ทอดกรอบเหมาะกับดอกไม้หลายชนิดมากทั้งดอกเล็กดอกใหญ่

โดยเฉพาะดอกไม้กลุ่มที่ไม่ค่อยมีรสชาติในตัวเอง เพราะน้ำมันกับแป้งที่เคลือบกลีบดอกไม้จะช่วยเสริมรสชาติได้ดีขึ้น เมนูเด็ด ได้แก่ดอกลั่นทมสอดไส้ ไข่เจียวดอกไม้ หรือจะนำกลีบดอกไม้ต่างๆ เช่นกุหลาบ พวงชมพู ดอกเข็มมาชุบแป้งทอดก็อร่อยเหมือนกัน

7.แกง กูรูแนะนำว่าดอกไม้ที่นำมาทำแกงควรประเภทที่โดนความร้อนแล้วสีไม่ซีดง่ายและรสชาติไม่เปลี่ยน เช่น ดอกกุหลาบ ดอกขิงแดง ดอกกล้วยไม้ ดอกขจร ดอกขี้เหล็ก เป็นต้น

เมนูแนะนำในกลุ่มนี้ ได้แก่ ซุปกุหลาบกับเต้าหู้ดำ เต้าหู้ขาว, ต้มกะทิสดดอกบัว, แกงจืดบุปผาสาคู, ต้มส้มดอกขิงแดง, ต้มข่าดอกกล้วยไม้, แกงจิ้นส้มกับดอกผักปลัง, แกงจืดพวงชมพู, แกงส้มพริกสดปลาช่อนกับดอกผักปลัง, แกงส้มดอกขจร ฯลฯ

8.ขนม ดอกไม้ที่มีสีสันสวยงาม สามารถนำมาปรุงกับกะทิ แป้ง น้ำตาล ทำเป็นขนมหวานหน้าตาน่ากินไม่แพ้วัตถุดิบอื่น เช่น ขนมดอกโสน เค้กดอกโสน, มัฟฟิ่นกุหลาบ เป็นต้น

9.เครื่องดื่ม ชงได้ทั้งแบบสดและแบบแห้งแล้วแต่กรรมวิธีที่ชอบ แบบสดก็เอาดอกสดมาปั่นแล้วกรองกากออก เอาแต่น้ำมาผสมน้ำผึ้ง มะนาว เกลือหรือวัตถุปรุงรสอื่นที่ชอบ ดื่มอุ่นหรือเย็นก็ได้ ถ้าขี้เกียจทำสดก็เก็บดอกไม้ตากแห้งเอาไว้ เวลาอยากดื่มค่อยนำมาต้มทำเป็นเครื่องดื่มดับกระหายได้ เช่น น้ำเก๊กฮวย, น้ำกระเจี๊ยบ, น้ำดอกเข็มแดง, น้ำดอกดาหลา, น้ำดอกอัญชัน, น้ำกุหลาบ หรือชาดอกไม้ต่างๆ

ส่วนใครที่สงสัยว่าดอกไม้หลายชนิดที่เอ่ยชื่อมานั้น ฟังดูคุ้นหูอยู่ก็จริงแต่รสชาติเป็นฉันใดกันแน่ ฉันก็เลยไปสอบถามมาจาก “ลุงเสก-ยุคคล จิตสำรวย” นักจัดสวนมือทอง เจ้าของคอลัมน์ “สวนสวย ไม้งาม” ที่อยู่ใกล้ๆ กันนี้ ได้ความว่า

