ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ปัจจุบันการปลูกพืชด้วยวิธีธรรมชาติ

ลดการใช้สารเคมี กำลังกลายเป็นกระแสในวงการพืชผลทางการเกษตรของไทย สิ่งที่จะตามมาก็คือ ความปลอดภัยจากสารเคมี ทั้งในผู้ผลิตและในผู้บริโภค และเมื่อมีการนำการท่องเที่ยวเข้ามาสนับสนุนในรูปแบบของ “การท่องเที่ยวเชิงเกษตร” ก็คงเป็นการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอีกทางหนึ่ง นอกเหนือจากการจำหน่ายแต่ผลผลิตเพียงอย่างเดียว

ชาวสวนลำไยภาคเหนือโอดแรงงานขาด ค่าแรงพุ่ง ต้องจ่ายค่าหัวต่างด้าว 500 บาท/วัน ส่วนล้งโวยเจ้าหน้าที่รัฐจับมั่ว อ้อนรัฐผ่อนเงื่อนไขให้ต่างด้าวที่ใช้บอร์เดอร์พาสเดินสายรับจ้างเก็บเกี่ยวผลผลิตลำไย ทุเรียน มังคุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ประกอบการล้งและผู้ส่งออกลำไยกำลังประสบปัญหาไม่สามารถเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามเขตพื้นที่เข้าไปทำงานนอกพื้นที่ที่มีการลงทะเบียนไว้ได้ ส่งผลกระทบต่อการเก็บเกี่ยวผลผลิตลำไยฤดูกาลปี 2561/2562 ที่กำลังจากออกสู่ตลาดเดือน ก.ค.-ส.ค.นี้ ที่คาดว่าผลผลิตลำไยจะมีถึง 1.07 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 4.91% จากปีก่อน โดยเฉพาะภาคเหนือจะมากถึง 6.5 แสนตัน ล่าสุดผู้ประกอบการ ชาวสวนลำไย และล้งได้เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าว

นายมาโนช ไชย์สุวรรณ ผู้ประกอบการล้งลำไยและกรรมการสมาคมผู้ค้าและผู้ส่งออกผลไม้ กล่าวว่า ล้งและผู้ส่งออกลำไยประสบปัญหาไม่สามารถเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามเขตพื้นที่ ล่าสุดเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจเรียกตรวจสอบและจับกุมแรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียนใน จ.เชียงใหม่ และข้ามเขตไปทำงานในลำปาง 30 คน โดยให้เหตุผลว่าข้ามเขตนอกพื้นที่ที่ลงทะเบียนไว้ไม่ได้ และไม่มีใบอนุญาตเคลื่อนย้ายแรงงาน

จึงประสานเจ้าหน้าที่พาณิชย์จังหวัด และเจ้าหน้าที่กรมการจัดหางานเจรจาช่วยเหลือ เนื่องจากแรงงานทั้งหมดขึ้นทะเบียนมีเอกสารถูกต้อง และตาม พ.ร.บ.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวฯ อนุญาตให้เคลื่อนย้ายแรงงานข้ามเขตได้ไม่จำกัดพื้นที่ แต่ต้องมีเอกสารครบ หลังเจรจาแม้ไม่ได้ถูกปรับและจับกุม แต่แรงงานไม่สามารถเข้าเก็บลำไยได้ และถูกให้ออกจากพื้นที่ดังกล่าว

รัฐจึงควรทำความเข้าใจแนวปฏิบัติตามกฎหมาย เพราะมีโทษหนัก นอกจากนี้เสนอเรื่องการทำแบบฟอร์มสัญญาซื้อขายระหว่างผู้ประกอบการล้ง/ผู้ส่งออก กับเจ้าของสวนว่ามีการซื้อขายจริง อีกทั้งมีใบมอบอำนาจตัวแทนนายจ้างที่จะพาแรงงานข้ามเขต เพราะนอกจากแรงงานเกษตรภาคอุตสาหกรรมก็กระทบด้วย

นายประเทือง คงรอด รองประธานองค์กรเครือข่ายผู้ปลูกและผลิตลำไยภาคเหนือ เปิดเผยว่า ชาวสวนลำไยประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานอย่างมาก และเป็นปัญหาต่อเนื่องหลายปีแล้ว โดยเฉพาะแรงงานรับจ้างเก็บผลผลิต คัดแยกลำไย และตัดแต่งกิ่ง เนื่องจากแรงงานไทยในท้องถิ่นหันไปทำงานอื่นที่มีรายได้ดีกว่า ส่วนแรงงานต่างด้าวหายาก และต้องจ้างในอัตราที่สูง 400-500 บาท/วัน เจ้าของสวนหลายรายต้องแก้ปัญหาด้วยการจ้างเหมาเก็บผลผลิตให้สามารถเก็บผลผลิตได้ทัน จึงอยากให้รัฐเข้ามาช่วยแก้ปัญหา เช่น เปิดรับอาสาสมัครเก็บลำไย จ้างนักเรียนนักศึกษาช่วงที่ผลผลิตออกจำนวนมาก

