ถ้าหากศึกษาความเป็นมาของวันต้นไม้ประจำปีในภูมิภาคสากล

วันต้นไม้ประจำปีถือกำเนิดตั้งแต่ครั้งแรก มีมานานแล้ว คือในประเทศสหรัฐอเมริกา มีการเสนอต่อสภาการเกษตรของมลรัฐ NEBRASKA ได้รับความเห็นชอบและมีการสนับสนุนให้วันต้นไม้ประจำปีครั้งแรกของโลก เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2415 เป็นเวลาร้อยกว่าปีแล้ว โดยรณรงค์ให้ประชาชนร่วมกันปลูกต้นไม้ได้มากกว่าหนึ่งล้านต้น จึงถือปฏิบัติกันสืบมา และมลรัฐอื่นๆ ก็ดำเนินการตามความคิดนี้แพร่ขยายไปทั่วโลก มีมากกว่า 61 ประเทศ ที่กำหนดให้มีวันต้นไม้ด้วย

ในประเทศไทย ปี พ.ศ. 2481 กรมป่าไม้ ได้เชิญชวนข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน ร่วมกันปลูกต้นไม้ในวันชาติ ซึ่งตรงกับวันที่ 24 มิถุนายน เป็นครั้งแรก ที่มีการปลูกต้นไม้แบบทำกันในต่างประเทศ เรียกว่า Arbor Day ในปี พ.ศ. 2484 กรมป่าไม้ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ในส่วนภูมิภาคดำเนินการร่วมกับคณะกรรมการจังหวัดและอำเภอปลูกต้นไม้ในวันชาติ 24 มิถุนายน 2484 ถือเป็นวันต้นไม้ประจำปีอย่างเป็นทางการครั้งแรก

ปี พ.ศ. 2503 ได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ยกเลิก จาก “วันชาติ” และมีมติใหม่กำหนดให้ “วันเข้าพรรษา” เป็นวันต้นไม้ประจำปีของชาติแทน และในพ.ศ. 2532 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เสนอคณะรัฐมนตรีว่าสภาพฤดูกาลเปลี่ยนแปลงไป ต้นไม้ที่ปลูกวันเข้าพรรษากลางฤดูฝนถ้าหากฝนทิ้งช่วงจะเกิดสภาวะขาดแคลนน้ำ ต้นไม้ที่ปลูกไว้จะได้รับความเสียหาย จึงขอให้พิจารณาอนุมัติให้ “วันวิสาขบูชา” ซึ่งอยู่ในช่วงเดือนพฤษภาคมในระยะเริ่มต้นฤดูฝน เป็นวันต้นไม้ประจำปีของชาติแทน จึงถือปฏิบัติถึงปัจจุบัน กรมป่าไม้จึงได้ดำเนินการจัดงานวันต้นไม้ประจำปีของชาติเป็นประจำทุกปี เพื่อให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของวันดังกล่าว โดยมีกิจกรรมปลูกต้นไม้แบบประชาอาสา จัดนิทรรศการเผยแพร่ความรู้ ให้ผู้สนใจและสถานศึกษาหรือหน่วยงานต่างๆ ร่วมกิจกรรมในวันสำคัญของกรมป่าไม้ ในแต่ละปี ดังนี้

วันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ กำหนดให้เป็นวันที่ 14 มกราคม ของทุกปี ด้วยเหตุผลที่ว่าป่าไม้เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ ให้ประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ช่วยรักษาความสมดุลของสภาวะแวดล้อม และป้องกันภัยธรรมชาติ รวมทั้งเชื่อมโยงกับการลดปัญหาที่จะประสบภาวะโลกร้อนด้วย ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2533 กำหนดให้วันที่ 14 มกราคม ของทุกปี จัดกิจกรรมวันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ โดยมีการจัดนิทรรศการเผยแพร่ความรู้ แจกกล้าไม้ แจกเอกสาร ประกวดภาพวาด คำขวัญ จัดอบรมเชิญชวนให้งดเว้นการตัดไม้ทำลายป่า เป็นวันลด ละ เลิก การบุกรุกแผ้วถางป่า รวมทั้งร่วมมือร่วมใจปลูกต้นไม้ทดแทนในป่าที่ถูกตัดหรือถูกบุกรุกทำลาย

วันป่าไม้โลก (World Forestry Day)

