ถ้าต้องการให้กล้วยออกปลีในทิศทางเดียวกันทุกหลุม โดยกล้วย

จะแทงปลีออกมาในทิศทางตรงกันข้ามกับรอยแผลนั่นเอง เมื่อวางหน่อเรียบร้อยก็จะนำดินส่วนที่เหลือกลบหลุมให้แน่น ถ้าเป็นการปลูกกล้วยในช่วงฤดูฝนก็ควรพูนดินให้สูง เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำขัง แต่ถ้าปลูกในช่วงฤดูอื่นก็ไม่จำเป็นต้องพูนดินสูง เพราะเวลาให้น้ำ น้ำที่ให้จะได้ไม่ไหลออกไป ส่วนการปลูกกล้วยแบบยกร่อง มักจะพบเห็นในพื้นที่ในเขตภาคกลาง

โดยเฉพาะกล้วยหอมที่มักจะนิยมปลูกกล้วยริมสันร่องทั้ง 2 ข้าง โดยตรงกลางจะเว้นเป็นทางเดิน โดยจะใช้ระยะปลูกถี่เพียง 3 เมตร เพราะเกษตรกรมักจะปลูกกล้วยใหม่ทุกปี และการวางหน่อปลูกก็จะนิยมหันรอยแผลที่เกิดจากการแยกหน่อไปทางร่องน้ำ เพื่อให้กล้วยตกเครือมาในทิศทางร่องทางเดิน เพื่อจะสะดวกในการเก็บเกี่ยวนั่นเอง

การให้น้ำแก่ต้นกล้วย แม้ว่าต้นกล้วยเป็นพืชที่ค่อนข้างทนต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ดี แต่ถ้าปลูกกล้วยเป็นการค้า การให้น้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งกล้วยมีความต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอ เนื่องด้วยกล้วยเป็นพืชใบใหญ่ ลำต้นอวบน้ำ และน้ำจะช่วยส่งเสริมเรื่องของการเจริญเติบโต ยกตัวอย่าง เช่น ในช่วงหน้าแล้งจึงไม่ควรให้ต้นกล้วยขาดน้ำ หน้าดิน ควรมีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ เพราะรากกล้วยส่วนใหญ่จะเจริญและแผ่กระจายเป็นจำนวนมากบริเวณผิวดิน วิธีการให้น้ำแก่ต้นกล้วยมีหลายวิธี เช่น ใช้สายยางเดินรด, ติดตั้งระบบน้ำแบบสปริงเกลอร์ ปล่อยน้ำเข้าร่องปลูก ฯลฯ

การใส่ปุ๋ยแก่ต้นกล้วย ค่อนข้างมีความสำคัญส่งผลถึงการเจริญเติบโต และผลผลิตที่จะออกมา โดยเกษตรกรมักจะเน้นการใส่ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ เช่น สูตร 16-16-16 อัตราการให้ประมาณ 200-300 กรัม หรือเฉลี่ย 1 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อปี โดยจะแบ่งใส่ 4 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 จะใส่หลังปลูกหน่อกล้วยไปแล้ว ประมาณ 1 สัปดาห์ ต่อจากนั้นทุกๆ 3 เดือน ก็จะมีการให้ปุ๋ย ครั้งที่ 2, 3 และ 4 ซึ่งการใส่ปุ๋ยเคมี ครั้งที่ 4 เกษตรกรหลายรายที่ใส่ใจในเรื่องของรสชาติ ก็มักจะเปลี่ยนจากสูตร 16-16-16 มาใช้ปุ๋ยเคมี สูตร 13-13-21 ก่อนการเก็บเกี่ยว