นายวัลลภ ปริวัฒน์ ที่ปรึกษาสมาคมผู้ส่งออกทุเรียน มังคุด แห่งประเทศไทย กับนายภานุวัชร์ ไหมแก้ว นายกสมาคมผู้ส่งออกทุเรียน มังคุด แห่งประเทศไทย กล่าวในทำนองเดียวกันว่า ได้รับผลกระทบจากที่กฎหมายกำหนดว่าให้ต้องจ้างต่างด้าวภายใต้ MOU เท่านั้นจึงรับจ้างนอกพื้นที่ได้ แต่การนำเข้าแรงงานภายใต้ MOU ต้นทุนสูงถึงรายละ 2-3 หมื่นบาท ไม่สามารถใช้บอร์เดอร์พาสที่มีค่าใช้จ่าย 1,800 บาท/คนได้

ล้งใน จ.จันทบุรีซึ่งมี 200 แห่ง และที่ผ่านมาจะขนย้ายแรงงานต่างด้าวไปรับซื้อมังคุดใน จ.นครศรีธรรมราช ชุมพร รับภาระไม่ไหวต้องลดว่าจ้างแรงงานต่างด้าวลง ทำให้แรงงานขาด 1 หมื่นคน จึงมีล้งไปรับซื้อผลผลิตทางภาคใต้ลดลง 60-70% ส่งผลต่อเนื่องถึงเกษตรกร เพราะผลผลิตมีมากแต่ล้งรับซื้อเพื่อส่งออกลดทำให้ราคาตกต่ำ จนถูกมองว่ากดราคารับซื้อ เช่นเดียวกับปัญหาซึ่งเกิดขึ้นกับเจ้าของสวนลำไย จ.เชียงใหม่ ลำพูน ทั้งนี้ ได้เสนอให้ จ.นครศรีธรรมราชและชุมพรหาแนวทางปลดล็อกให้ใช้บอร์เดอร์พาสได้เช่นเดียวกับจันทบุรี

นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวฯ ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม ไม่ได้มีการกำหนดพื้นที่ หรือท้องที่ ในการทำงานของแรงงานต่างด้าว ทำให้แรงงานต่างด้าวที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติ จัดทำทะเบียนประวัติ และขออนุญาตทำงาน สามารถทำงานได้ทุกพื้นที่กับนายจ้างตามที่ระบุไว้ในใบอนุญาต แต่ต้องทำงานตามที่ได้ขออนุญาตไว้เท่านั้น

ภาคประมงในจังหวัดสมุทรสงครามเตรียมวันที่ 1 สิงหาคมนี้ ประกาศลั่นหากไม่ได้รับคำตอบภายใน 7 วัน จะหยุดเรือออกหาปลาพร้อมกันทั้ง 22 จังหวัดชายทะเล หากรัฐบาลเพิกเฉยเดินหน้าถวายฎีกา

ที่ห้องประชุมสหกรณ์ประมงแม่กลอง จำกัด ต.บางจะเกร็ง อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ในฐานะนายกสมาคมประมงสมุทรสงคราม และผู้บริหารภาคประมงในสมุทรสงครามร่วมประชุมสมาชิก 4 องค์กร คือ สมาคมการประมงสมุทรสงคราม, สมาคมประมงเรือลากคู่สมุทรสงคราม,สหกรณ์ประมงแม่กลอง และสหกรณ์ประมงบางจะเกร็งบางแก้ว เพื่อหารือถึงแนวทางการขับเคลื่อนภาคประมงในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดจากภาครัฐ และอียู

โดยเฉพาะประเด็นปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคประมงทั่วประเทศ กว่า 40,000 คน ที่ยื่นหนังสือไปหลายหน่วยงานให้แก้ปัญหาแต่ก็ยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังนิ่งเฉย นอกจากนี้ยังมีประเด็นปัญหา อีก 7 ประเด็น คือ ปัญหาเรื่องการรับซื้อเรือคืน, ปัญหากฎหมายของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน, ปัญหากฎหมายของกรมเจ้าท่า, ปัญหากฎหมายของกรมประมง, ปัญหาการแจ้งเรือเข้า-ออก หรือ PIPO, ปัญหา VMS และ ปัญหากระทรวงแรงงานจะดันไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา C188 เป็นต้น