กำเนิดขึ้นจากการประชุมของสมาพันธ์การเกษตรแห่งยุโรป ครั้งที่ 23 และรัฐบาลภาคีสมาชิกขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2514 และมีมติเห็นพ้องร่วมกันสนับสนุนให้วันที่ 21 มีนาคม ของทุกปี เป็นวันป่าไม้โลก เพื่อเตือนใจชาวโลกให้ระลึกถึงความสำคัญของป่าไม้ และประโยชน์ต่างๆ ที่มนุษย์ได้รับจากป่า และเป็นการสร้างจิตสำนึกของสาธารณชน รวมทั้งเพื่อร่วมเฉลิมฉลองและเผยแพร่ข่าวสารในวันพิเศษ ซึ่งเป็นวันที่มีกลางวันและกลางคืนยาวเท่ากัน (Equinox) โดยมีประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปร่วมรณรงค์และมีประเทศที่เข้าร่วมเพิ่มขึ้น ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย เนปาล ปากีสถาน ฯลฯ สนับสนุนการอนุรักษ์ป่าไม้ให้ยั่งยืนตลอดไป

วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ

จากพระกระแสรับสั่งของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ว่า “ฉันอยากจะปลูกป่า” ด้วยพระราชปณิธาน ขององค์สมเด็จย่าของปวงชนชาวไทย ที่จะฟื้นฟูป่าของประเทศซึ่งกำลังเสื่อมโทรม ให้มีความสมบูรณ์ขึ้นอีกครั้ง ให้เป็นป่าที่สวยงาม อุดมไปด้วยพฤษชาตินานาพรรณที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ ทั้งไม้ใช้สอย ไม้ผล ไม้ดอกไม้ประดับสวยงาม และทรงมุ่งหวังที่จะให้เกิดความสมดุลตามธรรมชาติ เพื่อเป็นมรดกของลูกหลานไทยต่อไป เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อพระองค์ท่าน ที่ทรงงานพัฒนาชนบทของประเทศไทยเฉพาะการฟื้นฟูสมดุลของธรรมชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เสนอคณะรัฐมนตรี กำหนดให้วันพระราชสมภพของพระองค์ คือ วันที่ 21 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ เพื่อปวงชนชาวไทยได้มีโอกาสแสดงความเสียสละแรงกายแรงใจ รวมทั้งความสามัคคีน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นราชสักการะแด่พระองค์ ด้วยการร่วมกันบำรุงรักษาต้นไม้ที่ปลูกไว้ตามสถานที่ต่างๆ โดยการใส่ปุ๋ย พรวนดิน ปลูกซ่อมต้นไม้ ถากถางวัชพืช ซึ่งกรมป่าไม้มีการจัดนิทรรศการเผยแพร่ความรู้ทั่วไปพร้อมกันทั่วประเทศ

สำหรับวันคล้ายวันสถาปนากรมป่าไม้ ได้เคยกล่าวรายละเอียดในฉบับที่ผ่านมาแล้ว จากความเป็นมาซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ให้ตั้งกรมป่าไม้ขึ้น เมื่อวันที่ 18 กันยายน ร.ศ. 115 (พ.ศ. 2439) เพื่อรับผิดชอบดูแลกิจการด้านป่าไม้ทั้งปวงทั่วประเทศไทย และทางราชการก็ถือเอาวันนี้เป็นวันสถาปนากรมป่าไม้ตลอดมา

มีคำกล่าวในหนังสือ “วันต้นไม้ประจำปีแห่งชาติ 2536” เชิญชวนมาปลูกต้นไม้กันเถิด โดยสรุปไว้ว่า “ปลูกต้นไม้ ปลูกชีวิต ลดมลพิษ ให้มวลชน” ขอเสริมด้วยสักคนว่า … “ปีนี้ได้ปลูกต้นไม้สักต้นแล้วหรือยัง?”

