ถอดบทเรียน 2 กลุ่มเกษตรกรเมืองขอนแก่น อีกหนึ่งความสำเร็จ

ยืนยันการทำเกษตรอินทรีย์สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 ถอดบทเรียนเกษตรกรทำอินทรีย์ ยกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์และปลอดภัย ตำบลท่ากระเสริม และ กลุ่มเครือข่ายผู้ผลิตผักอินทรีย์ ตำบลเมืองเก่าพัฒนา จังหวัดขอนแก่น เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ มั่นใจ การรวมกลุ่ม มุ่งมั่น และพัฒนาร่วมกัน จะก้าวไปสู่ความสำเร็จให้การทำเกษตรอินทรีย์แน่นอน

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น (สศท.4) ได้ถอดบทเรียนเกษตรกรจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ โดยลงพื้นที่ติดตามเกษตรกรกลุ่มผู้ผลิตพืชผักและผลไม้ที่ประสบความสำเร็จ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ประกอบด้วย กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์และปลอดภัย ตำบลท่ากระเสริม อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น และ กลุ่มเครือข่ายผู้ผลิตผักอินทรีย์ ตำบลเมืองเก่าพัฒนา อำเภอเวียงเก่า จังหวัดขอนแก่น

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์และปลอดภัย ท่ากระเสริม มีนายสมควร พันธัง เป็นประธานกลุ่ม ปัจจุบันมีสมาชิก 35 ราย เน้นแนวคิด การได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัยไร้สารเคมี ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดี ส่งผลต่อการมีรายได้และความมั่นคงยั่งยืนของอาหาร อากาศ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งการทำเกษตรอินทรีย์ไม่ใช่เพียงแค่การทำเกษตรไม่ใช้สารเคมีเท่านั้น แต่การทำเกษตรอินทรีย์ต้องใช้ความอดทน ความมุ่งมั่น ใส่ใจในทุกๆ ขั้นตอน ซึ่งในระยะแรกแม้มีอุปสรรคก็ต้องหมั่นศึกษาหาความรู้และนวัตกรรม เพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขให้ผลผลิตดียิ่งขึ้น โดยปัจจุบัน มีการจัดตั้งกรรมการดูแลเรื่องตลาด โดยมุ่งเจาะตลาดระดับกลางและตลาดสูงเป็นหลัก รวมทั้งโรงพยาบาลประจำอำเภอด้วย

สำหรับกลุ่มเครือข่ายผู้ผลิตผักอินทรีย์เมืองเก่าพัฒนา โดยนายประดิษฐ์ ศิริธรรมจักร ปัจจุบันมีสมาชิก 20 ราย มีแนวคิดคือ การทำเกษตรอินทรีย์ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องใช้ความพยายามและความมุ่งมั่นตั้งใจ การบริหารจัดการเป็นเรื่องสำคัญ สิ่งที่สำคัญที่สุดต้องพร้อมที่จะปรับเปลี่ยน ตามหลักการทฤษฎีใหม่ โดยสามารถลงมือทำพร้อมกันได้หลายอย่าง วางแผนสิ่งไหนควรลงมือทำก่อนหรือทำหลัง ศึกษาค้นคว้าและถามผู้รู้จะทำให้เกิดข้อผิดพลาดน้อยลง การจำหน่ายผลผลิต จะจำหน่ายภายในชุมชน และพ่อค้าคนกลาง ไม่มีการผูกขาดขายให้เพียงคนใดคนหนึ่ง แต่จะขายผลผลิตให้กับทุกคนที่ต้องการ และหากมีผู้ต้องการซื้อมากแต่ผลผลิตไม่เพียงพอ จะทำการแบ่งให้ได้เท่าๆ กัน

ทั้งนี้ เกษตรกรผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ทั้ง 2 กลุ่ม นับเป็นอีกตัวอย่างของผู้ที่จะประสบความสำเร็จด้านการผลิตและการตลาดเกษตรอินทรีย์ สามารถเป็นตัวอย่างให้กับเกษตรกรที่สนใจปรับเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์ได้

ชาวไร่โครงการข้าวโพดหลังนา 7.7 แสนไร่ ยังห่างเป้าหมาย 1.3 แสนไร่ เกษตรกรปลื้ม ราคาตลาดพุ่งเฉียด กก.ละ 10 บาท แซงราคาตกลงรับซื้อที่วางไว้ กก.ละ 8 บาท แต่ยอดนำเข้าข้าวสาลี 10 เดือนแรก ยังกระฉูด 2.4 ล้านตัน แม้ว่าวัตถุดิบนำเข้าทะลุ กก.ละ 8 บาท