การตัดแต่งหน่อกล้วย หลังจากปลูกกล้วยได้ประมาณ 5-6 เดือน หน่อใหม่จะเกิดขึ้นมาก่อนที่กล้วยจะตกเครือเล็กน้อย ซึ่งเราควรเลือกไว้หน่อเพียง 2 หน่อแรกก็เพียงพอ เพื่อเตรียมไว้ทดแทนต้นแม่เดิมที่จะต้องถูกตัดทิ้งในอนาคต หน่อใหม่ที่เลือกควรอยู่ตรงกันข้ามกันของลำต้นเดิม โดยหน่อแรกๆ นั้นจะมีรากลึกและแข็งแรงถือว่าดีที่สุด ส่วนหน่อที่เกิดมาทีหลัง ชาวสวนมักเรียกว่า “หน่อตาม” ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้นมา จะทำให้กล้วยเครือเล็กลง จึงทำลายทิ้งเสียโดยการทำลายหน่อกล้วย ก็อาจจะวิธีการขุดหน่อออก แต่ต้องกระทำเฉพาะตอนที่กล้วยยังไม่ตกเครือเท่านั้น เพื่อไม่ให้ต้นกล้วยชะงักทำให้ผลกล้วยเล็กลงได้

การตัดแต่งใบกล้วย เนื่องจากใบกล้วยมีใบเจริญเติบโตออกมาเรื่อยๆ เมื่อใบใหม่ออกมา ใบเก่าก็จะแก่ และแห้งติดลำต้น ชาวสวนต้องหมั่นลอกกาบ ใช้ขอเกี่ยวสางตัดใบกล้วยออก โดยจะสางใบกล้วยที่แห้งและเป็นโรคออกอยู่เสมอ โดยถือหลักว่าถ้าใบแห้งและแก่มีสีเหลืองเกินกว่าครึ่งหนึ่ง หรือ 50% ของใบกล้วยก็ควรตัดทิ้ง เพราะถือว่าไม่มีประโยชน์ในการสังเคราะห์แสงแต่อย่างใด โดยมักจะเลี้ยงใบไม่น้อยกว่า 7-8 ใบ และเมื่อเครือจวนแก่ก็แต่งใบให้เหลือ 4-5 ใบ ก็เพียงพอ

การค้ำต้นกล้วย เมื่อเครือกล้วยใกล้แก่ มีน้ำหนักค่อนข้างมาก จะทำให้ต้นโค่นล้มได้ง่าย หรือมีลมพัดแรงๆ ชาวสวนต้องมีไม้ไผ่หรือไม้เนื้ออ่อนที่มีง่ามไว้ค้ำยันเครือกล้วย

เมื่อกล้วยมีอายุได้ประมาณ 8-12 เดือน นับตั้งแต่วันปลูกกล้วยน้ำว้า (รวมถึงกล้วยไข่, กล้วยหอม) จะออกปลีในระยะใกล้เคียงกัน ก่อนที่กล้วยจะแทงปลีจะสังเกตได้ว่ากล้วยจะแทง “ใบธง” คือ ใบจะมีลักษณะไม่เหมือนใบทั่วไป เป็นใบขนาดเล็ก ใบชี้ตรงขึ้นท้องฟ้า เมื่อเห็นใบธง เป็นสัญญาณให้เราทราบว่า กล้วยของเรากำลังจะออกปลี ซึ่งปลีกล้วยจะโผล่พ้นตายอดแล้วจะเริ่มทยอยบานให้เห็นดอกกล้วย (หวีกล้วย) ดอกจะบานไล่เวียนลงมา ซึ่งจะเจริญเป็นหวีกล้วยต่อไป ไม่นานปลีจะบานถึงดอกกล้วย หรือ หวีกล้วย ซึ่งมีขนาดเล็กไม่สมบูรณ์อยู่ส่วนปลายของปลี

ซึ่งชาวสวนกล้วยเรียก “หวีตีนเต่า” โดยช่วงระยะเวลาการบานของดอกกล้วยจะใช้เวลาประมาณ 10-17 วัน หลังจากตกปลี เมื่อเห็นว่าดอกกล้วยบานเกือบสุดแล้ว ก็ต้องตัดปลีออก เพื่อช่วยให้ผลกล้วยมีการเติบโตได้เต็มที่ กล้วยจะใช้ระยะเวลาประมาณ 100-110 วัน หลังจากปลีโผล่พ้นยอดออกมา หรือสังเกตที่ผลกล้วยในส่วนรวมของเครือว่าจะมีลักษณะผลค่อนข้างกลมไม่เป็นเหลี่ยม