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า โลกปัจจุบันการสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เกษตรกรยุคนี้ต้องมีแอพฯ,ไลน์ เพื่อให้ทันกับข้อมูลข่าวสาร ทันสถานการณ์เพื่อการตัดสินใจประกอบอาชีพเกษตรกรรม สภาเกษตรกรแห่งชาติเห็นความสำคัญนี้จึงใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่สร้างเครือข่ายเกษตรกรให้สามารถสื่อสารถึงกันทั่วประเทศ โดยนำข้อมูลที่สำคัญทั้ง เช่น นโยบาย แผนงาน โครงการ แนวโน้มการผลิต การตลาด สื่อลงไปถึงตัวเกษตรกร พร้อมกันนั้นก็รับข้อมูลสถานการณ์การเกษตรในพื้นที่ รวมทั้งข้อเสนอ,ปัญหาจากเกษตรกรได้ภายในคลิ๊กเดียว

ซึ่งวิธีการดำเนินการคือเมื่อปี 2557 สภาเกษตรกรฯได้จัดตั้งคณะผู้ปฏิบัติงานระดับอำเภอที่ประกอบด้วยตัวแทนเกษตรกรในแต่ละตำบล กับคณะผู้ปฏิบัติระดับตำบลที่ประกอบด้วยตัวแทนเกษตรกรในแต่ละหมู่บ้าน ปี 2558 – 2559 ได้จัดประชุมเครือข่ายคณะผู้ปฏิบัติงานระดับทั้งสองระดับเพื่อรับข้อมูลสถานการณ์ปัญหาและความต้องการทางการเกษตรในแต่ละพื้นที่ นำมาประมวลจัดทำแผนพัฒนาเกษตรกรรมจังหวัด ซึ่งการทำงานในรูปแบบเครือข่ายมีมาอย่างต่อเนื่องจนปี 2560 นี้ สภาเกษตรกรได้นำเทคโนโลยีกลุ่มไลน์มาใช้ในการสื่อสารของเครือข่ายสภาเกษตรกรที่จัดตั้งขึ้น จนเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2560 ข้อมูลสมบูรณ์ครบถ้วนทั้ง 77 จังหวัด สภาเกษตรกรมีเครือข่ายการสื่อสารแบบกลุ่มไลน์จำนวน 1,955 กลุ่ม โดยมีผู้แทนส่วนราชการ องค์กรเกษตรกร ตัวแทนเกษตรกรตั้งแต่ระดับหมู่บ้านขึ้นมารวมทั้งสิ้น 52, 928 คน ดังนั้น ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปสภาเกษตรกรแห่งชาติสามารถสื่อสารข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรส่งถึงตัวเกษตรกรทุกจังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ภายในคลิ๊กเดียว ขณะเดียวกันเกษตรกร ทุกหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ก็สามารถสื่อสารถึงสภาเกษตรกรแห่งชาติได้ภายในคลิ๊กเดียวเช่นกัน และนอกจากการสื่อสารถึงเกษตรกรแล้ว สภาเกษตรกรแห่งชาติก็พร้อมเป็นสื่อกลางระหว่างภาครัฐ เอกชน กับเกษตรกร หากส่วนงานใดต้องการสื่อสารกับเกษตรกรทั่วประเทศอย่างทันการณ์สามารถติดต่อประสานงานได้ที่สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดทุกจังหวัด หรือที่สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คาดปี 2560 ภาคเกษตรขยายตัว 2.5 – 3.5 ทุกสาขาส่งสัญญาณทิศทางดี แจงมุมวิเคราะห์รายภาค ระบุ ภาคใต้ ขยายตัวสูงสุด ร้อยละ 3.6 – 4.6 จากการขยายตัวของสาขาพืชและสาขาประมงเป็นหลัก ระบุ มีปัจจัยบวกหนุนหลายประการ ทั้งสภาพอากาศ นโยบายเกษตรฯ และเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการวิเคราะห์และประมาณการณ์ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรตลอดปี 2560 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 2.5 – 3.5 เมื่อเทียบกับปี 2559 โดยทุกสาขาการผลิตทั้งพืช ปศุสัตว์ ประมง บริการทางการเกษตร และป่าไม้ มีแนวโน้มขยายตัว มีปัจจัยเชิงบวกหลายประการ อาทิ สภาพอากาศและปริมาณน้ำที่เอื้ออำนวยต่อการผลิตมากกว่าปีที่แล้วซึ่งประสบภัยแล้ง และสถานการณ์เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มทิศทางที่ดีขึ้น และแนวโน้มความต้องการสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ที่เป็นอาหารและแปรรูปอุตสาหกรรมอื่นเพิ่มขึ้นสอดคล้องกับเศรษฐกิจโลก และสอดคล้องกับสต๊อกผลผลิตโลกที่ลดลง รวมถึงการดำเนินนโยบายและมาตรการด้านการเกษตรต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องของรัฐบาล รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกในปี 2560 ที่มีทิศทางดีขึ้น ปัจจัยเกื้อหนุนในประเทศที่สำคัญมาจากนโยบายขับเคลื่อนและปฏิรูปภาคเกษตรอย่างต่อเนื่อง ทั้งนโยบายส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ศูนย์เรียนรู้ ศพก. 882 ศูนย์ Agri-Map ระบบส่งน้ำและกระจายน้ำ ระบบเกษตรปลอดภัยและอินทรีย์ การสร้าง Smart /Young Smart Farmerและยกระดับความเข้มแข็งสหกรณ์ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง พัฒนาในระดับพื้นที่เด่นชัดขึ้นเป็นลำดับ ทำให้ราคาสินค้าเกษตรอยู่ในเกณฑ์ดี ซึ่งเป็นส่วนสำคัญให้ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรขยายตัว ซึ่งคาดการณ์ว่า ครัวเรือนเกษตรมีรายได้ทางการเกษตร 160,835 บาทต่อครัวเรือน สัดส่วนรายได้จากผลผลิตพืช ร้อยละ 70.98 ผลผลิตสัตว์ ร้อยละ 25.43 และรายได้ทางการเกษตรอื่น ร้อยละ 3.59 ซึ่งกลุ่มสินค้าเกษตรสำคัญ ซึ่งเป็นที่มาของรายได้ในภาพรวมของประเทศ ได้แก่ ข้าว ไม้ผลไม้ยืนต้น พืชไร่ ปศุสัตว์และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม หากวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรแบบรายภาค พบว่า ทุกภาคมีแนวโน้มขยายตัว เนื่องจากการผลิตทางการเกษตรมีการปรับตัวดีขึ้น หลังจากได้รับผลกระทบจากภาวะแห้งแล้งและปริมาณน้ำไม่เพียงพอสำหรับการเพาะปลูกในช่วงปีที่ผ่านมา และสถานการณ์ราคาสินค้าที่ปรับตัวดีขึ้น โดยภาคใต้มีการขยายตัวมากที่สุด รองลงมา คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคเหนือ

ภาคใต้ คาดว่าภาคเกษตรจะขยายตัวในช่วงร้อยละ 3.6 – 4.6 จากการขยายตัวของสาขาพืชและสาขาประมงเป็นหลัก โดยสินค้าเกษตรสำคัญที่คาดว่าจะมีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าว ผลไม้ (ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง) และกุ้งเพาะเลี้ยง เกษตรกรมีรายได้เงินสดทางการเกษตร 222,622 บาทต่อครัวเรือน

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คาดว่าภาคเกษตรจะขยายตัวในช่วงร้อยละ 2.4 – 3.4 จากการขยายตัวของสาขาพืช สาขาปศุสัตว์ และสาขาประมง เป็นหลัก โดยสินค้าที่คาดว่าจะมีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา หอมแดง โคเนื้อ และไก่เนื้อ รวมถึงการเพิ่มขึ้นของการจับสัตว์น้ำจืดตามธรรมชาติ และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด เกษตรกรมีรายได้เงินสดทางการเกษตร 107,007 บาทต่อครัวเรือน

ภาคกลาง* คาดว่าภาคเกษตรจะขยายตัวในช่วงร้อยละ 2.2 – 3.2 จากการขยายตัวของสาขาพืช สาขาปศุสัตว์ สาขาประมง และสาขาบริการทางการเกษตร โดยสินค้าเกษตรสำคัญที่คาดว่าจะมีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าว ผลไม้ (ทุเรียน มังคุด และเงาะ) อ้อยโรงงาน สับปะรดโรงงาน ไก่เนื้อ สุกร ปลาน้ำจืด และกุ้งเพาะเลี้ยง เกษตรกรมีรายได้เงินสดทางการเกษตร 264,395 บาทต่อครัวเรือน

ภาคเหนือ คาดว่าภาคเกษตรจะขยายตัวในช่วงร้อยละ 1.6 – 2.6 จากการขยายตัวของสาขาพืชและสาขาบริการทางการเกษตรเป็นหลัก โดยสินค้าเกษตรสำคัญที่คาดว่าจะมีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปรัง ลำไย อ้อยโรงงาน ลิ้นจี่ ยางพารา ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และสับปะรดโรงงาน เกษตรกรมีรายได้เงินสดทางการเกษตร 167,854 บาทต่อครัวเรือน