รายงานข่าวจาก กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงความคืบหน้าในการดำเนินโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาปีนี้ ที่เริ่มตั้งแต่ วันที่ 1 พ.ย-16 ธ.ค. 2561 พบว่า มีเกษตรกรที่เป็นสมาชิกสหกรณ์การเกษตร และสมาชิกลูกค้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 33 จังหวัด เข้าร่วมโครงการนี้ จำนวน 89,622 ราย คิดเป็นพื้นที่ปลูกรวม 770,489.75 ไร่ จากจำนวนพื้นที่ที่มีศักยภาพ 2,818,774 ไร่ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวยังห่างจากเป้าหมายที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์วางไว้ 2 ล้านตัน

สำหรับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนี้ แบ่งเป็นพื้นที่ในเขตชลประทาน 16,726 ราย พื้นที่ 162,681.75 ไร่ และนอกเขตชลประทาน 72,869 ราย รวม 607,808 ไร่ โดย 5 จังหวัด ที่มีพื้นที่ปลูกที่เข้าร่วมโครงการมากที่สุด คือ จ.เพชรบูรณ์ 106,173 ไร่ จ.อุบลราชธานี 87,521 ไร่ จ.พิษณุโลก 86,209 ไร่ จ.นครสวรรค์ 76,176 ไร่ และ จ.แพร่ 41,776 ไร่

ทั้งนี้ เกษตรกรยังสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการนี้ได้จนถึง วันที่ 15 ม.ค. 2562 ซึ่งคาดว่าเกษตรกรจะเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน 2562 ซึ่งในส่วนของการหาตลาดรองรับนั้นได้มีบริษัทผู้ผลิตอาหารสัตว์ประมาณ 15 ราย ซึ่งเป็นสมาชิกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย เข้าร่วมรับซื้อ โดยเบื้องต้นเห็นชอบร่วมกันว่า จะรับซื้อข้าวโพดแห้ง ความชื้นไม่เกิน 14.5% ราคา กก.ละ 8 บาท อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามที่ไปเกษตรกรหลายจังหวัดที่ให้ความสนใจเข้าร่วมให้ความเห็นว่า ปีนี้ระดับราคาข้าวโพดในตลาดปรับตัวสูงขึ้น

โดยในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2561 ปรับสูงขึ้นเกินกว่า กก.ละ 10 บาท แต่ราคาล่าสุดลดลงเล็กน้อย โดยเฉลี่ยอยู่ที่ กก.ละ 9.90-10.00 บาท แหล่งข่าวพ่อค้าข้าวโพดกล่าวว่า ทิศทางราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น การนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์จากต่างประเทศ ในช่วง 10 เดือนแรก (มกราคม-ตุลาคม) 2561 โดยเฉพาะข้าวสาลีมีปริมาณเพิ่มขึ้นเป็น 2,451,751,000 กิโลกรัม จากช่วงเดียวกันของปีก่อน 2,333,559,685 กิโลกรัม ส่วนราคาวัตถุดิบนำเข้าประเภทข้าวสาลีเฉลี่ย กก.ละ 8 บาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ กก.ละ 7.50 บาท

กรมศุลฯ จับลอบนำเข้า “ปลาไหลแก้ว”​ สายพันธุ์ยุโรป มูลค่ากว่า​ 40 ล้านบาท
ปลาไหลยุโรป – เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 21 ธ.ค. ที่ฝ่ายสืบสวนและปราบปราม ส่วนควบคุมทางศุลกากร สำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ชั้น 3 ตึก BC เขตปลอดอากรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ อธิบดีกรมศุลกากร แถลงข่าวจับกุม ผู้ลักลอบนำเข้าปลาไหล ยุโรป สายพันธุ์ Anguilla anguilla ซึ่งเป็นชนิดพันธุ์ที่อยู่ในบัญชีหมายเลข 2 ของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES)

และชนิดสัตว์น้ำตามบัญชีแนบท้ายประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดชนิดสัตว์ป่า ซากของสัตว์ป่าที่ห้ามนำเข้าหรือส่งออก พร้อมของกลางปลาไหลแก้ว สายพันธุ์ยุโรป (The European eel species Anguilla anguilla) น้ำหนัก 800 กิโลกรัม รวมมูลค่าประมาณ 40 ล้านบาท

