ทช.ตั้งศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายาก 5 แห่ง สลดปี 60 ตายไป

วันที่ 22 ธันวาคม กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำโดย นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีทช. นายอุกกฤฤต สตภูมินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สัตวแพทย์หญิง(สพญ.)นันทริกา ชันซื่อ ในฐานะที่ปรึกษาทช.ร่วมแถลงข่าว สถานะสัตว์ทะเลหายากประเทศไทย 2560

นายอุกกฤติ กล่าวว่า สัตว์ทะเลหายาก หมายถึงกลุ่มประชากรสัตว์ทะเลที่มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ทั้งจากจำนวนประชากรที่มีอยู่ ทั้งจากจำนวนประชากรที่มีอยู่น้อย หรือจากที่มีภัยคุกคามจากมนุษย์ และตามธรรมชาติ ได้แก่ เต่าทะเล พะยูน โลมาและวาฬ จากการสำรวจล่าสุด พบว่า เต่าทะเลในประเทศไทย มี 5 ชนิด มีประชากรเหลืออยู่ทั่วประเทศประมาณ 2,500-3,500 ตัว โดยแหล่งวางไข่ที่สำคัญของเต่าทะเลคือ เกาะคราม จ.ชลบุรี เกาะสิมิลัน และที่บริเวณหาดไม้ขาว จ.ภูเก็ต

“การณรงค์ให้คนไทยอนุรักษ์เต่าทะเลนั้น เพิ่งจะได้ผลเมื่อไม่มีกี่ที่ผ่านมา เพราะเราเพิ่งประสบผลสำเร็จจากการทำให้คนไทยเลิกนิยมกินไข่เต่าเมื่อไม่นานมานี้เอง หลังจากมีความพยายามมาร่วม 30 ปี ด้วยกัน แม้ว่าเต่าเป็นสัตว์ที่มีอายุยืนและตายยากกว่าสัตว์ทะเลชนิดอื่นๆ แต่อัตราการอยู่รอดจากการวางไข่แต่ละครั้งก็น้อยมาก ประชากรเต่า 2,500-3,500 ตัว จึงไม่ถือว่ามากมายเลย”นายอุกกฤติ กล่าว

นายอุกกฤติ กล่าวว่า สำหรับสัตว์กลุ่มวาฬและโลมา นั้นในประเทศไทยมีทะเล 10 แหล่ง ที่เป็นที่อยู่ของสัตว์กลุ่มนี้ โดยประเทศไทยมีวาฬและโลมา 27 ชนิด จาก 84 ชนิด ที่มีอยู่ทั่วโลก คาดว่าเวลานี้น่าจะมีประชากรวาฬและโลมาเหลืออยู่ประมาณ 2,000 ตัว เป็นที่น่าดีใจว่า ทช.สามารถติดตามดูแลวาฬบรูด้าอย่างใกล้ชิด โดยตั้งชื่อให้ให้วาฬเหล่านี้ไปแล้วถึง 60 ชื่อด้วยกัน การดูแลประชากรวาฬบรูด้านั้นค่อนข้างประสบผลสำเร็จ เพราะได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากชุมชนใกล้เคียง ส่วนพะยูน หรือหมูน้ำนั้น ส่วนใหญ่อาศัยในทะเลอันดามันมีเหลืออยู่ประมาณ 200-250 ตัว โดย 80% อยู่ที่เกาะลิบง จ.ตรัง

นายจตุพร กล่าวว่า ปีที่ผ่านมาสัตว์ทะเลหายากในประเทศไทยตายไปถึง 400 ตัว สาเหตุการตายส่วนใหญ่เกิดจากการเกยตื้นตาย ตายเพราะโดนเครื่องมือประมงรัดตามร่างกาย และเกิดจากการกินขยะทะเลเข้าไปแล้วป่วยตาย ตัวเลขดังกล่าวแม้จะมากกว่าทุกๆปี แต่ตามสภาพประชากรของสัตว์ทะเลหายากทั้งหมดแล้ว ไม่ได้ถือว่ามากขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง แต่ที่ตัวเลขออกมามากเป็นเพราะเรื่องของการแจ้งข่าวที่ปัจจุบันนี้ทำได้หลายทางโดยเฉพาะทางโซเชียลเน็ทเวิร์ค ทำให้รู้ข่าวได้มากขึ้นนั้นเอง