ซึ่งที่ประชุมได้อภิปรายกันถึงความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสมานานกว่า 3 ปีจากการที่รัฐบาลได้ออกกฎหมายการประมง ระเบียบวิธีปฏิบัติของชาวประมง เพื่อแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม หรือ IUU ภายหลังจากสหภาพยุโรป (อียู) ประกาศให้ ใบเหลืองไทยเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2558 แม้ภาคประมงจะหารือถึงแนวทางแก้ไขความเดือดร้อนกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง แต่ก็ได้รับการแก้ไขปัญหาน้อยมาก

ที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบให้นายกสมาคมประมงทุกสมาคมในจังหวัดสมุทรสงครามเดินทางไปยื่นหนังสือเรียกร้องความเดือดร้อนต่อรัฐบาลรวม 8 ประเด็นที่ทำเนียบรัฐบาลแก้ปัญหาในวันพุธที่ 1 สิงหาคมนี้ เวลา 10 นาฬิกา ส่วนในวันเดียวกันชาวประมงในพื้นที่จะยื่นหนังสือเรียกร้องปัญหาความเดือดร้อนที่ศาลากลางจังหวัด พร้อมกับ 22 จังหวัดชายทะเล อย่างไรก็ตามหากไม่ได้รับคำตอบภายใน 7 วัน ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวประมง ชาวประมงทั่วประเทศจะพร้อมใจกันหยุดเรือออกหาปลาอย่างน้อย 7 วัน และหากยังไม่แก้ปัญหาอีกชาวประมงจะเดินทางไปยื่นถวายฎีกาต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่อไป

นายมงคลกล่าวว่า การแก้ปัญหาไอยูยูของรัฐบาล 3 ปีที่ผ่านมาชาวประมงเดือดร้อนหนักมากขึ้นทุกวัน ชาวประมงจำนวนมากต้องเลิกอาชีพการทำประมง โดยในอดีตมีเรือประมงพาณิชย์ขนาด 10 ตันกรอสส์ขึ้นไป กว่า 20,000 ลำ แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 10,600 ลำ และก็ยังไม่สามารถออกเรือทำประมงอีกกว่า 2,000 ลำ เนื่องจากขาดแคลนแรงงาน แม้เดือนตุลาคม 2560 ที่ผ่านมาอธิบดีกรมประมงจะใช้อำนาจตามมาตรา 83 พ.ร.ก.การประมง พ.ศ. 2558 ขึ้นทะเบียนแรงงานประมงต่างด้าวได้ประมาณ 13,000 ราย นอกเหนือจากการจับคู่ระหว่างนายจ้างเจ้าของเรือประมงกับลูกจ้างต่างด้าวได้ 30,000 คนก่อนหน้านั้น แต่ก็ไม่เพียงพอ ล่าสุดยังขาดแคลนแรงงานประมงอีก 40,000 คน จึงเสนอให้อธิบดีกรมประมงใช้อำนาจตามมาตราดังกล่าว ขึ้นทะเบียนแรงงานประมง เพื่อนำแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมายมาเป็นแรงงานประมงโดยเฉพาะอีกครั้ง

นอกจากนี้ยังมีปัญหา อีก 7 ประเด็น คือ ปัญหาเรื่องการรับซื้อเรือคืน ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลอนุมัติให้ซื้อเรือคืน แต่ชาวประมงรอมานานกว่า 7 เดือนยังไม่มีความคืบหน้าจึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการเรื่องการซื้อเรือคืนโดยเร็ว, ส่วนปัญหากฎหมายและกฎระเบียบต่างๆของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน, กรมเจ้าท่าและกรมประมง ที่ออกมาบังคับใช้กับชาวประมงระยะหลัง ไม่สอดคล้องกับการประกอบอาชีพ และเกินข้อกำหนดของอนุสัญญาต่างๆ เช่น ประกาศของกรมประมงวันที่ 17 มี.ค. 2560 ที่ให้เจ้าของเรือประมงต้องดำเนินการ 12 ข้อให้ครบถ้วน อาทิ ต้องมีทะเบียนเรือ ใบอนุญาตใช้เรือ

ใบอนุญาตการทำประมง ใบอนุญาตนายท้ายเรือ มิเช่นนั้นจะมีความผิดที่มีบทลงโทษรุนแรงตาม พ.ร.ก.การประมง ซึ่งกรมประมงควรดำเนินการในขอบเขตหน้าที่ที่กรมประมงทำก็พอ ไม่ควรไปก้าวล่วงหน้าที่ของกรมเจ้าท่าหรือกรมอื่น ๆ ที่มีบทบัญญัติลงโทษอยู่แล้วหากทำผิด นอกจากนี้ ยังมีบทลงโทษที่รุนแรงเกินไปในวิธีการปฏิบัติ เช่น การลืมกรอกรายละเอียดในล็อกบุ๊กการจับปลาในบางวัน ก็มีการปรับสูงเป็นเงินกว่า 100,000 บาท ขึ้นไป รวมทั้งกักเรือไว้ก่อน แต่ควรที่จะมีการเตือนก่อนเหมือนที่อียูดำเนินการ เป็นต้น จึงขอให้แก้ปัญหากฎหมายให้เป็นธรรมกับชาวประมง