นายกฤษฎา กล่าวว่า กรมศุลกากร ได้มีนโยบายสำคัญในการปราบปรามสินค้าลักลอบ หลีกเลี่ยงอากร ข้อห้าม ข้อจำกัด เพื่อความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษี ปกป้องสังคมและสิ่งแวดล้อม และเข้มงวดพิเศษในการสกัดกั้นป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้า ส่งอออก นำผ่านสัตว์น้ำใกล้สูญพันธุ์ ภายใต้พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2558

และอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) จึงได้สั่งการให้จับกุมผู้กระทำความผิด โดยเฝ้าติดตามข้อมูลข่าวสาร สำนักงานข่าวทั่วโลกและพยายามแกะรอยพฤติกรรมกลุ่มผู้ค้าที่มีความเสี่ยงจะนำเข้ามายังประเทศไทย

พร้อมทั้งสืบสวนหาข่าวเชิงลึก จนพบว่า มีขบวนการลักลอบส่งออกปลาไหลยุโรป สายพันธุ์ Anguilla anguilla ซึ่งเป็นชนิดพันธุ์ที่อยู่ในบัญชีหมายเลข 2 ของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) และชนิดสัตว์น้ำตามบัญชีแนบท้ายประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดชนิดสัตว์ป่า ซากของสัตว์ป่าที่ห้ามนำเข้าหรือส่งออก จึงได้สั่งการให้เข้มงวดเฝ้าระวังตรวจสอบสินค้าประเภทปลาไหลยุโรปเป็นพิเศษ

นายกฤษฎา กล่าวต่อว่า จนกระทั่งเมื่อวันที่ 19 ธ.ค. เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนและปราบปราม ส่วนควบคุมทางศุลกากร สำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ ด่านตรวจสัตว์น้ำท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กรมประมง ตรวจสอบข้อมูลบัญชีสินค้าทางอากาศยาน (Manifest) ซึ่งบรรทุกมากับอากาศยานเที่ยวบินที่ QR830 พบว่า มีสินค้าต้องสงสัยสำแดงชนิดสินค้าเป็น COOL SHRIMPS จำนวน 3 หีบห่อ น้ำหนัก 357 กิโลกรัม

โดยส่งจากประเทศต้นทางคือ ประเทศโรมาเนีย ส่งมายังผู้รับในประเทศไทย จึงได้ขอความช่วยเหลือจากหัวหน้าด่านตรวจสัตว์น้ำท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในการนำตัวอย่างสินค้าไปตรวจสอบผลการตรวจสอบพบว่าสินค้าเป็นปลาไหลยุโรป สายพันธุ์ Anguilla anguilla และวันที่ 20 ธ.ค. ยังพบว่า มีข้อมูลการนำเข้าสินค้าตามบัญชีสินค้าทางอากาศยาน (Manifest) สำแดงชนิดสินค้าเป็น COOL SHRIMPS จำนวน 3 หีบห่อ น้ำหนัก 352 กิโลกรัม

นำเข้ามาทางสายการบินกาต้าร์แอร์เวย์ เที่ยวบินที่ QR838 ขนส่งจากต้นทางประเทศโรมาเนีย ปลายทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประเทศไทย ตรวจสอบพบว่า สินค้าเป็นเป็นปลาไหลยุโรป สายพันธุ์ Anguilla anguilla เช่นเดียวกัน รวมมูลค่าสินค้าทั้งหมด 40 ล้านบาท

สำหรับปลาไหลยุโรป สายพันธุ์ Anguilla anguilla หรือ ปลาไหลแก้ว (Glass eels) กระจายพันธุ์อยู่ตามแถบชายฝั่งแม่น้ำในทวีปยุโรปและใกล้ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยที่ปลาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์จะว่ายน้ำไปวางไข่ในทะเลซาร์กัสเพียงแห่งเดียว และเมื่อปลาวางไข่แล้วจะตาย สำหรับลูกปลาเมื่อฟักเป็นตัวอ่อน จะมีลักษณะโปร่งแสงใสเหมือนวุ้นเส้น และจะเดินทางกลับสู่แม่น้ำทางทวีปยุโรป โดยลอยไปตามกระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีม

ซึ่งอาจจะเสี่ยงต่อการถูกสัตว์น้ำชนิดอื่นจับกินเป็นอาหาร โดยตัวอ่อนใช้เวลานานถึง 2-3 ปี ในการเดินทางมาถึงชายฝั่งแม่น้ำในทวีปยุโรป และใช้เวลา 8-15 ปี ในการเจริญเติบโตเต็มวัย ปลาไหลยุโรปจัดเป็นปลาเศรษฐกิจที่มีความสำคัญชนิดหนึ่งของทวีปยุโรป โดยใช้บริโภคกันมาอย่างยาวนาน

สามารถปรุงได้หลายวิธีและจัดเป็นอาหารราคาแพง ราคากิโลกรัมละ 1 แสนบาท จนกระทั่งกลางปี พ.ศ. 2552 รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ได้ออกกฎหมายห้ามล่าปลาไหลยุโรปเพื่อการค้าระหว่างเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน เพราะเกรงว่าจะสูญพันธุ์ ทั้งนี้มีจำนวนประชากรปลาไหลยุโรปลดลงกว่าร้อยละ 95 ในช่วง 40 ปี ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม กรมศุลกากร ได้ให้ความสำคัญกับการปราบปรามการกระทำผิดสินค้าเกี่ยวกับอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา กรมศุลกากรได้จับกุมผู้กระทำผิดตามอนุสัญญาฯ ที่พยายามลักลอบผ่านทางสนามบิน มีมูลค่าสินค้ารวมมากกว่า 1,000 ล้านบาท

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับปลาไหลมีทั้งหมด 15 สายพันธุ์ แต่มีเพียงหนึ่งสายพันธุ์คือ ปลาไหลแก้ว ที่เป็นสายพันธุ์ที่อยู่ในอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) เนื่องจากมีจำนวนลดลงและใกล้จะสูญพันธุ์ เพราะเนื้อปลาไหลแก้วมีราคาแพงมาก และเป็นอาหารจานโปรดของชาวยุโรป

บางส่วนมีความเชื่อว่า เป็นยาที่เพิ่มพลังและบำรุงกำลัง ทำให้มีผู้ลักลอบส่งออกปลาไหลแก้วมีต้นทางจากยุโรป ก่อนที่จะส่งต่อลูกปลากไหลแก้ว แบบ elver เข้ามาหลายประเทศในแถบเอเชีย ซึ่งจะมีการนำลูกปลาไหลแก้วไปเลี้ยงให้โตเต็มที่ จากนั้นจึงส่งออกไปยังประเทศที่ 3 ในแถบเอเชีย อาทิ ฮ่องกง จีน

ซึ่งเจ้าหน้าที่เชื่อว่าในประเทศไทยยังไม่มีสถานที่เพาะเลี้ยงปลาไหลแก้วเพื่อเพิ่มมูลค่าก่อนส่งออก แต่น่าจะถูกนำมาพักไว้ ก่อนส่งต่อไปยังประเทศที่ 3 อย่างไรก็ตาม อยู่ระหว่างการขยายผลจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

กล้วยหอม นอกจากกลิ่นและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ยังประกอบไปด้วยน้ำตาลธรรมชาติ 3 ชนิด คือ ซูโครส ฟรุกโตส และกลูโคส อีกทั้งยังมีเส้นใยอาหาร รวมทั้งวิตามินและเกลือแร่ต่างๆ หลายชนิด มีส่วนช่วยลดอาการท้องผูก โรคโลหิตจาง และยังช่วยรักษาแผลในลำไส้เรื้อรัง รักษาโรคความดันโลหิตสูงได้อีกด้วย ทำให้ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทุกเพศทุกวัยและเหมาะสำหรับผู้ที่ใส่ใจในสุขภาพ จึงไม่น่าแปลกใจที่มีพื้นที่ปลูกกล้วยหอมกระจายอยู่ทั่วประเทศ

“ก่อนจะปลูกอะไร ต้องหาตลาดก่อน” แนวคิดของ คุณจตุพงษ์ สังข์นุ่น หรือ น้องนาน อยู่บ้านเลขที่ 99 หมู่ที่ 9 บ้านช่องหลำ ตำบลปลายพระยา อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ เกษตรกรหัวก้าวหน้า เล่าว่า เดิมทำสวนมะละกอเรดเลดี้มาก่อน แต่เมื่อมะละกอหมดอายุ จึงคิดหาพืชใหม่มาทดลองปลูก เพราะปลูกมะละกอในพื้นที่ซ้ำๆ ผลผลิตจะไม่ดีและมีโรคมาก