สพ.ญ.นันทริกา กล่าวว่า การช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายากเกยตื้นเป็นอีกแนวทางหนึ่งเพื่อช่วยฟื้นฟูจำนวนประชากร เพื่อช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายากเกยตื้นให้มีโอกาสรอดสูงขึ้น ทช.ได้จัดตั้งศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายาก 5 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ชายฝั่งทะเลทั้งหมด โดยทำงานร่วมกับแนวร่วมเครือข่ายองค์กรในพื้นที่ มหาวิทยาลัย และชุมชนมากกว่า 25 แห่ง นอกจากนี้ ยังมีการจัดฝึกอบรมสัตวแพทย์ นักวิชาการเจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครชุมชน มากกว่า 800 คน

พลตำรวจโท ไกรบุญ ทรวดทรง ประธานกรรมการองค์การคลังสินค้า (อคส.) เปิดเผยว่า เวลา 13.30 น.ได้ประชุมร่วมกับผู้ประกอบการที่ชนะการประมูลข้าวสารในสต็อคของรัฐเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคน ครั้งที่ 2/2560 จำนวน 11 ราย ก่อนลงนามในสัญญาขายข้าว ปริมาณ 503,682.311528 ตัน มูลค่า 2,509,907,255.47 บาท

โดยได้มอบหมายให้ นางอินทรา โภคปุณยารักษ์ ผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า เป็นประธานการประชุมชี้แจงผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ อคส.ที่เกี่ยวเกี่ยวข้อง รวมทั้งเชิญผู้แทนจากหน่วยงาน ได้แก่ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร( อตก.) กรมวิชาการเกษตร กระทรวงอุตสาหกรรม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบังคับการตำรวจทางหลวง กรมทางหลวง เพื่อวางมาตรการในการควบคุมในการขนย้ายออกจากคลังสินค้าต้นทางไปยังคลังสินค้าปลายทาง ก่อนลงนามในสัญญา และลงพื้นที่ตรวจสอบคลังสินค้าปลายทาง

นางอินทรากล่าวว่า ได้กำหนดขั้นตอนและมาตรการในการควบคุมการขนย้ายข้าวออกจากคลังสินค้าต้นทางไปจนถึงคลังสินค้าปลายทางที่เป็นโรงงานอุตสาหกรรมของผู้ชนะการประมูลข้าวสารในสต็อกของรัฐจำนวน57 คลัง ใน 23 จังหวัด ตามที่ กรมการค้าต่างประเทศ เปิดประมูลข้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภค เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2560 ที่ผ่านมา โดยได้มอบหมายให้คณะกรรมการตรวจสอบและกำกับดูแลการดำเนินการระบายข้าวสารในสต็อคของรัฐเพื่อการบริโภคเป็นการทั่วไปและการระบายเข้าสู่อุตสาหกรรมซึ่งมี นางอินทิรา โภคปุณยารักษ์ ผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า เป็นประธานกรรมการ และผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ อคส.และผู้แทนจากหน่วยงานในส่วนที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อม ก่อนลงนามในสัญญา

สำหรับคลังสินค้าที่ปลายทางจะต้องติดตั้งกล้อง CCTV และต้องรายงานข้อมูลสินค้า ผ่านเว็บไซต์ www.pwo.co.th เพื่อรายงานให้เจ้าหน้าที่ อคส.รับทราบ และเมื่อขนย้ายข้าวถึงสถานที่ปลายทางแล้ว อคส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสุ่มตรวจปริมาณข้าว อีกครั้งว่าตรงตามปริมาณการขนย้ายหรือไม่

