ถ้ากรมวิชาการเกษตรที่มีการรับฟังความคิดเห็นภายในเว็บไซต์

ของตนเองเชื่อแน่ว่าเกษตรกรไม่สามารถเข้าถึง นอกจากผู้ที่ต้องการปรับปรุงพันธุ์พืชระดมให้ความคิดเห็น ตนจึงขอเรียกร้องผ่านสื่อมวลชนในการคัดค้าน พ.ร.บ.ดังกล่าวและขอให้มีการเปิดให้พันธุ์พืชยังเป็นของสาธารณะต่อไป ทุกวันนี้กลุ่มทุนใหญ่มีการปรับปรุงพันธุ์พืชหลายชนิดเพื่อส่งเสริมการใช้ปุ๋ยและยา เพิ่มมูลค่าการขายอยู่แล้ว เกษตรกรได้ยึดเอาแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เก็บเมล็ดพันธุ์ปรับปรุงเองสู้กับพืชในตลาด และกำลังเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีพ.ร.บ.นี้ ออกมาหยุดยั้งการพัฒนาของเกษตรกรมากกว่า

รศ.ดร.ชูศักดิ์ เอกเพชร รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (มรส.) เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยจัดกิจกรรมราชภัฏแคมปิ้ง 2018 เชิญชวนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในพื้นที่ภาคใต้เข้าร่วมกิจกรรมค่าย 3 วัน 2 คืน เรียนรู้ชีวิตมหาวิทยาลัยราชภัฏตามรอยพระราชาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระผู้พระราชทานนามราชภัฏ ราชภัฏที่มีความหมายว่า ‘คนของพระราชา ข้าของแผ่นดิน’

รศ.ดร.ชูศักดิ์กล่าวอีกว่า กิจกรรมราชภัฏแคมปิ้ง 2018 จัดขึ้นด้วยเหตุผลสองประการ ประการแรกเพื่อให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้มีโอกาสเข้ามาเรียนรู้ถึงพระราชปณิธานอันยิ่งใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ที่ทรงมุ่งเน้นให้มหาวิทยาลัยราชภักเป็นสถาบันการศึกษาที่ทำหน้าที่ในการพัฒนาคนไทยในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ประการที่สองเพื่อให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 ได้มีพื้นที่ในการค้นหาตัวเองในการเลือกคณะและสาขาวิชาที่ตนเองสนใจจะเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยต่อไป

ด้านอาจารย์นาวินวงศ์สมบุญหัวหน้าฝ่ายสื่อสารองค์กรมรส.ผู้รับผิดชอบโครงการกล่าวว่า โครงการราชภัฏแคมปิ้ง 2018 ที่จัดขึ้นในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในพื้นที่ภาคใต้มากถึงเกือบ 900 คน กิจกรรมหลักๆ ที่สำคัญในช่วง 3 วัน 2 คืน ของการมาเรียนรู้ชีวิตนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย เพื่อค้นหาตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง ได้มีโอกาสพบปะพูดคุยทั้งกับอาจารย์และนักศึกษารุ่นพี่ เพื่อตัดสินใจว่าตัวเองเหมาะกับการเรียนรู้ในคณะที่เลือกเอาไว้หรือเปล่า

นอกจากนี้มหาวิทยาลัยยังจัดกิจกรรมตามรอยพระราชาเพื่อให้ผู้เข้าโครงการได้เรียนรู้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและโครงการในพระราชดำริต่างๆผ่านคณะและสาขาวิชาที่เปิดสอนตลอดจนระบบการศึกษาที่พระองค์ทรงวางรากฐานเอาไว้ผ่านมหาวิทยาลัยราชภัฏอีกด้วย