สนใจปลูกกล้วยหอมทอง จึงค้นหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต พบว่า กล้วยหอมทอง เป็นพืชที่น่าสนใจและมีสหกรณ์การเกษตรบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี รวบรวมผลผลิตที่ได้มาตรฐานส่งขายประเทศญี่ปุ่น จึงตัดสินใจเข้าไปขอความรู้และสมัครเป็นสมาชิกปลูกกล้วย ซึ่งพอดีกับทางสหกรณ์กำลังมีโครงการขยายพื้นที่ปลูกเพื่อให้มีผลผลิตส่งอย่างต่อเนื่องพอดี

โดยทางสหกรณ์จะส่งเจ้าหน้าที่มาสำรวจพื้นที่และวางระบบการผลิตให้ก่อน เริ่มแรกคุณจตุพงษ์ลองปลูก 12 ไร่ ประมาณ 5,000 ต้น ดูแลกล้วยไปตามระบบของสหกรณ์จนออกเครือและเก็บเกี่ยว ใช้ระยะเวลาประมาณ 8 เดือน เก็บผลผลิตได้ 40 ตัน ส่งให้กับสหกรณ์การเกษตรบ้านนาสาร แบ่งเป็น 2 ราคา คือ 12.50 บาท/กิโลกรัม คิดเป็นร้อยละ 70 ของผลผลิต และราคา 17.50 บาท/กิโลกรัม คิดเป็นร้อยละ 30 รวมที่ขายได้คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 560,000 บาท

คุณจตุพงษ์ เล่าว่า ตนมีพื้นที่ 21 ไร่ มะละกอเรดเลดี้ เป็นพืชทำเงินตัวแรกที่ทำให้มีเงินทุนมาขุดสระเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ในสวน แต่หลังจากมะละกอหมดอายุหาต้นพันธุ์ที่มีคุณภาพมาปลูกต่อไม่ได้ ต้นแคระแกร็น และมีโรคมาก จึงหาพืชตัวอื่นมาปลูกแทน ลองปลูกกล้วยหอมทอง 12 ไร่ ชมพู่ทับทิมจันท์ 4 ไร่ และแซมด้วยตะไคร้ระหว่างต้นชมพู่ มีนะนาวในวงท่อ 50 ท่อ ขุดสระเก็บน้ำ ประมาณ 2 ไร่

ซึ่งกล้วยหอมทองที่ทดลองปลูกปรากฏว่าได้คุณภาพตามมาตรฐานส่งออกของทางสหกรณ์ เพราะทำตามที่เจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ได้แนะนำไว้ ปัจจุบันกำลังวางแผนการผลิตเพื่อให้สามารถส่งได้อย่างต่อเนื่อง และชักชวนเพื่อนและญาติมาร่วมปลูกด้วย เพื่อให้มีปริมาณและมีผลผลิตส่งในช่วงที่ของตนขาด

คุณจตุพงษ์ บอกว่า กล้วยหอมปลูกไม่ยาก โดยก่อนปลูกกล้วยต้องมีการปรับพื้นที่ โดยเริ่มแรกไถตากหน้าดิน 3 เดือน เพื่อฆ่าเชื้อโรคในดิน จากนั้นลงหน่อกล้วยไปเรื่อยๆ พื้นที่ 1 ไร่ ใช้หน่อกล้วย 400 ต้น ปลูกระยะ 2×2 เมตร ส่วนหญ้าจะใช้วิธีการตัดหญ้า ซึ่งที่นี่จะไม่ใช้สารเคมีฆ่าหญ้า และสารกำจัดแมลง

หลังเปลี่ยนสวนมะละกอมาปลูกกล้วยหอมทอง คุณจตุพงษ์ บอกว่า แทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย เพราะกล้วยไม่ต้องใช้สารเคมี ปลูกทิ้งไว้ ออกหวี ออกเครือ…แต่ต้องปลูกและดูแลในแบบที่สหกรณ์กำหนด ทั้งใช้ปุ๋ยชีวภาพ การตัดแต่งใบ ซึ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะใบกล้วยแห้งต้องตัดออกให้หมด เพื่อป้องกันใบสีกับผลกล้วย ซึ่งจะทำให้ผิวไม่สวย กำจัดวัชพืชให้สวนโล่งโปร่ง อากาศถ่ายเทง่าย เพื่อป้องกันการเกิดเพลี้ยแป้ง…ส่วนการให้น้ำ ติดตั้งระบบสปริงเกลอร์ และให้น้ำสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง อย่าให้ขาดน้ำ ต้นจะแกร็นไม่โต และถ้าออกลูกจะมีขนาดเล็ก