การเก็บเกี่ยวกล้วยเมื่อเห็นว่าผลแก่ ก็ให้เก็บเอาไม้ค้ำเครือกล้วยออก การตัดเครือกล้วยก็ต้องทำด้วยความระมัดระวัง แนะนำให้ใช้มีดฟันที่กลางลำต้นกล้วยให้ลึก พอที่จะทำให้ลำต้นกล้วยจะค่อยเอนโน้มมาในทิศทางของผู้รับยืนอยู่ หากไม่มีความชำนาญก็ต้องช่วยกันตัดกล้วยสัก 2 คน โดยคนหนึ่งตัด อีกคนคอยรับเครือกล้วย เมื่อตัดเครือกล้วยลงมาได้แล้ว ให้นำเครือกล้วยให้ตั้งปลายเครือกล้วยขึ้นข้างบน ให้รอยตัดอยู่ข้างล่าง ตั้งกับพื้น เพื่อไม่ให้ยางกล้วยไหลย้อนลงมาเปื้อนหวีกล้วย กัดผิวกล้วย

เกษตรกรในจังหวัดสงขลา ได้เริ่มหันมาปลูกส้มหัวจุกกันมาก ซึ่งเป็นส้มพันธุ์พื้นเมืองของภาคใต้ เนื่องจากเป็นส้มที่ตลาด มีความต้องการสูงและหายาก อีกทั้งราคาดี และเป็นผลไม้เศรษฐกิจทางเลือกใหม่ ที่สามารถจะสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้อย่างงดงามในแต่ละปี

คุณธีรพงษ์ ทองวงศ์ บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้พกเอาความรู้ และอุดมการณ์จากรั้วพ่อขุน อาสาลงสมัครการเมืองท้องถิ่นที่บ้านเกิดได้เพียงสมัยเดียว ก็หันหลังให้กับการเป็นนักการเมืองท้องถิ่น มายึดอาชีพเกษตรกรรมตามรอยบรรพบุรุษบ้านไร่อ้อย หมู่ 5 ต.ฉลุง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยโค่นต้นยาง เพื่อนำที่ดินสวนยางพารา 6 ไร่ มาปลูกส้มหัวจุก ทำให้หลายคนแปลกใจ ที่กล้าตัดต้นยางทิ้ง ทั้งๆ ที่ราคาน้ำยางและยางแผ่นสูง

คุณธีรพงษ์ ใช้เวลาเพียง 3 ปี ก็ประสบความสำเร็จ ปัจจุบันมีส้มหัวจุกที่กำลังให้ผลผลิตออกสู่ตลาด 150 ต้น มีแม่ค้ามารับซื้อถึงที่สวน เพื่อส่งขายในตลาดหาดใหญ่ ในราคาไม่ต่ำกว่า กิโลกรัมละ 70 บาท และมีปริมาณการสั่งซื้ออย่างไม่จำกัดจำนวน บางครั้งไม่เพียงพอกับความต้องการ โดยขณะนี้สวนส้มให้ผลผลิตได้ประมาณ 3,000 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อปี และหากสภาพอากาศเอื้ออำนวย มีการดูแลที่ดี ส้มจุกของคุณธีรพงษ์ สามารถให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นอีกเกือบ 2 เท่าตัว

คุณธีรพงษ์ บอกอีกว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการเพาะพันธุ์ส้มหัวจุกของตนเอง เพื่อขยายพื้นที่การปลูกเพิ่มขึ้นอีก 2,000 ต้น เพราะเป็นผลไม้เศรษฐกิจ ที่อนาคตสดใสอีกตัวหนึ่ง นับตั้งแต่เก็บเกี่ยวผลิตมา 4 ปี ราคาไม่เคยต่ำกว่ากิโลกรัมละ 70 บาท

“เพราะส้มพันธุ์พื้นเมืองของภาคใต้ ที่กำลังหารับประทานยาก มีพื้นที่การปลูกน้อยลง และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่คนส่วนใหญ่ชอบ เพราะลูกใหญ่ รสหวาน กลมกล่อม อมเปรี้ยว เนื้อหนา และเวลาปอกเปลือกผิวจะหอมมาก”