กระพี้จั่น รสมันขม เหมาะกับลวกจิ้มน้ำพริก หรือแกง

ลั่นทม รสมัน เหมาะกับชุบแป้งทอด

กุหลาบ จืด ชุปแป้งทอด ใส่ในยำโดยไม่ต้องทอด เอาสีสวยไว้แต่งจาน

อัญชัน ไม่มีรส ชุบแป้งทอด หรือคั้นน้ำ

พวงชมพู รสมัน ฝาด ชุบแป้งทอด

เข็มแดง รสมัน ปรุงอาหารได้หลายแบบ

ผักเสี้ยน เหมาะกับการทำผักดองอย่างเดียว กินสดรสฉุน ร้อน

ข่า รสเผ็ดร้อน กินสด แกง

เกสรชมพู่ เปรี้ยวอย่างเดียว ใส่ยำเหมาะที่สุด

ดอกกระเจียว รสจืดมัน ไม่เผ็ดเหมือนข่า นิยมทั้งกินสดและลวก

ฟักทอง รสหวาน ปรุงอาหารได้หลากหลาย

ดอกทุเรียน ชาวสวนทางภาคใต้นิยมยัดหมูสับแล้วทอด

ดอกมะละกอ ลวกจิ้มน้ำพริก

ดอกพยอม กินเป็นผักสด รสหวานมัน หอม

ช่อมะกอก รสเปรี้ยว

กระโดน ฝาดมัน

ดาวเรือง ดาวกระจาย รสเผ็ด หอม ทอดกรอบ หรือโรยหน้าสลัด

ซ่อนกลิ่น รสมัน หวาน

แคฝรั่ง แคป่า รสหวาน มัน ขม “ผมนั้นเคยติดคุกอยู่ที่บางขวาง 13 ปี ข้อหาปล้นฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ช่วงที่อยู่ในเรือนจำได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเกษตร โดยเฉพาะการทำเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียงขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงเป็นความตั้งใจว่า หากได้พ้นโทษออกมาจะมาเริ่มต้นชีวิตใหม่กับการทำเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียง”

นายสุพันธ์ ศรีภักดี อยู่บ้านเลขที่ 13 หมู่ที่ 7 ตำบลหนองงูเหลือม อำเภอเบญจลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ โทร. (087) 240-6827 บอกกล่าวถึงอดีตก่อนก้าวมาเป็นเกษตรกรในระดับ Smart Farmer ด้านปศุสัตว์ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานปศุสัตว์อำเภอเบญจลักษ์ และสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดศรีสะเกษ

จากที่ต้องถูกจองจำอยู่เป็นเวลา 13 ปี เมื่อพ้นโทษออกมาในปี 2535 จึงเป็นปีแห่งเริ่มต้นชีวิตใหม่ ด้วยการเข้าร่วมโครงการปรับโครงสร้างเพื่อการผลิตตามโครงการของกรมส่งเสริมการเกษตร ภายใต้การสนับสนุนของอำเภองานเกษตรอำเภอเบญจลักษ์ และเริ่มต้นทำฟาร์มภายใต้ชื่อ “ศรีภักดีฟาร์ม” บนพื้นที่ 24 ไร่ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2535

ด้วยความมุมานะพยายามในการประกอบอาชีพจึงทำให้ก้าวสู่ฟาร์มชั้นแนวหน้า มีกิจกรรมประกอบด้วย การเลี้ยงหมู 1,822 ตัว แยกเป็น แม่พันธุ์ 210 ตัว พ่อพันธุ์ 12 ตัว หมูขุน 1,600 ตัว วัวเนื้อ 444 ตัว แยกเป็น แม่พันธุ์ 280 ตัว พ่อพันธุ์ชาร์โรเล่ส์ 3 ตัว พ่อพันธุ์บราห์มัน 1 ตัว วัวขุน จะเลี้ยงชุดละ 40 ตัว โครุ่นอื่นๆ 120 ตัว และเลี้ยงปลานิล 6 บ่อ นอกจากนี้ ยังมีรายได้เสริมมะพร้าวน้ำหอมที่ปลูกไว้รอบๆ ฟาร์ม และการทำปุ๋ยหมักจากขี้หมู ขี้วัวในฟาร์ม

“การเลี้ยงวัวของผมจะเน้นเป็นวัวเนื้อ เพราะขายง่าย ต้นทุนต่ำ ปัจจุบันได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ โดยนำพันธุ์ชาร์โรเล่ส์เข้ามาผสมกับแม่พันธุ์พื้นเมือง แม่พันธุ์บราห์มันที่มีอยู่ในฟาร์ม ลูกที่ออกถ้าเป็นตัวเมียจะเก็บไว้เป็นแม่พันธุ์ ส่วนลูกตัวผู้จะนำไปขุนจำหน่าย ในฟาร์มของผมจะมีลูกวัวคลอดออกมาทุกวัน”

ในส่วนของอาหารที่ใช้เลี้ยง เจ้าของฟาร์มได้ยกตัวอย่างถึงวัวเนื้อที่เลี้ยงว่า จะใช้ฟางข้าวหมักเป็นหลัก และเสริมด้วยกากมันหมักยีสต์ ส่วนอาหารข้นจะเน้นการผสมอาหารขึ้นใช้เอง โดยซื้อวัตถุดิบที่มีอยู่ในพื้นที่เป็นหลัก โดยสูตรอาหารที่ใช้นั้นลูกชายเป็นคิดค้นสูตรขึ้นมา” พี่สุพันธ์ กล่าว