นายณรงค์ แผ้วพลสง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปิดเผยผลการประชุมผู้บริหารระดับสูงสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศผ่านระบบทางไกล วิดีโอคอนเฟอเรนซ์ Conference DLTV ช่อง 14 CBEC Channel ในรายการ “พุธเช้าช่าว สพฐ.” ว่า เนื่องจาก สพฐ.เป็นหน่วยงานใหญ่มีบุคลากรจำนวนมาก จึงมีความจำเป็นต้องจัดประชุมด้วยระบบดังกล่าวทุกสัปดาห์ เพื่อให้การสื่อสาร การสั่งการ ลงสู่กลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติได้ครอบคลุม สพท.สามารถนำเสนอผลงานของสถานศึกษาหรือผลจากการปฏิบัติงานตามนโยบายกับที่ประชุมได้ทันที ที่สำคัญหากมีข้อสงสัยติดขัด หรือเกิดความไม่ชัดเจนในข้อสั่งการ ก็สามารถหารือและทำความเข้าใจได้โดยตรง และยังเป็นการประชุมที่ลงทุนน้อยแต่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทุกคน ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็สามารถรับรู้ รับฟังได้ ขณะเดียวกันก็สามารถเสนอความเห็นได้ด้วย

ในการประชุมครั้งแรกนายบุญรักษ์ยอดเพชรเลขาธิการกพฐ.ได้มีนโยบายให้เน้นนำสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พูดในรายการ ‘ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน’ เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาไปถ่ายทอดให้ครูได้รับทราบอีกครั้งหนึ่ง เพราะครูบางคนอาจจะไม่มีเวลาได้รับฟัง โดยเลขาธิการ กพฐ.เน้นย้ำเรื่องกิจกรรมที่ให้เด็กได้ลงมือทำ สัมผัสจริง ดังนั้น ครูและผู้บริหารโรงเรียนจะต้องช่วยกันออกแบบกิจกรรมให้สอดคล้องกับแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ด้วย

ประเด็นสำคัญที่เลขาธิการกพฐ.กำหนดเป็นข้อสั่งการให้เร่งดำเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรม คือการอ่านซึ่งนายกฯ ได้ฝากไว้ เนื่องจากปัจจุบันเด็กไทยมีปัญหาเรื่องของการอ่านอย่างมาก โดยเฉพาะการอ่านข้อความหรือประโยคยาวๆ เพราะนิยมอ่านอะไรที่สั้นกระชับไม่มีอรรถรสทางภาษา ทำให้ไม่เข้าใจในเจตนารมณ์และความลึกซึ้งของผู้เขียน โดย สพฐ.จะสนับสนุนหนังสืออ่านเสริมเพื่อส่งเสริมให้เด็กอ่านมากขึ้น

เมื่อวันที่ 17 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณสนามศาลากลาง จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นสถานที่ก่อสร้างพระเมรุมาศจำลองประจำจังหวัดศรีสะเกษ มีประชาชนจิตอาสาร่วมกันปรับภูมิทัศน์โดยรอบบริเวณศาลากลางเพื่อให้เกิดความสวยงามและสมพระเกียรติ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร ในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความปลื้มปีติที่จิตอาสาได้ร่วมกันทำความดีเพื่อถวายพระองค์ท่านเป็นครั้งสุดท้าย

โดยวันนี้ยังมีจิตอาสาน้อยวัยแค่ 7 ขวบ ชื่อ ด.ช.ธัณทวัฒน์ ศรีสุข นักเรียนโรงเรียนเทศบาล 1 วัดเจียงอี อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ มาช่วยปรับภูมิทัศน์โดยรอบบริเวณศาลากลางด้วย ซึ่งด.ช.ธัณทวัฒน์ เปิดเผย ว่าใช้เวลาว่างช่วงปิดเทอทมาช่วยงานจิตอาสา และรู้สึกเสียใจมากวันที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต และการที่ได้มาสมัครเป็นจิตอาสาทำความดีด้วยหัวใจในครั้งนี้ เพราะอยากเป็นส่วนหนึ่งในงานพิธีสำคัญ และจะขอตั้งใจทำความดี มีน้ำใจ โดยจะน้อมนำเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านไปใช้ในชีวิตประจำวันอีกด้วย

เมื่อเวลา 18.00 น.วันที่ 17 ตุลาคม ที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ และบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วยนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) และนายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ซ้อมพิธียกนพปฎลมหาเศวตฉัตร ยอดพระเมรุมาศ ครั้งที่ 2 โดยสำนักพระราชวังแจ้งหมายกำหนดการ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทรงยกนพปฎลมหาเศวตฉัตร ยอดพระเมรุมาศ ในวันที่ 18 ตุลาคม เวลา 17.00 น.

พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าวว่า การซ้อมครั้งนี้เป็นไปด้วยดี โดยฉัตรที่ใช้ซ้อมจำลองเท่าน้ำหนัก และขนาดเท่าฉัตรองค์จริง คือหนัก 80 กิโลกรัม สูง 5.10 เมตร อย่างไรก็ตาม จากการพยากรณ์อากาศในวันที่ 18 ตุลาคม จะมีฝนตกเช่นเดียวกับวันที่ 17 ตุลาคม ดังนั้น ถือเป็นโชคดีที่ได้ซ้อมกับสภาพอากาศจริงที่จะเกิดขึ้นในวันจริง โดยการซักซ้อมทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่ว่าจะยกฉัตรในช่วงกลางวัน หรือกลางคืน ก็สามารถดำเนินการไปได้ด้วยดี พนักงานผู้คอยประคองฉัตร และทำการติดตั้ง ทำงานด้วยความระมัดระวัง ทุกอย่างเป็นไปด้วยความสมบูรณ์แบบ พร้อมเข้าสู่พิธียกนพปฎลมหาเศวตฉัตร ในวันที่ 18 ตุลาคม หลังจากพิธียกนพปฎลมหาเศวตฉัตรเรียบร้อยแล้ว จากนั้นจะรื้อนั่งร้านให้เสร็จภายในวันที่ 19 ตุลาคม ซึ่งถือว่าพระเมรุมาศเสร็จสมบูรณ์ 100%

“จากการซ้อม 2 ครั้ง ถือว่ามีความสมบูรณ์แบบ ใช้เวลาในการยกฉัตรขึ้นสู่ยอดพระเมรุมาศประมาณ 2 นาทีครึ่ง และขันน็อตอีก 30 วินาที ใช้เวลารวมในการยกฉัตรประมาณ 3 นาที อย่างไรก็ตาม แม้ในวันพิธีจริงอาจมีฝนตก ก็สามารถยกฉัตรขึ้นประดับยอดพระเมรุมาศได้ โดยกรมศิลปกรจะอัญเชิญนพปฎลมหาเศวตฉัตรมาไว้ลานด้านหน้าพระที่นั่งทรงธรรมในเวลา 05.00 น.และจะมีความพร้อมตั้งแต่เวลา 16.00 น.ของวันที่ 18 ตุลาคม เตรียมพร้อมสำหรับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ยกนพปฎลมหาเศวตฉัตร ขึ้นประดับยอดพระเมรุมาศ” พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าว

นายวัชรินทร์ สายน้ำใส อาจารย์ประจำโปรแกรมวิชาเทคโนโลยียางและพอลิเมอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนพร้อมด้วยนักศึกษาในโปรแกรมฯ 4 คน คือ นายอดิศักดิ์ เหมือนจันทร์ น.ส.ชาวดี ปะตาแระ น.ส.อัสมา ศิกะคาร และ น.ส.อาตีฟ๊ะ บุตรา เข้าร่วมประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 9 “พัฒนางานวิจัย สร้างสรรค์อุดมศึกษาไทย ก้าวไกลสู่ Thailand 4.0” ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม โดยมีผลงานวิจัยที่ผ่านการพิจารณาให้เข้าร่วมนำเสนอทั้งสิ้น 329 ผลงาน จากสถานศึกษาต่างๆ 65 หน่วยงาน