สำหรับระยะเวลาการปลูก เพียง 3-4 ปี ก็เริ่มให้ผลิตขายได้ คุณธีรพงษ์ บอกเคล็ดลับการปลูกส้มหัวจุกให้ประสบความสำเร็จว่า จะต้องมีระบบการจัดการสวนที่ดี ทั้งการดูแล ให้น้ำ ให้ปุ๋ย โดยเฉพาะพันธุ์ส้มหัวจุกที่จะนำมาปลูกต้องปลอดโรค โดยคุณธีรพงษ์ซื้อมาจากคณะทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งได้มีการปรับปรุงสายพันธุ์ให้ปลอดโรค ทั้งยังมีระบบการจัดการกับแมลงวันทอง ซึ่งเป็นศัตรูตัวร้ายของส้มหัวจุก

คุณธีรพงษ์ ไม่ใช้สารเคดี แต่ใช้สารล่อแมลงไว้ในขวดพลาสติก ซึ่งได้ผลมากกว่า และจะได้ส้มหัวจุกที่มีคุณภาพปลอดสารพิษลูกโต สามารถทำเงินได้อย่างงดงาม ปัจจุบันนอกจากสวนส้มหัวจุกของคุณธีรพงษ์จะประสบความสำเร็จในเชิงเศรษฐกิจแล้ว ยังกลายเป็นจุดถ่ายทอดความรู้การปลูกส้มหัวจุกประจำตำบลฉลุงอีกด้วย โดยมีหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งเกษตรกร เดินทางมาศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง และได้ทำเรื่องส่งไปยังกรมวิชาการเกษตรเพื่อให้สวนส้มหัวจุก เป็นแหล่งผลิตพืช GAP หรือพืชปลอดสารพิษ

สำหรับเกษตรกรที่สนใจ ต้องการสอบถามข้อมูลการปลูกส้มหัวจุกให้ประสบความสำเร็จ หรือต้องการไปศึกษาดูงานในพื้นที่สามารถโทรติดต่อไปได้ที่ คุณธีรพงษ์ ทองวงศ์ โทร. 081-969-3928

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมคณะ ได้เดินทางไปลงพื้นที่ไปหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี และพบกับเกษตรกรผู้เพาะปลูกมะม่วงและผลไม้อื่น พร้อมรับฟังแนวทางการดำเนินการของเกษตรกรพร้อมปัญหาศัตรูพืชจากเกษตรกร จำนวน 10 กลุ่ม กว่า 250 คน มีเกษตรกรเครือข่าย 450 หลังคาเรือน โดยพื้นที่ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ ประมาณ 7,000 ไร่ เป็นมะม่วงน้ำดอกไม้ที่มีคุณภาพสำหรับการส่งออก

ทั้งนี้ ในพื้นที่พบปัญหาแมลงวันทองหรือแมลงผลไม้ ซึ่งเป็นแมลงศัตรูพืชที่สำคัญของผลไม้ในประเทศไทย นอกจากหนอนแมลงวันผลไม้ที่ฟักตัวออกมาจะกัดกินภายในผลไม้ทำให้เน่าเสียแล้ว ยังก่อให้เกิดปัญหาที่ต่างประเทศกีดกันไม่ให้นำผลไม้จากประเทศไทยผ่านเข้าประเทศปลายทางได้ ยกเว้นผลไม้ที่ผ่านการกำจัดแมลงทางกักกันพืช เช่น การอบไอน้ำ การฉายรังสี การรมด้วยสารเคมี เป็นต้น