ในส่วนของการเลี้ยงวัวเนื้อนั้น พื้นที่คอกเลี้ยงของพี่สุพันธ์จะมีรูปแบบที่แตกต่างจากที่อื่น โดยจะเน้นการขุดบ่อเลี้ยงปลาไว้กลางคอกโคเนื้อ ด้วยต้องการเลี้ยงปลานิล

“ผมใช้ปลานิลแปลงเพศเก็บขี้วัว พอฝนตกขี้วัวจะไหลลงบ่อ แล้วทำให้เกิดแพลงตอนขึ้นเองตามธรรมชาติ ซึ่งแพลงตอนนี้จะกลายเป็นอาหารของปลานิลที่เลี้ยง และปลานิลที่ผมปล่อยเลี้ยงนี้จะปล่อยครั้งแรกทีเดียว 10,000 ตัว หลังจากนั้นปล่อยตามธรรมชาติออกลูกหลานในบ่อเอง ผมจะจับเฉพาะตัวใหญ่ตรงกับที่ตลาดต้องการ ซึ่งเป็นการเลี้ยงที่เราไม่ต้องมีต้นทุนมากนัก” พี่สุพันธ์ กล่าว

จากทั้งหมดนี้ ปีหนึ่งๆ ฟาร์มแห่งนี้จะมีรายได้หลังค่าใช้จ่ายแล้วประมาณ 6.6 ล้านบาท

“ผมมีลูก 2 คน คนหนึ่งเรียนจบด้านสัตวศาสตร์ อีกคนเรียนจบด้านประมง ตอนนี้ทุกคนช่วยทำงานอยู่ในฟาร์ม รวมถึงการเข้าไปมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือชุมชน โดยลูกของผมจะออกไปยังพื้นที่ของเกษตรกรที่พร้อมเป็นเครือข่ายช่วยให้บริการเกี่ยวกับการผสมเทียม การจัดการดูแลสุขภาพสัตว์ เพื่อให้สามารถเลี้ยงสัตว์ได้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย”

ทั้งนี้ เป้าหมายของศรีภักดีฟาร์มที่วางไว้ในอนาคตคือ การพยายามส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่เกิดการรวมกลุ่มและร่วมกับทางฟาร์มในลักษณะของการเป็นเครือข่าย เพื่อผลิตสินค้าปศุสัตว์จำหน่าย รวมถึงการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งนี้เจ้าของฟาร์มให้เหตุผลว่า เพราะฟาร์มจะเดินไปด้วยตัวเองคนเดียวไม่ได้ ต้องเอาชาวบ้านไปด้วย จึงจะประสบความสำเร็จ

“ตอนนี้ผมมองว่าจะทำอย่างไรให้ชุมชนมีรายได้ไปพร้อมๆ กับฟาร์ม ดังนั้น จะต้องมีการสร้างความเข้าใจร่วมกันก่อน และหากทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ เครือข่ายที่สร้างขึ้นเราจะมีตราสินค้าเป็นของตนเองเพื่อสร้างตลาดขึ้นมา”

สำหรับการจำหน่ายผลผลิตของฟาร์มในปัจจุบัน พี่สุพันธ์ บอกว่า ตลาดจะแบ่งออกเป็น 2 แหล่งใหญ่ๆ โดยหนึ่ง เป็นตลาดภายในพื้นที่ ซึ่งมีความต้องการทั้งส่วนที่เป็นสัตว์มีชีวิตและเนื้อชำแหละ

“ผมมองตลาดภายในเป็นหลักก่อนตอนนี้ ใครต้องการ วัว หมู ปลา มาซื้อได้โดยตรงที่ฟาร์ม จะเอาไปทั้งแบบตัวเป็นมีชีวิต หรือจะให้ฆ่าและชำแหละให้ได้หมด แต่ถ้าปริมาณสัตว์เหลือเกินกว่าที่ตลาดในพื้นที่รับได้ ผมจะส่งขายให้กับทางพ่อค้าเพื่อส่งไปจำหน่ายยังตลาดของประเทศเพื่อนบ้าน” พี่สุพันธ์ กล่าว

ส่วนสาเหตุสำคัญที่ทำให้ทางศรีภักดีฟาร์ม ใช้วิธีการตลาดแบบเลี้ยงเองขายเองแบบนี้ เพราะต้องการเพิ่มมูลค่าสินค้าในฟาร์มของตนเอง

“ถ้าเราไม่ชำแหละขาย ให้พ่อค้ามาจับ เราจะได้ราคาต่ำ อย่างวัวตัวหนึ่งถ้าให้พ่อค้ามาจับ เราจะได้เงินเพียง 30,000 บาท แต่ถ้าเรามีการชำแหละขายเอง จะได้เงินถึงตัวละ 50,000 บาททีเดียว”