หาก อคส.ตรวจพบว่าผู้ซื้อไม่นำเข้าสารเข้าสู่กระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรมตามที่ได้แจ้งไว้ในวัตถุประสงค์ที่ขอซื้อจะต้องชำระค่าปรับ 25% ของมูลค่าข้าวสารที่ไม่ได้นำเข้าสู่กระบวนการอุตสาหกรรม และหาก อคส.เลิกสัญญา ผู้ซื้อจะต้องเสียค่าปรับ 25% ของมูลค่าปริมาณข้าวสารที่ยังไม่ได้รับมอบและขนย้าย รวมทั้งจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งทางแพ่งและอาญาด้วย ในการกำหนดขั้นตอนและมาตรการการควบคุม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้

ทั้งนี้ ผู้ชนะประมูล 11ราย ได้แก่ บจก.วี.ซี.เอฟ.กรุ๊ป/บจก.กาญจนาอาหารสัตว์/บจก.มหาทรัพย์ฟีด/บจก.เอส.พี.เอ็ม.อาหารสัตว์/หจก.โรงสีทรัพย์แสงทอง 2550/บจก.จิชัย โปรดิวซ์ /บจก.เอพีเอ็มอะโกร/บมจ.พี.เอส.ซี.สตาร์ซ โปรดักส์/บจก.เชียงรายกิจศิริไวโล 1995/หจก.เฮงเพิ่มพูน /บุรีรัมย์สหสินข้าวไทย/บจก.เจริญวัฒนา (โงว้เทียนเซ้ง) และบจก.ชิโน-ไทย อะโกร โปรดักส์

สศก. เปิดข้อมูลเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนเกษตร คาด ปีเพาะปลูก 2560/61 รายได้เงินสดสุทธิครัวเรือนเกษตรจะเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 2.5 โดยกระทรวงเกษตรฯ ยังคงเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก สร้างโอกาสและความเข้มแข็งให้แก่ผู้มีรายได้น้อยอย่างต่อเนื่อง

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงข้อมูลภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนเกษตรปีเพาะปลูก 2559/60 ว่า ครัวเรือนเกษตรมีรายได้เงินสดทางการเกษตร 160,932 บาท/ครัวเรือน เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ร้อยละ 2.34 จากผลผลิตทางการเกษตรที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะพืช เช่น ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน ผลไม้ และปศุสัตว์ เช่น ไก่เนื้อ โคเนื้อ น้ำนมดิบ รวมถึงรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการแปรรูปผลผลิตที่ผลิตและการจำหน่ายผลผลิตพลอยได้ในฟาร์มที่เพิ่มขึ้นด้วย ขณะที่รายได้เงินสดนอกการเกษตร ต่อครัวเรือนขยับขึ้นมาอยู่ที่ 148,346 บาท หรือเพิ่มขึ้นจากปี 2559 ร้อยละ 3.60 จากกิจกรรมสำคัญนอกภาคการเกษตรที่สร้างรายได้ให้แก่ครัวเรือน เช่น เงินเดือน กำไรจากการค้าขาย การรับจ้างและให้บริการของสมาชิกในครัวเรือน ส่งผลให้ครัวเรือนเกษตรมีรายได้เงินสดทั้งปี 2560 รวม 309,278 บาท/ครัวเรือน

ขณะที่ครัวเรือนเกษตรมีรายจ่ายเงินสดทางการเกษตร 101,957 บาท/ครัวเรือน ขยายตัวจากปี 2559 ร้อยละ 1.52 เป็นผลมาจากค่าจ้างแรงงานและราคาปัจจัยการผลิต/วัสดุอุปกรณ์การเกษตรที่เพิ่มขึ้น และรายจ่ายเงินสดนอกการเกษตร (ค่าใช้จ่ายอุปโภคบริโภคของครัวเรือน) ลดลงจากปี 2559 ร้อยละ 4.51 เหลือเพียง 141,221 บาท/ครัวเรือน โดยเป็นผลมาจากค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคที่ลดลงถึงร้อยละ 10.38 ทั้งนี้ เมื่อนำรายได้มาหักค่าใช้จ่ายแล้วส่งผลให้เงินสดคงเหลือครัวเรือนเกษตรก่อนชำระหนี้ ขยับมาขึ้นอยู่ที่ 66,100 บาท/ครัวเรือน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 25.41 ขณะที่ หนี้สินครัวเรือนเกษตรอยู่ที่ 123,454 บาท/ครัวเรือน หรือเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาเพียงร้อยละ 0.62 โดยหนี้สินส่วนใหญ่ถูกใช้ไปในการหมุนเวียนเพื่อทำการผลิตทางการเกษตร สำหรับแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนเกษตรปีเพาะปลูก 2560/61 ซึ่งประเมินและวิเคราะห์จากข้อมูลในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา คาดว่ารายได้เงินสดสุทธิครัวเรือนเกษตรจะเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 2.5 และครัวเรือนเกษตรจะมีเงินสดคงเหลือก่อนหักชำระหนี้สูงถึง 71,443 บาท/ครัวเรือน

สำหรับความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในภาคเกษตรในช่วงปี 2539-2559 มีแนวโน้มลดลง สะท้อนจากสัดส่วนรายได้ทั้งหมดในภาคเกษตรที่เกษตรกรในกลุ่มที่มีรายได้น้อยที่สุด (ร้อยละ 20) มีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2.74 ในปี 2553 เป็นร้อยละ 5.33 ในปี 2559 ขณะที่เกษตรกรในกลุ่มที่มีรายได้มากที่สุด (ร้อยละ 20) มีสัดส่วนรายได้ลดลงจากร้อยละ 58.75 ในปี 2553 เหลือเพียงร้อยละ 53.23 ในปี 2559

ทั้งนี้ จากสัดส่วนรายได้ที่เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาของเกษตรกรกลุ่มที่มีรายได้น้อยที่สุด ส่งผลให้จำนวนคนจนในภาคเกษตรลดลงถึง 14.329 ล้านคน จากในปี 2539 ภาคเกษตรมีคนจนอยู่สูงถึง 19.443 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 72.00 ของประชากรภาคเกษตร แต่ในปี 2559 ภาคเกษตรกลับมีจำนวนคนจนลดลงเหลือเพียง 5.114 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 21.67 ของประชากรภาคเกษตรเท่านั้น ส่วนหนึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแผนงานโครงการต่าง ๆ ด้านการเกษตรที่มีประสิทธิภาพของภาครัฐที่ผ่านมาได้มีส่วนสนับสนุนให้การพัฒนาการเกษตรของประเทศมีความเจริญก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรมีความเข้มแข็งสามารถพึ่งพาตัวเองได้และมีรายได้ ที่มั่นคง

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม สภาพอากาศที่หนาวเย็น ส่งผลให้ผัก ผลไม้ ที่ปลูกในบ้านใหม่ร่องกล้า หมู่ที่ 10 ต.เนินเพิ่ม อ.นครไทย จ.พิษณุโลก เริ่มออกดอกออกผลช่วงเช้าอุณหภูมิอยู่ที่ 9 องศาเซลเซียส ขณะที่อุณหภูมิยอดหญ้าอยู่ที่ 0 องศา และมีลมแรง ทำให้วันนี้ไม่เกิดปรากฎการณ์แม่คะนิ้ง สร้างความเสียดายแก่นักท่องเที่ยวที่บ้างส่วนเดินทางมาค้างแรมเพื่อชมแม่คะนิ้ง

แต่อย่างไรก็ตามนักท่องเที่ยวก็ยังได้เที่ยวชมสวนกระหล่ำปลี สวนแครอท และสตอเบอรี่ ที่เตรียมออกผลรองรับนักท่องเที่ยวที่จะมาท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่จะถึง โดยผลผลิตที่ออกจะนำไปขายในตลาดนัดเด็กดอย และ ตลาดขายของที่ระลึกที่ภูหินร่องกล้า นอกจากนี้ยังมีทุ่งคอสมอสให้นักท่องเที่ยวได้เที่ยวชมความงาม ซึ่งตั้งอยู่ในสวนสตอเบอรี่ซากุระ ที่อยู่ด้านหลังโรงเรียนห้วยน้ำไซ สาขาบ้านร่องกล้า