หลังรับฟังปัญหา ดร.สุวิทย์ กล่าวว่า ตนได้มอบให้สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) เข้าไปทำหมันแมลงวันทองในพื้นที่ อ.หนองวัวซอ ให้เป็นพื้นที่นำร่องทำหมันด้วยรังสี ซึ่งเป็นวิธีการควบคุมแมลงเชิงรุกตั้งแต่ในแปลงปลูกที่ใช้ได้ผลในหลายประเทศและในประเทศไทยมีการนำเทคนิคนี้มาใช้ในหลายพื้นที่ โดยการปล่อยแมลงวันผลไม้สายพันธุ์หลังขาวที่เป็นหมันร่วมกับวิธีอื่น ในพื้นที่ควบคุมแมลงวันผลไม้ พบว่า จำนวนแมลงวันผลไม้สายพันธุ์ปกติจะลดลง 96.02% เพราะจำนวนดักแด้ลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการควบคุมแมลงวัน และการใช้แมลงวันสายพันธุ์หลังขาวในการตรวจสอบติดตามประชากรแมลงวัน พบว่า มีความถูกต้องในการจำแนกแมลงที่เป็นหมันออกจากแมลงในธรรมชาติมากกว่า ใช้เวลา และต้นทุนวัสดุน้อยกว่า

วิธีการนี้ ใช้ได้ผลในหลายประเทศมาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา (ฟลอริดา) เม็กซิโก ออสเตรเลีย อาร์เจนตินา เปรู ชิลี อิสราเอล และในประเทศไทยมีการนำเทคนิคนี้มาใช้ในหลายพื้นที่เช่นเดียวกัน ได้แก่ ดอยอ่างขาง จ.เชียงใหม่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี อ.บ้านฉาง จ.ระยอง อ.สากเหล็ก จ.พิจิตร อ.ขลุง จ.จันทบุรี และ อ.ลอง จ.แพร่ พบว่าสามารถลดความเสียหายผลไม้ของเกษตรกรที่ถูกทำลายโดยแมลงวันผลไม้ในธรรมชาติได้มาก โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จะนำผู้ส่งออกผัก ผลไม้สดไปยังต่างประเทศ จัดทำเกษตรพันธสัญญากับเกษตรกรผู้เพาะปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้เพื่อการส่งออกทันทีถ้าทำสำเร็จ

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พระราชทานสุนัขทรงเลี้ยง คุณเบอร์สามและคุณวัง แสดงความสามารถในพิธีเปิดงาน “มหกรรมสัตว์เลี้ยงแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 14” เที่ยวชมสัตว์เลี้ยง สัตว์แปลก สัตว์หายาก และชมการประกวดสัตว์เลี้ยงชิงถ้วยรางวัลพระราชทาน พร้อมแลกเปลี่ยนความรู้ด้านสัตว์เลี้ยงประเภทต่างๆ ครบครันในงานเดียว

เครือเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมกับ กรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมการสัตว์ทหารบก สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยรามคำแหง ตลาดกลางปลาสวยงามและสัตว์เลี้ยง (ฟิชวิลเลจ) สมาคม/ชมรมสัตว์เลี้ยงต่างๆ กว่า 50 องค์กร จัดพิธีเปิดงาน “มหกรรมสัตว์เลี้ยงแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 14” โดยมี พลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานในพิธี ท่านจรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี และนายวัลลภ เจียรวนนท์

ประธานคณะกรรมการดำเนินการฯ ร่วมเป็นเกียรติในงาน นายทศพล เผื่อนอุดม นายอำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ให้เกียรติกล่าวต้อนรับ โดยมี นายสารกิจ ถวิลประวัติ รองประธานคณะกรรมการดำเนินการฯ กล่าววัตถุประสงค์การจัดงาน พร้อมร่วมชมการแสดงความสามารถของสุนัขทรงเลี้ยง คุณเบอร์สามและคุณวัง โดยงานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-16 ธันวาคม 2561 ณ ตลาดกลางปลาสวยงามและสัตว์เลี้ยง (ฟิชวิลเลจ) อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ที่ผ่านมา

นายวัลลภ เจียรวนนท์ ประธานคณะกรรมการดำเนินการงานมหกรรมสัตว์เลี้ยงแห่งประเทศไทย กล่าวว่า งานมหกรรมสัตว์เลี้ยงแห่งประเทศไทย จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 14 ซึ่งในปีนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พระราชทานสุนัขหลวงทรงเลี้ยง มาแสดงความสามารถภายในงานจำนวน 6 สุนัข ได้แก่ คุณแกงเขียวหวาน คุณเบอร์หนึ่ง คุณเบอร์สอง คุณเบอร์สาม คุณป่าสัก และคุณวัง ร่วมแสดงความสามารถทั้ง 3 วันของการจัดงาน ซึ่งแสดงวันละ 2 สุนัข