นี่จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของผู้ที่เคยผิดพลาดในชีวิต แต่วันนี้เขาสามารถสร้างตัวเองให้เป็นคนเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จของจังหวัดศรีสะเกษแห่งนี้นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์พายุโซนร้อนโพดุล ทำให้เกิดน้ำท่วมสูงในหลายจังหวัด โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคกลางตอนบน ส่งผลทำให้พื้นที่การเกษตรและที่อยู่อาศัยของชาวบ้านได้รับความเสียหาย จึงได้สั่งการให้ นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เตรียมมาตรการช่วยเหลือ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน โดยเฉพาะในส่วนของสมาชิกสหกรณ์ ซึ่งมาตรการช่วยเหลือจะเน้นดูแลเรื่องหนี้สินและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสมาชิกสหกรณ์ที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ ส่งผลทำให้ขาดรายได้ที่จะส่งชำระหนี้คืนสหกรณ์ ดังนั้น จะนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อขอวงเงินชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อบรรเทาปัญหาหนี้สินให้กับสมาชิกในพื้นที่ประสบภัยครั้งนี้

ทั้งนี้ ในวันนี้ (4 กันยายน 2562) นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อม นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และคณะ ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม และให้กำลังใจเกษตรกรและชาวบ้านที่ประสบอุทกภัยในอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น พร้อมนำถุงยังชีพ ข้าวสาร อาหารแห้ง และน้ำดื่มไปมอบให้เพื่อช่วยเหลือในเบื้องต้น ณ ศูนย์อำนวยการช่วยเหลือผู้ประสบภัย อบต.บ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น เบื้องต้นมีสหกรณ์การเกษตรโนนศิลา จำกัด สหกรณ์การเกษตรบ้านเเฮด จำกัด และสหกรณ์การเกษตรบ้านไผ่ จำกัด ที่ส่งข้อมูลขอความช่วยเหลือ เนื่องจากมีสมาชิก 2,620 ราย ได้รับความเดือดร้อน พื้นที่ไร่นาและเลี้ยงสัตว์ของสมาชิกสหกรณ์ทั้ง 3 แห่ง เสียหายประมาณ 11,895 ไร่

ด้าน นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ โดยได้เตรียมเงินกู้จากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) จำนวน 315 ล้านบาท เป็นเงินกู้ปลอดดอกเบี้ย 1 ปี เพื่อให้สหกรณ์กู้ยืมและนำไปให้สมาชิกของแต่ละสหกรณ์กู้ปลอดดอกเบี้ยเช่นกันเพื่อฟื้นฟูอาชีพหลังเกิดภัยพิบัติจากพายุโพดุล และยังได้ขยายเวลาชำระหนี้ให้สหกรณ์ที่กู้เงิน กพส.ก่อนหน้านี้ออกไปอย่างน้อย 1 ปี กรณีที่สหกรณ์นั้นมีเหตุที่จะแสดงได้ว่าได้รับผลกระทบจากพายุ จนไม่สามารถชำระหนี้ได้

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้มีหนังสือแจ้งเวียนไปทุกจังหวัดที่ประสบภัย เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2562 ถึงมาตรการช่วยเหลือดังกล่าว โดยก่อนหน้านี้ กรมได้สั่งการให้ทุกจังหวัดเร่งสำรวจความเสียของสหกรณ์ที่รับผลกระทบจากพายุโพดุล ว่ามีสหกรณ์ใดบ้างที่รับได้รับผลกระทบ จำนวนสมาชิกที่ประสบภัย พื้นที่การเกษตรที่เสียหายและประเภทของพืชที่เสียหาย รวมถึงให้รายงานถึงความช่วยเหลือเบื้องต้นที่สหกรณ์จังหวัดได้ดำเนินการแล้วหรือกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการช่วยเหลือ ซึ่งเบื้องต้นมีประมาณ 20 จังหวัด แบ่งเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 13 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด อำนาจเจริญ อุดรธานี นครพนม ยโสธร มหาสารคาม สกลนคร มุกดาหาร กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ อุบลราชธานี นครราชสีมา ภาคเหนือและภาคกลางตอนบน 7 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน แพร่ น่าน เพชรบูรณ์ พิจิตร พิษณุโลก

