ทั้งนี้บริษัท ไฟฟ้า เซเปียน-เซน้ำน้อยจำกัด เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง

SK Engineering & Construction Company Limited ถือหุ้นร้อยละ 26, Korea Western Power Company Limited ร้อยละ 25, Lao Holding State Enterprise ร้อยละ 24 และบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH ร้อยละ 25

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม สำนักข่าวเอบีซีลาว รายงานว่า นายคำมะนี อินทิลาด รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ แถลงถึงสาเหตุที่ทำให้เขื่อนเซเปียน เซน้ำน้อยแตก เบื้องต้นมาจากการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน ส่วนสาเหตุอย่างละเอียดยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ โดยภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องชดเชยค่าเสียหายที่เกิดขึ้นตามสัญญา

นายคำมะนี กล่าวว่า ภารกิจของรัฐบาล ผู้พัฒนาโครงการ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเอาใจใส่การฟื้นฟูสภาพชีวิต ความเป็นอยู่ของประชาชนทีได้รับผลกระทบซึ่งภารกิจนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ระยะ กล่าวคือ ระยะสั้น ต้องให้การช่วยเหลือ บรรเทาทุกข์ผู้เคราะห์ร้ายจากเหตุการณ์น้ำท่วม ส่วนระยะยาวต้องฟื้นฟูหมู่บ้าน ก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยให้ประชาชนได้มีพื้นที่ดำรงชีวิต

ด้าน นายไชปะเสิด พมสุขา หัวหน้ากรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน และบ่อแร่ กล่าวว่า ยังเป็นการเร็วเกินไปที่จะกล่าวถึงรายละเอียดการชดเชยค่าเสียหายในตอนนี้ โดยจะต้องพิจารณาถึงสาเหตุและความเสียหายที่เกิดจากเขื่อนก่อน ภายใต้ข้อตกลงการสัมปทานซึ่งมีรายละเอียดหลายอย่างเพื่อจะทราบว่าบริษัทต้องรับผิดชอบมากเพียงใด

โมกแดงเป็นไม้หายาก ควรปลูกประดับเพราะสวยงามและใช้เป็นยาได้

ลักษณะต้นสูงไม่มาก อย่างโตเต็มที่สูงได้ประมาณ 2-3 เมตร ลำต้นมีจุดและรอยขีดเป็นเส้นตามยาว แตกกิ่งไม่มาก กิ่งเล็กเกลี้ยงเรียบ ออกใบเป็นคู่ๆ ตรงข้ามกัน

ใบบาง หน้าใบใสเขียวสด ขอบใบเป็นคลื่น ใบรูปไข่ประมาณ 6×9 นิ้ว

ออกดอกประปราย ดอกตูมรูปพนมเรียวยาว กลีบม้วนเกาะกันเป็นรูปแหลม เวลาใกล้บานจะเผยอแย้มตอนใกล้ค่ำ พอค่ำสนิทก็บานเต็มที่ ขยายกลีบออกเป็น 5 กลีบ รูปดาว สีแดงแสด

รำเพยกลิ่นหอมบางๆ เป็นกลิ่นหอมอมเปรี้ยว และดอกจะร่วงตอนใกล้รุ่ง

เห็นเป็นรูปดาวสีแดง หล่นเกลื่อนใต้ต้น ดอกโมกแดงออกเป็นช่อเล็กๆ ทยอยบานทีละดอก ดอกตูมมีกลีบเลี้ยงสีเขียว โคนดอกเป็นกรวยกระพุ้ง เวลาบานเหมือนกระดิ่งปากผาย ดอกบานมีสีแดงอมส้ม มีกลีบ 5 กลีบ กลีบยาวม้วนบิดไปตามธรรมชาติคล้ายดาวทะเล ปลายกลีบสะบัดพลิ้วนิดๆ

ดอกโมกแดงเป็นช่อเล็ก ดอกตูมเรียวยาว ปลายดอกเรียวแหลมคล้ายดอกพุดบางชนิด กลีบเกาะม้วนกันเป็นรูปแหลม ดอกใดใหญ่กว่าก็บานก่อน ค่อยๆ แย้มบาน น่าชมธรรมชาติที่มีความสมดุลของชีวิต แม้เป็นดอกไม้ก็มีระบบ พอสิ้นแสงอาทิตย์ดอกก็เริ่มแย้มขยาย พอค่ำสนิทก็บาน และบานเต็มที่ในเวลาค่ำคืน