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ผนึกกำลังธนาคารแห่งประเทศไทยและกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงการคลัง พัฒนาฐานข้อมูลและระบบสารสนเทศสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน พร้อมช่องทางในการรายงานทางการเงินสหกรณ์ เชิญตัวแทนสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ที่มีทรัพย์สินตั้งแต่ 5,000 ล้านบาทขึ้นไป ร่วมประชุมเพื่อสร้างความเข้าใจแก่สหกรณ์ออมทรัพย์ขนาดใหญ่ต้องรายงานข้อมูลทางการเงินมายังกรมส่งเสริมสหกรณ์ทุกเดือน ส่วนแผนระยะยาวจะมีการสร้างระบบสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้สามารถติดตามฐานะและผลประกอบกิจการทางการเงินของสหกรณ์ได้อย่างใกล้ชิดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการปฏิรูประบบการบริหารจัดการและกำกับดูแลกิจการสหกรณ์ออมทรัพย์ และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ขณะนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้หารือร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กำหนดหลักเกณฑ์ให้สหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน ขนาดใหญ่ที่มีสินทรัพย์ตั้งแต่ 5,000 ล้านบาทขึ้นไป นำส่งงบดุล งบกำไรขาดทุนแบบละเอียดและข้อมูลตามแบบฟอร์มการรายงานข้อมูลทางการเงินมายังกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นประจำทุกเดือน ซึ่งขณะนี้ได้มี การจัดทำแบบรายงานทางการเงินของสหกรณ์ แบ่งเป็น 8 แบบ ได้แก่ 1.แบบรายงานรายละเอียดการลงทุนในหลักทรัพย์ 2.แบบรายงานลูกหนี้เงินให้กู้ยืม 3.แบบรายงานลูกหนี้เงินให้กู้ยืมรายใหญ่ 50 รายแรก 4.แบบรายงานเงินกู้ยืม 5.แบบรายงานเจ้าหนี้เงินกู้ยืมรายใหญ่ 50 รายแรก 6.แบบรายงานผู้ฝากเงินรายใหญ่ 50 รายแรก 7.แบบรายงานฐานะ สภาพคล่องสุทธิ และ8.แบบรายงานการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง

ทั้งนี้ กรมฯได้จัดประชุมชี้แจงแนวทางการรายงานทางการเงินของสหกรณ์แก่เจ้าหน้าที่บัญชีและเจ้าหน้าที่คอมพิวเตอร์ของสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนที่มีสินทรัพย์ตั้งแต่ 5,000 ล้านบาทขึ้นไป จำนวน 134 สหกรณ์ แบ่งเป็น 2 รุ่น ครั้งที่ 1 จัดขึ้นในวันที่ 9 มิถุนายน 2560 และครั้งที่ 2 จัดขึ้นในวันที่ 12 มิถุนายน 2560 เพื่อให้เกิดความเข้าใจและสามารถจัดทำแบบรายงานทางการเงินได้อย่างถูกต้อง ซึ่งในระยะแรกกำหนดให้สหกรณ์ที่มีขนาดใหญ่ นำส่งข้อมูลทางการเงิน ทั้งงบดุล งบกำไรขาดทุนแบบละเอียด พร้อมทั้งข้อมูลตามแบบฟอร์มการรายงานข้อมูลตามที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้จัดทำขึ้น เพื่อให้ทุกสหกรณ์สามารถจัดเก็บข้อมูลทางการเงินได้อย่างเป็นระบบ ส่วนในระยะยาวนั้นจะมีการสร้างระบบสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ ที่สามารถรองรับข้อมูลทางการเงินของทั้งสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนทุกแห่งได้

รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติม สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน เป็นตัวกลางทางการเงินที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในระบบสถาบันการเงินและมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแนวทางการกำกับทางการเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน เพื่อให้มีการกำกับดูแลที่สอดคล้องกับมาตรฐาน การกำกับดูแลสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจ แนวทางหนึ่งในการปฏิรูประบบบริหารจัดการคือ การพัฒนาฐานข้อมูลและระบบสารสนเทศของสหกรณ์ ให้มีความทันสมัยสำหรับหน่วยงานที่กำกับ ด้วยการให้สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนที่มีสินทรัพย์ ตั้งแต่ 5,000 ล้านบาทขึ้นไป รายงานข้อมูลทางการเงินเข้ามายังกรมส่งเสริมสหกรณ์ทุกเดือน เพื่อติดตามและป้องกันความเสี่ยงทางการเงินของสหกรณ์ รวมทั้งช่วยเตือนภัยแก่สหกรณ์ก่อนที่จะเกิดปัญหาทางการเงินตามมา ทั้งนี้ ข้อมูลทางการเงินดังกล่าวมีความจำเป็นต่อการกำกับและตรวจสอบกิจการ เพื่อให้สามารถติดตามฐานะและผลการดำเนินงานการประกอบกิจการทางการเงินของสหกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน สวนสับปะรดของ นางสมพล พอแห้ว อายุ 61 ปี หมู่ 2 ต.ห้วยมุ่น อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์ พร้อมชาวสวนช่วยกันเดินไล่เก็บผลผลิตสับปะรดพันธุ์สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดและอำเภอ กำลังออกผลผลิตในไร่อยู่เวลานี้ 36 ไร่ สุกและเน่าเสียคาสวน 22 ไร่ สับปะรดขายไม่ได้เพราะไม่มีพ่อค้าแม่ค้ามาซื้อ จำเป็นต้องปล่อยผลสับปะรดที่ได้จนสุกและเน่าเสียคาต้น พร้อมทั้งนำสับปะรดที่เน่าเสียมากองรวมกัน เขียนข้อความด้วยหมึกสีน้ำเงินลงในแผ่นกระดาษสีน้ำตาลว่า เน่า คา ต้น นายก “ตู่” ช่วยด้วย ปักเอาไว้ที่กองสับปะรด เพื่อเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้ามาดูแลแก้ไขปัญหาสับปะรด ที่ราคากำลังตกต่ำ และขายไม่ได้ราคา จากนั้นนำน้ำมันเบนซินมาเทราดใส่กองผลไม้จุดไฟเผาทันที เพื่อเป็นการประชดราคาสับปะรดที่ตกต่ำอยู่ในขณะนี้ และเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหาราคาสับปะรดในพื้นที่ห้วยมุ่นที่ขายไม่ได้ราคา มีพ่อค้าแม่ค้าเข้ามารับซื้อในพื้นที่น้อย แถมไม่มีตลาดรองรับเพื่อกระจายสินค้าออกสู่ต่างจังหวัด

นายถวิล อินดวง รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ห้วยมุ่น กล่าวว่า สับปะรดห้วยมุ่นมีเอกลักษณ์คุณลักษณะที่โดดเด่นกว่าสับปะรดทั่วไปตรงที่เนื้อหนาสีเหลืองคล้ายน้ำผึ้ง ตาตื้น เวลาปอกไม่ต้องเซาะร่อง รับประทานแล้วไม่กัดลิ้น ด้วยเอกลักษณ์พิเศษนี้ จึงได้จดทะเบียนสิทธิบัตร (GI)จากกรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นของคนในพื้นที่ เป็นสับปะรดที่มีคุณภาพและอร่อยที่สุดในโลก

นายถวิล กล่าวว่า ชาวห้วยมุ่น จำนวน 8 หมู่บ้าน ทุกครัวเรือนจะปลูกผลไม้สับปะรดแทบทุกหลังคาเรือน รวมมีพื้นที่ปลูกกว่า 30,000 ไร่ ให้ผลผลิตกว่า 150,000 ตัน ออกช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม และออกเดือนนี้ประมาณกว่า 80,000 ตัน ด้วยผลผลิตที่ออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ประกอบกับพ่อค้าแม่ค้าที่เข้ามารับซื้อมีจำนวนน้อยจึงทำให้ราคาตกต่ำ สับปะรดเมื่อไม่มีใครซื้อก็ต้องปล่อยให้สุกและเน่าเสียคาต้น คิดแล้วมีมากกว่า 50% ที่ต้องเสียไป