“ก่อนจะนำมาตรการบรรเทาหนี้สินสมาชิกสหกรณ์ที่ประสบภัยเข้าสู่ ครม.พิจารณา กรมจะหารือกับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ว่าควรจะเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ จากนั้นจะเร่งเสนอ ครม.ให้เร็วที่สุดเพื่อช่วยเหลือสมาชิก ซึ่งจากการลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมสมาชิกที่ประสบภัยที่จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ 3 กันยายน ที่ผ่านมาได้ถามความเห็นสมาชิกสหกรณ์พบว่าสิ่งที่ต้องการคือ การพักชำระหนี้หรือขยายเวลาการชำระหนี้ออกไป 1-2 ปี” นายพิเชษฐ์ กล่าว

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวต่อว่า นอกจากการช่วยเหลือจากภาครัฐแล้ว กรมได้ขอความร่วมมือจากสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ให้พิจารณาช่วยเหลือสมาชิกของแต่ละสหกรณ์ด้วยเพราะอาจมีปัญหาเรื่องรายได้โดยการลด หรืองดการคิดดอกเบี้ยเงินกู้ยืม รวมทั้งขยายเวลาการชำระหนี้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่สมาชิก และให้ใช้เงินจากกองทุนสาธารณประโยชน์ นำไปช่วยเหลือสมาชิกผู้ประสบภัย เช่น การซ่อมแซมที่อยู่อาศัย หรือการเยียวยาด้านอื่น

ซึ่งจากการลงพื้นที่ถามความเห็นจากสมาชิกสหกรณ์ส่วนใหญ่พบว่า สิ่งที่ต้องการและขอให้ช่วยเหลือคือ การพักชำระหนี้ หรือขยายเวลาการชำระหนี้ออกไป 1-2 ปี

รัฐมนตรีเกษตรฯ ส่งกำลังใจ ประชาชนและเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วม พร้อมส่งหน่วยงานในสังกัดเร่งระดมลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือ และกำลังใจกับผู้ประสบภัยน้ำท่วมครั้งนี้

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึง สถานการณ์น้ำท่วมทั้งภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาทิ พิจิตร อุบลราชธานี และร้อยเอ็ด ฯลฯ ว่า ขณะนี้ตนเองได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงและสหกรณ์ เร่งระดมลงพื้นที่อย่างเร่งด่วนเพื่อให้ความช่วยเหลือ และกำลังใจกับประชาชน และเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบกับสถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ เบื้องต้น ตนเองได้ลงพื้นที่ติดตามปัญหาด้วยตัวเองแล้ว โดยได้มีการให้กำลังใจ พร้อมเร่งเยียวทันทีหลังน้ำลด

โดยตนเองก็ได้สั่งให้กรมปศุสัตว์ จัดกิจกรรมจิตอาสาร่วมบรรจุถุงยังชีพสัตว์เพื่อช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ฝนตกหนักในทั่วทุกภาคของประเทศ และน้ำท่วมในหลายพื้นที่ เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ได้รับความเดือดร้อนขาดแคลนอาหารสัตว์จำนวนมาก ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้นำหญ้าอาหารสัตว์ไปช่วยเหลือเกษตรกรในเบื้องต้นแล้ว แต่ยังพบว่ามีเกษตรกรที่ขาดแคลน มีความต้องการอาหารสัตว์และวิตามินอีกเป็นจำนวนมาก กรมปศุสัตว์ได้บรรจุถุงยังชีพสัตว์กว่า 2,000 ชุด โดยในแต่ละถุงประกอบด้วย ยาฆ่าเชื้อ วิตามินละลายน้ำ ยากำจัดพยาธิชนิดน้ำ แร่ธาตุก้อน อาหารสุนัข แมว และอาหารไก่

ขณะเดียวกันยังเตรียมส่งเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตร เข้าสำรวจความเสียหายพื้นที่การเกษตรทันทีหลังน้ำลด โดยล่าสุดเกษตรอำเภอและเกษตรจังหวัดได้ออกเตือนเกษตรกร เฝ้าระวังความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อผลผลิตทางการเกษตร ให้คำแนะนำแก่เกษตรกรในการดูแลข้าว พืชไร่ ไม้ผล เพราะช่วงนี้บางพื้นที่เป็นช่วงที่บางพืชเก็บเกี่ยว จึงต้องเตรียมช่วยเหลือเกษตรกร และกำชับให้ทุกจังหวัดรายงานผลสำรวจให้กรมส่งเสริมการเกษตรทราบทุกวัน ส่วนมาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยนั้น หากผู้ว่าราชการจังหวัด