นายวัชรินทร์กล่าวต่อว่า ตนและทีมงานนำเสนอผลงานวิจัยในกลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ 2 เรื่อง คือ 1. การใช้ฟูมซิลิกาในผลิตภัณฑ์โฟมยางที่ผลิตจากน้ำยางธรรมชาติ จัดทำโดย อัสมา ศิกะคาร อาตีฟ๊ะ บุตรา เอกฤกษ์ พุ่มนก และ รัฐพงษ์ หนูหมาด 2. การอ่อนตัวของความเค้นและพลังงานสูญเสียของยางธรรมชาติผสมยางบีอาร์ และยางธรรมชาติผสมยางเอสบีอาร์ จัดทำโดย ชาวดี ปะตาแระ อดิศักดิ์ เหมือนจันทร์ และ วัชรินทร์ สายน้ำใส ซึ่งงานวิจัยเรื่องนี้ได้รับรางวัลบทความดีเด่น (Best Paper Award) กลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ

นายวัชรินทร์ กล่าวถึงที่มาของการทำวิจัยเรื่องดังกล่าวว่า ยางธรรมชาติเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ปัจจุบันมีการนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลายชนิด สมบัติเด่นของยางธรรมชาติคือมีความต้านทานต่อแรงดึงสูง แม้ไม่ได้เติมสารเสริมแรง เนื่องจากมีโครงสร้างโมเลกุลที่สม่ำเสมอ ทำให้ตกผลึกได้เมื่อดึงและสามารถยืดได้ถึงประมาณ 1,000% หรือมากกว่านั้น สมบัติในการยืดได้สูงนี้ทำให้ยางธรรมชาติสามารถทำเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความยืดหยุ่นสูง ความร้อนสะสมภายในที่เกิดขณะใช้งานต่ำ และมีสมบัติการเหนียวติดกันที่ดี จึงเหมาะสำหรับการผลิตยางรถบรรทุก ยางล้อเครื่องบิน หรือใช้ผสมกับยางสังเคราะห์ในการผลิตยางรถยนต์ นอกจากนั้น ยังมีความต้านทานต่อการฉีกขาดสูง ทั้งที่อุณหภูมิต่ำและอุณหภูมิสูง

นายวัชรินทร์กล่าวอีกว่า แม้ยางธรรมชาติจะมีสมบัติที่ดี แต่มีข้อเสียหลักคือ การเสื่อมสภาพเร็วภายใต้แสงแดด ออกซิเจน โอโซน และความร้อน ดังนั้น การแก้ไขข้อด้อยเหล่านี้สามารถทำได้โดยการเลือกเอาสมบัติที่ดีจากยางสังเคราะห์ชนิดอื่นมาทดแทน โดยการผสมยางธรรมชาติกับยางสังเคราะห์เข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ยางที่มีสมบัติเหมาะสมในการใช้งาน งานวิจัยนี้จึงสนใจศึกษาผลของสัดส่วนการผสมของยางธรรมชาติกับยางบีอาร์และยางธรรมชาติกับยางเอสบีอาร์ เพื่อจะได้นำผลการวิจัยไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมยางต่อไป

เมื่อวันที่ 18 ต.ค. ที่ห้องประชุมโรงแรมชาลอง อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ นายไกสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการ จ.กาฬสินธุ์ มอบหมายให้นายเธียรชัย อัจฉริยพันธ์ รองผู้ว่าราชการ จ.กาฬสินธุ์ นายอนันต์ศักดิ์ แย้มชื่น ผอ.โครงการชลประทานกาฬสินธุ์ พล.ต.ต.มนตรี จรัลพงศ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.กาฬสินธุ์ แถลงข่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ พร้อมลงพื้นที่ร่วมกับ พ.อ.มานพ ไขขุนทด รองผอ.กอ.รมน.กาฬสินธุ์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.กาฬสินธุ์ เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำในแม่น้ำชี และเข้าตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของพนังกั้นลำชีโดยเฉพาะจุดเสี่ยงตลอดเส้นทางพนังกั้นระยะทาง 57 กม.ในพื้นที่ อ.กมลาไสย และ อ.ฆ้องชัย หลังจากมีฝนตกลงมาในพื้นที่ และเป็นการเตรียมพร้อมรับมือมวลใหญ่จากเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น