นอกจากนี้ มีการประกวดสัตว์เลี้ยงชิงถ้วยรางวัล พระราชทาน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ โดยมีสัตว์เลี้ยงชนิดต่างๆ เข้าร่วมประกวด ได้แก่ สุนัข แมว ปลาสวยงาม นกสวยงาม นกพิราบแข่ง ไก่แจ้ ไก่แจ้สายพันธุ์ดั้งเดิม ไก่สวยงาม ไก่ซารามอ ไก่พื้นเมือง แพะเนื้อ แพะนม และแกะ แบ่งย่อยออกเป็นทั้งสิ้น 37 ชนิด

“งานมหกรรมสัตว์เลี้ยงแห่งประเทศไทย นับเป็นการรวบรวมสัตว์เลี้ยงมากที่สุดไว้ในงานเดียว จัดขึ้นเพื่อกระตุ้นให้เยาวชนไทยหันมาสนใจสัตว์เลี้ยงมากขึ้น ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ซึ่งเป็นการช่วยพัฒนาทางด้านอารมณ์และจิตใจ อีกทั้งสนับสนุนให้ครอบครัวได้มีกิจกรรมร่วมกัน เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างครอบครัว โดยมีสัตว์เลี้ยงเป็นสื่อกลาง นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยพัฒนาวงการสัตว์เลี้ยงของไทยในทุกๆ ด้าน ให้มีมาตรฐานสู่ระดับสากล ก่อให้เกิดอาชีพการขยายพันธุ์ และพัฒนาพันธุ์สัตว์เลี้ยงเพื่อจำหน่ายเพิ่มมากขึ้น ตลอดจนสามารถส่งออกสัตว์เลี้ยงไทยไปยังต่างประเทศซึ่งเป็นการช่วยสร้างรายได้สู่ประเทศอีกทาง” นายวัลลภกล่าว

ภายในงานพบกับการแสดงสัตว์เลี้ยงต่างๆ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของงาน อาทิ การประกวดเกมส์กีฬาสุนัขพันธุ์ใหญ่และสุนัขพันธุ์เล็ก พร้อมการโชว์สุนัขบวกเลข การแสดงสุนัขช่วยเหลือและค้นหาผู้ประสบภัย โชว์ความน่ารักของแมวมันช์กิ้น เป็นแมวที่ขาสั้น ซึ่งเป็นลักษณะแตกต่างจากแมวพันธุ์อื่น โชว์แมวไทย 5 สายพันธุ์ ได้แก่ 1.วิเชียรมาศ 2.ขาวมณี 3.ศุภลักษณ์ 4.สีสวาด 5.โกญจา (โชว์แมวไทย 5 สายพันธุ์ จัดแสดงเฉพาะวันเสาร์ อาทิตย์ เท่านั้น) การประกวดปลากัดสีอัญมณีสยาม การจัดแสดงนกสวยงามในกรงขนาดยักษ์

โชว์นกตระกูลฟินซ์ นกเลิฟเบิร์ด โชว์นกมาคอว์ ซันคอนัวร์ ที่บินอิสระภายในงาน สามารถถ่ายภาพกับนกบนบ่าอย่างใกล้ชิด อีกทั้งมีประมูลนกในราคาพิเศษ มีกิจกรรมแจกนกให้กับคนที่มาร่วมงาน การจัดแสดงแพะแคระ ซึ่งตัวเล็กเท่าลูกสุนัข รวมทั้งการจัดแสดงและให้ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์แปลกหายาก (Exotic Pet) เช่น ลิงกระรอก อามาดิลโล ตั๊กแตนใบไม้ งานนี้ยังรวมไก่หลากหลายสายพันธุ์มากที่สุดในประเทศ ทั้งไก่พื้นเมือง ไก่พื้นเมืองสายพันธุ์เหล่าป่าก๋อย ไก่แจ้ ไก่ซาลามอ ไก่สวยงามนานาชาติและการประชันเสียงไก่แจ้สายพันธุ์ดั้งเดิม เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการให้ความรู้ต่างๆ ได้แก่ การจัดแสดงนิทรรศการปลาสวยงามที่มีการส่งออกมากที่สุด 10 ชนิด นิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับสัตว์ทะเลมีพิษ นอกจากนี้ผู้มาร่วมงานยังสามารถนำสัตว์เลี้ยงมาตรวจสุขภาพและขอรับคำปรึกษาจากสัตวแพทย์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล รวมทั้งพบกับการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงต่างๆ อาหารสัตว์ ยาสัตว์ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องในราคาพิเศษอีกด้วย

