ต้านไม่ไหว ลดสัดส่วน 2:1 นำเข้า ข้าวสาลีชงสูตรแก้ปัญหา

นำเข้าข้าวสาลีใหม่ “นบขพ.” พ.ค.นี้ วงการข้าวโพดลือสะพัด ลดสัดส่วนสูตรรับซื้อข้าวโพด-ข้าวสาลี จาก 3 ต่อ 1 เหลือ 2 ต่อ 1 ตามคำร้องผู้ผลิตอาหารสัตว์แต่บังคับซื้อข้าวโพด กก. ละ 8.50 บาท

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน (คน.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการศึกษาวิเคราะห์การกำหนดสัดส่วนวัตถุดิบนำเข้าเพื่อทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ กล่าวว่า ในเดือนพฤษภาคม 2561 จะเสนอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) ซึ่งมี นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ พิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สูตรใหม่ จากเดิมที่กำหนดให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์ต้องซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ 3 ส่วน เพื่อจะได้สิทธินำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน (3 ต่อ 1)

“คณะทำงานได้หารือแนวทางในการแก้ไขปัญหาราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการผลิตอาหารสัตว์และผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว โดยนำปัจจัยทั้งหมดที่เกี่ยวข้องมาศึกษา เพื่อให้ได้แนวทางแก้ไขที่เหมาะสมและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แต่ยังไม่สามารถบอกรายละเอียดได้ ต้องนำเสนอ นบขพ. เพื่อพิจารณาก่อนว่าจะดำเนินการอย่างไร”

แหล่งข่าวจากวงการค้าข้าวโพด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2561 คณะอนุกรรมการศึกษาวิเคราะห์ฯ เรียกประชุมแก้ปัญหาการกำหนดสัดส่วนวัตถุดิบนำเข้าทดแทนข้าวโพด ตามที่ก่อนหน้านี้สมาคมอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ได้เข้าร้องเรียนถึงปัญหาการกำหนดสัดส่วน 3 ต่อ 1 และการกำหนดราคารับซื้อ กก. ละ 8.00 บาท เนื่องจากผลผลิตข้าวโพดในฤดูกาลนี้ ปรับลดลง และราคาข้าวโพดในประเทศปรับตัวสูงขึ้นจากเดิม กก. ละ 8 บาท เป็น กก. ละ 9 บาท ทำให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์เกรงว่าหากรับซื้อข้าวโพดทั้งหมดในประเทศตามสัดส่วนดังกล่าวแล้ว คิดทอนเป็นปริมาณนำเข้าข้าวสาลี ก็ยังมีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ จึงได้ร้องให้รัฐลดสัดส่วน เหลือ 2 ต่อ 1

“ในที่ประชุมได้สรุปว่า จะมีการปรับลดสัดส่วนการรับซื้อ จาก 3 ต่อ 1 ให้เหลือ 2 ต่อ 1 ตามคำร้องของผู้ผลิตอาหารสัตว์ แต่ได้ “เพิ่ม” ราคารับซื้อ เป็น กก. ละ 8.50 บาท จากเดิมที่กำหนดไว้ กก. ละ 8.00 บาท เพื่อให้สอดคล้องกับราคาข้าวโพดในตลาด เบื้องต้นคาดว่าผู้ผลิตอาหารหมูเป็นกลุ่มที่จำเป็นต้องใช้ข้าวสาลีในส่วนผสมมากที่สุด ร้อยละ 40% หรือบางรายอาจจะใช้เฉพาะข้าวสาลีอย่างเดียวไม่ใช้ข้าวโพดเลย ส่วนอาหาร ไก่ ใช้ข้าวสาลี สัดส่วน ร้อยละ 20-35 แล้วแต่ความเหมาะสมด้านราคาและคุณภาพ”

ทั้งนี้ หากประเมินว่า หากพิจารณาจากจำนวนสัตว์ (ตัวกิน) คาดว่าความต้องการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อยู่ที่ 8.2 ล้านตัน ซึ่งข้อมูลสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ปริมาณ 4.9-5 ล้านตัน บวกกับผลผลิตข้าวโพดหลังนา 1 ล้านไร่ คิดจากพื้นที่ที่กรมส่งเสริมการเกษตรรณรงค์ปลูก 8-9 แสนไร่