ล่าสุดมีการเพิ่มปริมาณการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำชีวันละ 50 ล้าน ลบ.ม. และมวลน้ำจำนวนมหาศาลดังกล่าวจะเดินทางมาถึงพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ ช่วงวันที่ 24-25 ตุลาคม นี้ พร้อมทั้งมอบถุงยังชีพเครื่องอุปโภค บริโภค เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นและให้กำลังชาวบ้านท่ากลาง ต.เจ้าท่า อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ที่ประสบภัยน้ำท่วม โดยมีนายสัมฤทธิ์ กิตติโชติ สุขสงค์ นายอำเภอกมลาไสย และนายประสูตร บรรเทิง นายอำเภอฆ้องชัย พร้อมด้วยผู้นำท้องถิ่นรายงานสถานการณ์

นายไกสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการ จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์ล่าสุดพบว่าระดับน้ำชีตลอดระยะทางพนังกั้นลำชีในพื้นที่ อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งมีระยะทางกว่า 35 กม.สถานการณ์ยังคงไม่น่าเป็นห่วงมากนัก เนื่องจากพนังสูงและระดับน้ำยังต่ำกว่าพนังกั้นอยู่อีกกว่า 1 เมตร แต่ที่น่าเป็นห่วงคือตลอดระยะทางพนังกั้นลำชีในพื้นที่ อ.ฆ้องชัยกว่า 22 กม.สถานการณ์ปัจจุบันนั้นน่าเป็นห่วง เนื่องจากพนังกั้นน้ำค่อนข้างต่ำ และมีหลายจุดระดับน้ำในแม่น้ำชีหนุนสูงจนเกือบถึงขอบพนังกั้น โดยเฉพาะบริเวณจุดเสี่ยงที่ต่ำและเป็นประตูระบายน้ำ ซึ่งได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำเจ้าหน้าที่ร่วมกับประชาชนเร่งนำกระสอบทรายเข้าเสริมพนังให้สูงขึ้น และถมอัดดินให้พนังมั่นคงแข็งแรงมากขึ้น เพื่อป้องกันน้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรและบ้านเรือนประชาชนแล้ว พร้อมทั้งได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและทางอำเภอจัดเวรยามเฝ้าระวังจุดเสี่ยงตลอด 24 ชั่วโมง และติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ตามจุดต่างๆเพื่อช่วยสูบน้ำในพื้นที่น้ำท่วมออกสู่แม่น้ำชี รวมทั้งจัดเตรียมจุดอพยพไว้ที่วัดบ้านท่ากลาง ต.เจ้าท่า อ.กมลาไสย และบริเวณที่ทำการ อบต.ลำชี ต.ลำชี อ.ฆ้องชัย หากเกิดสถานการณ์น้ำท่วมขึ้น

อย่างไรก็ตามสำหรับสถานการณ์แม่น้ำชีปริมาณน้ำยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณเขื่อนระบายน้ำวังยาง ต.ลำชี อ.ฆ้องชัย จ.กาฬสินธุ์ ล่าสุดระดับน้ำหน้าเขื่อนและท้ายเขื่อนอยู่ที่ 140.44 ม.รทก.(เมตรเทียบกับทะเลปานกลาง) จากระดับกักเก็บปกติ 137 ม.รทก.ซึ่งเหลืออีกเพียง 61 ซม.ก็ใกล้จะเท่ากับระดับน้ำสูงสุดที่มีสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ซึ่งมีระดับอยู่ที่ 141.03 ม.รทก.โดยเจ้าหน้าที่ต้องแขวงบายประตูระบายน้ำทั้ง 6 บาน เพื่อระบายน้ำผ่านเขื่อน 1,088.62 ลบ.ม.ต่อวินาที หรือ 94.05 ล้าน ลบ.ม.