นางสมฤทธิ์ พิมพ์อูบ ชาวสวนและผู้รับซื้อสับปะรด กล่าวว่า ปีที่แล้วสับปะรดซื้อราคาเหมารวมกิโลกรัมละ 12-15 บาท ปีนี้ผลผลิตออกสู่ตลาดมากกว่าปีที่แล้วหลายเท่าตัวทำให้ราคาตกอยู่ที่กิโลกรัมละ 50 สตางค์ ถึง 5 บาท เพราะเศรษฐกิจไม่ดีต้องเลือกซื้อแบบคัดเกรด วิธีซื้อผลผลิตจากชาวสวนต้องแบ่งเฉลี่ยรับซื้อผลผลิตจากชาวสวนเท่าเทียมกัน เพื่อให้ทุกคนสามารถขายผลผลิตของตนเองได้ หากไม่เฉลี่ยให้ชาวสวนด้วยกันก็จะทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้ง ปัญหาตามมาภายหลังโดยเฉพาะเรื่องความสามัคคีภายในหมู่บ้านและตำบลจะเกิดการแตกแยกทันที การซื้อเฉลี่ยถือเป็นการช่วยเหลือกันภายในหมู่บ้าน ทุกข์ก็ทุกข์เหมือนกัน ผลผลิตที่ออกมามากแต่รับซื้อในจำนวนน้อย สับปะรดจำนวนครึ่งหนึ่งหรือมากกว่าที่เหลืออยู่ในสวน จำเป็นต้องปล่อยให้สุกและเน่าคาสวน ดีกว่าตัดออกมาแล้วไม่มีใครรับซื้อหรือขายไม่ได้ทำให้สิ้นเปลืองค่าตัด ชาวสวนขาดทุนหนักขึ้นไปอีก

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรดาพ่อค้า-แม่ค้าชาวลาวจำนวนมาก นำเห็ดโคนและเห็ดเผาะมาวางจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวบริเวณจุดแลกเปลี่ยนสินค้าไทย-ลาว ลานดอกจานริมฝั่งแม่น้ำโขง หน้าเทศบาลตำบลเขมราฐ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ไปเลือกซื้อมาไว้ปรุงอาหารรับประทานกันอย่างคึกคัก เนื่องจากเห็ดโคน เห็ดเผาะ เป็นเห็ดป่าที่สามารถหาเก็บได้ในช่วงนี้ ซึ่งมักจะชอบออกในช่วงปลายฤดูร้อนเข้าต้นฤดูฝน ช่วงเดียวเท่านั้น ประกอบกับตัวเห็ดมีรสชาติดี เหนียวนุ่มกรอบอร่อย นำไปประกอบอาหารได้หลากหลายอย่าง ไม่ว่าจะต้มจิ้มกับน้ำพริก ผัด และแกงได้อีกมากมาย แล้วแต่ใครจะนำไปทำเมนูไหนที่ตนเองชอบ สำหรับราคาจำหน่ายเห็ดโคนจำหน่ายกิโลกรัมละ 100 บาทถึง 230 บาทในขณะที่ เห็ดเผาะจำหน่ายกิโลกรัมละ 300 บาท

นางอ้อมใจ แจ้งสนาม อายุ 38 ปีกล่าวว่า หลังฝนตกลงมาต่อเนื่องตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้เห็ดป่าหลายชนิดเริ่มขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยเฉพาะเห็ดเผาะ หนึ่งในอาหารยอดนิยมของคนอีสานที่มักนำมาทำเป็นเมนูต่างๆ ทั้งต้ม แกง ผัด ซึ่งชาวบ้านจะออกหาเก็บได้เฉพาะในช่วงต้นฤดูฝนของทุกปีเท่านั้น โดยปีนี้ราคาเห็ดเผาะยังคงพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 400 –600 บาท ซึ่งแม้ว่าจะมีราคาค่อนข้างสูง แต่ก็ยังคงได้รับความนิยมซื้อไปบริโภค เพราะใน 1 ปีจะมีสักครั้งที่ได้กินเห็ดโคนและเห็ดเผาะ ทำให้ไม่พอขาย ขณะเดียวกันพ่อค้าแม่ค้า ในพื้นที่ จ.อุบลฯ ต่างเดินทางไปที่บริเวณจุดแลกเปลี่ยนสินค้าไทย-ลาว ลานดอกจานริมฝั่งแม่น้ำโขง หน้าเทศบาลตำบลเขมราฐ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี เพราะมีชาวลาวนำเห็ดโคน มาขายเป็นจำนวนมากในราคา กก.ละ 100 บาท ถึง 230 บาท ถือเป็นช่วงทำเงินทำทองของพ่อค้าแม่ค้าที่รับมาจำหน่ายสามารถทำเงินได้วันละหลายพันบาททีเดียว จึงทำให้จุดแลกเปลี่ยนสินค้าไทย-ลาว อ.เขมราฐคึกคักเป็นพิเศษในช่วงนี้