สำหรับคณะอนุกรรมการศึกษาวิเคราะห์ฯ ชุดนี้ ทาง นบขพ. ตั้งขึ้นเมื่อ วันที่ 14 มีนาคม 2561 มอบหมายอธิบดีกรมการค้าภายในเป็นประธาน ร่วมด้วยกรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมส่งเสริมการเกษตร กรมศุลกากร กรมการค้าต่างประเทศ สภาเกษตรกรแห่งชาติ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย สมาคมการค้าพืชไร่ สมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ให้ศึกษาวิเคราะห์ปริมาณผลผลิต-ความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สัดส่วนและการใช้สินค้าทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในการผลิตอาหารสัตว์ ปริมาณอาหารสัตว์ที่ใช้ในประชากรสัตว์แต่ละชนิด และกำหนดสัดส่วนการใช้สินค้าทดแทนต่อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยกำหนดกรอบระยะเวลาให้รายงาน นบขพ. ทราบภายใน 30 วัน

นางจันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้รับรายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงสิงคโปร์ ถึงการวิเคราะห์ทิศทางและโอกาสสินค้าขนมขบเคี้ยวของไทยในตลาดสิงคโปร์ โดยพบว่าปัจจุบันการบริโภคขนมขบเคี้ยวที่ผลิตโดยใช้รูปแบบเดิม เช่น การใช้เกลือ น้ำตาล และไขมัน เป็นส่วนผสม เริ่มได้รับความนิยมลดลง เพราะกลุ่มผู้บริโภคได้หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเพิ่มมากขึ้น จึงลดการบริโภคสินค้าในกลุ่มนี้ลง แต่หากเป็นขนมขบเคี้ยวที่ดีต่อสุขภาพและได้รับเครื่องหมาย Healthier Choice หรือ Healthier Snack จะเริ่มได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากขึ้น

“ได้มีการสำรวจ โดย Euromonitor พบว่า ปริมาณและมูลค่าของสินค้าขนมขบเคี้ยวที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มถั่ว สแน็กหรือแครกเกอร์สแน็ก ที่ทำจากข้าว จะมีโอกาสขยายตัวได้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคในสิงคโปร์ เริ่มหันมาบริโภคสแน็กแทนการรับประทานอาหารมื้อหลัก ทำให้ขนมขบเคี้ยวกลุ่มสุขภาพได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น จึงเป็นโอกาสของผู้ผลิตสินค้าในกลุ่มนี้ของไทย ที่จะวางแผนในการขยายตลาดเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์ให้ได้เพิ่มขึ้น” นางจันทิรา กล่าว

ทั้งนี้ ปี 2560 กลุ่มสินค้าขนมขบเคี้ยวแบบดั้งเดิมในสิงคโปร์ มียอดขาย 236.40 ล้านเหรียญสิงคโปร์ กลุ่มสินค้าประเภทถั่ว เมล็ดต่างๆ และถั่วแบบผสม มียอดขาย 82.12 ล้านหรียญสิงคโปร์ และกลุ่มสินค้าประเภทป๊อบคอร์น มียอดขายอยู่ที่ 6.89 ล้านเหรียญสิงคโปร์ ขณะที่ส่วนแบ่งตลาดขนมขบเคี้ยวในสิงคโปร์ พบว่า ส่วนแบ่งตลาด อันดับ 1 คือ Camel มีสัดส่วน 21.46% อันดับ 2 คือ Jacob’s มีสัดส่วน 7.06% และส่วนแบ่งตลาดอันดับ 3 คือ Tong Garden มีสัดส่วน 6.30%

ทางด้านช่องทางการจำหน่ายขนมขบเคี้ยวในสิงคโปร์ สามารถแบ่งได้ 2 ช่องทางใหญ่ คือ การจำหน่ายในร้านค้าปลีกที่มีหน้าร้าน และการจำหน่ายที่ไม่มีหน้าร้าน เช่น ออนไลน์ และเครื่องจำหน่ายสินค้า ส่วนยอดการจำหน่าย พบว่า การจำหน่ายในร้านค้าปลีก เพิ่ม 97.9% ร้านสะดวกซื้อ เพิ่ม 17.8% ซุปเปอร์มาร์เก็ต เพิ่ม 8.9% ไฮเปอร์มาร์เก็ต เพิ่ม 40.5% และการจำหน่ายแบบออนไลน์และเครื่องจำหน่ายสินค้า เพิ่ม 2.1%

