ทส.ร่วมกับ มท.ทำงานร่วมกันป้องกันและแก้ปัญหาหมอกควัน

โดยเฉพาะ ทส.รับผิดชอบพื้นที่ป่า ได้สร้างความเข้าใจกับทุกกลุ่มเป้าหมาย พะเยาเป็นจังหวัดในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ ซึ่งได้ห้ามเผาตั้งแต่ 16 กุมภาพันธ์ – 16 เมษายน 2561 ต้องขอความร่วมมือจากประชาชน เพราะว่าปัญหาถ้ามันเกิดขึ้นแล้วมันแก้ไขยาก อีกทั้งส่งผลกระทบด้านการท่องเที่ยวด้วย

“ในปี 2561 เรามีเป้าหมายให้ลดลงกว่าร้อยละ 20 ของปี 2560 จะสำเร็จหรือไม่ ทั้งนี้อยู่ที่ความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพราะว่าปัญหาหมอกควันไฟป่าที่เกิดขึ้นเกิดจากฝีมือมนุษย์เกิดจากคนทั้งนั้น สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราต้องร่วมมือกัน โดยหลีกเลี่ยงการเผาทุกวิถีทาง ฝุ่นยิ่งขนาดเล็กยิ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยมาก เพราะเมื่อสูดเข้าไปในระบบหายใจจะส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ ตรงนี้เป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน”

ด้าน นายประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา มือปราบหมอกควัน กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่า ปี 2561 มีมาตรการหลักคือป้องปรามควบคู่การใช้ระเบียบกฎหมายห้ามเผาทุกชนิดในช่วง 60 วันอันตราย ระหว่าง 16 กุมภาพันธ์ – 16 เมษายน 2561 และรัฐบาลมีเป้าหมายให้ทุกพื้นที่ต้องลดพื้นที่เกิดจุดความร้อน หรือฮอตสปอต และจำนวนวันที่มีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานจะต้องลดลงจากปี 2560 ที่ผ่านมา ร้อยละ 20 ปี 2560 จังหวัดพะเยาเกิดฮอตสปอตประมาณ 80 จุด ปี 2561 จะต้องไม่เกิน 60 จุด ส่วนจำนวนวันที่มีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานปี 2560 มี 1 วัน ดังนั้น ปี 2561 จะต้องไม่มีการเกิดค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานแม้แต่วันเดียว

“เบื้องต้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการจำแนกพื้นที่เสี่ยง กลุ่มเสี่ยง ที่เป็นพื้นที่เป้าหมายในการเกิดปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ขณะที่กลุ่มเสี่ยงก็ต้องมีการเฝ้าระวัง โดยเฉพาะพื้นที่ป่าหากไม่จำเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐจะขอความร่วมมือประชาชนงดการเข้าป่าในช่วง 60 วันห้ามเผา ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) ได้เน้นเรื่องการส่งเสริมการทำปุ๋ยหมัก ซึ่งจังหวัดให้ทุกพื้นที่ดำเนินการจัดทำ 1 หมู่บ้าน 1 กองปุ๋ยหมัก 1 ครัวเรือน 1 เสวียน หรือ 1 ต้น 1 เสวียน การไถกลบตอซังในนาข้าวเพื่องดเผาทุกพื้นที่ แต่หากยังพบว่าพื้นที่ใดมีควันจะต้องมีผู้รับผิดชอบ และพื้นที่ชายแดนได้สร้างความตระหนักเรื่องพิษภัยของหมอกควันร่วมกับเมืองชายแดนของ สปป.ลาว ทั้งหมดทั้งมวลเพื่อสุขภาพของประชาชนในระยะยาวให้ปลอดภัยจากหมอกควันอย่างยั่งยืน”

