ทั้งนี้การพิจารณาคัดเลือกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรดีเด่น

ได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือก สหกรณ์ดีเด่นตั้งแต่ระดับจังหวัด เพื่อส่งมาประกวดในระดับภาค ก่อนจะเข้าสู่การพิจารณาคัดเลือกสหกรณ์ดีเด่นระดับประเทศ ซึ่งจะมีคณะกรรมการลงพื้นที่ไปตรวจสอบข้อมูลและโครงการต่างๆ ที่สหกรณ์ดำเนินการ และมีเกณฑ์การพิจารณาให้คะแนน แบ่งออกเป็น 5 หมวด ดังนี้ 1. ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ 2. ความสามารถในการบริหารและการจัดการสหกรณ์ 3. บทบาทและการมีส่วนร่วมของสมาชิกต่อสหกรณ์ 4. ความมั่นคงและฐานะทางเศรษฐกิจของสหกรณ์ และ 5. การทำกิจกรรมด้านสาธารณประโยชน์และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

สหกรณ์ดีเด่นทั้ง 7 แห่ง และกลุ่มเกษตรกรดีเด่นระดับชาติ 2 แห่งนี้ จะได้รับการประกาศเกียรติคุณและเผยแพร่ ผลการดำเนินงานที่ประสบผลสำเร็จและได้รับคัดเลือกเป็นสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ เพื่อเป็นต้นแบบและแหล่งเรียนรู้ให้กับสหกรณ์อื่นๆ และประชาชนทั่วไปได้มาเรียนรู้และศึกษาดูงาน และนำแนวคิดจากการดำเนินโครงการที่ประสบผลสำเร็จของแต่ละสหกรณ์ไปปรับใช้ ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ยังคงมุ่งสนับสนุนการดำเนินงานและสร้างความเข้มแข็งสหกรณ์ 3 ด้าน ได้แก่ 1. การเสริมสร้างความเข้มแข็งของสหกรณ์

โดยยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิก 2. การพัฒนาธุรกิจของสหกรณ์ เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับสมาชิก ผลิตสินค้าที่ตรงกับความต้องการของตลาด และดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน 3. การพัฒนาบุคลากรของสหกรณ์ ให้มีความรู้ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของตนเองที่มีต่อสหกรณ์ และแสวงหาองค์ความรู้ในด้านต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์และสามารถนำมาใช้ในการพัฒนาและส่งเสริมกิจการสหกรณ์ให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ลงนามบันทึกข้อตกลง “วิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์และผลผลิตด้านการเกษตรของมูลนิธิชัยพัฒนาด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.)” อาทิ การพัฒนาเครื่องลดความชื้นเมล็ดพันธุ์พืช การศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพของน้ำมันเมล็ดพืชต่อผิวหนังและการพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพผิว การศึกษาความเป็นไปได้การเพาะปลูกวานิลลาเชิงพาณิชย์ในพื้นที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมันมูลนิธิชัยพัฒนา ในวันที่ 19 มีนาคม 2562 ณ ห้องประชุมชั้น 3 อาคารสำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา

ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างมูลนิธิชัยพัฒนาและ วว. ในครั้งนี้มีระยะเวลา 2 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมืออย่างบูรณาการตามยุทธศาสตร์ของทั้งสองหน่วยงาน ในการสนับสนุนและเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน กลุ่มเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน บนพื้นฐานของการใช้ทรัพยากรของชุมชนหรือท้องถิ่นอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) เพื่อใช้เป็นพื้นฐานสำคัญในการยกระดับคุณภาพผลผลิตด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เกิดมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้น และเกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชุมชนหรือท้องถิ่น รวมทั้งร่วมกันวิจัยพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานชีวภาพของชุมชนและท้องถิ่นอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยมีโครงการวิจัยนำร่องเพื่อดำเนินงานร่วมกัน ดังนี้

การพัฒนาเครื่องลดความชื้นเมล็ดพันธุ์พืช โดยศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพ วว. เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรเครือข่ายของมูลนิธิในการลดความชื้นเมล็ดพันธุ์พืช/ข้าวเปลือก เพื่อให้ได้ข้าวเปลือกหรือเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน มีประสิทธิภาพสูง เป็นนวัตกรรมช่วยประหยัดพลังงาน ช่วยลดระยะเวลาในการอบเมล็ดพันธุ์

การศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพของน้ำมันเมล็ดพืชต่อผิวหนังและการพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพผิว โดยศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร วว. ในการศึกษาฤทธิ์ น้ำมันเมล็ดไนเจอร์ น้ำมันเมล็ดงาม้อน และน้ำมันเมล็ดมะรุม เพื่อประเมินฤทธิ์ทางชีวภาพและความเป็นพิษของน้ำมันจากเมล็ดพืชต่อการทำงานของเซลล์ผิวหนัง และเพื่อพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพผิวและเวชสำอางจากน้ำมันเมล็ดพืช ซึ่งจะเป็นการเพิ่มมูลค่าของน้ำมันเพื่อใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพผิวและสามารถเพิ่มอัตราการผลิตและรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกได้อย่างยั่งยืน

การศึกษาความเป็นไปได้การเพาะปลูกวานิลลาเชิงพาณิชย์ในพื้นที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน มูลนิธิชัยพัฒนา โดยศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ วว. ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน ภายใต้มูลนิธิชัยพัฒนา จะทดลองปลูกวานิลลาในพื้นที่ป่าของศูนย์วิจัยฯ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เพื่อใช้เป็นสถานที่ทดสอบและเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ และสถานที่ส่งเสริมและพัฒนาไปยังเกษตรกรที่สนใจในพื้นที่จังหวัดเชียงราย และพื้นที่ใกล้เคียง รวมทั้งจะดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้ในการเพาะปลูกวานิลลาเชิงพาณิชย์ในพื้นที่ป่าธรรมชาติบางส่วนเมื่อระบบน้ำมีความพร้อม เพื่อจำลองปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของวานิลลา เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาการปลูกร่วมกับร่มเงาป่าธรรมชาติสู่เชิงพาณิชย์ต่อไป

นางสาวศิริพร บุญชู อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า สภาพอากาศที่ร้อนมากในช่วงหน้าแล้งจะส่งผลกระทบต่อการปลูกหม่อน ทำให้ใบหม่อนมีเปอร์เซ็นต์น้ำในใบต่ำ คุณภาพของใบหม่อนจะส่งผลต่อผลผลิตรังไหม เกษตรกรที่ปลูกหม่อนหรือเลี้ยงไหมในช่วงหน้าแล้ง จึงมีข้อควรปฏิบัติในการดูแลแปลงหม่อน ดังนี้

1. ตัดแต่งกิ่งหม่อน โดยควรเลื่อนการตัดแต่งกิ่งหม่อน จากปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน เป็นหลังช่วงเทศกาลสงกรานต์ เนื่องจากเป็นช่วงที่ฝนจะเริ่มตกมากขึ้นในหลายพื้นที่ในช่วงเวลาดังกล่าว วางแผนการเลี้ยงไหมให้สอดคล้องกับการตัดแต่งกิ่ง เนื่องจากหลังตัดแต่งกิ่งแล้ว ประมาณ 2- 3 เดือน ต้นหม่อนถึงจะเจริญเติบโตพอที่จะเก็บใบไปเลี้ยงไหมได้และภายหลังการตัดแต่งควรมีการบำรุงรักษาต้นหม่อน เพื่อให้มีการฟื้นตัวโดยเร็ว

2. รักษาความชื้นในดิน โดยการพรวนดินให้ร่วนซุยและใช้วัสดุคลุมดิน ประเภทอินทรียวัตถุ หรือเศษเหลือของพืชจากการเกษตรต่างๆ เช่น ฟางข้าว ใบไม้แห้ง เปลือกข้าวโพด ซังข้าวโพดโดยคลุมระหว่างแถวต้นหม่อน เพื่อป้องกันการระเหยของน้ำจากผิวดินทำให้ดินมีความชุ่มชื้น ช่วยลดการสูญเสียน้ำและเป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน

3. การบริหารจัดการน้ำ ควรกำหนดช่วงเวลาการใช้น้ำวางแผนการใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อให้มีน้ำใช้ตลอดช่วงฤดูแล้ง ควรมีการให้น้ำต้นหม่อน อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง โดยวิธีเปิดร่องปล่อยน้ำเข้าแปลงหรือการใช้ระบบน้ำหยดในแปลง โดยใช้มินิสปริงเกลอร์ ซึ่งเป็นวิธีการให้น้ำแบบประหยัดทั้งแรงงานคนและประหยัดน้ำ และการทำแนวกันไฟรอบแปลงหม่อนเพื่อป้องกันไฟป่า และสกัดกั้นการลุกลามของไฟด้วยการถางวัชพืชเป็นแนวโดยจะต้องถางวัชพืชให้ชิดติดดินและให้โล่งเตียน