นายโกวิท วงศ์วีระชาติ อายุ 27 ปี เจ้าของสวนสตรอว์เบอร์รีซากุระ กล่าวว่า ได้เริ่มทำสวนมาประมาณ 1 ปี เนื้อที่ 2 งาน โดยปลูกสตรอว์เบอร์รี กะหล่ำปลี และ ดอกคอสมอส เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย

สศก. แจงแนวโน้มดัชนีรายได้เกษตรกร ปี 2560 เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.54 เมื่อเทียบกับปี 2559 จากดัชนีผลผลิตที่ปรับตัวเพิ่มสูงถึงร้อยละ 7.40 คาดปี 2561 รายได้เกษตรกรยังคงเพิ่มขึ้น จากการขับเคลื่อนนโยบายและมาตรการทางด้านการเกษตรอย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากแบบทีมบูรณาการทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการเกษตร โดยวัดจากดัชนีราคาสินค้าเกษตร ประจำเดือนพฤศจิกายน 2560 พบว่า ลดลงร้อยละ 4.89 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (พฤศจิกายน 2559) โดยสินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ ยางพารา ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น และภาวะการค้ายังชะลอตัวต่อเนื่อง ราคาจึงเคลื่อนไหว อยู่ในเกณฑ์ต่ำ ปาล์มน้ำมัน ราคาลดลงเนื่องจากภาวะการค้ายังชะลอตัวและสต็อกน้ำมันอยู่ในเกณฑ์สูง ไข่ไก่ ราคาลดลงเนื่องจากอยู่ในช่วงที่มีผลผลิตไข่ไก่ออกสู่ตลาดมาก และสุกร ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมากกว่าความต้องการ

สินค้าที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากปริมาณผลผลิตลดลง และผลผลิตมีคุณภาพดี มีการเก็บเกี่ยวในช่วงที่เหมาะสม มันสำปะหลัง ราคาเพิ่มขึ้นจากความต้องการทั้งในและต่างประเทศมีต่อเนื่อง และภาครัฐดำเนินการแก้ปัญหาราคามันสำปะหลัง 14 มาตรการเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านการผลิตและการตลาดมันสำปะหลัง และกุ้งขาวแวนนาไม ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากผู้ประกอบการมีความต้องการใช้เป็นวัตถุดิบแปรรูปอาหาร เพื่อการส่งออกสูงขึ้น

ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเดือนพฤศจิกายน 2560 ลดลงร้อยละ 0.60 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (พฤศจิกายน 2559) สินค้าสำคัญที่ผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า มันสำปะหลัง ไก่เนื้อ และกุ้งขาวแวนนาไม สินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา สับปะรด สุกร และไข่ไก่ ทั้งนี้ ภาพรวมรายได้ของเกษตรกร วัดจากดัชนีรายได้เกษตรกรเดือนพฤศจิกายน 2560 ลดลงจากเดือนพฤศจิกายน 2559 ร้อยละ 5.46 เป็นผลมาจากดัชนีราคาและดัชนีผลผลิตปรับตัวลดลง

สำหรับแนวโน้มเดือนธันวาคม 2560 พบว่า ดัชนีรายได้เกษตรกรลดลงร้อยละ 1.98 เป็นผลจากดัชนีราคาปรับตัวลดลง ร้อยละ 10.99 โดยสินค้าสำคัญที่มีราคาลดลง ได้แก่ อ้อยโรงงาน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน สับปะรด สุกร และไข่ไก่ ในขณะที่ดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มร้อยละ 10.12 โดยสินค้าสำคัญที่มีการผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า ยางพารา สับปะรด สุกร ไก่เนื้อ และไข่ไก่