สำหรับการดูแลสุขภาพประชาชนในช่วงสถานการณ์หมอกควัน นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า “ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม สร้างจิตสำนึกสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่พึงประสงค์ ดูแลสุขภาพของตนเองและครอบครัวได้ นำไปสู่การลดอัตราการเจ็บป่วยเนื่องจากภาวะหมอกควันน้อยลง สาธารณสุขในระดับพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ ได้ประชุมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การดำเนินงาน แนวทางปฏิบัติที่ดี และบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อความพร้อมรับมือกับภาวะหมอกควัน นำไปสู่การคุ้มครองสุขภาพของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ”

ในระดับพื้นที่ นพ. ไกรสุข เพชระบูรณิน นายแพทย์ สสจ.พะเยา กล่าวว่า “นอกจากเจ้าหน้าที่ของ สธ.ทุกหน่วยงานจะทำงานเชิงรุกด้านสุขภาพของ ปชช.แล้ว สสจ.พะเยา ได้มีการจัดเตรียมหน้ากากอนามัยจำนวน 30,000 ชิ้น ไว้ให้สำหรับแจกจ่ายประชาชนกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง 4 กลุ่มโรค และนอกจากนี้ทางสำนักงานควบคุมโรค (สคร.) เขต 10 เชียงใหม่ จะสนับสนุนหน้ากากอนามัยเพิ่มให้อีกจำนวน 30,000 ชิ้น เพื่อให้นำมาแจกจ่ายประชาชนป้องกันการเกิดผลกระทบต่อร่างกายในช่วงที่เกิดสถานการณ์ปัญหาหมอกควันด้วย”

ทุกภาคส่วนประสานกันทั้งด้านสิ่งแวดล้อมเฝ้าระวังตรวจสอบคุณภาพอากาศทุกวัน ด้านสุขภาพประชาชน สธ.ติดตามดูแลใส่ใจทุกพื้นที่ ขณะที่ มท. โดย ผวจ.กำชับทุกพื้นที่เฝ้าระวังป้องปราม คือการผสานงานทั้งเชิงรุกเน้นการป้องกันเพื่อผลการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ เพื่อคุณภาพอากาศและชีวิตที่ดีของชาวพะเยาและจังหวัดต่างๆ ในภาคเหนือ

นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวว่า “สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสถาบันการอาชีวศึกษา ตระหนักถึงการเตรียมผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาระดับปริญญา ในสาขาวิชาชีพใหม่รองรับการเข้าสู่การพัฒนาประเทศไทย 4.0 รวมถึงนโยบายการพัฒนาแผนพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ และนโยบาย One Belt One Road จึงพัฒนาคุณภาพการจัดการอาชีวศึกษา ตามแผนยุทธศาสตร์เชิงรุกของการพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาของประเทศ ปี 2561 ด้วยการทำความร่วมมือกับสถานศึกษาของประเทศจีน ประกอบด้วย 1. มหาวิทยาลัยเป่ยจิง เจียวทง ซึ่งโดดเด่นด้านวิศวกรรมระบบขนส่งรางรถไฟ การจัดการระบบขนส่งและโทรคมนาคม 2. ศูนย์การศึกษาวิชาชีพจูโจว 3. วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคโนโลยีสารสนเทศเจียงซู 4. วิทยาลัยอาชีวศึกษาสารสนเทศหูหนาน 5. วิทยาลัยเทคนิคอาชีวศึกษาเคมีหูหนาน และ 6.สถาบันซอฟต์แวร์เหอเป่ย

สำหรับวัตถุประสงค์ของความร่วมมือในครั้งนี้ เพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการอาชีวศึกษา ตามแผนยุทธศาสตร์เชิงรุกของการพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาของประเทศ ปี 2561 ด้วยการพัฒนาผู้บริหาร ครูวิชาชีพ โดยสนับสนุนทุนอบรม ทุนศึกษาต่อ ให้กับนักศึกษาและครูอาชีวศึกษา พัฒนาแหล่งเรียนรู้วิชาชีพสาขาใหม่ด้วยระบบการวิเคราะห์ข้อมูลและการจัดการ ด้วย Cloud Platform รวมทั้งห้องปฏิบัติการวิชาชีพในสถานศึกษา และการเรียนแบบทวิภาคีที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีรายได้ระหว่างเรียน ตามแผนพัฒนาของกลุ่มจังหวัด