ประกาศเขตพื้นที่การให้ความช่วยเหลือฯ ก็จะให้ความช่วยเหลือตามขั้นตอน โดยกระทรวงเกษตรฯ จะพิจารณามาตรการช่วยเหลืออื่น ๆ ตามความเหมาะสม เช่น สนับสนุนปัจจัยการผลิตสำหรับฤดูกาลเพาะปลูกต่อไป สำหรับมาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ จะจ่ายให้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรไว้ก่อนเกิดภัย จ่ายเงินช่วยเหลือตามจำนวนพื้นที่จริงที่ได้รับความเสียหาย รายละไม่เกิน 30 ไร่ ซึ่งกำหนดให้นาข้าวได้รับอัตราไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ได้รับอัตราไร่ละ 1,148 บาท และพืชสวนและอื่นๆ ได้รับอัตราไร่ละ 1,690 บาท ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน

จากการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมลง ไม่เอื้ออำนวยต่อการแพร่ขยายพันธุ์ของปลา และสัตว์น้ำจืดตามธรรมชาติ ประกอบกับการหาปลาที่เกินกำลังผลิตของสัตว์น้ำ ตลอดจนภัยธรรมชาติ ส่งผลกระทบเสียหายอย่างรุนแรงต่อชนิดและปริมาณสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ กล่าวคือ พันธุ์ปลาน้ำจืดของไทยบางชนิดได้สูญพันธุ์ไป นอกจากนี้ พันธุ์ปลาน้ำจืดของไทยอีกหลายชนิดมีปริมาณลดลง

การเลี้ยงปลาชนิดต่างๆ จึงเป็นที่สนใจของหลายๆ คน เพื่อสร้างรายได้ ซึ่งบางคนหารายได้เสริม จากการเลี้ยงปลาและสัตว์น้ำชนิดอื่นๆ จนสามารถสร้างรายได้มากกว่างานประจำที่ทำเหมือนเช่น คุณธีระกิจ เมณร์กูล อยู่บ้านเลขที่ 82 หมู่ที่ 1 ตำบลแม่สิน อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ที่ละทิ้งงานบริษัทสู่อาชีพเกษตรกรรม

จากพนักงานบริษัท ผันชีวิตเกษตรกรเพาะพันธุ์ปลา

คุณธีระกิจ คลื่นลูกใหม่ไฟแรงวัย 28 ปี เล่าให้ฟังว่า เดิมทีครอบครัวทำสวนส้มอยู่ที่หมู่บ้านสุเม่น ตำบลแม่สิน ซึ่งคนในหมู่บ้านสุเม่นทำสวนส้มกันส่วนใหญ่ เมื่อทำไปนานๆ การทำสวนส้มไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เกิดการขาดทุน ทำให้เป็นหนี้สินมากขึ้น ด้านคุณธีระกิจหลังเรียนจบจึงสมัครงานเป็นพนักงานบริษัท แต่รายได้ที่มีไม่เพียงพอต่อรายจ่ายของครอบครัว จึงหันมามองหาอาชีพใหม่ คือการเพาะพันธุ์ปลาขาย เพราะสมัยศึกษาเล่าเรียน คุณธีระกิจหารายได้เสริมจากการเพาะพันธุ์ปลาสวยงามขายในระหว่างนั้น ทำให้มีความรู้ด้านนี้พอสมควร จึงตัดสินใจชวนน้องชาย คือ คุณกริชเพชร อัฐวงศ์ มาชวนกันประกอบอาชีพ

“สมัยก่อนผมเป็นพนักงานบริษัท เมื่อทำไปนานๆ ผมรู้สึกไม่ชอบ จึงปรึกษากันในครอบครัว ว่าเราจะทำยังไงให้เราอยู่ได้ โดยต้องหารายได้หลักก่อน เพื่อให้เรามีเงินใช้จ่ายทุกวัน จึงมองธุรกิจขายปลา เพราะพื้นฐานเดิมสมัยเรียน ผมเพาะปลาสวยงามขาย จึงเริ่มธุรกิจแรก คือขายปลาสวยงามตามตลาดนัด” คุณธีระกิจ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของชีวิตในการทำงาน

เมื่อมาขายปลาสวยงาม คุณธีระกิจ เล่าว่า รายได้ที่ได้รับสามารถอยู่ได้ แต่ไม่ถึงกับทำเงินได้เท่าที่ควร มีท้อแท้บ้างในบางครั้ง แต่ไม่ท้อถอย สู้ทำในสิ่งที่รัก เมื่อขายปลาสวยงามได้สักระยะ มีลูกค้ามาถามหาซื้อปลาเนื้อ ซึ่งช่วงแรกๆ คุณธีระกิจยังไม่มีปลาเนื้อขาย จึงได้ลองไปรับลูกปลาเนื้อจากที่อื่นมาขาย ทำให้ผลตอบรับดี มีรายได้มากว่าการขายปลาสวยงาม