จากข้อมูลสถิติการค้า ปี 2560 ไทยส่งออกไปยังสิงคโปร์ สูงเป็น อันดับ 9 รองจากจีน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ฮ่องกง เวียดนาม ออสเตรเลีย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย โดยการค้าระหว่างไทย-สิงคโปร์ ปี 2560 มีมูลค่ารวม 553,133 ล้านบาท เป็นมูลค่าส่งออกไปยังสิงคโปร์ 281,087 ล้านบาท และนำเข้า 272,046 ล้านบาท โดยไทยได้เปรียบดุลการค้า 9,041 ล้านบาท และตัวเลข 2 เดือนแรกปี 2561 ไทยส่งออกไปยังสิงคโปร์ มีมูลค่า 39,236 ล้านบาท และนำเข้า 37,823 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 26 เมษายน นายเสฐียรพงศ์ มากศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ ให้สัมภาษณ์ว่า ทุเรียนของ จ.อุตรดิตถ์ หมอนทอง หลงลับแล หลินลับแล จะเริ่มทยอยออกสู่ตลาดตั้งแต่เดือนพฤษภาคมนี้ ทุเรียนที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ หลงลับแล และหลินลับแล จนเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้วยคุณภาพที่ดีและอร่อยที่สุดในโลกของทั้ง 2 พันธุ์ มีบรรดาพ่อค้าแม่ค้าบางรายที่เห็นแก่ได้ นำทุเรียนจากจังหวัดอื่นซึ่งไม่ใช่พันธุ์ดังกล่าว มาแอบอ้างว่าเป็นทุเรียนของ จ.อุตรดิตถ์ เมื่อผู้บริโภคซื้อไปรับประทานก็ผิดหวัง เกรงว่าหากทุเรียนของ จ.อุตรดิตถ์ ออกมาจะจำหน่ายไม่ได้ ขณะเดียวกันก็มีการร้องเรียนจากผู้ซื้อจำนวนมาก

นายเสฐียรพงศ์ กล่าวว่า ปัญหานี้มักจะเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี จังหวัดไม่ได้นิ่งนอนใจ จึงตั้งชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจฯ ขึ้นมา 4 ชุด ให้ออกตรวจร้านจำหน่ายทุเรียนตามเส้นทางต่างๆ เพื่อขอความร่วมมือให้ติดประกาศแหล่งที่มาให้ชัดเจน ติดป้ายประกาศประชาสัมพันธ์ไม่ขายทุเรียนอ่อน นอกจากนี้ ยังขอให้เกษตรกรไม่ให้ตัดทุเรียนอ่อนออกมาจำหน่าย หากตรวจพบผู้จำหน่ายทุเรียน และเกษตรกรขายทุเรียนอ่อน หรือด้อยคุณภาพ จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากใครกล้าก็ลองดู ว่า จ.อุตรดิตถ์ จะเอาจริงกับเรื่องนี้หรือไม่

“จ.อุตรดิตถ์ มีพื้นที่ปลูกทุเรียนหมอนทอง หลงลับแล หลินลับแล รวมทั้งพันธุ์พื้นเมืองราว 40,005 ไร่ ให้ผลผลิตกว่า 48,900 ตัน อ.ลับแล มีพื้นที่ปลูกมากที่สุดคือ 33,663 ไร่ ให้ผลผลิตกว่า 41,400 ตัน อ.เมืองปลูก 1,939 ไร่ ผลผลิตกว่า 2,000 ตัน อ.ท่าปลา ปลูก 4,403 ไร่ ผลผลิตกว่า 5,400 ตัน ผลผลิตจะออกสู่ตลาด 3 รุ่น เดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนกันยายนนี้ อยากเชิญชวนผู้บริโภคให้มาท่องเที่ยวและชิมทุเรียนของ จ.อุตรดิตถ์ ถึงในพื้นที่ รับรองจะได้ชิมและเลือกซื้อทุเรียนของจริงอย่างแน่นอน” นายเสฐียรพงศ์ กล่าว