สถาบันการอาชีวศึกษาได้กำหนดหลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิตที่จะปรับสาขาวิชาให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ ใน 9 สาขาวิชา ดังนี้ 1. ระบบราง 2. ยานยนต์อัจฉริยะ/ยานยนต์ไฟฟ้า 3. หุ่นยนต์อุตสาหกรรม/หุ่นยนต์สำหรับกระบวนการผลิต 4. การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ 5. ดิจิตอลบิสสิเนส E-commerce 6. เทคโนโลยีอาหารและโภชนาการ อาหารแห่งอนาคต 7. อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ 8. อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป และ 9. เชื้อเพลิงชีวภาพ เคมีชีวภาพ พลังงานทดแทน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์ข่าวสดรายวัน ฉบับวันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 หวั่น 4 กระทบ-โรคระบาด-สารตกค้าง วอนส่งเสริมช่วยเกษตรกร-ภาคธุรกิจ

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ นายกาจบัณฑิต รามมาก ประธานชมรมเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง จังหวัดสงขลา ร่วมกับชมรมกุ้งจังหวัดสงขลา-นครศรีธรรมราช พร้อมตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง จังหวัดสงขลา เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี และ นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผ่าน นายดลเดช พัฒนรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เรื่องการขอให้ยกเลิกการนำเข้ากุ้งจากต่างประเทศ โดยหนังสือดังกล่าวอ้างถึงกรณีกรมประมงอนุมัติให้มีการนำเข้ากุ้งขาวจากประเทศอินเดีย 1 ปี 50,000 ตัน โดยให้เหตุผลว่าเพื่อแก้ปัญหาห้องเย็นขาดแคลนวัตถุดิบกุ้งในการแปรรูปเพื่อส่งออก ซึ่งการนำเข้ากุ้งจากต่างประเทศจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทยใน 4 ประเด็น คือ เชื้อโรคระบาดในตัวกุ้งจะเข้ามาแพร่ในประเทศไทย, ยาปฏิชีวนะ สารปนเปื้อน สารตกค้าง จะทำลายการส่งออกของกุ้งไทย, ทำให้ราคากุ้งไทยราคาตกต่ำ ไร้เสถียรภาพ และกุ้งไทยเป็นกุ้งที่มีคุณภาพ ไม่มีสารตกค้าง ซึ่งเป็นที่ยอมรับของทั่วโลกจะได้รับผลกระทบไปด้วย โดยนายดลเดชรับหนังสือจากตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง พร้อมรับจะเร่งรัดเพื่อนำส่งต่อไปยังเป้าหมาย

นายกาจบัณฑิต กล่าวว่า การนำเข้ากุ้งจากต่างประเทศจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งภายในประเทศอย่างมาก จึงต้องมายื่นหนังสือเพื่อเรียกร้องให้รองนายกรัฐมนตรี สั่งการให้กรมประมงยกเลิกการนำเข้ากุ้งจากต่างประเทศ เพราะเป็นการทำลายภาคการผลิตของอุตสาหกรรมกุ้งไทย

“ขอให้ส่งเสริมด้านวิชาการ สนับสนุน จัดสรรงบประมาณแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทยให้ประสบผลสำเร็จในการเลี้ยงกุ้ง เพื่อเพิ่มผลผลิตของกุ้งให้ได้มากขึ้น เพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ของอุตสาหกรรมกุ้งไทยทั้งระบบ เพื่อเป็นการแก้ปัญหาอุตสาหกรรมกุ้งไทยอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการคืนความสุขให้กับพี่น้องคนไทยตามนโยบายรัฐบาล โดยขอคำตอบภายในวันที่ 14 มีนาคมนี้ หากไม่มีความชัดเจน เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจะมีการหารือเพื่อยกระดับการเคลื่อนไหวต่อไป” นายกาจบัณฑิต กล่าว

ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ทปอ.เร่งดำเนินการขยายเครือข่ายความร่วมมือครอบคลุมสถาบันการศึกษาทุกแห่ง ทั่วประเทศไทย ตามนโยบาย “ทปอ.พลัสพลัส” โดยประสานการทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) และมหาวิทยาลัยเอกชน เพื่อร่วมกันวางกรอบนโยบายและแผนงานพัฒนาคุณภาพบัณฑิตไทยให้มีความรู้ ความสามารถ และความเชี่ยวชาญ สอดรับตามความต้องการของภาคเอกชนและองค์กรธุรกิจชั้นนำ

ศ.ดร.สุชัชวีร์กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนในฐานะประธาน ทปอ. พร้อมด้วย ผศ.ดร.เรืองเดช วงศ์หล้า อธิการบดี มรภ.อุตรดิตถ์ ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดี มรภ. รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดี มทร.มงคลธัญบุรี ในฐานะรองประธานคณะกรรมการอธิการบดี มทร. ดร.พรชัย มงคลวนิช อธิการบดีมหาวิทยาลัยสยาม ในฐานะที่ปรึกษานายกสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนฯ ได้ร่วมหารือในประเด็นดังกล่าวกับนายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

ในการหารือ ทปอ. เสนอ 4 แนวทางดำเนินงานร่วมกันเพื่อผลักดันขีดความสามารถบัณฑิตไทยให้มีมาตรฐานเดียวกัน ประกอบด้วย 1. การขยายความร่วมมือในการรับนักศึกษาเข้าฝึกงานในองค์กรธุรกิจระหว่างศึกษาเล่าเรียน เพื่อการสั่งสมประสบการณ์ความรู้และทักษะให้พร้อมสำหรับการฝึกงานจริงและสามารถปฏิบัติงานได้ทันทีเมื่อจบการศึกษา

2. การสนับสนุนให้ทุนนักศึกษาและลงทุนวิจัยกับมหาวิทยาลัย โดยงบประมาณสนับสนุนการศึกษาที่ได้รับเพิ่มเติมเป็นสิ่งที่สามารถนำไปพัฒนาขีดความสามารถของเด็กได้โดยตรง โดยเฉพาะการสนับสนุนการศึกษาวิจัยนวัตกรรม ซึ่งหากมีการจัดทำฐานข้อมูลจะทำให้ทราบได้ว่าองค์กรธุรกิจมีความต้องการเทคโนโลยีและนวัตกรรมอะไรสำหรับนำไปใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินงาน

แนวทางที่ 3 การมีส่วนร่วมของเอกชนในการพัฒนาหลักสูตรที่ทันสมัยตามยุทธศาสตร์ชาติ และแนวทางที่ 4 การเปิดโอกาสให้บัณฑิตทุกคนได้สมัครงานโดยเท่าเทียมกัน ปัจจุบันสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศไทยมีความหลากหลาย มีความโดดเด่นเฉพาะด้าน และมีความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกัน ดังนั้น การขยายการทำงานที่ครอบคลุมของ ทปอ. ตามนโยบาย ทปอ.พลัสพลัส จะยิ่งเป็นการการันตีถึงคุณภาพของบัณฑิตไทยทั่วประเทศ ไม่ว่าจะจบการศึกษาจากสถาบันใดก็ตาม

ประธาน ทปอ.กล่าวด้วยว่า ระหว่างวันที่ 2-4 มี.ค.นี้ ทปอ.ได้จัดงาน “ยูนิเวอร์ซิตี้ เอ็กซ์โป 2018” ที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน เพื่อแสดงศักยภาพของสถาบันอุดมศึกษาไทย โดยความร่วมมือจากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ นำเสนองานวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมฝีมือนักศึกษา เพื่อตอกย้ำคุณภาพของบัณฑิตไทยจากทุกสถาบันการศึกษา

รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันที่ประเทศอยู่ในภาวะขาดแคลนพยาบาล โดยเฉพาะพยาบาลที่สามารถทางเทคโนโลยีทางการแพทย์ในหน่วยวิกฤต ซึ่งต้องมีความรู้ในการใช้เครื่องมือไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และระบบสารสนเทศ รวมถึงสื่อสารภาษาอังกฤษในระดับดี มทร.ธัญบุรีจึงได้เปิดคณะพยาบาลศาสตร์ขึ้น ผ่านการรับรองจากสภาการพยาบาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้กำลังเปิดรับสมัครรุ่นแรก จำนวน 60 คน เพื่อเข้าเรียนในปีการศึกษา 2561 นี้

คณะพยาบาลศาสตร์ ของมทร.ธัญบุรี มีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒเป็นพี่เลี้ยง และได้รับความร่วมมือจากเครือโรงพยาบาลพญาไท เครือโรงพยาบาลเปาโล และโรงพยาบาลในเครือกรุงเทพ ทั้ง 3 โรงพยาบาลจะมอบทุนให้กับนักศึกษา โดยเมื่อนักศึกษาสำเร็จการศึกษาจะต้องทำงานใช้ทุน ทั้งนี้ ค่าเล่าเรียนอยู่ที่ 1 แสนบาทต่อเทอม รวมค่าอุปกรณ์การเรียนทุกอย่าง โน้ตบุ๊ก ค่าหอพัก ซึ่งนักศึกษาพยาบาลจะต้องพักหอพักมหาวิทยาลัยทั้ง 4 ปี วิชาที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์จะใช้ห้องเรียนในคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จากนี้ไปอีก 4 ปีข้างหน้า พยาบาลจำเป็นต้องมีความรู้ในศาสตร์และศิลป์ สาขาการพยาบาล รวมทั้งต้องสามารถบูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมสู่การปฏิบัติในงานพยาบาลได้”

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่องอุตสาหกรรม 4.0 : การพลิกโฉม สมอ.4.0 จัดโดยสำนักมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ที่อิมแพค เมืองทองธานีว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ยุคดิจิทัล ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวให้ทันกับยุค เนื่องจากเทคโนโลยีและอินเตอร์เน็ตจะเข้มขึ้น ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมมีมาตรการสนับสนุนให้เอสเอ็มอี วิสาหกิจชุมชนพัฒนาเทคโนโลยี ทั้งการให้สินเชื่อและให้ความรู้ นอกจากนี้ได้กำหนดมาตรการใหม่เพื่อให้เอสเอ็มอี วิสาหกิจชุมชนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต วางระบบบริหารจัดการดีขึ้น มีต้นทุนการผลิตถูกลงและเข้าถึงตลาดใหม่ได้ โดยเริ่มจากเอสเอ็มอี จำนวน 10,000 ราย และภายใน 3 ปีจะเพิ่มเป็น 50,000 ราย ตั้งเป้าช่วยเอสเอ็มอีและวิสาหกิจชุมชนลดต้นทุนสินค้าลง 10%

“การสนับสนุนให้เอสเอ็มอีเข้าถึงการพัฒนาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นการสอดรับกับระบบอินเตอร์เน็ตประชารัฐ คาดว่าภายในปีนี้ระบบอินเตอร์เน็ตประชารัฐจะสามารถให้บริการครอบคลุมในทุกพื้นที่ ทำให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีมากขึ้น มีทักษะในการใช้งาน เพื่อการพัฒนาต่อยอดสินค้าเดิมที่มีอยู่ และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายเพิ่มขึ้น ทำให้ระบบเศรษฐกิจในประเทศเติบโตมากขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำด้านความยากจน และช่วยเหลือประชาชนถึงในระดับฐานรากได้อีกด้วย” นายอุตตม กล่าว