ส่วนสถานการณ์ท่วมล่าสุดในพื้นที่ อ.กมลาไสย และ อ.ฆ้องชัย มีบ้านเรือนประชาชนถูกน้ำท่วมรวม 11 หลังคาเรือน โรงเรียน 1 แห่ง วัด 1 แห่ง พื้นที่การเกษตรจำนวน 540 ไร่ ขณะที่สถานการณ์เขื่อนลำปาวล่าสุดมีน้ำไหลเข้า 16 ล้าน ลบ.ม.ทำให้ปัจจุบันมีปริมาณน้ำอยู่ที่ 1,815 ล้าน ลบ.ม.จากความจุกักเก็บ 1,980 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 92 % ซึ่งปัจจุบันยังคงปิดประตูระบายน้ำทั้ง 4 บาน และสามารถรับน้ำได้อีก 165 ล้าน ลบ.ม.เพื่อช่วยลดพื้นที่นำท่วมและไม่ให้มวลน้ำไหลไปสมทบกับแม่น้ำชีในช่วงนี้

นายสุวัฒน์ เจียระคงมั่น รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยถึงผลการการดำเนินโครงการส่งเสริมระบบเกษตรแบบแปลงใหญ่ หรือนาแปลงใหญ่ว่า จากเดิมโครงการนาแปลงใหญ่ที่กรมการข้าวดำเนินการนั้นรับสมัครเกษตรกรรวมกลุ่มตั้งแต่ 50 รายขึ้นไป พื้นที่รวมกัน 1,000 ไร่ขึ้นไป ทำให้มีกลุ่มที่เข้าร่วมดำเนินการในปี 2559 ที่ผ่านมาจำนวน 425 กลุ่ม คิดเป็นพื้นที่รวมกันประมาณ 1 ล้านไร่ จากพื้นที่ทำนาทั้งประเทศกว่า 60 ล้านไร่ ทั้งนี้ เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าร่วมโครงการได้มากขึ้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายให้ปรับหลักเกณฑ์เงื่อนไขใหม่ โดยลดจำนวนเกษตรกรเหลือกลุ่มละ 30 รายขึ้นไป และมีพื้นที่รวมกัน 300 ไร่ขึ้นไป และไม่จำเป็นต้องเป็นแปลงติดกันเป็นผืนเดียวกัน แต่ควรมีพื้นที่อยู่ภายในชุมชนใกล้เคียงกัน ส่งผลให้มีกลุ่มเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการในปีนี้อีกจำนวน 750 กลุ่ม รวมเป็น 1,175 กลุ่ม คิดเป็นพื้นที่นาแปลงใหญ่ 1.799 ล้านไร่

ในอดีตการผลิตข้าวของประเทศไทย เกษตรกรจะทำนาแบบต่างคนต่างทำ ทำให้เกิดปัญหาเรื่องต้นทุนการผลิตสูง ประสิทธิภาพการผลิตค่อนข้างต่ำ รายได้เกษตรกรจึงต่ำตามไปด้วย รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กรมการข้าวดำเนินโครงการนาแปลงใหญ่ โดยส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มเกษตรกร มีหน่วยงานภาครัฐบูรณการร่วมกับภาคเอกชน เข้าไปถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ ตลอดจนมีการเชื่อมโยงการตลาด เกษตรกรมีการบริหารจัดการที่ดีขึ้น การรวมกันซื้อปัจจัยการผลิตทำให้ต้นทุนต่ำลง รวมกันผลิตสินค้าที่มีคุณภาพตามความต้องการของตลาด สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทั้งด้านปริมาณและคุณภาพที่ดีขึ้นตามลำดับ

ที่ผ่านมามีกลุ่มนาแปลงใหญ่หลายแห่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีพื้นที่ปลูกข้าวคุณภาพระดับประเทศประสบความสำเร็จจากการเข้าร่วมทำนาแปลงใหญ่ เช่น กลุ่มผลิตข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้บ้านจันทร์หอม ตำบลหนองไผ่ อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ ที่สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ 20% จากเดิม ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 20% ที่สำคัญมีการแปรรูปผลผลิตเป็นข้าวสารที่ผ่านการรับรองคุณภาพมาตรฐาน GAP จากกรมการข้าว สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต ยกระดับรายได้ของสมาชิกกลุ่ม ก่อเกิดความเข้มแข็งสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