นอกจากนี้ กรมหม่อนไหมยังได้ศึกษาวิจัยและพบว่า การใช้ปุ๋ยหมักเติมอากาศ จะช่วยให้น้ำไหลลงสู่ดินชั้นล่าง ไม่ชะล้างผิวหน้าดินออกไป ส่งผลทำให้น้ำสะสมอยู่ใต้ชั้นดินมีความชื้นตลอดเวลา มีความร่วนซุยมากขึ้น และยังพบว่าการใส่ปุ๋ยในแปลงหม่อนร่วมกับการใช้เชื้อจุลินทรีย์ไมคอไรซา ในปริมาณที่เหมาะสม จะช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวรากทำให้สามารถดูดน้ำและธาตุอาหารได้เพิ่มขึ้น ทำให้พืชทนแล้งและช่วยเพิ่มผลผลิตหม่อนได้อีกด้วย ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมหม่อนไหม เบอร์โทรศัพท์ 0-2558-7924-26 หรือที่ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียติฯ ทั้ง 21 ศูนย์ทั่วประเทศ

เมื่อเร็วๆ นี้ มีการประชุมวิชาการพืชสวนแห่งชาติ ครั้งที่ 17 “สู่ก้าวใหม่ของพืชสวนไทย” ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติ โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นเจ้าภาพจัดงาน การจัดประชุมพืชสวนแห่งชาติ เริ่มมาตั้งแต่ ปี 2544 โดยสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย เป็นผู้ริเริ่มการดำเนินงาน มีการประชุมต่อเนื่องทุกปีและหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพในแต่ละภูมิภาค ถือเป็นแบบอย่างที่ดีในด้านการสร้างเครือข่าย ครอบคลุมทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันอุดมศึกษา เพื่อร่วมกันพัฒนางานวิชาการทางด้านพืชสวน

ในงานนี้ได้จัดให้มีการนำเสนอทางวิชาการในห้องประชุมและการจัดและสาธิตแสดงผลงาน ทั้งภาคเอกชน หน่วยงานของรัฐ และสถาบันการศึกษา เช่น สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) นำเสนอ

การเปลี่ยนยอดพันธุ์อะโวกาโด…เริ่มต้นจากการเพาะเมล็ดเพื่อเป็นต้นตอ ใช้เวลาประมาณ 2 เดือน คัดเลือกที่แข็งแรงสมบูรณ์ ขนาดต้นประมาณ 1 เซนติเมตร ตัดต้นตอให้สูงประมาณ 10-15 เซนติเมตร ทำแผลต้นตอแบบผ่าฝานบวบ ยาวประมาณ 3-4 เซนติเมตร ตัดกิ่งพันธุ์ดียาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร ให้มีตาติด 2-5 ตา ทำแผลกิ่งเป็นรูปลิ่มยาวเท่าแผลที่ต้นตอ เสียบกิ่งพันธุ์ดีลงบนแผลของต้นตอ พันพลาสติกหรือพาราฟิล์มให้แน่น ประมาณ 15 วัน ตาที่ยอดพันธุ์ดีจะแทงทะลุแผ่นพาราฟิล์ม นำไปปลูกพักฟื้นในที่ร่ม อายุประมาณ 45-60 วัน ต้นพันธุ์อะโวกาโดพร้อมนำไปปลูก

เสาวรสเปลี่ยนยอด…พันธุ์เสาวรสหวาน ได้มาจากการคัดเลือกจากต้นเพาะเมล็ดที่ได้จากสายพันธุ์ของประเทศไต้หวัน เป็นพันธุ์ที่เหมาะสมในการรับประทานผลสด ผลสุกมีรสชาติหวาน มีกลิ่นหอม แต่การคัดเลือกจากเมล็ดอาจมีโอกาสที่จะมีการเปลี่ยนแปลงได้ จึงเกิดการทดลองเป็นการนำยอดเสาวรสที่เกิดจากการนำพันธุ์ดีมาเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จนได้ขนาดที่เหมาะสม นำมาเสียบยอดกับต้นตอที่เพาะให้เป็นต้นตอ ทำให้ได้ต้นเสาวรสตรงตามสายพันธุ์ที่ต้องการ ไม่มีโรครบกวน ให้ผลผลิตสูง

คัดเลือกพันธุ์ถั่วแขก…เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางด้านอาหาร ให้แก่ชุมชนบนพื้นที่สูง สามารถปลูกพืชร่วมกันในพื้นที่ป่าได้อย่างยั่งยืน พืชผักจึงมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาสายพันธุ์ให้มีความเหมาะสม โดยเฉพาะถั่วแขก เป็นพืชที่มีความหวานกรอบ รสชาติเอร็ดอร่อย นอกจากใช้บริโภคภายในครอบครัวแล้ว ตลาดยังมีความต้องการสูง จึงทำให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงมีรายได้จากการปลูกถั่วแขกเป็นประจำตลอดทั้งปี สายพันธุ์ที่ได้คือ พันธุ์ CB-59-01 พันธุ์ CB-59-02 พันธุ์ CB-59-03

