกออกแบบให้ห้องใต้หลังคามีหน้าต่างบานสูง ทำให้บ้านเย็นเพราะมีการระบายถ่ายเทอากาศที่ดี

เมื่อพิจารณาจากโครงสร้างและรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของเรือนมิชชั่นนารีแล้ว เชื่อว่า เป็นการนำความรู้ทางสถาปัตยกรรมของชาติตะวันตกมาใช้ออกแบบโครงสร้างอาคาร ให้มีรูปแบบแปลกตา สังเกตได้จากการออกแบบห้องใต้หลังคา รวมทั้งบริเวณพื้นไม้ชั้นล่าง ทำโครงสร้างไม้เป็นรูปกากบาท ช่วยรองรับน้ำหนักทำให้ตัวเรือนมีความมั่นคงแข็งแรงมากกว่าบ้านไม้สักทั่วไปอีกด้วย

นอกจากนี้ หน้าต่าง ประตู รวมทั้งระยะความสูงของเพดานที่ได้สัดส่วนเหมาะสม เพราะผ่านการคิดคำนวณตามหลักสถาปัตยกรรมของชาติตะวันตก และมีการตกแต่งภายในด้วยอุปกรณ์ก่อสรางที่นำเข้าจากต่างประเทศ เช่น หน้าต่างเป็นบานไม้ลูกฟักกระจก ลูกบิดกลอนประตูเป็นเหล็กหล่อจากยุโรป มีตะขอปรับระดับความกว้างของหน้าต่างได้ และผนังด้านในกรุไม้สักเป็นผนังสองด้านหนาประมาณ 1 ฟุต เพื่อป้องกันอากาศหนาวเย็น

กศน.จังหวัดแพร่ อนุรักษ์เรือนมิชชันนารี

เรือนมิชชันนารีแห่งนีี้ เป็นสินทรัพย์ที่ติดมากับที่ดินราชพัสดุ เมื่อปี 2553 คุณสนิท กาญจนประดิษฐ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัดแพร่ ได้เข้ามารับตำแหน่งผอ.กศน.จังหวัดแพร่ พบว่า ตัวเรือนมิชชันนารีเก่าทรุดโทรมมาก จึงตั้งใจอนุรักษ์เรือนไม้สักโบราณแห่งนี้ ให้กลายเป็นมรดกของแผ่นดินก่อนที่จะสูญหายไป

ในช่วงนั้นมีพ่อค้าไม้มาติดต่อขอซื้อเรือนไม้สักหลังนี้ในราคา 3 ล้านบาท แต่ท่านไม่ยอมขายเพราะต้องการฟื้นฟูเรือนมิชชันนารีให้เป็นเกียรติประวัติของเมืองแพร่ ท่านได้นำแนวคิดนี้ไปพูดคุยกับคณะครูกศน.ก็ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพราะทุกคนอยากเก็บรักษาเรือนมิชชันนารีเป็น มรดกตกทอดไปถึงลูกหลาน และสมบัติของแผ่นดินเมืองแพร่สืบต่อไป

ผอ.สนิทได้ติดต่อขอสนับสนุนเงินทุนจาก องค์กรปกครองในท้องถิ่น แต่ได้รับการปฎิเสธ เพราะไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินโดยตรง หากต้องการให้มีการซ่อมแซมเรือนมิชชั่นนารี กศน.จังหวัดแพร่ ต้องทำเรื่องโอนเรือนไม้สักอายุ 135 ปีให้เป็นกรรมสิทธิ์ขององค์กรท้องถิ่นเสียก่อน จึงจะเบิกงบมาซ่อมแซมอาคารได้ เมื่อได้การปฎิเสธจากองค์กรท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ ผอ.สนิทก็ไม่หมดกำลังใจ