ในกล้วย 1 กอ ให้เลือกเอาเฉพาะต้นสมบูรณ์ไว้เพียง 1 ต้น ถ้าไว้มาก จะเกิดการแย่งอาหารกันเอง ทำให้เครือเล็ก ผลกล้วยไม่ได้ขนาด และเมื่อกล้วยออกเครือหวีแก่ 70-75% ก็สามารถตัดขายได้

ต้นทุนการปลูกกล้วยหอมทอง ปลอดสารเคมี พื้นที่ 1 ไร่

จำนวน 400 หน่อ
1. ค่าเตรียมดิน 1,700 บาท
2. ค่าหน่อพันธุ์ 3,200 บาท
3. ค่าแรงปลูก 1,200 บาท
4. ค่าน้ำมันตัดหญ้า (8 ครั้ง) 1,200 บาท
5. ค่าแรงตัดหญ้า (8 ครั้ง) 400 บาท
6. ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง (รดน้ำ) 3,000 บาท
7. ค่าปุ๋ยคอก 2,400 บาท
8. ค่าปุ๋ยเคมี 3,000 บาท
รวมต้นทุน 16,100 บาท
ต้นทุน/ต้น 40.25 บาท 16,100 (ต้นทุน)/400 (หน่อ) ต้นทุนที่ไม่มีระบบน้ำ 32.75 บาท/ต้น

การให้ปุ๋ย
1. ใส่ปุ๋ย ครั้งที่ 1 เมื่อกล้วยหอม อายุ 1 เดือน ด้วย สูตร 46-0-0 หรือ 25-7-7 หรือสูตรใกล้เคียง อัตรา 80-100 กรัม/ต้น
2. ใส่ปุ๋ย ครั้งที่ 2 เมื่อกล้วยหอม อายุ 3 เดือน ด้วย สูตร 46-0-0 หรือ 25-7-7 หรือสูตรใกล้เคียง อัตรา 250 กรัม/ต้น
3. ใส่ปุ๋ย ครั้งที่ 3 เมื่อกล้วยหอม อายุ 5 เดือน ด้วย สูตร 5-15-20 หรือสูตรใกล้เคียง อัตรา 250 กรัม/ต้น
4. ใส่ปุ๋ย ครั้งที่ 4 เมื่อกล้วยหอม อายุ 6-7 เดือน เพื่อบำรุงคุณภาพผลผลิต ด้วยสูตร 13-13-21 อัตรา 50-100 กรัม

การแต่งหน่อ
หลังจากปลูกกล้วย ประมาณ 3-5 เดือน ให้แต่งหน่อเพื่อให้ต้นแม่มีความสมบูรณ์

การตัดแต่งทางใบ
ควรตัดแต่งทางใบ เมื่อกล้วยมีอายุ 3-5 เดือน ตัดเฉพาะใบที่หมดอายุการใช้งาน โดยเหลือไว้ไม่ต่ำกว่า 8-10 ใบ

การออกปลี
เมื่อปลูกกล้วยไปแล้ว ประมาณ 6-8 เดือน กล้วยจะมีลำต้นขนาดใหญ่ พร้อมออกปลีโดยจะแตกใบยอดสุดท้าย ซึ่งมีขนาดสั้นและเล็กมาก ชูก้านใบชี้ขึ้นท้องฟ้า เรียกว่า “ใบธง” หลังจากนั้น กล้วยจะแทงปลีกล้วยสีแดงออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน และกาบปลีจะบานจนสุดหวี

การตัดปลี
หลังจากกล้วยออกปลีระยะหนึ่ง หวีที่อยู่ปลายเครือจะเริ่มเล็กลงและผลจะสั้น ขนาดของผลไม่สม่ำเสมอกัน ซึ่งเรียกว่า “หวีตีนเต่า” จะตัดแต่งปลายเครือถัดจากหวีตีนเต่า 3 ชั้น เพื่อไว้สำหรับปลายเครือเมื่อถึงช่วงเวลาเก็บเกี่ยว