นอกจากนี้ยังมีปัญหาการแจ้งเข้าแจ้งออก เนื่องจากแต่ละหน่วยงานและเจ้าหน้าที่แต่ละศูนย์ปฏิบัติไม่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน จึงขอให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการให้เหมือนกันตามคู่มือการปฏิบัติ ตลอดจนปัญหาค่าบริการรายเดือนของอุปกรณ์ VMS ที่ชาวประมงต้องรับภาระในช่วงที่จอดเรือหยุดทำประมงตามที่รัฐกำหนดอีกด้วย
นายมงคลกล่าวว่าอีกปัญหาที่กำลังจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อชาวประมงภายใน 1-5 ปีข้างหน้า คือ การที่กระทรวงแรงงานจะนำไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา C188 เรือประมงต้องรื้อเก๋งเรือเพื่อทำห้องน้ำ ห้องนอน ห้องครัว ความสูงเพดานเก๋งเรือใหม่ต้องใช้เงินอีกนับล้านบาทต่อลำ ซึ่งเรื่องนี้กลุ่มประเทศอียูมีผู้รับรองภาคีนี้เพียง 3 ประเทศเท่านั้น ทั้งที่มีการรณรงค์มานานถึง 8 ปี แต่ในเอเชียก็ยังไม่มีประเทศใดได้รับการรับรอง หรือแม้แต่สหรัฐอเมริกา แคนาดา สเปน จีน ญี่ปุ่น ก็ยังไม่รับรอง ชาวประมงจึงขอคัดค้านการที่รัฐบาลจะไปลงนามในสัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 188 ว่าด้วยการทำงานในภาคการประมง พ.ศ.2560 อีกด้วย

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ที่แสดงสถิติการส่งออกข้าวช่วงระยะเวลา 10 ปี ที่ผ่านมา พบว่าประเทศไทยส่งออกข้าวหอมมะลิไปตลาดต่างประเทศคิดเป็นสัดส่วนเฉลี่ย 25% ของมูลค่าการส่งออกข้าวทั้งหมด มีบางปีที่สัดส่วนขึ้นไปมากกว่า 30% โดยตลาดส่งออกข้าวหอมมะลิอันดับ 1 ของไทยตั้งแต่ปี 2545 จนถึงปัจจุบันคือสหรัฐอเมริกา แต่ตามข้อมูลมีแนวโน้มลดลงตั้งแต่ปี 2557 จากเดิมมูลค่าการส่งออกข้าวหอมมะลิปีละ 50,000 ล้านบาท แต่ปัจจุบันมีแนวโน้มลดลงทุกปี ดังนั้นผู้บริหารเรื่องข้าวของประเทศต้องพิจารณาและเตือนไปยังเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมมะลิเตรียมปรับตัว

ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญของการส่งออกข้าวหอมมะลิที่ลดลงเพราะสหรัฐฯ ได้ปรับปรุงพัฒนาข้าวหอมสายพันธุ์ใหม่ ถึง 3 สายพันธุ์ โดยมหาวิทยาลัยอาร์แคนซัสพัฒนาข้าวหอมสายพันธุ์จัสมิน Aroma17 คุณสมบัติมีกลิ่นหอมทัดเทียมข้าวหอมมะลิของไทย ให้ผลผลิตสูง 7,740 ปอนด์ต่อเอเคอร์ หรือ 1,388 กิโลกรัม(ก.ก.)ต่อไร่ มีอัตราการแปรสภาพข้าวเปลือกเป็นข้าวสารเฉลี่ยที่ระดับ 71%

มหาวิทยาลัยหลุยส์เซียนาพัฒนาข้าวหอมสายพันธุ์จัสมิน CLJ 01 คุณสมบัติมีกลิ่นหอมทัดเทียมข้าวหอมมะลิของไทย เมล็ดข้าวสวย มีท้องไข่น้อย ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์ข้าวหอม Jazzman ที่มหาวิทยาลัยหลุยส์เซียนาพัฒนาก่อนหน้านี้ 30% โดยให้ผลผลิตสูง 1,645 ก.ก.ต่อไร่ และมูลนิธิวิจัยข้าวแคลิฟอร์เนียพัฒนาข้าวหอมสายพันธุ์จัสมิน Calaroma 201 คุณสมบัติมีกลิ่นหอมแต่น้อยกว่าจัสมิน ARoma17 มีปริมาณอมิโลสน้อย (Low amylose) และเป็นแป้งชนิดที่มีความคงตัวของแป้งสุกอ่อน (Low gel type) เมื่อหุงต้มจะได้ข้าวที่มีความอ่อนนุ่มสูงและให้ผลผลิตสูง 9,450 ปอนด์ต่อเอเคอร์ หรือ 1,695 ก.ก.ต่อไร่