เมื่อวันที่ 26 เม.ย. กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และฟ้าผ่า กับมีลูกเห็บตกบางพื้นที่ ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อนที่จะเกิดขึ้น โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้งใต้ต้นไม้ใหญ่ และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง รวมถึงระวังอันตรายจากฟ้าผ่า สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย สำหรับภาคใต้ฝั่งตะวันตกจะมีฝนเพิ่มขึ้น และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน คาดว่าจะแผ่ปกคลุมประเทศไทยตอนบน ในวันที่ 26-27 เมษายน 2561 ในขณะที่มีหย่อมความกดอากาศต่ำเนื่องจากความร้อนปกคลุมประเทศไทยตอนบน ประกอบกับมีคลื่นกระแสลมตะวันตกเคลื่อนพาดผ่านภาคเหนือ ทำให้บริเวณดังกล่าวมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และฟ้าผ่า กับมีลูกเห็บตก บางพื้นที่ หย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมช่องแคบมะละกา ทำให้ภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีฝนเพิ่มขึ้น และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองทะเลมีคลื่นสูง ประมาณ 2 เมตร

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทย ตั้งแต่ เวลา 06.00 น. วันนี้ ถึง 06.00 น. วันที่ 27 เม.ย.นี้ ภาคเหนือ มีพายุฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง และมีลูกเห็บตกบางพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 23-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพายุฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง และมีลูกเห็บตกบางพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ชัยภูมิ ขอนแก่น นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ ยโสธร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคกลาง มีพายุฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง และมีลูกเห็บตกบางพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี และนครปฐม อุณหภูมิต่ำสุด 26-27 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีพายุฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 25-29 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 21-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง ประมาณ 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง ประมาณ 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

จากอดีตตลกดัง อ่าง เถิดเทิง ที่ล่าสุดชาวโซเชียลช่วยกันแชร์ภาพให้กำลังใจ หลังจากชีวิตพลิกผันต้องมาขายน้ำส้มในตลาดเพื่อประทังชีวิต หลังไร้งานในวงการ โดยผู้พบเห็นได้นำภาพมาเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊ก เพราะหวังให้ช่วยกันอุดหนุน พร้อมข้อความว่า

“ชีวิตคนเราไม่แน่นอน…. #พิกัดบิ๊กซีเพชรเกษม
#ถ้าพูดถึงอ่าง ดาราตลก. บางคนอาจจะไม่รู้จัก
แต่ถ้าพูดถึงวลี . #ตื่นๆ มีเรื่องแล้ว. 🤣🤣🤣
เชื่อว่าทุกคนต้องผ่านหู. ต้องร้องอ๋อ. แต่ชีวิตก็เลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นได้ ถึงแม้พยายามเลือกที่จะเป็นแล้ว สุดท้ายถ้าไม่สำเร็จก็ต้องพยายามดิ้นรนกันต่อไป มีอดีตดาราตลกจำนวนไม่น้อยที่พวกเขาอยู่ในจุดที่สูงที่สุด. แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาอยู่ในจุดเดิม เนื่องจากโชคชะตา การใช้ชีวิต. จากที่เคยมี จนกลายเป็นไม่มี. ครั้งหนึ่งพี่เขาเคยสร้างเสียงหัวเราะให้กับคนดูมากมาย

แต่วันนี้สิ่งที่เคยมีกลับไม่เหมือนวันก่อน. แต่พี่เขาก็ยังดิ้นรน มีชีวิตรอดต่อไป. นับถือเลยใจเลยพี่.
#ขอบคุนพี่นะคะ การได้เห็นพี่ในวันนี้ มันทำให้หนูคิดได้หลายๆ อย่าง. จะเอามาปรับในชีวิต. ตัวหนูเอง. หนูจะไม่ประมาท จะขยัน. จะสู้. จะอดทน จะยิ้ม
พี่ก็สู้ๆ นะคะ. #ร่วมกัน ช่วยกันอุดหนุด ให้พี่เขามีกำลังใจด้วยนะคะ.
น้ำส้ม หวาน อร่อยมาก. ตัวจริงก็ตลกน่ารัก.
#พิกัดบิ๊กซีเพชรเกษม. ทางเข้าเลย.
ช่วยกันแชร์ ช่วยกันอุดหนุนเยอะๆ น่าจ้า”