ผอ.สนิทตัดสินใจทำโครงการผ้าป่าเพื่อนำเงินบริจาคที่ได้มาใช้ซ่อมแซมเรือนมิชชันนารีแทน ปรากฎว่า โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนทั้งเงินทุนและกำลังใจจากทีมครู กศน. นักศึกษากศน. รวมทั้งภาคเอกชนโดยเฉพาะกลุ่มโรงพิมพ์ต่างๆ และองค์กรต่างประเทศแห่งหนึ่ง ที่ตระหนักถึงคุณค่าของเรือนไม้สักโบราณแห่งนี้ ทำให้สามารถระดมเงินผ้าป่าได้หลายแสนบาทเพียงพอสำหรับใช้ปรับปรุงซ่อมแซมเรือนไม้สักหลังนี้ให้มีสภาพแข็งแรงและสวยงาม

สำนักงาน กศน.จังหวัดแพร่ ได้ว่าจ้างช่างรับเหมามาดีดตัวเรือนไม้สักให้สูงขึ้น และซ่อมแซมหลังคา เสาเรือนและบันไดที่เก่าผุพัง นอกจากนี้บนที่ดินของสำนักงาาน กศน. จังหวัดแพร่ได้ปลูกต้นสักอายุกว่า 30 ปีไว้จำนวนหนึ่ง จึงโค่นต้นสักบางส่วนนำมาใช้ซ่อมแซมเสาเรือนและบันไดในเรือนไม้สักแห่งนี้

เมื่อทีมช่างไม้ ได้ขุดลึกลงไปใต้ถุนเรือนไม้สักแห่งนี้ ก็เจออิฐเผาแบบโบราณ ผอ.สนิทจึงนำตัวอย่างอิฐโบราณไปให้ช่างฝีมือในท้องถิ่น ใช้เป็นต้นแบบในการผลิตอิฐเผาแบบโบราณขึ้นมาใหม่ เพื่อนำมาปูพื้นใต้ถุนเรือนใหม่อีกครั้ง กศน.จังหวัดแพร่ได้ปรับปรุงบริเวณใต้ถุนเรือนไม้สักหลังนี้ เป็นมุมอ่านหนังสือ สำหรับนักศึกษา กศน. และประชาชนทั่วไป

ต่อมาคณะกรรมาธิการสถาปนิกล้านนา สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ พิจารณาตัดสินให้ “ เรือนมิชชันนารี (กศน.) ” ได้รับรางวัลชมเชย อาคารอนุรักษ์สถาปัตย์กรรมดีเด่น ประเภทอาคารสถาบัน ประจำปี 2555

หากใครผ่านมาจังหวัดแพร่ อย่าลืมหาโอกาสมาแวะเยี่ยมชม เรือนไม้สักโบราณหลังงามแห่งนี้ เชื่อว่า ผู้มาเยือนเรือนมิชชั่นนารี จะรู้สึกประทับใจกับความสวยงามของเรือนไม้สักโบราณหลังนี้ไม่รู้ลืมอย่างแน่นอน

“ น้ำ ” นับเป็นปัจจัยพื้นฐานทางการเกษตร ปัจจุบัน ภาคการเกษตรทั่วโลกต่างกำลังเผชิญหน้ากับผลกระทบจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศเพิ่มสูงขึ้น ทั้งปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม พายุฝนและอากาศหนาวที่มาผิดฤดู ทำให้ปริมาณน้ำลดลง อากาศขาดความชุ่มชื้น ส่งผลกระทบทำให้พืชขาดน้ำ ชะงักการเจริญเติบโต ปริมาณผลผลิตลดลงและมีคุณภาพต่ำ เพื่อความอยู่รอด เกษตรกรจำเป็นต้องเรียนรู้และเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างดิน น้ำและพืช เพื่อปรับปรุงแผนการใช้ทรัพยากรน้ำให้ สอดคล้องกับ ปริมาณความต้องการของพืชแต่ละชนิด เพื่อจะได้ผลผลิตที่ดีและมีคุณภาพป้อนเข้าสู่ตลาดในอนาคต

ประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เรื่องการจัดการระบบ ชลประทาน และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ตลอดจนการใช้น้ำอย่างคุ้มค่าให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งจะช่วยให้เกิดความมั่นคงทางด้านอาหาร และสามารถขจัดความยากจนได้อย่างยั่งยืน ตลอดจนการยกระดับเครือข่ายเชื่อมโยงการพัฒนาชนบท กับการพัฒนาเมือง สนับสนุนการมีส่วนร่วมการรวมกลุ่มของประชาชนและเพิ่มอำนาจในการต่อรองให้เกษตรกรมากขึ้น