หากมองแนวโน้มดัชนีรายได้เกษตรกรทั้งปี 2560 พบว่า เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.54 เมื่อเทียบกับปี 2559 เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 7.40 ขณะที่ดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ลดลงเล็กน้อยร้อยละ 2.67 เมื่อพิจารณาถึงรายได้เกษตรกรในแต่ละหมวดสินค้า พบว่า หมวดพืชผลเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.96 โดยสินค้าพืชสำคัญที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าว ยางพารา อ้อยโรงงาน ทุเรียนและมังคุด ขณะเดียวกันหมวดประมง (กุ้งขาวแวนไม) เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.29 อย่างไรก็ตาม รายได้เกษตรกรในหมวดปศุสัตว์ ลดลงร้อยละ 4.06 เนื่องจากผลผลิตสินค้า ปศุสัตว์หลักทั้งไก่เนื้อ สุกร ไข่ไก่ และน้ำนมดิบ ออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ทำให้ราคาส่วนใหญ่อ่อนตัวลง ทั้งนี้ รายได้เกษตรกรส่วนหนึ่งที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากการขับเคลื่อนนโยบายและมาตรการทางด้านการเกษตรต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องและมีการขยายพื้นที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากมากขึ้น

ทั้งนี้ แนวโน้มดัชนีรายได้เกษตรกรทั้งปี 2561 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2560 จากผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญที่เพิ่มขึ้น อาทิ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน สับประรดโรงงาน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากสภาพอากาศและยังมีน้ำต้นทุนเหลือมากพอสำหรับการทำเกษตรจากการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ ทำให้การเพาะปลูกทำได้มากยิ่งขึ้น ประกอบกับการดำเนินนโยบายและมาตรการด้านการเกษตรอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2561 เน้นการดำเนินการเป็นทีมบูรณาการทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค ที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของเกษตรกรได้ครบทุกด้าน รวดเร็ว และทันต่อความต้องการมากยิ่งขึ้น ส่งผลดัชนีรายได้ภาคเกษตรในปีหน้ายังคงขยายต่อเนื่อง

สศก. เปิดข้อมูลเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนเกษตร คาด ปีเพาะปลูก 2560/61 รายได้เงินสดสุทธิครัวเรือนเกษตรจะเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 2.5 โดยกระทรวงเกษตรฯ ยังคงเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก สร้างโอกาสและความเข้มแข็งให้แก่ผู้มีรายได้น้อยอย่างต่อเนื่อง

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงข้อมูลภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนเกษตรปีเพาะปลูก 2559/60 ว่า ครัวเรือนเกษตรมีรายได้เงินสดทางการเกษตร 160,932 บาท/ครัวเรือน เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ร้อยละ 2.34 จากผลผลิตทางการเกษตรที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะพืช เช่น ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน ผลไม้ และปศุสัตว์ เช่น ไก่เนื้อ โคเนื้อ น้ำนมดิบ รวมถึงรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการแปรรูปผลผลิตที่ผลิตและการจำหน่ายผลผลิตพลอยได้ในฟาร์มที่เพิ่มขึ้นด้วย ขณะที่รายได้เงินสดนอกการเกษตร ต่อครัวเรือนขยับขึ้นมาอยู่ที่ 148,346 บาท หรือเพิ่มขึ้นจากปี 2559 ร้อยละ 3.60 จากกิจกรรมสำคัญนอกภาคการเกษตรที่สร้างรายได้ให้แก่ครัวเรือน เช่น เงินเดือน กำไรจากการค้าขาย การรับจ้างและให้บริการของสมาชิกในครัวเรือน ส่งผลให้ครัวเรือนเกษตรมีรายได้เงินสดทั้งปี 2560 รวม 309,278 บาท/ครัวเรือน