ซึ่งพันธุ์จัสมิน Aroma17 ของมหาวิทยาลัยอาร์แคนซัส ได้วิจัยและทดลองในแปลงเสร็จสิ้นแล้ว และจะเริ่มส่งเสริมให้เกษตรกรเพาะปลูกตั้งแต่ช่วงปลายปี 2561 เป็นต้นไป สถานการณ์ดังกล่าว น่าเป็นห่วงเกษตรกรไทยมาก เพราะนอกจากคู่แข่งส่งออกข้าวหอมมะลิเดิมของไทยคือ อินเดีย ปากีสถาน เวียดนาม บังคลาเทศ เมียนมา กัมพูชา ที่สามารถผลิตมีข้าวหอมพันธุ์ดีแข่งขันกันอยู่ในตลาดโลกแล้ว หากมีคู่แข่งเพิ่มคือสหรัฐฯ ซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ก็จะมีผลกระทบต่อการส่งออกของไทยแน่นอน

“การที่เกษตรกรไทยปลูกข้าวเพื่อขายและต้องค้าขายข้าวไปต่างประเทศ ถ้าไม่รู้ข้อมูลของคู่แข่ง หรือคู่ค้าถือว่าอันตรายมาก ดังนั้นจึงขอฝากผู้รับผิดชอบทั้งด้านการผลิตข้าว และการค้าข้าวต้องช่วยกันค้นหาข้อมูลและเตรียมการตั้งรับ เตรียมการแก้ไขปัญหาเหล่านี้โดยรีบด่วน”

นายประพัฒน์ กล่าวว่า ประเทศไทยโดยผู้เกี่ยวข้องควรวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าวเพื่อจะหนีจากคู่แข่งและเพื่อรักษาความเป็นผู้นำด้านข้าวหอมของโลกไว้ให้ได้ หากปล่อยไปจนประเทศไทยสูญเสียตลาดส่วนนี้มีผลกระทบต่อชาวนาอย่างมากแน่นอน สภาเกษตรกรแห่งชาติจึงเตือนไปยังชาวนาด้วยความห่วงใยนอกจากจะหวังพึ่งพาภาครัฐแล้ว พี่น้องชาวนาต้องสนใจใฝ่ศึกษาข้อมูลเหล่านี้เพื่อจะได้นำไปปรับตัวในการผลิต และต้องเป็นทั้งผู้บริหารเรื่องข้าว และควรศึกษาร่วมกับการระแวดระวังภัย พร้อมปรับตัวไม่ให้คู่แข่ง/คู่ค้าแซงหน้า อันจะทำให้มีผลกระทบต่อชาวนาและตลาดข้าวหอมมะลิของไทย ซึ่งท้ายสุดเกษตรกรคือผู้รับผลกระทบหนักที่สุด

วัดพระธาตุดอยเวา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เป็นวัดอันเป็นที่ประดิษฐานพระธาตุซึ่งอยู่บนยอดดอยเวา ขณะที่พระอุโบสถซึ่งประดิษฐานพระประธานคือองค์พระพุทธชินราชจำลอง และเขตสังฆาวาส อยู่ที่เชิงดอย ทั้งบนดอยยังเป็นจุดชมทัศนียภาพที่มองเห็นได้รอบทิศ

โดยฝั่งซ้ายคือตัวเมืองแม่สาย ฝั่งขวาคือแขวงท่าขี้เหล็ก เมียนมา มีแม่น้ำสาย คั่นกลาง ในอดีตผู้ต้องการนมัสการพระธาตุต้องเดินขึ้นบันไดนาคประมาณ 200 ขั้น แต่ปัจจุบันมีถนนคอนกรีต ใช้ได้ทุกฤดูกาล แต่ทางแคบและค่อนข้างชัน

ประวัติเล่าว่า ขุนควัก หรือ องค์เวา กษัตริย์องค์ที่ 10 แห่งราชวงศ์สิงหนวัติ ผู้ครองนครโยนกนาคพันธุ์ (เมืองเชียงแสนโบราณ) สร้างพระเจดีย์บรรจุพระเกศธาตุไว้บนดอยนี้ เมื่อ พ.ศ. 296 (บ้างว่าปี 364) โดยชื่อดอยนำมาจากพระนามขององค์เวา