“ลองรับปลาเนื้อจากฟาร์มอื่นมาขาย ผลตอบรับดี จึงใช้พื้นที่ที่บ้านเป็นบ่อปูน ขังลูกปลาเพื่อขายตามตลาด พอขายดีขึ้นเรื่อยๆ ผมก็คิดที่จะเพาะลูกปลาขายเอง เพราะผมเองก็มีความรู้อยู่บ้าง จึงมาหาแหล่งทำเล ที่อยู่ติดกับถนน ที่ตำบลหนองอ้อ ก็ทดลองเพาะอนุบาลปลาเรื่อยๆ ลองผิดลองถูก โดยอาศัยซื้อพ่อแม่พันธุ์จากชาวบ้าน ที่เลี้ยงดี คัดมาทำพ่อแม่พันธุ์ ผมเลยจับตลาด การขายปลาเนื้อจากนั้นมาเลย ตั้งชื่อฟาร์มว่า สุเม่นฟาร์ม” คุณธีระกิจ เล่าด้วยรอยยิ้ม ถึงการเลือกจับธุรกิจการขายปลาเนื้อที่ตรงตามความต้องการของตลาด

คุณธีระกิจ เล่าว่า ลูกปลาที่เพาะขายจะเน้นที่ตลาดต้องการ คือ ปลาหมอแปลงเพศ ปลาสลิด ปลากดเหลือง และปลาดุกรัสเซีย แต่ก็มีปลาชนิดอื่นบ้างที่รับมาอนุบาลที่บ่อแล้วขาย

ในขั้นตอนแรกของการเพาะพันธุ์ปลา คุณธีระกิจ อธิบายว่า คัดพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ที่มีไข่สมบูรณ์มาผสมเทียมในบ่อปูน ขนาด 3×4 เมตร ความลึก 80 เซนติเมตร ช่วงที่รอปลาออกจากไข่ ก็จะเตรียมบ่อดินด้วยการทำความสะอาด จากนั้นโรยพื้นบ่อด้วยปูนขาวเพื่อฆ่าเชื้อ แล้วจึงใส่น้ำในบ่อดินที่มีขนาด 15×25 เมตร

เมื่อลูกปลาที่เพาะออกจากไข่ได้ประมาณ 2-3 วัน จะย้ายลูกปลาลงไปอนุบาลในบ่อดินที่เตรียมไว้ ลูกปลาที่ปล่อยในบ่อดินจะมีประมาณ 200,000 ตัว ต่อบ่อ คุณธีระกิจ บอกว่า เมื่อลูกปลาได้อายุประมาณ 1 เดือน ปลาจะรอดตาย เหลือเพียงประมาณ 40,000-50,000 ตัว

การให้อาหาร จะให้เป็นรำละเอียดสำหรับลูกปลาที่กินพืช ส่วนลูกปลากินเนื้อจะให้ปลาป่น และอาหารเม็ด โดยให้ 3 มื้อ คือ เช้า กลางวัน และเย็น

จากนั้น เมื่อลูกปลาอายุได้ประมาณ 20 วัน หลังจากปล่อยลูกปลาลงบ่อดิน จะเติมน้ำเข้าไปภายในบ่อ การอนุบาลลูกปลาใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ลูกปลาจะมีขนาดประมาณ 2-3 เซนติเมตร จากนั้นจับลูกปลาขึ้นจากบ่อดินด้วยวิธีลากอวน นำมาคัดในกระชัง ขนาด 2×4 เมตร จำนวน 5,000 ตัว ประมาณ 2-3 วัน เพื่อเตรียมขายระหว่างที่ลูกปลาอยู่ในกระชัง

ซึ่ง คุณธีระกิจ บอกเคล็ดลับว่า ช่วงนี้จะให้ลูกปลากินอาหารอย่างเต็มที่ เมื่อลูกค้าซื้อไปเลี้ยงต่ออัตราการรอดตายจะสูง และเจริญเติบโตได้ดีการดูแล และป้องกันศัตรู ของลูกปลาที่เพาะพันธุ์