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2561 องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) บึงกาฬ และจังหวัดบึงกาฬ เจ้าภาพหลักในการจัด “งานวันยางพารา บึงกาฬ 2562” ได้เปิดเวทีเสวนาปราชญ์ชาวบ้าน ในหัวข้อ “วิสาหกิจชุมชนยางพาราต้นแบบ” โดย คุณธนวนิช ชัยชนะ ประธานวิสาหกิจชุมชนยางพาราเหล่าทอง จังหวัดบึงกาฬ

ต้นแบบประชารัฐ จังหวัดบึงกาฬคุณธนวณิช ชัยชนะ หรือ “คุณอ๊อด” เป็นเกษตรกรหัวก้าวหน้า ที่สวมหมวกหลายใบในฐานะ ประธานเกษตรแปลงใหญ่ จังหวัดบึงกาฬ และเป็นประธานวิสาหกิจชุมชนยางพาราเหล่าทอง ขณะเดียวกัน คุณอ๊อด ยังมีธุรกิจส่วนตัว ในฐานะกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีแก้วรับเบอร์เทค จำกัด

คุณอ๊อด มีอาชีพทำสวนยางพารา 76 ไร่ ในพื้นที่อำเภอโซ่พิสัย ยางก้อนถ้วยมีปัญหาโดนกดราคารับซื้อจากพ่อค้าคนกลางมาโดยตลอด คุณอ๊อดจึงรวมกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางในท้องถิ่น นำน้ำยางสดมาแปรรูปเป็นยางแผ่นออกจำหน่าย ปรากฏว่า ขายได้ราคาดีและมีผลกำไรมากขึ้น

ต่อมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินกิจกรรม “โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกร ซึ่งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนยางพาราเหล่าทอง เป็นหนึ่งในสถาบันเกษตรกรที่ได้เงินทุนสนับสนุนการแปรรูปยางจากโครงการ 9101

คุณอ๊อด กล่าวว่า ช่วงเกิดปัญหายางพาราตกต่ำ ผมเป็นแกนนำรวมกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางอำเภอโซ่พิสัย จัดตั้ง กลุ่มวิสาหกิจชุมชนยางพาราเหล่าทอง เพื่อรับซื้อน้ำยางสดจากเกษตรกร นำมาแปรรูปเป็นที่นอนยางพารา หมอนยางพารา ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจาก โครงการ 9101 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มยางพารา

หมอนยางและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพาราของกลุ่มฯ ส่งขายทั้งในประเทศและส่งออกไปขายประเทศจีน สปป.ลาว รัสเซีย สร้างรายได้หมุนเวียนเข้าสู่ท้องถิ่นมากกว่า 1 ล้านบาท ต่อปี จึงถูกยกย่องว่าเป็นวิสาหกิจชุมชนยางพาราต้นแบบ ที่หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันเกษตรกรแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชมกิจการอย่างต่อเนื่อง “ ปัจจุบัน สินค้าของกลุ่มวิสาหกิจฯ เน้นผลิตเพื่อการส่งออก โดยเฉพาะตลาดจีน เพราะเป็นตลาดที่มีประชากรจำนวนมาก กำลังซื้อสูง ประกอบกับคนจีนให้ความสำคัญด้านสุขภาพ ซึ่งหมอนยาง อยู่ในกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพเพราะเป็นสินค้าแฮนด์เมด ผลิตจากน้ำยางธรรมชาติ 100% ปลอดไรฝุ่น ช่วยลดอาการปวดคอ ปวดหลัง นอนหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ” คุณอ๊อด กล่าว