การออกแบบบรรจุภัณฑ์องุ่น…องุ่น เป็นผลผลิตทางการเกษตรที่มีปัญหาเรื่องการขนส่งมาโดยตลอด เนื่องจากมีผิวที่บางมากกว่าพืชอื่น ปกติจะบรรจุด้วยถุงพลาสติกหรือกล่องโฟมที่จำหน่ายทั่วไป ทำให้เกิดความเสียหายทั้งด้านราคา คุณภาพผลผลิต การขนส่ง จึงได้มีการออกแบบให้เหมาะสม เป็นการบรรจุพวงองุ่นทั้งพวงหลังการเก็บเกี่ยว คงรูปทรงพวงองุ่นที่สวยงามในบรรจุภัณฑ์ สามารถรองรับน้ำหนักต่อชั้นในการขนส่ง ฝาปิดเปิดบรรจุภัณฑ์แน่นหนาแข็งแรง มีรูระบายอากาศตลอดทั้งบรรจุภัณฑ์ ได้รับการจดทะเบียนอนุสิทธิบัตรจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา

แมลงอุตสาหกรรม ชันโรง หรือผึ้งจิ๋ว…เป็นแมลงตระกูลเดียวกับผึ้ง แต่ไม่มีเหล็กไน อาศัยอยู่ตามธรรมชาติทั่วทุกภูมิภาคของไทย เป็นแมลงผสมเกสรแก่ไม้ผล ไม้ดอก และพืชผัก เกษตรกรสามารถนำรังของชันโรงไปวางไว้ในพื้นที่ของตนเอง ยังช่วยให้เกิดรายได้จากการเก็บเกี่ยวน้ำผึ้งของชันโรง อีกทั้งราคาสูงกว่าน้ำผึ้งด้วย ใช้บริโภคโดยตรง นำไปแปรรูปได้หลายชนิด จิ้งหรีด เป็นแมลงที่เพาะเลี้ยงได้ง่าย มีวงจรชีวิตสั้น ให้ผลผลิตมาก อัตราการวางไข่สูง เป็นแมลงที่มีคุณค่าทางอาหารใกล้เคียงกับไข่ไก่และนมถั่วเหลือง ปัจจุบันการเลี้ยงจิ้งหรีดได้รับความนิยมเลี้ยงกันมาก สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ได้มีการกำหนดมาตรฐานการจัดการเลี้ยงจิ้งหรีดให้มีความเหมาะสม และใช้วัสดุที่ปลอดภัยในการเลี้ยง นำไปแปรรูปเป็นจิ้งหรีดแช่แข็ง จิ้งหรีดผง จิ้งหรีดทอดกรอบ ใช้ผสมกับแป้งในการทำขนมต่างๆ

การตรวจสอบคุณภาพผลผลิตเกษตรแบบไม่ทำลายด้วยเทคนิคเนียร์อินฟราเรดสเปกโทรสโกปี…เป็นเทคนิคการตรวจสอบที่ไม่ทำลายตัวอย่างที่นำมาทดสอบ โดยใช้หลักการดูดกลืนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เนื่องจากโครงสร้างโมเลกุลของสารที่อยู่ในผลผลิตเกษตร สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ประหยัดเวลาและแรงงาน ลดการใช้สารเคมีในการตรวจสอบ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต ตรวจสอบผลผลิตเกษตรได้หลายชนิด เช่น มะม่วง ส้ม สับปะรด มะละกอ ข้าว ข้าวโพด และถั่วเหลือง

การปลูกหัวดอกทิวลิปด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์…สามารถทำได้ทั้งการปลูกเพื่อจำหน่ายและการขยายพันธุ์

การทำหัวเชื้อฮอร์โมน…ผลิตฮอร์โมนเพื่อเป็นการกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช พืชสามารถดูดซับอาหารได้มากขึ้น เครื่องผลิตน้ำอิเล็กโทรไลต์…เป็นผลงานคณะวิทยาศาสตร์ เพื่อเป็นการผลิตน้ำ โดยมีระบบไฟฟ้าเข้าไปเกี่ยวข้อง เป็นการแยกสลายสารโดยใช้น้ำเกลือลงไปผ่านขั้วไฟฟ้าบวกและลบ เป็นเครื่องที่ได้จากการประยุกต์จากการทำวิจัยร่วมมือกันของ ผศ.ดร. กานดา หวังชัย ภาควิชาชีววิทยา และสถาบันวิจัยเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว และ ผศ. สาธิต ปิยนลินมาศ