คุณธีระกิจ บอกว่า เนื่องจากลูกปลาที่อยู่ในระยะเม็ดข้าวสาร คือหลังออกจากไข่ได้ประมาณ 2-3 วัน จะมีขนาดที่เล็กมาก การมองอาจจะต้องใช้การสังเกตค่อนข้างมาก ศัตรูที่ต้องระวังมากที่สุดของระยะนี้คือ แมลงน้ำ กบ และเขียด ป้องกันด้วยการขึงตาข่าย

ราคาอยู่ที่ไซซ์ขนาด

เนื่องจากคุณธีระกิจขายปลาสวยงามมาก่อน ดังนั้น จึงเป็นที่รู้จักของลูกค้าเดิมอยู่แล้ว บวกกับลูกปลาที่ขายมีความแข็งแรงได้คุณภาพ ทำให้ลูกค้าบอกกันไปปากต่อปาก ข้ามจังหวัดกันไปเลยทีเดียว

“พอมีฟาร์มเป็นของตัวเอง ผมมาสร้างติดถนนไว้ ก็จะเน้นขายที่หน้าฟาร์มเป็นหลัก แต่ก็จะมีไปส่งบ้างตามต่างจังหวัด ที่ไปไกลสุดก็ราชบุรี คือราคาที่ขายหน้าฟาร์ม กับราคาที่ไปส่งก็จะต่างกัน ส่วนการตลาดอีกวิธีที่ผมทำ ก็ขายทางเฟซบุ๊ก ผลตอบรับก็ค่อนข้างดีครับ” คุณธีระกิจ เล่าด้วยสีหน้าที่ภูมิใจ ถึงการตลาดที่ประสบผลสำเร็จไปในทิศทางที่ดี

ราคาที่ขายจะแตกต่างกันตามขนาด ซึ่งปลาแต่ละชนิดจะมีราคาที่ไม่เท่ากัน ปลาหมอ ขนาดประมาณ 2-3 เซนติเมตร ราคาอยู่ที่ 70-90 สตางค์ ส่วนขนาด 3-5 เซนติเมตร ราคาอยู่ที่ 1.2-1.5 บาท ปลาสลิด ขนาด 2-3 เซนติเมตร ราคาอยู่ที่ 40 สตางค์ และขนาด 3-5 เซนติเมตร ราคาอยู่ที่ 60-80 สตางค์ ถ้าเป็นปลากดเหลือง จะขายตามขนาดความยาว ถ้าลูกปลากดเหลือง ยาวประมาณ 1 นิ้ว ราคาจะอยู่ที่ 1 บาท ส่วนปลาดุกรัสเชีย จะขายที่ขนาด 1 นิ้วขึ้นไป จะอยู่ที่ราคา 40 สตางค์ ถึง 1 บาท

จากความจริงใจที่มีให้ลูกค้าตลอดเวลา ทำให้ลูกปลาที่ผลิตออกจากสุเม่นฟาร์มของคุณธีระกิจ ต้องต่อคิวสั่งจองตามรอบที่จะเพาะพันธุ์ เพราะจะไม่มีการนำไปตระเวนขายตามตลาดนัดเหมือนแต่ก่อน บวกกับชี้แนะวิธีการเลี้ยงกับลูกค้าที่มาซื้อลูกปลาอย่างเสมอต้นเสมอปลาย

“ผมไม่เคยหวงความรู้นะครับ ลูกค้าที่ซื้อไปผมจะแนะนำหมด เพราะบางทีลูกค้าที่ซื้อไปอาจจะเลี้ยงไม่ถูกวิธี เลี้ยงด้วยอาหารผิดประเภท ผมก็ตามไปดูนะ ไปแก้ไขให้ทุกอย่าง อย่างเช่น บ่อปูน ไม่เหมาะกับเลี้ยงปลาหมอ ควรที่จะเลี้ยงสลิดแทน ผมก็แนะนำไป เพื่อไม่อยากให้ลูกค้าเขาเสียเงินเปล่าๆ จากการลงทุน” คุณธีระกิจ เล่าด้วยความใส่ใจ ถึงความห่วงใยที่มีให้ลูกค้าที่มาซื้อลูกปลาที่ฟาร์ม

สำหรับท่านใด ที่สนใจต้องการทำอาชีพด้านการเกษตร คุณธีระกิจ ฝากบอกว่า “การทำการเกษตรก็สามารถเลี้ยงตัวเองได้ แต่ต้องเลือกทำสิ่งที่เราถนัด และที่สำคัญที่สุด คือเป็นสิ่งที่ตลาดต้องการ เราต้องมีความอดทน ซื่อสัตย์ ในอาชีพของเรา” คุณธีระกิจ กล่าวด้วยหน้าตาที่มีรอยยิ้ม