สภาพัฒน์คาดปีนี้เศรษฐกิจโต 4.1% จากตลาดโลกขยายตัว ส่วนปี ’60 จีดีพีโต 3.9% ส่งออกขยายตัว 9.7% ‘สมคิด’ ขันน็อตทูตพาณิชย์ทั่วโลก ลุยส่งออกปีนี้ ตั้งเป้าขยายตัว 8% มูลค่ากว่าสองแสนล้านดอลลาร์ นักวิชาการปรับจีดีพีขึ้นเป็น 4.4% จาก 4.2% เงินไหลเข้าเฉียดสามแสนล้าน

นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า คาดการณ์เศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในปี 2561 จะขยายตัวที่ระดับ 4.1% โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ 3.6-4.6% เป็นการขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการปรับตัวที่ดีขึ้นของเศรษฐกิจโลกที่คาดว่า ปีนี้จะขยายตัวได้ 3.8% ถือเป็นการเติบโตอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 และเป็นการเติบโตที่สูงสุดในรอบ 7 ปี โดยส่งออกของไทยปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 6.8% จากคาดการณ์เดิมที่ 5%

ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2560 ขยายตัวได้ 3.9% มูลค่าการส่งออกขยายตัว 9.7% ส่วนไตรมาส 4/2560 จีดีพีขยายตัวได้ 4% ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า มูลค่าการส่งออกสินค้าที่ขยายตัว 11.6% โดยปัจจัยที่เป็นปัจจัยกดดัน จากภาคการผลิตที่ติดลบ 1.3% ซึ่งเป็นผลจากปัญหา น้ำท่วมและสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย

นายดอน นาครทรรพ ผอ.อาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไตรมาส 4/2560 ขยายตัว 4% เทียบกับระยะเดียวกัน ปีก่อน หรือ 0.5% จากไตรมาสก่อน ต่ำกว่าที่ประมาณการไว้ที่ 4.4% ในรอบเดือน ธ.ค. 2560 การใช้จ่ายภาครัฐน้อยกว่าคาด ทั้งนี้ เศรษฐกิจทั้งปี 2560 ขยายตัวได้ 3.9% ใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้

ด้านนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเป็นประธานประชุมมอบนโยบายผลักดันการ ส่งออกปี 2561 ให้กับผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์และผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) 58 แห่งทั่วโลกว่า พาณิชย์รายงานสถานการณ์การค้า ปี 2560 มูลค่า 236,694 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 9.9% สูงสุดในรอบ 6 ปี มั่นใจว่าแนวโน้มส่งออกไทยในปีนี้ จะขยายตัวได้ 8.0% มูลค่าการค้า 255,630 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ย้ำให้กระทรวงพาณิชย์ทำให้ได้ตามตั้งเป้าหมายไว้

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า จีดีพีในปีนี้ คาดว่าจะขยายตัวได้ 4.4% จากเดิมที่คาดจะขยายตัว 4.2% นอกจากนี้ คาดว่าจะมีเม็ดเงินไหลเข้ามาเพิ่มขึ้น 276,800 ล้านบาท จากการส่งออก 100,800 ล้านบาท การท่องเที่ยว 80,000 ล้านบาท ขึ้นค่าแรง 60,000 ล้านบาท บัตรสวัสดิการ ผู้มีรายได้น้อย ระยะที่ 2 จำนวน 36,000 ล้านบาท

พิษณุโลก – วันที่ 19 ก.พ. นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานประชุมสัมมนา การขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในระดับพื้นที่สู่การปฏิบัติ ภาคเหนือ ที่หอประชุมศรีวชิรโชติ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จ.พิษณุโลก พร้อมมอบนโยบายการทำงานให้แก่หน่วยงานในสังกัดให้ชัดเจนและเป็นรูปธรรม โดยมีหัวหน้า, เจ้าหน้าที่มาร่วมประชุมกันทั้ง 17 จังหวัดภาคเหนือ