ความร่วมมือด้านการวิจัยกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ…โครงการศูนย์บริการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เริ่มมาตั้งแต่ ปี 2523 จากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในหลวง รัชกาลที่ 9 พระราชทานให้ ดร. พิศิษฐ์ วรอุไร อาจารย์คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทำการศึกษาวิจัยคัดเลือกพืชพันธุ์ดี เพื่อนำไปส่งเสริมให้ราษฎรในถิ่นทุรกันดารได้ใช้ประโยชน์ เนื่องจากสมัยก่อนพืชพันธุ์ดีหายากมาก ต่อมาได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน จนถึงปัจจุบันนี้

นอกจากผลงานที่ได้นำเสนอแล้ว ยังมีผลงานศึกษาวิจัยอีกหลายแขนงสาขา เช่น การรวบรวมเมล็ดพันธุ์พืชดั้งเดิม การวิจัยข้าวก่ำ มช. 107 การผลิตยอดพืชสีเขียว ที่นิยม ได้แก่ ยอดถั่วลันเตา สบู่โปรตีนจากน้ำผึ้ง ฯลฯ ท่านที่สนใจผลงานศึกษาวิจัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สามารถติดต่อได้ที่

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดตัวผลงานวิจัย “ระบบควบคุมอัตโนมัติสำหรับโรงเรือนปลูกผักด้วยน้ำ” นวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่เพื่อสังคมเมือง ลดปัญหาการปลูกพืชผักปลอดสารเคมีในพื้นที่จำกัด ลดการใช้แรงงาน เนื่องในงานแถลงข่าวการจัดงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ประจำ 2562 วันที่ 19 มีนาคม 2562 ณ ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ราชประสงค์ กรุงเทพฯ

ดร. อาภารัตน์ มหาขันธ์ รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน วว. กล่าวว่า วว. โดยศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมหุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอัตโนมัติ ภายใต้การสนับสนุนการวิจัยของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ประสบผลสำเร็จในการวิจัยและพัฒนา “ระบบควบคุมอัตโนมัติสำหรับโรงเรือนปลูกผักด้วยน้ำ” โดย วว. ออกแบบระบบควบคุมอัตโนมัติผ่านเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตของทุกสิ่ง (Internet of Things : IoTs) ในการติดตามสภาพแวดล้อมการเจริญเติบโตของผักในโรงเรือนปลูกผักด้วยน้ำผ่านแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน เท็บเล็ต

หรือคอมพิวเตอร์ เช่น ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นในอากาศ ควบคุมค่าความเป็นกรด-ด่างของน้ำ และควบคุมความเข้มข้นของสารละลายธาตุอาหารในน้ำ เมื่อมากไปหรือน้อยไประบบควบคุมอัตโนมัติสามารถลดหรือเพิ่มค่าที่ควบคุมต่างๆ ตามเงื่อนไขที่กำหนด เพื่อให้สภาพแวดล้อมเกิดความสมดุล ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืชผัก โดยค่าที่วัดได้จะถูกส่งผ่านทางอินเตอร์เน็ตไปยังสมาร์ทโฟนทำให้สามารถทราบข้อมูลเกี่ยวกับสภาวะแวดล้อมต่างๆ ภายในโรงเรือน และสามารถสั่งงานย้อนกลับมายังกล่องควบคุมอัตโนมัติได้

“…ระบบควบคุมอัตโนมัติสำหรับโรงเรือนปลูกผักด้วยน้ำ ผลงานวิจัยของ วว. นับเป็นนวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่ ซึ่งตอบโจทย์สภาพสังคมของเมืองใหญ่ ที่มีผู้คนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น มีข้อจำกัดในเรื่องสภาพพื้นที่ อย่างบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ หรือห้องชุด ที่สภาวะแวดล้อมไม่เหมาะสมเพราะได้รับแสงแดดไม่เพียงพอ ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และไม่ค่อยมีเวลาดูแลเพราะต้องไปทำงานนอกบ้าน แต่ต้องการปลูกพืชผักที่ปลอดภัยจากสารเคมีตกค้างไว้รับประทานเองภายในครัวเรือน ทั้งนี้มีการนำระบบควบคุมอัตโนมัติสำหรับโรงเรือนปลูกผักไปใช้งานจริงในพื้นที่เทคโนธานี จังหวัดปทุมธานี และที่