ขณะที่ครัวเรือนเกษตรมีรายจ่ายเงินสดทางการเกษตร 101,957 บาท/ครัวเรือน ขยายตัวจากปี 2559 ร้อยละ 1.52 เป็นผลมาจากค่าจ้างแรงงานและราคาปัจจัยการผลิต/วัสดุอุปกรณ์การเกษตรที่เพิ่มขึ้น และรายจ่ายเงินสดนอกการเกษตร (ค่าใช้จ่ายอุปโภคบริโภคของครัวเรือน) ลดลงจากปี 2559 ร้อยละ 4.51 เหลือเพียง 141,221 บาท/ครัวเรือน โดยเป็นผลมาจากค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคที่ลดลงถึงร้อยละ 10.38 ทั้งนี้ เมื่อนำรายได้มาหักค่าใช้จ่ายแล้วส่งผลให้เงินสดคงเหลือครัวเรือนเกษตรก่อนชำระหนี้ ขยับมาขึ้นอยู่ที่ 66,100 บาท/ครัวเรือน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 25.41 ขณะที่ หนี้สินครัวเรือนเกษตรอยู่ที่ 123,454 บาท/ครัวเรือน หรือเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาเพียงร้อยละ 0.62 โดยหนี้สินส่วนใหญ่ถูกใช้ไปในการหมุนเวียนเพื่อทำการผลิตทางการเกษตร สำหรับแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนเกษตรปีเพาะปลูก 2560/61 ซึ่งประเมินและวิเคราะห์จากข้อมูลในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา คาดว่ารายได้เงินสดสุทธิครัวเรือนเกษตรจะเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 2.5 และครัวเรือนเกษตรจะมีเงินสดคงเหลือก่อนหักชำระหนี้สูงถึง 71,443 บาท/ครัวเรือน

สำหรับความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในภาคเกษตรในช่วงปี 2539-2559 fixcounter.com มีแนวโน้มลดลง สะท้อนจากสัดส่วนรายได้ทั้งหมดในภาคเกษตรที่เกษตรกรในกลุ่มที่มีรายได้น้อยที่สุด (ร้อยละ 20) มีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2.74 ในปี 2553 เป็นร้อยละ 5.33 ในปี 2559 ขณะที่เกษตรกรในกลุ่มที่มีรายได้มากที่สุด (ร้อยละ 20) มีสัดส่วนรายได้ลดลงจากร้อยละ 58.75 ในปี 2553 เหลือเพียงร้อยละ 53.23 ในปี 2559

ทั้งนี้ จากสัดส่วนรายได้ที่เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาของเกษตรกรกลุ่มที่มีรายได้น้อยที่สุด ส่งผลให้จำนวนคนจนในภาคเกษตรลดลงถึง 14.329 ล้านคน จากในปี 2539 ภาคเกษตรมีคนจนอยู่สูงถึง 19.443 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 72.00 ของประชากรภาคเกษตร แต่ในปี 2559 ภาคเกษตรกลับมีจำนวนคนจนลดลงเหลือเพียง 5.114 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 21.67 ของประชากรภาคเกษตรเท่านั้น ส่วนหนึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแผนงานโครงการต่าง ๆ ด้านการเกษตรที่มีประสิทธิภาพของภาครัฐที่ผ่านมาได้มีส่วนสนับสนุนให้การพัฒนาการเกษตรของประเทศมีความเจริญก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรมีความเข้มแข็งสามารถพึ่งพาตัวเองได้และมีรายได้ ที่มั่นคง

สำนักงานเกษตรอำเภอเกาะยาว แจ้งเตือนวิสาหกิจชุมชนต่อทะเบียนวิสาหกิจชุมชน ตั้งแต่วันที่ 1-30 มกราคม 2561 ณ สำนักงานเกษตรอำเภอเกาะยาว เพื่อประโยชน์ในการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชน
ตามพระราชบัญญัติวิสาหกิจชุมชนที่ได้เปิดดำเนินการรับจดทะเบียน ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2548 เป็นต้นมา

นางอุษณี เจียมรา เกษตรอำเภอเกาะยาว กล่าวว่า ตามที่พระราชบัญญัติวิสาหกิจชุมชนพ.ศ.2548 ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรทำหน้าที่เลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน เพื่อประโยชน์

ในการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนในเครือข่าย ตามพระราชบัญญัติที่ได้เปิดดำเนินการรับจดทะเบียน ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2548 เป็นต้นมา โดยตามระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนว่าด้วยการรับจดทะเบียน

และการเพิกถอนทะเบียนวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. 2548 กำหนดไว้ว่า จะต้องทำการต่อทะเบียน ภายใน 30 วัน นับแต่วันสิ้นปฏิทิน หากไม่มาต่อทะเบียนเป็นเวลา 2 ปี ติดต่อกัน จะถูกถอนชื่อออกจากทะเบียน (เพิกถอนทะเบียน)