นางอ้อมทิพย์ สุทธิพงศ์เกียรติ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ในช่วงนี้มีฝนตกชุกหลายพื้นที่ หลังจากฝนตกทำให้อากาศร้อนชื้น และมีแดดจัดในช่วงกลางวัน เหมาะต่อการระบาดของศัตรูพืช โดยเฉพาะเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ซึ่งเป็นศัตรูพืชที่สำคัญชนิดหนึ่งที่สร้างความเสียหายต่อเผลผลิตข้าวของเกษตรกร โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวอย่างต่อเนื่อง 2-3 รอบการผลิตต่อปี ทำให้ไม่สามารถตัดวงจรการระบาดให้หมดไปได้ อีกทั้งยังมีการใช้สารเคมีที่ไม่ถูกต้อง

ทำให้เกิดการดื้อยา นอกจากนี้ capfundonline.com สารเคมียังไปทำลายศัตรูธรรมชาติที่คอยกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ส่งผลให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดทวีความรุนแรงมากขึ้น จนบางพื้นที่ความเสียหายรุนแรงถึงขั้นไม่มีผลผลิตเลย เนื่องจากเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยสามารถทำลายต้นข้าว โดยการดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณโคนต้นข้าวเหนือผิวน้ำ ทำให้ต้นข้าวมีอาการใบเหลืองแห้งตายเป็นหย่อมๆ ส่วนใหญ่จะพบตั้งแต่ระยะแตกกอถึงออกรวง อีกทั้งยังเป็นพาหะของโรคใบหงิกในข้าวอีกด้วย จึงขอแจ้งเตือนชาวนาให้คอยติดตามสถานการณ์การระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอย่างใกล้ชิด แม้ว่าขณะนี้ยังไม่พบการระบาดที่รุนแรง แต่ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ ให้สำรวจแปลงนาอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะแปลงนาที่ปลูกข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 และ กข 35

ด้าน นายสมคิด เฉลิมเกียรติ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวว่า หากพบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล 2-3 ตัว/กอ และเป็นระยะตัวอ่อนที่ยังไม่มีปีก แนะนำให้ใช้สารสกัดสะเดาผสมสารจับใบฉีดพ่นต่อเนื่อง 2-3 ครั้ง ทุก 5 วัน ในช่วงเย็นหรือช่วงแสงแดดอ่อน แต่ถ้าพบส่วนใหญ่เป็นตัวเต็มวัยมีปีก แนะนำให้ใช้เชื้อราบิวเวอร์เรียฉีดพ่นในช่วงแสงแดดอ่อนหรือช่วงเย็น โดยใช้เชื้อราบิวเวอร์เรีย 1 กิโลกรัม/น้ำ 40 ลิตร ผสมสารจับใบ ฉีดพ่น 1-2 ครั้ง ต่อเนื่องทุก 5 วัน หรือใช้กับดักแสงไฟจับตัวเต็มวัยมาทำลายควบคู่กันไปด้วย ถ้าในแหล่งที่พบการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล หากสามารถควบคุมระดับน้ำได้ตั้งแต่ช่วงหลังปักดำหรือหว่านข้าวแล้ว 2-3 สัปดาห์ จนถึงระยะตั้งท้อง ควรควบคุมระดับน้ำในนาให้พอดินเปียกหรือมีน้ำเรี่ยต้น นาน 7-10 วัน แล้วปล่อยให้น้ำขังทิ้งไว้ให้แห้งสลับกัน จะช่วยลดการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้

สำหรับพื้นที่ที่มีการระบาดมากจำเป็นต้องใช้สารเคมีต้องคำนึงถึงความถูกต้องและปลอดภัย เช่น ในระยะแตกกอพบตัวอ่อนเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมากกว่า 10 ตัว/กอ ให้ใช้สารฆ่าแมลงบูโพรเฟซิน หรือสารอีโทเฟนพรอกซ์ ส่วนในระยะข้าวตั้งท้องถึงออกรวง หากพบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมากกว่า 10 ตัว/กอ และไม่พบมวนเขียวดูดไข่หรือพบในปริมาณน้อย แนะนำให้ใช้สารไดโนทีฟูแรนหรือสารคาร์โบซัลเฟน ที่สำคัญการเลือกปลูกข้าวพันธุ์ต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลก็สามารถลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น พันธุ์พิษณุโลก 2 สุพรรณบุรี 2 กข 41 กข 47 และ กข 49 เป็นต้น แต่ไม่ควรปลูกพันธุ์เดียวกันติดต่อกันเกิน 4 ฤดูปลูก ฉะนั้นการควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลให้ได้ผลดีต้องใช้วิธีผสมผสานควบคู่กันไปและเกษตรกรควรสำรวจแปลงนาอย่างสม่ำเสมอ