อ้อย ถือเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ในอดีตใช้ผลิตเป็นพืชอาหารคือ น้ำตาลทราย ต่อมาอ้อยมีบทบาทสำคัญในการผลิตพืชพลังงานคือ เอทานอล ผลพลอยได้นำไปใช้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ส่วนกากอ้อยใช้ผลิตไฟฟ้า มาถึงยุคอุตสาหกรรม 4.0 อ้อยและน้ำตาลกำลังปรับโฉมก้าวไปอีกขั้น ซึ่ง “อนันต์ ตั้งตรงเวชกิจ” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท น้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BRR กลุ่มผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมอ้อยน้ำตาลของภาคตะวันออกเฉียงเหนือมายาวนานกว่า 50 ปี ได้ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงแผนธุรกิจและทิศทางการลงทุนในอนาคต

เป้าหมายของแผนธุรกิจ 5 ปี ที่ผ่านมามุ่งพัฒนาเรื่องไร่อ้อยอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความมั่นคงให้วัตถุดิบหลัก คาดว่าฤดูการผลิต ปี 2560/2561 คาดว่าจะมีปริมาณอ้อยเข้าหีบสูงถึง 3 ล้านตันอ้อย คิดเป็นปริมาณน้ำตาล 350,000-360,000 ตัน เพิ่มขึ้นจากฤดูการผลิต ปี 2559/2560 อยู่ที่ 2.9 ล้านตันอ้อย ปัจจุบัน มีเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ร่วมกับโรงน้ำตาลบุรีรัมย์ 15,000 ครอบครัว บนพื้นที่ 250,000 ไร่ เป็นเกษตรกรรายย่อยมีพื้นที่ปลูกเฉลี่ย 20 ไร่ ต่อครัวเรือน กลุ่มน้ำตาลบุรีรัมย์ถือว่ามีความโดดเด่นด้านการผลิตวัตถุดิบคุณภาพ โดยมีปริมาณผลผลิตอ้อยต่อไร่เฉลี่ยสูงกว่ามาตรฐานทั่วประเทศถึง 12.7 ตัน/ไร่ และมีเกษตรกร ประมาณ 20-30% จากจำนวนเกษตรกรทั้งหมดสามารถปลูกอ้อยได้ผลผลิตสูงถึง 20 ตันต่อไร่ ขณะที่ค่าความหวาน (CCS) เฉลี่ยอยู่ที่ 13.7 โดยอ้อย 1 ตัน สามารถผลิตน้ำตาลได้สูงถึง 123 กิโลกรัม ขณะที่เฉลี่ยทั่วประเทศไทย อยู่ที่ 110 กิโลกรัม ต่อตัน ทั้งนี้ ปี 2560 บริษัทมีผลการดำเนินงานเฉลี่ยประมาณ 5,000-6,000 ล้านบาท

เมื่อมีความเข้มแข็งในวัตถุดิบหลัก จึงผลิตผลพลอยได้ต่างๆ ตามมา เช่น กากอ้อย นำไปผลิตโรงไฟฟ้าชีวมวล จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ บริษัท บุรีรัมย์พลังงาน จำกัด (BEC) บริษัท บุรีรัมย์เพาเวอร์ จำกัด (BPC) และบุรีรัมย์เพาเวอร์พลัส จำกัด (BPP) มีกำลังการผลิต โรงละ 9.9 เมกะวัตต์ (MW) เท่าๆ กัน ซึ่งผลิตเพื่อขายทั้งหมด ส่วนกากน้ำตาล (โมลาส) ขายให้โรงงานผลิตเหล้า

สำหรับ ฟิลเตอร์เค้ก หรือขี้เถ้าน้ำตาล นำไปทำปุ๋ยเคมีอินทรีย์ในนามโรงงานปุ๋ยตรากุญแจ มีปริมาณการผลิต 40,000 ตัน/ปี จำหน่ายให้ชาวไร่อ้อยของกลุ่มในราคาถูก และปีนี้มีแผนลงทุน 393.75 ล้านบาท เพื่อผลิตน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ (refined sugar) กำลังผลิต 1,200 ตัน/วัน คาดว่าจะติดตั้งเครื่องจักรได้เสร็จทันในฤดูการผลิต ปี 2561/2562 รวมทั้งมีแผนลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และประหยัดพลังงานในการผลิตอีก 185.72 ล้านบาท