นายกฤษฎาเผยว่า ในวันนี้มามอบนโยบายให้แก่หน่วยงานในสังกัดเพื่อเกิดเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ลงพื้นที่บริการแก่เกษตรกรตามพื้นที่ต่างๆ อย่างใกล้ชิด โดยเน้นหลักการตลาดนำการผลิต โดยให้สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดประสานงานกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ชักจูงให้ภาคเอกชนมารับซื้อสินค้าของเกษตรกร โดยเฉพาะนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ที่ให้เกษตรกรมารวมตัวกันผลิตสินค้าที่ลดต้นทุน แต่ถ้าผลิตสินค้าทางการเกษตรอะไรแล้วก็ควรมีผู้มารับซื้อ

“เช่น จังหวัดพิษณุโลก ทางสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลกได้รายงานว่า มีเกษตรกรผลิตสินค้าตามโครงการเกษตรแปลงใหญ่แล้ว จำนวน 40 แปลง มีภาคเอกชนมารับซื้อแล้วกว่า 30 แปลง ถือว่าเป็นไปตามเป้าหมาย” รมว.เกษตรและสหกรณ์กล่าว

นายกฤษฎายังกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของภาคเหนือเตรียมรับมือกับภัยแล้งและปัญหาหมอกควันจากไฟป่าซึ่งกำลังเริ่มประสบปัญหาอยู่ในขณะนี้ ให้หน่วยงานในสังกัดไปดูว่ามีจุดใดบ้างที่จะสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ได้บ้าง และมีจุดไหนที่ได้รับผลกระทบแล้วต้องประสานกับฝ่ายปกครองที่จะต้องเข้าไปเยียวยากับผู้ได้รับผลกระทบ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมาถือว่ามีปริมาณน้ำมากกว่าถึงร้อยละ 40 ขณะที่ในปีนี้ทางกระทรวงส่งเสริมการปลูกพืชอายุสั้นหรือใช้น้ำน้อย ประเภทถั่ว ปอเทือง เป็นต้น

พะเยา – วันที่ 19 ก.พ. นายอนุรักษ์ โปร่งสุยา นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ออย อ.ปง จ.พะเยา กล่าวว่า ใกล้จะมีการเปิดด่านบ้านฮวก ต.ภูซาง อ.ภูซาง จ.พะเยา เป็นด่านถาวรแล้ว เมื่อเป็นด่านถาวรย่อมมีการเติบโตของเศรษฐกิจชายแดนอย่างรวดเร็ว ทั้งการส่งออก-นำเข้า สินค้าธุรกิจท่องเที่ยว สินค้าอุปโภค-บริโภค การเดินทางเข้า-ออกของประชาชนและนักท่องเที่ยวจะทำให้กระตุ้นการใช้จ่ายในเมืองชายแดนอย่างมาก โดยเฉพาะเมืองภูซางและเมืองเชียงคำเป็นพื้นที่ติดชายแดนเพื่อนบ้าน

“ดังนั้น ผมมองว่าที่ อ.เชียงคำ มีสนามบินเก่าภายในพื้นที่ของทหาร สามารถนำมาใช้เป็นสนามบินเพื่อการพาณิชย์สำหรับขนส่งผู้โดยสารเพื่อการท่องเที่ยวและขนส่งสินค้าเพื่อออกจากพื้นที่ระบายไปสู่ปลายทาง รวมทั้งการขนส่งสินค้าเข้าพื้นที่พะเยา และพื้นที่ใกล้เคียงให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว ประหยัดเวลา ประหยัดค่าใช้จ่าย กระตุ้นเศรษฐกิจในระดับมหภาค” นายอนุรักษ์กล่าว