นายดุสิต ทองทา สหกรณ์จังหวัดตราด เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการดำเนินกิจกรรมตามโครงการส่งเสริมการตลาดและสร้างเครือข่ายธุรกิจชายแดนเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ประจำปี 2560 โดยการเจรจาความร่วมมือ และลดอุปสรรคทางการค้ากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก ณ จังหวัดพระตะบอง จังหวัดเสียมเรียบ (เสียมราช) ราชอาณาจักรกัมพูชา ระหว่างขบวนการสหกรณ์ในจังหวัดตราด โดยมี นายสุจินต์ บุญเหลือ ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรเขาสมิง จำกัด ผู้แทนสหกรณ์ภาคการเกษตร นายสนั่น จั่นสังข์ รองประธานกรรมการ

ร้านสหกรณ์จังหวัดตราด จำกัด ผู้แทนศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ กับ Mr. Soy Bora super Market Heng Chay Lee Kingdom of Cambodia ผู้ประกอบการค้า จังหวัดพระตะบอง และ Mr.Hour Seakpeng Angkor Market Kingdom of Cambodia ผู้ประกอบการค้าจังหวัดเสียมเรียบ (เสียมราช) ราชอาณาจักรกัมพูชา ร่วมทำบันทึกข้อตกลง MOU เพื่อขยายปริมาณการค้า และการลงทุน ลดการพึ่งพาตลาดในประเทศที่สาม ยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ชายแดน และเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและยั่งยืน สามารถเห็นผลเป็นรูปธรรม มีประโยชน์ต่อสถาบันเกษตรกรในการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและการค้าชายแดน

สำหรับความร่วมมือดังกล่าว ถือเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าของจังหวัดตราด เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตามนโยบายของรัฐบาล มุ่งเน้นการส่งเสริมบทบาท และการใช้โอกาสในประชาคมอาเซียน ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และให้ความสำคัญกับการเพิ่มสัดส่วนการบริโภค และการลงทุน โดยให้ความสำคัญกับสินค้าเกษตร ด้านผลไม้เป็นหลัก เพื่อดำเนินการพัฒนาระบบ และขยายช่องทางการค้าให้มีประสิทธิภาพ นำรายได้สู่ประเทศ โดยเฉพาะผลไม้ที่เป็นเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น ทุเรียน เงาะ มังคุด และลองกอง เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังเป็นการช่วยเหลือสถาบันเกษตรกร ให้ขายผลผลิตทางการเกษตรได้ปริมาณมากขึ้น เพิ่มมูลค่าการส่งออกผลผลิตทางการเกษตรไปต่างประเทศ ให้สูงขึ้น และเพื่อประชาสัมพันธ์ และส่งเสริมภาพลักษณ์ สินค้าผลไม้ ผลผลิตทางการเกษตร และอื่นๆ ของจังหวัดตราด ให้เป็นที่ยอมรับในตลาดต่างประเทศ เกิดผลดี มีการเชื่อมโยงการผลิตและการตลาด สหกรณ์ผู้ผลิต สามารถผลิตสินค้าได้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เป็นที่ยอมรับและยกระดับคุณภาพสินค้า สหกรณ์มีขีดความสามารถในการแข่งขันและขยายโอกาสทางการค้าในต่างประเทศเพิ่มขึ้น ส่งผลให้สมาชิกสหกรณ์ มีการกินดี อยู่ดีอย่างยั่งยืนตลอดไป