มีตำนานว่า ในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์ ได้เสด็จมาที่ดอยน้อยบนฝั่งแม่น้ำสายพร้อมกับพระสารีบุตร แล้วมีแมงเวาออกจากโพรงมากราบไหว้ พระสารีบุตรเกิดความสงสัย พระพุทธองค์ทรงบอกว่า ดอยแห่งนี้ต่อไปจะได้ชื่อว่าดอยเวา แมงป่องตัวนี้จะได้ไปเกิดเป็นลูกพญา และจะเป็นผู้มาสร้าง พระเจดีย์ขึ้นบนดอยนี้

ล่วงเวลามานาน พระธาตุเจดีย์ที่องค์เวาสร้างไว้ชำรุดหักพังลงตามอายุขัย อย่างไรก็ตาม มีผู้บูรณะขึ้นอีกหลายครั้งหลายหน ครั้งสุดท้ายเหลือซากพระเจดีย์เพียงฐานชั้นล่าง สูงพ้นดินประมาณ 2 เมตร และถูกขุดเป็นโพรงลึก ต่อมา นายบุญยืน ศรีสมุทร คหบดีอำเภอแม่สาย ร่วมกับ พระภิกษุดวงแสง รัตนมณี เชื้อชาติไทลื้อ อยู่เมืองลวง เขตสิบสองปันนา

พร้อมด้วยข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนผู้มีใจศรัทธา บูรณะขึ้นอีก จัดสร้างตามแบบล้านนา ออกแบบโดยกรมศิลปากร ในการขุดแต่งก่อนบูรณะครั้งนั้นได้พบผอบหินสีดำ ใหญ่ขนาดไข่เป็ด ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ 5 องค์ จึงอัญเชิญขึ้นประดิษฐานไว้ด้วย

การบูรณะก่อสร้างพระธาตุเจดีย์องค์ใหม่วางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2494 มีพุทธบริษัทผู้ศรัทธาทั้ง 2 ประเทศร่วมงานอย่างคับคั่ง มาจากหัววัดในอำเภอแม่สาย เชียงแสน แม่จัน เชียงราย พาน แม่สรวย และฝั่งท่าขี้เหล็ก รวม 58 หัววัด

ล้วนนำเครื่องไทยธรรมมาถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา และสร้างเสร็จพร้อมฉลองสมโภชพระธาตุในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2498 โดยมีพุทธบริษัททั้งสองประเทศร่วมงานอย่างคับคั่ง สืบเนื่องมาจนปัจจุบันที่มีประเพณีนมัสการพระธาตุในทุกๆ ปี จัดขึ้นในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 เหนือ (ตรงกับเดือน 3 ใต้ คือ วันมาฆบูชา) และมีประเพณีสรงน้ำพระธาตุในวันสงกรานต์

ทั้งนี้ คำว่า “เวา” ในภาษาล้านนาแปลว่า แมงป่อง ว่ากันว่าชะรอยองค์เวาเมื่อทรงพระเยาว์จะชอบขุดรูแมงป่องเล่น จึงได้พระนามดังนั้น

ด้านข้างองค์พระธาตุเจดีย์บนยอดดอยเวา มีรูปปั้นแมงป่อง (แมงเวา) เด่นเป็นสง่าให้รำลึกถึงองค์เวา บริเวณลานกว้างทางด้านเหนือมีพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวร สมเด็จพระเอกาทศรถ และพระสุพรรณกัลยา หันพระพักตร์เข้าหา ดินแดนเมียนมา สร้างขึ้นตามความตั้งใจของ หลวงปู่โง่น โสรโย แห่งวัดพระพุทธบาทเขารวก พิจิตร ทั้งมีปราสาทไพชยนต์ที่สักการะพระอินทร์ ประดิษฐานพระแก้วมรกตจำลอง และจุดให้ชมวิวสองฝั่งแม่น้ำสาย

เรื่องการนำ “กัญชา” มาใช้นั้น แปลกใจที่ทางการแพทย์ (ท่านอธิบดีกรม) กลับตีกรอบ โดยกำหนดให้ใช้ได้เพียง 3 ภาวะ ส่วนภาวะอื่นๆ ให้ทำวิจัย!!! เช่น สมองเสื่อม โรคลมชักในผู้ใหญ่ที่ยากต่อการควบคุม โรคพาร์กินสัน อาการวุ่นวายในคนไข้โรคสมอง เป็นต้น ซึ่งกระบวนการทำวิจัยในมนุษย์จะเป็นการยากมาก แม้แต่ในต่างประเทศก็ตาม ในการสรุปเนื่องจากกระบวนการของโรคและสาเหตุแตกต่างกัน แต่องค์การอนามัยโลกเองได้ชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ ทั้งนี้ เนื่องจากมีหลักฐานสนับสนุนในการบรรเทา หรือแม้ชะลอโรคได้ในสัตว์ทดลองหรือในกระบวนการในการเกิดพยาธิสภาพ