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนยางพาราเหล่าทองในวันนี้ เกิดความร่วมมือความร่วมใจของกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางพาราในอำเภอโซ่พิสัย และ บริษัท ศรีแก้วรับเบอร์เทค จำกัด เข้ามาดูแลด้านการตลาด ภายใต้การสนับสนุนของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

การดำเนินงานของ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนยางพาราเหล่าทอง สอดคล้องกับนโยบายประชารัฐของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นให้เกิดความร่วมมือกันระหว่าง หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชน ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ส่งเสริมคุณภาพชีวิต สร้างโอกาส สร้างอาชีพ เพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ลดความเลื่อมล้ำทางสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย

“ การดำเนินงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนยางพาราเหล่าทอง ตอบโจทย์นโยบาย “ประชารัฐ” ของรัฐบาล ทำให้ทางกลุ่มวิสาหกิจฯ ได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้ด้านผลิตและแปรรูปยาง จากหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษา มีโอกาสกู้เงินดอกเบี้ยต่ำ จากสถาบันการเงินของรัฐบาล นำมาขยายการลงทุนแปรรูปยางพาราอย่างต่อเนื่อง” คุณอ๊อด กล่าว

ที่ผ่านมา กลุ่มวิสาหกิจชุมชนยางพาราเหล่าทอง ได้รับองค์ความรู้เรื่องการผลิตหมอนยางพาราและการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา มาจาก รศ. อาซีซัน แกสมาน ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนานวัตกรรมยางพารา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่แล้ว ทางสถาบันฯยังรับเป็นที่ปรึกษาการผลิต “รองเท้าเด็กนักเรียน” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพาราตัวใหม่ล่าสุดของกลุ่มฯ ที่ใช้เงินลงทุนจำนวน 10 ล้านบาท

คุณอ๊อด วางแผนผลิตรองเด็กนักเรียนชาย-หญิง ระดับประถมศึกษา จำนวน 10,000 คู่ ป้อนเข้าสู่ตลาดในปี 2562 และในอนาคต ทางกลุ่มฯ วางแผนพัฒนาต่อยอดเพิ่มจำนวนสินค้ายางเข้าสู่ตลาดให้มากขึ้น เช่น เข็มขัด กระเป๋านักเรียน สระน้ำยางพารา เป็นต้น

พื้นที่ 1 ไร่ ได้ 1 ล้าน ทำได้จริง ที่บึงกาฬ

นอกจากนี้ คณะผู้จัดงานได้เชิญคุณสมพรชัย องอาจ หรือคุณโหน่ง Young Smart Farmer จังหวัดบึงกาฬ เป็นวิทยากรเวทีเสวนาปราชญ์ชาวบ้านในหัวข้อ “พื้นที่ 1 ไร่ ได้ 1 ล้าน” ซึ่งได้รับความสนใจจากเกษตรกรจำนวนมาก เพราะคุณโหน่งเป็นเกษตรกรหนุ่มหัวก้าวหน้าที่มีไอเดียการลงทุนที่น่าสนใจ เขาวางแผนใช้ประโยชน์พื้นที่ทำกินอย่างคุ้มค่า ที่ดิน 1 ไร่ แต่สร้างเงินเข้ากระเป๋าได้ทุกวัน รวมรายได้ต่อปีสูงถึง 1 ล้านบาท เลยทีเดียว

ปัจจุบัน คุณโหน่ง เป็นเจ้าของ “องอาจฟาร์ม” อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 280 หมู่ที่ 5 ตำบลบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ เขาเปิดบ้านเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวด้านการเกษตร ทั้งกิจการประมง ปศุสัตว์ และปลูกพืชสวนครัว เพาะเห็ด ฯลฯ ภายใต้แนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยมุ่งผลิตสินค้าเกษตรปลอดสารพิษเพื่อสุขภาพเป็นหลัก