ที่ผ่านมา การทำนาแบบใช้น้ำน้อยหรือการทำนาแบบเปียกสลับแห้งในการทำนาปรังในเขตชลประทานช่วงฤดูแล้ง ช่วยลดการใช้น้ำลง 20 -35 % และยังช่วยลดต้นทุนการผลิต ในขณะที่ได้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น ทำให้ประเทศไทยได้รับรางวัล WatSave Awards 2016 จากการประชุมชลประทานโลกครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 6-8 พฤศจิกายน 2559

พระอัจริยะภาพด้านการจัดการน้ำของ ” ร.9 ”

ระบบชลประทานของประเทศไทยเจริญก้าวหน้าไม่แพ้ชาติใดในโลกนี้ เกิดพระมหากรุณาธิคุณและพระอัจฉริยภาพด้านการบริหารจัดการน้ำของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จากพระราชกรณียกิจและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริได้แก่

ฝนหลวงแก้ปัญหาแล้ง เป็นการแสดงถึงพระอัจฉริยภาพที่สามารถกำหนดบังคับฝนให้ตกลงสู่พื้นที่เป้าหมายได้สำเร็จส่งผลให้พื้นที่การเกษตรและพื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทยกว่า 173 ล้านไร่ ได้มีน้ำใช้ในการเพาะปลูกมาเป็นเวลากว่า 30 ปี

ป่าต้นน้ำ/ระบบป่าเปียก เป็นการแสดงถึงพระอัจฉริยภาพในการพัฒนาป่าไม้โดยใช้การชลประทานเข้ามาช่วยในการสร้างความชุ่มชื้นให้ป่าไม้ เพื่อเป็นแนวป้องกันไฟไหม้ป่าในระยะยาว โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าต้นน้ำที่เป็นป่าธรรมชาติ

ฝายต้นน้ำลำธาร ( Check dam ) คือ สิ่งก่อสร้างขวาง หรือกั้นทางเดินของน้ำ ซึ่งปกติมักจะกั้นลำห้วย ลำธารขนาดเล็กในบริเวณที่เป็นต้นน้ำหรือพื้นที่ที่มีความลาดชันสูง ให้สามารถกักตะกอนอยู่ได้ และหากช่วงที่น้ำไหลแรงก็สามารถชะลอการไหลของน้ำให้ช้าลง และกักเก็บตะกอนไม่ให้ไหลลงไปทับถมลำน้ำตอนล่าง ซึ่งเป็นพระอัจฉริยภาพในการอนุรักษ์ดินและน้ำของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

หญ้าแฝก เพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงใช้หญ้าแฝกในการอนุรักษ์ดินและน้ำ ป้องกันการพังทลายของดิน ทำให้แหล่งน้ำไม่ตื้นเขิน จะช่วยรักษาหน้าดิน ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ขึ้นอันจะเป็นการช่วยให้ป่าไม้ในบริเวณพื้นที่รับน้ำสมบูรณ์ขึ้นอย่างรวดเร็ว

อ่างเก็บน้ำและเขื่อน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงให้ความสำคัญกับการสร้างเขื่อน นอกจากนี้พระองค์ยังใช้อ่างเก็บน้ำสร้างปิดกั้นระหว่างหุบเขาหรือเนินสูง เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำและน้ำท่วมในพื้นที่ต่างๆ จะเห็นได้จากโครงการอ่างเก็บน้ำ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคอีกด้วย

ฝายทดน้ำ-อาคารบังคับน้ำ-ประตูระบายน้ำ เป็นการจัดแสดงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในการใช้อาคารชลประทานบริหารจัดการน้ำ โดยในพื้นที่ทำกินที่อยู่ระดับสูงกว่าลำห้วย ทรงเลือกใช้วิธีการก่อสร้างฝายหรือเขื่อนทดน้ำปิดขวางทางน้ำไหล เพื่อทดน้ำที่ไหลมาให้มีระดับสูงขึ้นจนสามารถผันเข้าไปตามคลองหรือคูส่งน้ำให้แก่พื้นที่เพาะปลูก ส่วนน้ำที่เหลือจะไหลข้ามสันฝายไปเอง