นอกจากนั้น สารสกัดกัญชา เช่น น้ำมันกัญชา ซึ่งมีอยู่แล้ว และราคาถูก แท้จริงแล้ว เมื่อรู้ระดับขนาดของสารออกฤทธิ์ (ซึ่งขณะนี้ทราบหมดแล้ว) ว่าควรใช้ปริมาณเท่าใดที่จะไม่มีผลข้างเคียง อันตราย หรือการติด และจะมีความปลอดภัยมากกว่า “ยาฝรั่ง” ที่ใช้กันขณะนี้ด้วยซ้ำ

โรคเหล่านี้รวมถึงภาวะการเจ็บป่วยจากความ
ผิดปกติของเส้นประสาทหรือเจ็บปวดจากสาเหตุอื่น เช่น มะเร็ง อาการแข็งเกร็งที่เกิดจากสมองผิดปกติในเด็กที่มีความพิการในสมอง ในผู้ใหญ่ที่มีโรคทางระบบประสาท แม้แต่ที่เกิดจากสมองหรือไขสันหลังผิดปกติ ควรเป็นอีกหลายภาวะ ซึ่งสามารถนำมา
ใช้ได้อย่างปลอดภัยพร้อมกับมีข้อมูลในมนุษย์อยู่พอสมควรแล้วด้วยซ้ำ

อีกประการหนึ่งที่ต้องคำนึงถึง คือ เรื่องของคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยเหล่านี้ซึ่งต้องทนทุกข์ทรมาน และแก้ไขหรือบรรเทาได้ลำบาก แม้แต่โรคมะเร็งก็จะสามารถอยู่ได้อย่างมีความสุขขึ้น

การที่นำกัญชามาใช้เพียงแค่ใช้ร่วมกับยาฝรั่ง และติดตามดูผลว่าภาวะนั้นๆ ดีขึ้นกว่าเดิมหรือไม่ และจะทำให้สามารถลดยานั้นๆ ได้ และรวมทั้งมะเร็ง ก็สามารถติดตามขนาดและการกระจายได้ เพียงเท่านี้ก็เป็นการช่วยคนป่วยให้ได้ประโยชน์สูงสุดแล้ว

ตามที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เห็นชอบวาระ 2 และ 3 ต่อร่าง พ.ร.บ.เงินทดแทนฉบับใหม่ ที่ให้สิทธิสวัสดิการเกี่ยวกับการจ่ายเงินทดแทนการหยุดงาน ทั้งเจ็บป่วย อุบัติเหตุ รวมทั้งกรณีต่างๆ แก่ลูกจ้างเพิ่มขึ้น ซึ่งเดิมได้เฉพาะลูกจ้างเอกชน แต่กฎหมายใหม่จะให้สิทธิลูกจ้างส่วนราชการอีกราว 1 ล้านคนทั่วประเทศ ปัญหาคือ กลุ่มองค์กรแรงงานต่างๆ มองว่ายังมีจุดอ่อนตรงลูกจ้างราชการมีการจ้างงานหลายประเภท และการจ้างงานประเภทเหมาทำของหรือเหมาบริการ รวมทั้งจ้างรายวัน จะไม่ได้สิทธิดังกล่าว พร้อมเรียกร้องให้ลูกจ้างที่ประสบปัญหารวมตัวเพื่อยื่นต่อนายกรัฐมนตรี ช่วยเหลือและให้พวกเขารวมอยู่ในสิทธิของ พ.ร.บ.ฉบับใหม่ที่จะบังคับใช้ธันวาคมนี้

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ให้สัมภาษณ์มติชนว่า ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าร่าง พ.ร.บ.เงินทดแทนฉบับใหม่นี้ มีเจตนารมณ์ให้ลูกจ้างทั้งรัฐและเอกชนได้สิทธิสวัสดิการอย่างครอบคลุมที่สุด ซึ่งเดิมจะได้แค่ลูกจ้างเอกชน แต่ครั้งนี้ลูกจ้างราชการก็จะได้รับด้วย รวมแล้วกว่า 10 ล้านคน ซึ่งในส่วนของลูกจ้างราชการมีประมาณ 9 แสนกว่าคน และรวมไปถึงลูกจ้างในองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไรต่างๆ รวมแล้วประมาณกว่า 1 ล้านคน ส่วนที่เป็นประเด็นจะไม่ใช่กลุ่มนี้ โดยมีจำนวน 4 แสนกว่าคนนั้น ซึ่ง สปส.เข้าใจและเห็นใจ โดยหากหน่วยราชการไหนมีการจ้างไม่ถูกประเภทเหมือนที่ทางองค์กรแรงงานเปิดเผยนั้น หากแจ้งเข้ามาและมีข้อมูลชัดเจนก็พร้อมเข้าไปตรวจสอบ แต่เท่าที่ทราบมองว่าหน่วยราชการต่างๆ น่าจะมีการปรับอัตรากำลัง และดำเนินการให้ถูกต้องแล้ว เนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญ เพราะไม่ว่าลูกจ้างประเภทไหนก็ต้องจ้างให้ทุกประเภทและต้องไม่มีการเอาเปรียบพวกเขา