บริษัท อินดัสเตรียล ออโตเมชั่น แอนด์ อินโนเวชั่น จำกัด จังหวัดนนทบุรี หากมีการนำไปใช้แพร่หลายจะก่อให้เกิดธุรกิจใหม่ ซึ่งจะทำให้ประชาชนมีทางเลือกในการบริโภคพืชผักปลอดสารเคมีมากขึ้น นับเป็นความสำเร็จในการนำองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตอบโจทย์ของสังคมอย่างเป็นรูปธรรม…” รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาฯ วว. กล่าว อนึ่ง วว. นำผลงานวิจัยและพัฒนา “เกษตรสมัยใหม่ เพื่อประเทศไทยยั่งยืน : Modern Agriculture for National Sustainability” ประกอบด้วย 5 ผลงานวิจัยพัฒนา ได้แก่

ระบบควบคุมอัตโนมัติสำหรับโรงเรือนปลูกผักด้วยน้ำ ระบบสุ่มตัวอย่างวัตถุดิบในอุตสาหกรรมการเกษตรแบบ Gantry Robot ชนิดควบคุมอัตโนมัติ 3. เครื่องคัดแยกกาแฟเชอรี่สดและเครื่องคัดแยกขนาดเมล็ดกาแฟ 4. เครื่องชุบถุงมือผ้าเคลือบยางพาราอัตโนมัติ และ 5. เครื่องคัดแยกทะลายปาล์ม เข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการเนื่องในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2562 (Thailand Research Expo 2019) ภายใต้ Theme “งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์สังคมเกษตรกรรมสมัยใหม่” ซึ่ง สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-10 เมษายน 2562 ณ ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ราชประสงค์ กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเวทีระดับชาติที่นำเสนอผลงานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีคุณภาพ เพื่อเชื่อมโยงบูรณาการองค์ความรู้ไปสู่การใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ ทั้งในเชิงมิติ เชิงวิชาการ นโยบาย สังคม/ชุมชน และพาณิชย์/อุตสาหกรรม

สภาวะร้อนและแล้งในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ราคามะนาวแพงขึ้น ลูกละ 4-6 บาท ขึ้นอยู่กับขนาด แม่ค้าเชื่อว่าเดือนเมษายนปีนี้อาจขยับราคาขึ้นไปถึงลูกละ 10 บาท

วันที่ 20 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงนี้หลายพื้นที่ประสบสภาวะภัยแล้งและร้อนในหลายพื้นที่ ส่งผลผู้ที่ปลูกมะนาวได้รับผลกระทบทำให้มีราคาแพงขึ้น ล่าสุดจากการสำรวจราคามะนาวที่ตลาด 6 เทศบาลนครพิษณุโลก หรือ ตลาดร่วมใจ พบว่า ราคามะนาวเริ่มปรับราคาขึ้นแล้ว ลูกละ 4-6 บาท ขึ้นอยู่กับขนาด เนื่องจากอากาศร้อนและแห้งแล้งทำให้ออกผลน้อย พ่อค้า-แม่ค้า ร้านอาหารเปลี่ยนมาใช้น้ำมะนาวผสม ใส่ขวดมาวางขายให้ลูกค้าได้เลือกซื้อ

จากการสอบถาม นางกาหลง ทองน้อย แม่ค้ามะนาวในตลาดสดร่วมใจ พบว่าในช่วงนี้ สภาวะอากาศร้อนและแห้งแล้ง ทำให้มะนาวที่วางขายปรับราคาเพิ่มขึ้น อยู่ที่ลูกละ 4-6 บาท จากปกติปีที่ผ่านมา ลูกละ 1 บาท สาเหตุเนื่องจากปีนี้จังหวัดพิษณุโลก มีสภาพอากาศร้อนแล้งส่งผลกระทบทำให้มะนาวออกผลผลิตน้อย แม่ค้าในตลาดหลายรายต้องรับมาจากสวนต่างจังหวัด ราคาจึงมีแนวโน้มแพงขึ้นในช่วงฤดูร้อน หรือในเดือนเมษายนนี้ คาดว่าจะขึ้นอีกเป็นลูกละ 7-10 บาททีเดียว ทำให้ตนเองต้องรับน้ำมะนาวผสมมาวางจำหน่าย ในราคาขวดละ 25 บาท หรือต้องการน้ำมะนาวแท้ใส่ขวด ขนาดใหญ่ ราคาขวดละ 400 บาท ขวดเล็ก ราคา 200 บาท เพื่อให้ลูกค้าได้เลือกซื้อนำไปประกอบอาหารได้เช่นกัน