เครือข่ายอ่างเก็บน้ำ (อ่างพวง) เป็นรูปแบบการจัดการน้ำโดยใช้อ่างเก็บน้ำหลายอ่างเชื่อมเข้าหากัน โดยนำน้ำส่วนเกินจากอ่างหนึ่ง ผันไปเติมให้กับอ่างเก็บน้ำที่ขาดแคลนน้ำ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในเรื่องการบริหารจัดการน้ำ

เกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นการแสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่สนับสนุนให้เกษตรกรไทยทำการเกษตรแบบยั่งยืน ตามพระราชดำรัส “เกษตรทฤษฎีใหม่” คือ การดำเนินการในพื้นที่ทำกินที่มีขนาดเล็ก ด้วยวิธีการจัดการทรัพยากรระดับไร่นาอย่างเหมาะสม โดยการจัดสรรการใช้ประโยชน์ในที่ดิน มีการจัดสร้างแหล่งน้ำในที่ดินสำหรับทำการเกษตรแบบผสมผสานอย่างได้ผล เพื่อให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงตัวเองได้ ให้มีรายได้ไว้ใช้จ่ายและมีอาหารไว้บริโภคตลอดปี

แก้มลิง แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในการบริหารจัดการน้ำโดยใช้แก้มลิง ช่วยชะลอน้ำหรือใช้เป็นพื้นที่เก็บกักน้ำ เพื่อลดปัญหาน้ำท่วม และช่วยชะลออัตราการไหลของน้ำบนผิวดิน โดยการใช้พื้นที่ระบายน้ำก่อนปล่อยให้ไหลลงสู่ระบบระบายน้ำสาธารณะ ซึ่งตัวอย่างแก้มลิงที่ดำเนินการประสบสำเร็จได้แก่ แก้มลิงคลองมหาชัย-คลองสนามชัย จ.สมุทรสาคร แก้มลิงหนองใหญ่ จ.ชุมพร แก้มลิงหนองสมอใส เป็นต้น

ระบบระบายน้ำ เป็นการแสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ด้วยการการก่อสร้างทางผันน้ำ หรือขุดคลองลัด เชื่อมต่อกับแม่น้ำที่มีปัญหาน้ำท่วม โดยอาศัยหลักการที่ว่า จะผันน้ำในส่วนที่ไหลล้นตลิ่งออกไปจากลำน้ำโดยตรง ปล่อยน้ำส่วนใหญ่ที่มีระดับไม่ล้นตลิ่งให้ไหลอยู่ลำน้ำเดิมตามปกติ เช่น การดำเนินโครงการคลองลัดโพธิ์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นต้น

ระบบป้องกันน้ำเค็ม แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรในการพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อการป้องกันน้ำเค็ม โดยการก่อสร้างประตูระบายน้ำเพื่อป้องกันการรุกล้ำของน้ำเค็ม ทำให้สามารถใช้น้ำจืดบริเวณด้านเหนือประตูระบายน้ำทำการเกษตรได้ เช่น โครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นต้น

เครื่องกลเติมอากาศ เป็นการแสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรในการแก้ปัญหาคุณภาพน้ำ โดยเครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่นลอย หรือ “กังหันน้ำชัยพัฒนา” ซึ่งมีใบพัดเคลื่อนน้ำและซองรับน้ำไปสาดกระจายเป็นฝอยเพื่อให้สัมผัสกับอากาศได้อย่างทั่วถึงเป็นผลให้ออกซิเจนในอากาศสามารถละลายเข้าไปในน้ำได้อย่างรวดเร็ว และในช่วงที่น้ำเสียถูกยกขึ้นมากระจายสัมผัสกับอากาศตกลงไปยังผิวน้ำ จะทำให้เกิดฟองอากาศจมตามลงไป ก่อให้เกิดการถ่ายเทออกซิเจนอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งกังหันน้ำชัยพัฒนาแบบนี้จะใช้ประโยชน์ได้ทั้งการเติมอากาศ การกวนแบบผสมผสานและการทำให้เกิดการไหลตามทิศทางที่กำหนด