“แน่นอนว่าหลายคนต้องการได้สิทธิจาก พ.ร.บ.เงินทดแทนฉบับใหม่ เพราะมีการปรับสิทธิเพิ่มขึ้นจากเดิม เช่น กรณีรับเงินทดแทนจากเจ็บป่วย หรืออุบัติเหตุจากเดิมร้อยละ 60 เพิ่มเป็นร้อยละ 70 ของค่าจ้างฐานไม่เกิน 20,000 บาท กรณีทุพพลภาพจ่ายทดแทนในอัตราร้อยละ 70 ให้ตลอดชีวิตจากเดิมกำหนดเวลา 15 ปี และกรณีเสียชีวิตตาม พ.ร.บ.ใหม่ก็จะต้องให้เงินทดแทนกับทายาทด้วยเป็นเวลา 10 ปี จากเดิม 8 ปี หรือแม้แต่ค่าทำศพเดิมจ่าย 100 เท่าของค่าจ้างขั้นต่ำสูงสุด เปลี่ยนเป็นสูงขึ้น เช่น หากเดิมได้ประมาณ 3 หมื่นบาท กฎหมายใหม่จะได้เพิ่มถึง 4 หมื่นบาท ซึ่งสิทธิต่างๆ เพิ่มขึ้น และเป็นครั้งแรกขยายไปยังส่วนราชการ” นพ.สุรเดชกล่าว

นพ.สุรเดชกล่าวอีกว่า โดยการขยายสิทธิไปยังส่วนราชการ จะทำให้สำนักงานประกันสังคมต้องเก็บเงินเพิ่มจากส่วนราชการ ซึ่งเฉลี่ยปีละประมาณ 0.2-1 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นกับความเสี่ยงของลักษณะงาน หรือคิดเป็นเงินที่ต้องเข้ามาในกองทุนเงินทดแทนฯราว 270 ล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตาม สำหรับกลุ่มที่ไม่ได้ตามสิทธิของกฎหมายฉบับใหม่ก็ไม่ต้องกังวล เนื่องจากมีอีกทางเลือกคือ การจ่ายเงินสมทบในส่วนเฉพาะลูกจ้างตามมาตรา 40 ของกฎหมายประกันสังคม ซึ่งให้เฉพาะแรงงานอิสระ หรือแรงงานนอกระบบ ซึ่งรวมถึงลูกจ้างราชการประเภทเหมาทำของ และลูกจ้างรายวันที่ต้องการสิทธิประกันสังคมเพิ่มเติม

“ต้องย้ำว่า มาตรา 40 สิทธิก็ไม่ได้น้อย เพราะเรามีทางเลือกในการจ่ายสมทบ 3 ทางเลือก คือ ทางเลือกที่ 1 จ่าย 70 บาทต่อเดือน ก็จะได้รับสวัสดิการ 3 กรณี คือ กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยรับค่าทดแทนขาดรายได้ แบ่งเป็น ผู้ป่วยใน นอนพักรักษาตัว 1 วันขึ้นไป รับเงินทดแทนรายวัน วันละ 300 บาท ผู้ป่วยนอก (ไม่นอนโรงพยาบาล) รับเงินทดแทนวันละ 200 บาท โดยรวมกันรับสิทธิไม่เกิน 30 วันต่อปี และกรณีเป็นผู้ป่วยนอก หยุดไม่เกิน 2 วัน (ปีละไม่เกิน 3 ครั้ง) ได้ครั้งละไม่เกิน 50 บาท กรณีทุพพลภาพรับเงินทดแทนขาดรายได้รายเดือน 500-1,000 บาทตามเงื่อนไข เป็นระยะเวลา 15 ปี และกรณีเสียชีวิตก็ได้รับค่าทำศพ โดยผู้จัดการศพได้รับค่าทำศพ 20,000 บาท โดยหากจ่ายเงินสมทบครบ 60 เดือนก่อนเสียชีวิต ได้รับเงินเพิ่ม 3,000 บาท” นพ.สุรเดชกล่าว