ในวงการผู้ปลูกลำไยต่างก็ทราบดีว่า ปัจจุบันลำไยทุกสายพันธุ์ปลูกให้ออกดอกและติดผลได้ทั่วประเทศ โดยการบังคับด้วยสารโพแทสเซียมคลอเรต หรือโซเดียมคลอเรต สารทั้งสองชนิดดังกล่าวสามารถกำหนดการออกดอกและติดผลของลำไยทุกสายพันธุ์ได้ เพียงแต่พื้นที่ปลูกลำไยควรจะมีแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์เท่านั้น พื้นที่ปลูกลำไยจึงไม่จำเป็นจะต้องเลือกพื้นที่ปลูกในเขตภาคเหนือตอนบน หรือพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็นอีกต่อไป การบริโภคผลไม้ของคนไทย พบว่ายังมีกลุ่มคนไทยที่ชอบบริโภคผลไม้ที่มีขนาดของผลใหญ่ รสชาติจะต้องดีด้วย

อย่างกรณีของสายพันธุ์ลำไยพบว่า ในปัจจุบันนี้มีลำไยอย่างน้อย 2 สายพันธุ์ ที่มีขนาดของผลใหญ่กว่าสายพันธุ์ทางการค้าทั่วไป (มีขนาดใหญ่กว่าพันธุ์อีดอ เบี้ยวเขียว สีชมพู ฯลฯ) หรืออาจจะสรุปง่ายๆ ว่ามีขนาดของผลใหญ่ใกล้เคียงกับลูกปิงปอง (แต่ไม่ใช่พันธุ์ปิงปองของเวียดนาม) นอกจาก พันธุ์จัมโบ้ และยังมีอีกสายพันธุ์หนึ่งคือ พันธุ์ “บ้านโฮ่ง 60”

ลักษณะประจำพันธุ์ ลำไย พันธุ์ “อีดอ 60” หรือ “บ้านโฮ่ง 60” ซึ่งเริ่มปลูกที่บ้านโฮ่ง อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน เป็นลำไยที่กลายพันธุ์มาจากลำไยพันธุ์อีดอ ผลโตสม่ำเสมอ ช่อสวย เปลือกหนาแข็ง ลักษณะผลแตกต่างจากพันธุ์อื่นอย่างชัดเจน เมื่อแกะเปลือกออกมีฝ้าขาวๆ เหมือนลิ้นจี่ ที่มาของชื่อพันธุ์ และความใกล้ชิดกับพันธุ์อื่น

มีการค้นพบและตั้งชื่อพันธุ์ เพื่อเฉลิมฉลองวโรกาสครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ในปี 2549 ลักษณะผลของลำไยพันธุ์บ้านโฮ่ง 60 คือ รูปร่างกลมแป้นผลป้อมรี ปลายผลป้านกลม ผิวเปลือกขรุขระ ความกว้างผล 30.74 เซนติเมตร ความยาวผล 28.87 เซนติเมตร น้ำหนักผล 17.77 กรัม จำนวนผลต่อกิโลกรัม 71 ผล ร้อยละของน้ำหนัก เปลือก:เนื้อ:เมล็ด 23:64:13 ปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ 23.71 บริกซ์ (ความหวาน)

“ลำไยพันธุ์บ้านโฮ่ง 60” จากที่ สวนคุณลี อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทร. 081-886-7398 เป็นสวนหนึ่งในภาคเหนือตอนล่างที่ปลูกลำไยบ้านโฮ่งมา 10 กว่าปี “บ้านโฮ่ง 60” นี้มีลักษณะใกล้เคียงกันระหว่างลำไย พันธุ์ “เบี้ยวเขียว” กับ “อีดอ” โดยที่ลักษณะของใบจะเหมือนกับลำไยอีดอ คุณภาพเนื้อคล้ายกับ พันธุ์เบี้ยวเขียว คือเนื้อแห้ง หวาน กรอบ และเนื้อหนา ผลใหญ่มาก ออกดอกง่ายพอๆ กับ พันธุ์อีดอ อายุการเก็บเกี่ยวใกล้เคียงกับพันธุ์อีดอ

และพบว่าในระยะติดผลอ่อนจะมีหนามเหมือนกับผลลิ้นจี่และหนามจะหายไปเมื่อผลลำไยเริ่มแก่ และยังพบลักษณะเด่นของลำไยสายพันธุ์นี้คือ เมื่อผลแก่มีขนาดของผลใหญ่ใกล้เคียงกับลูกปิงปอง มีเปลือกหนาและเหนียว เนื้อหนาและแห้ง รสชาติหวานและกรอบ มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว รสชาติอร่อยไม่แพ้พันธุ์อีดอเลย