การค้ำยันต้น
ต้องใช้ไม้ค้ำยันหรือดามกล้วยทุกต้นที่ออกปลีแล้ว เพื่อป้องกันลำต้นล้ม และตรวจดูการค้ำยันให้อยู่ในสภาพที่มั่นคงแข็งแรง

การเก็บเกี่ยว
หลังจากตัดปลีกล้วยออกจากเครือแล้ว ประมาณ 53 วัน จะได้เนื้อกล้วยประมาณ 70-75% จึงตัดกล้วยทั้งเครือ แล้วนำมาหุ้มด้วยแผ่นโฟม ขนาด 3 มิลลิเมตร เพื่อป้องกันกล้วยช้ำระหว่างการขนส่ง

หมายเหตุ
ควรมีการใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยชีวภาพ ร่วมกับการใส่ปุ๋ยเคมี ทุกครั้งเพื่อลดต้นทุนในการใช้ปุ๋ยเคมี

มาตรฐานกล้วยหอมทอง
1. เป็นแปลงกล้วยของสมาชิกที่ไม่ใช้สารเคมี
2. สีเนื้อของกล้วยความแก่อยู่ที่ประมาณ 70-75%
3. กล้วยที่ส่งออก จะต้องมีน้ำหนักต่อลูก อย่างน้อย 110 กรัม/ลูก
4. รอยแผล ช้ำ ปานแดง และลูกลาย บนผิวกล้วยนั้นรวมแล้วไม่เกิน 20%

สำหรับท่านใดที่สนใจกล้วยหอมคุณภาพ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณจตุพงษ์ สังข์นุ่น เลขที่ 99 หมู่ที่ 9 บ้านช่องหลำ ตำบลปลายพระยา อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ โทรศัพท์ 065-348-8756

คนไทยแท้ในแผ่นดินไทย หาได้ยาก ภาคใต้อยู่ติดประเทศมาเลเซีย มีคนไทยเชื้อสายมลายู ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ติดสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ก็เป็นลูกผสมลาว ส่วนที่ติดเขมรก็เป็นไทยเชื้อสายเขมร ภาคเหนือตอนบนก็เป็นคนเชื้อสายล้านนาแต่ก่อนเก่า สำหรับในภาคกลางก็ผสมปนเปกันหลากหลายโดยเฉพาะชาวจีนโพ้นทะเล สรุปแล้วไม่รู้ว่าคนไทยแท้อยู่ที่ไหน

คนทางภาคใต้เป็นไทยเชื้อสายมลายูและคนไทยเชื้อสายจีนอยู่มาก โดยเฉพาะชาวจีนฮกเกี้ยนที่อพยพมาทำเหมืองแร่ดีบุก ส่วนหนึ่งมาจากจีนแผ่นดินใหญ่โดยตรง ส่วนหนึ่งมากจากเกาะปีนังประเทศมาเลเซีย ซึ่งเดิมเกาะนี้เป็นของประเทศไทย ชาวจีนจากแผ่นดินใหญ่ได้อพยพมาแต่งงานกับชาวพื้นเมืองเชื้อสายมลายู ลูกหลายคนกลุ่มนี้เรียกตัวเองว่า “บาบ๋ายาหยา” ส่วนหนึ่งได้ย้ายภูมิลำเนามาอยู่ที่เกาะภูเก็ตก่อนหน้านี้ และอีกส่วนหนึ่งอพยพเมื่อเกาะปีนังกลายเป็นของประเทศมาเลเซีย

วัฒนธรรมการกินขนมกับกาแฟในตอนเช้าเป็นเรื่องราวของชาวใต้ทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย ทุกเช้าจะเห็นชาวบ้านทั้งหนุ่มแก่นั่งจิบกาแฟหรือโกปี๊ในร้านกาแฟซึ่งเปิดบริการแทบทุกหัวระแหง ชาวใต้กินกาแฟกับขนมแทนอาหารเช้า ขนมบนโต๊ะกาแฟจึงค่อนข้างหลากหลาย ส่วนหนึ่งจะเป็นขนมที่ทำกันเฉพาะในท้องถิ่นดูแปลกตาสำหรับคนต่างถิ่น ขนมบางอย่างก็มีกันทั่วไป แต่บางทีก็เรียกหาแตกต่างกันตามภูมิภาค ขนมบางอย่างเอาวัฒนธรรมของมลายูมาปน หรือของจีนฮกเกี้ยนมาปนจนกลายเป็นขนมประจำท้องถิ่น