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ นายพรชัย สุดรัก อายุ 53 ปี เจ้าหน้าที่ อาสารักษาดินแดน อำเภอลำทับ จังหวัดกระบี่ เปิดเผยว่า ขณะ เดินออกกำลังกาย ตอนเย็นของวันที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมา บริเวณบ้านพัก เลขที่ 265 ม.5 ต.ลำทับ ได้ยินสุนัขพันธุ์พื้นบ้านที่เลี้ยง เพศผู้ ชื่อมุ้งมิ้ง ส่งเสียงเห่าอยู่ข้างบ้าน จึงวิ่งไปดู ปรากฎว่า สุนัขของตนเอง กำลังไล่จับสัตว์บางอย่าง ตัวคล้ายหนู ปากคล้ายกับจมูกหมู มีขนสีขาวแซมดำ จึงเข้าไปห้าม ไม่ไห้กัดพร้อมกับจับสัตว์ตัวดังกล่าวมาขังกรงไว้ เนื่องจากอยู่ในสภาพอ่อนแรงพร้อมกับเรียกเพื่อนบ้านมาดู เนื่องจากในพื้นที่ไม่เคยเห็นสัตว์ดังกล่าวมาก่อน

นายพรชัย กล่าวต่อว่า สำหรับสัตว์ตัวดังกล่าวทราบจากนายสุธี ร่มรื่น รองนายก อบต.ทุ่งไทรทอง อ.ลำทับ ว่าเป็นหนูชนิดหนึ่ง ชาวบ้านเรียกว่าสาโท หรือหนูเหม็น เนื่องจากตัวมีกลิ่นเหม็นคล้ายกับของเน่า มีน้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม ลำตัวยาวประมาณ 30 เซนติเมตร ส่วนหางกลมประมาณเท่านิ้วก้อย คล้ายกับหางหนู ยาวประมาณ 30 เซนติเมตรปากคล้ายกับจมูกหมู ในพื้นที่ไม่เคยมีปรากฏมาก่อน เบื้องต้นได้นำไปปล่อยในป่า ชุมชุนของอำเภอเนื้อทีประมาณ 15 ไร่ เพื่อจะได้ไปหาคู่ ตามธรรม ชาติ ต่อไป

ด้านนายวุฒิพงษ์ ชูสังราช หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า-เขาประบางคราม จังหวัดกระบี่ กล่าวว่า สำหรับสัตว์ ที่นายพรชัย จับได้ เนื่องจากถูกสุนัขไล่กัด จากการที่ได้ดูภาพถ่าย พบว่าไม่ใช่หมูหริ่ง แต่น่าจะเป็นหนูเหม็น หรือสาโท ตามที่ชาวบ้านเรียกก็ได้ คาดว่าคงจะเป็นสัตว์ตระกูลเดียวกับหมูหริ่ง ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง และเป็นสัตว์กินแมลงที่มีขนาดใหญ่ ลักษณะคล้ายหนู ปลายจมูกยาวและแหลม กินแมลง พบมาก ทางตอนใต้ของไทยและคาบสมุทรมลายู ชอบหากินเวลากลางคืน เมื่อมีอาการตื่นเต้นหรือระวังภัย จะปล่อยสารออกจากลำตัว กลิ่นเหม็นคล้ายแอมโมเนีย คนโบราณจึงเรียกว่า หนูเหม็น

นายวุฒิพงษ์ กล่าวอีกว่า หนูเหม็น หรือ สาโท ยังไม่เคยพบเห็นในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าเขาประ-บางครามมาก่อน ถือว่าเป็นการพบเห็นครั้งแรกของจังหวัดกระบี่ อย่างไรก็ตามต้องขอบคุณนายพรชัย เจ้าหน้าที่ อส.อำเภอลำทับ ผู้มีใจอนุรักษ์ที่ร่วมกันปกป้องคุ้มครองสัตว์ป่า เพื่อเป็นสมบัติแก่ลูกหลานสืบไป