จากการที่ได้นำผลผลิตลำไย พันธุ์ “บ้านโฮ่ง 60” วางขายในตลาดผลสดเปรียบเทียบกับพันธุ์อีดอ พบว่าคงสภาพสดได้นานกว่าลำไยอีดอวางขายสดในตลาดได้นาน 4-5 วัน แต่พันธุ์ “บ้านโฮ่ง60” วางได้นานถึง 10 วัน ราคาขายถึงผู้บริโภคจะได้สูง ลักษณะเด่นของลำไยยักษ์สายพันธุ์นี้ จะมี “ขนาดของผลใหญ่กว่าสายพันธุ์การค้าทั่วไป ใหญ่ใกล้เคียงกับลูกปิงปอง มีเปลือกหนาและเหนียว ลักษณะของเนื้อแห้งหนา กรอบ และรสชาติหวาน มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว เนื้อแห้งไม่แฉะเลย รสชาติอร่อยไม่แพ้พันธุ์อีดอที่หลายคนชื่นชอบ”

ช่วงแรก ที่เหมาะสำหรับราดสารควรมีสภาพอากาศปลอดโปร่ง ดินแห้ง โดยเฉพาะช่วงปลายฤดูฝน แต่ก็มีข้อจำกัดว่าหากใช้สารแล้วดอกบานตรงฤดูหนาวดอกตัวเมียจะมีขนาดเล็กและละอองเกสรตัวผู้จะมีเปอร์เซ็นต์การงอกต่ำ ทำให้ไม่ติดผล ดังนั้น ต้องคำนวณระยะเวลาให้ดี ซึ่งระยะเวลาที่เหมาะสมในการราดสารให้ ได้แก่ ปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม จะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ก่อนลำไยในฤดูปกติ แต่ถ้าราดสารปลายเดือนตุลาคมดอกจะบานตรงอากาศหนาวเย็นพอดี ทำให้ลำไยไม่ติดผล

ช่วงที่สองคือ ราดสารเดือนธันวาคมถึงมกราคม ขณะที่อากาศเย็นก็จะออกดอกได้พร้อมกับลำไยในฤดู และมีข้อดีคือ ผลค่อนข้างดกมากกว่าลำไยในฤดูซึ่งไม่ราดสาร และช่วงสาม ได้แก่ การผลิตลำไยนอกฤดูให้เก็บเกี่ยวได้ตรงเทศกาลปีใหม่หรือตรุษจีน ก็จะให้สารเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน ซึ่งเป็นระยะที่ฝนยังไม่ตกชุกมากนัก

การราดสาร 3 ช่วง ดังกล่าวนี้ ก็จะออกดอกติดผลค่อนข้างดี สำหรับช่วงอื่นๆ ในรอบปีนั้น ได้ผลไม่ค่อยดี เช่น เดือนมีนาคมมีอากาศร้อนเกินไป เมื่อออกดอกจะทำให้ช่อดอกสั้น จำนวนดอกในช่อมีน้อย พัฒนาการของดอกสั้น ดอกบานเร็วและติดผลน้อย ส่วนการราดสารเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมเป็นช่วงที่อากาศมืดครึ้มด้วยเมฆหมอกและดินชุ่มฉ่ำด้วยน้ำ การให้สารในลักษณะนี้จะได้ผลน้อยหากโคนต้นมีน้ำท่วมขัง ให้งดใช้สารโดยเด็ดขาด มิฉะนั้นต้นอาจตายได้ ซึ่งสุดท้ายแล้วการราดสารตัวเกษตรกรจะเป็นคนตัดสินใจว่า จะเลือกราดสารหรือพ่นสารในช่วงเวลาใด เพราะพื้นที่ปลูกในแต่ละพื้นที่มีปัจจัยที่ต่างกันนั่นเอง

การเริ่มต้นก็คือ การตัดแต่งกิ่ง ก่อนที่จะตัดแต่งกิ่งก็ต้องบำรุงต้นให้ใบมีความสมบูรณ์ แนะนำให้ใส่ปุ๋ยเคมี คือ ปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 = 1 ส่วน ผสมกับปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 = 1 ส่วน ใส่ให้ต้นละ 1 กิโลกรัม พร้อมใส่ปุ๋ยคอกเก่าหรือปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด หว่านให้ต้นละ 5 กิโลกรัม ปกติชาวสวนจะใส่ปุ๋ยกันล่วงหน้า 1 วัน หรือใส่กันวันแต่งกิ่งเลย เพราะจะแต่งกิ่งลำไยคลุมโคนและคลุมปุ๋ยเลยไม่มีการขนย้ายกิ่งออกจากสวน เพราะต้องการให้ใบและกิ่งคลุมโคนต้นเพื่อรักษาความชื้น ทิ้งไว้ให้ย่อยสลายช่วยปรับโครงสร้างของดิน และช่วยลดการสูญเสียไม่ให้ปุ๋ยหายไปกับน้ำ ปุ๋ยมันจะติดกับกิ่งและใบลำไยที่เราตัดแต่งคลุมโคนเอาไว้