ก.เกษตรฯ เล็งขอ ครม. 6 พันล้านบาท fixcounter.com หนุนปลูกข้าวโพด 36 หมื่นบาท ต่อครัวเรือน หลังมีสัญญาณลอบนำเข้าจากเพื่อนบ้าน คาดจีดีพีเกษตรปี ’60 โต 2.5-3.5% ภาคใต้ขยายตัวมากที่สุด อีสานรายได้น้อยสุด 107,007 บาท ต่อครัวเรือน

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า พล.อ.ฉัตรชัย สารริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เรียกประชุมสมาคมพ่อค้าพืชไร่ สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ และสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย เพื่อร่วมโครงการประชารัฐข้าวโพดเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เตรียมเสนอ ครม. ขอเงิน 6 พันล้านบาท ภายในมิถุนายน 2560 จ่ายให้เกษตรกรร่วมโครงการครัวเรือนละ 2,000 บาท ต่อไร่ ไม่เกิน 15 ไร่ หรือ 3 หมื่นบาท ต่อครัวเรือน

กรมส่งเสริมฯ ทำแผนโครงการประชารัฐ จูงใจเกษตรกรปลูกข้าวโพดหลังนา 3.36 ล้านไร่ คิดจากต้นทุนการผลิต 50% โดยต้นทุนผลิตข้าวโพดอยู่ที่ 4,400 บาท ต่อไร่ รวมงบทั้งสิ้น 6 พันล้านบาท

“การที่เกษตรกรจะได้เงินสนับสนุน เกษตรกรจะต้องนำเมล็ดพันธุ์ไปปลูก และเก็บเกี่ยวผลผลิตก่อน และจ่ายจริงเมื่อขาย โดยจะรับซื้อข้าวโพดอายุ 120 วัน ในราคา 8 บาท ต่อกิโลกรัม โดยจะใช้พื้นที่ภาคกลาง 35 จังหวัด ปลูกข้าวโพดหลังนา เริ่มต้นปลูกเดือนพฤศจิกายน และเก็บเกี่ยวผลผลิตเดือนมีนาคม ซึ่งจะเลยฤดูฝนพอดี ทำให้ข้าวโพดคุณภาพดี”

สำหรับข้าวโพดบางส่วนที่นำเข้าจากต่างประเทศ ด่านกรมศุลกากรตรวจพบเพียง 1.24 แสนตัน หานำตัวเลขผลผลิตและการใช้ของเอกชน น่าจะมีลักลอบนำเข้า 2.8 ล้านตัน จะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาทางป้องกัน ปัจจุบันไทยมีความต้องการใช้ข้าวโพด 7.41 ล้านตัน ขาดผลผลิต2.8 ล้านตัน แนวทางแก้ไข จะกำหนดมาตรฐานรับซื้อข้าวโพดที่มีเอกสารสิทธิเท่านั้น และต้องมีมาตรฐานการผลิตที่ดี (GAP)

“การลักลอบนำเข้าพันธุ์ข้าวโพด การแก้ไขคือ ขึ้นทะเบียนควบคุมผู้รวบรวมพันธุ์พืช ปัจจุบันมีบริษัทที่ขึ้นทะเบียนแล้ว เป็นสมาชิกกับกรมส่งเสริมการเกษตร 116 บริษัท ยังไม่ได้เป็นสมาชิก 99 บริษัท แต่มีสัดส่วนจำหน่ายในตลาดถึง 30%”

น.ส.จริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ประมาณการภาวะเศรษฐกิจ (จีดีพี) การเกษตรตลอดปี 2560 คาดว่าขยายตัวอยู่ในช่วง 2.5-3.5% เมื่อเทียบกับปี 2559 โดยทุกสาขาการผลิตทั้งพืช ปศุสัตว์ ประมง บริการทางการเกษตร และป่าไม้ มีแนวโน้มขยายตัว คาดว่าเกษตรกรจะมีรายได้ 160,835 บาท ต่อครัวเรือน แยกเป็นผลผลิตพืช 70.98% ผลผลิตสัตว์ 25.43% และรายได้อื่น 3.59% โดยจะมีกำไรสุทธิที่ 3%