ดอกโมกแดงคว่ำหน้าลง จึงเห็นเหมือนกระดิ่งเล็กๆ สีแดงห้อยอยู่ตามต้นเวลาค่ำคืน ซึ่งน่ารักมาก

เจ้าของต้นโมกแดงซึ่งเป็นเพื่อนบ้านจึงรักดอกไม้ของเขา คอยเฝ้ามองความเจริญเติบโต และถ่ายภาพไว้ดูด้วยความภาคภูมิใจ ดอกโมกแดงบานเวลาค่ำ ขณะกระดิ่งสีแดงแกว่งไกว ก็รำเพยกลิ่นหอมประหลาด เป็นกลิ่นหวานอมเปรี้ยว ซึ่งไม่เคยเหมือนกับกลิ่นดอกไม้ใด

โมกแดงมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Wrightia dubia (sims) spreng อยู่ในวงศ์ APOCYNACEAE ชาวบ้านบางแห่งเรียก จำปูนแดง โมกมัน มูกมัน โมกแดง โมกป่า และโมกราตรี

โมกแดงบานเจริญเติบโต และมีเกสรคล้ายดอกชมนาด เวลาดอกร่วงก็ติดผลเรียกว่า ฝัก เป็นฝักเล็กกลมยาว พวงละหลายฝัก เมื่อแก่จัดเป็นสีดำมีเมล็ดภายใน แก่แล้วฝักแตกออก เมล็ดซึ่งมีปุยก็ปลิวไปตามลม ตกที่ใดก็ขึ้นเป็นต้น

การขยายพันธุ์ทำได้อีกหลายวิธี เช่น เพาะเมล็ด เสียบกิ่ง หรือขุดจากขโดง คือต้นเล็กๆ ที่งอกจากราก ผุดจากใต้ดิน แล้วขุดไปปลูก หรืออาจจะตอนจากต้นเองก็ได้ โมกแดงให้คุณค่าทางยา ซึ่งเป็นสมุนไพรใช้กันมาแต่โบราณ เช่น เนื้อไม้โมกนำมาสับเป็นชิ้นเล็กๆ ต้มใส่น้ำ เคี่ยวให้งวด สามารถกินเป็นยาขับเลือด และช่วยให้ร่างกายมีเลือดไหลเวียนตามปรกติ ส่วนรากใช้แก้บิด โดยนำรากมาฝนกับน้ำซาวข้าวให้คนไข้ดื่ม อาการบิดก็จะบรรเทาลง

ส่วนยอดอ่อนของโมกก็กินได้แบบผักทั่วไป ช่วยให้ระบบขับถ่ายปรกติ โมกแดงเป็นไม้หายาก ต้นและดอกก็เป็นไม้สวยงาม มีระเบียบไม่รุงรัง ใบก็สวย ดอกก็งามแปลกตา จึงเหมาะที่จะปลูกประดับ ทั้งทำยาได้ด้วย

โมกแดงชอบขึ้นในที่โล่งแจ้ง ดินร่วนมีความชื้นพอเหมาะ ดินฟ้าอากาศดีโมกก็จะงาม หรือถ้ามีเนื้อที่น้อยจะปลูกลงกระถางโดยปลูกไว้ริมรั้วให้ถูกแสงแดด ให้ปุ๋ยและน้ำ ลมพัดผ่านพอดีโมกก็จะงามได้

ดอกโมกแดงสวยแปลก ดอกสีแดงเหมือนดาว 5 แฉก กลิ่นก็แปลกคือหอมอมเปรี้ยว ถ้าปลูกได้มาก สามารถนำไปสกัดทำน้ำหอมสำหรับรถยนต์ ระทึกดินถล่มทับบ้านเรือน 4 หลังคาเรือนที่อ.บ่อเกลือ จ.น่าน หลังฝนตกหนัก ฝังทับชาวบ้าน 7 ชีวิต สูญหายอีก 2 ราย หน่วยกู้ภัยเร่งค้นหา

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 28 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังมีฝนตกหนักในพื้นที่อำเภอบ่อเกลือ จนดินชุ่มน้ำและรับน้ำไม่ไหว ทำให้เกิดเหตุดินภูเขาสไลด์ที่บ้านห้วยขาบ หมู่ 7 ต.บ่อเกลือเหนือ อ.บ่อเกลือจ.น่าน ซึ่งเป็นหมู่บ้านอยู่ในหุบเขา ดินโคลนถล่มทับบ้านเรือนประชาชน จำนวน 4 หลังคาเรือนประกอบด้วย บ้านเลขที่ 21 บ้านเลขที่ 29 บ้านเลขที่ 30 บ้านเลขที่ 67

เบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตถูกดินโคลนทับ จำนวน 7 รายแล้ว และยังสูญหายหาไม่พบอีก 2 ราย โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอำเภอบ่อเกลือ เร่งประสานหน่วยงานเข้าช่วยเหลือ พ.อ.รัตนะ พัฒนโสภณ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพราน 32 สั่งการให้ชุดบรรเทาสาธารณภัยของหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 32 กองกำลังผาเมือง จัดชุดเฉพาะกิจ 4 ชุด ระดมกำลังช่วยเหลือและค้นหาผู้สูญหาย แต่เป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากยังมีฝนตกและดินโคลนที่ถล่มลงมาจำนวนมาก

นอกจากนี้ กระแสไฟฟ้าในพื้นที่ยังถูกตัดขาดจากดินถล่ม ทำให้การทำงานการใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือ และการติดต่อสื่อสารเป็นไปด้วยยากลำบากมากยิ่งขึ้น รายละเอียดเพิ่มเติมและความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบต่อไป

นานนับหลายศตวรรษในประเทศไทยโบราณ คนสมัยนั้นมีวัฒนธรรมการบริโภคน้ำดื่มที่มาจากแหล่งธรรมชาติ ที่ปราศจากสิ่งเจือปน สะอาด ปลอดภัย ที่มีกำเนิดมาจากห้วย หนอง คลอง บึง จนถึงแม่น้ำ นอกจากนำมาใช้บริโภคแล้ว ยังมีประโยชน์มาใช้ในการรดน้ำ ทำความสะอาด ปรุงอาหาร ชำระร่างกาย ล้างสิ่งสกปรกทุกสิ่งสรรพจากน้ำได้อย่างเสรี และไม่จำกัดบริเวณการใช้น้ำแต่ประการใดเลย ในแหล่งน้ำตามธรรมชาติยังมีสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่มากมายทั้งพืชและสัตว์ในน้ำ ที่นำมาปรุงเป็นอาหารได้อย่างดีเลิศ อาทิ กุ้ง ปลา ผักบุ้ง ที่เกิดขึ้นในแหล่งน้ำตามธรรมชาติ

จวบจนในเวลาไม่ถึงศตวรรษ มนุษย์จะทำลายหรือความเจริญก้าวหน้าที่ทำให้แหล่งน้ำที่กล่าวมาเริ่มหดหาย ขาดแคลน และไม่สะอาดเหมือนเก่า เกิดมีน้ำเสีย น้ำไม่บริสุทธิ์เหมือนเก่าแล้ว และไม่ปลอดภัย

ผู้คนต่างหันมาดื่มน้ำจากการทำขึ้นจากมนุษย์ อาทิ น้ำประปา เครื่องกรองน้ำ การริเริ่มจำหน่ายน้ำดื่มบริสุทธิ์ให้เป็นทางเลือกของผู้บริโภคอีกระดับหนึ่ง ที่คนโบราณรุ่นเก่าคาดไม่ถึง ที่ “น้ำ” มาเป็นปัจจัยสำคัญของชีวิตที่ต้องชำระด้วยเงินมาบริโภค แล้วในการครองชีวิตที่จะขาดไปไม่ได้ต่อไป เป็นสิ่งจำเป็นโดยปริยาย

ผู้เขียนเป็นชาวอำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร ลืมตาดูโลกก็เห็นแม่น้ำปิงไหลผ่านหลังบ้านที่ไม่ไกล

เพียงไม่ถึงร้อยเมตร มีคลองที่ไหลบ่าจากในดงป่าเขาไหลมาบรรจบเชื่อมกับลำน้ำปิง ที่ทอดยาวมาจากอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ต้นกำเนิด ผ่านมาหลายจังหวัดจนไปสิ้นสุดที่นครสวรรค์ กลายเป็นแหล่งนัดพบจากแม่น้ำหลายสาย ปิง วัง ยม น่าน กลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา ต้นกำเนิดไปถึงกรุงเทพฯ ไหลผ่านหลายจังหวัด

กล่าวกันว่า แม่น้ำหลายสายดังกล่าวชุบชีวิตคนในจังหวัด นอกจากใช้ดื่ม ใช้ทำการเกษตร แหล่งหาปลาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ยังใช้เป็นพาหนะทางเรือเพื่อการเดินทางไปมาในสมัยที่ถนนยังไม่พัฒนาใช้เรือแทน ก่อนที่สิ้นยุคเมื่อถนนหนทางถูกสร้างมาพัฒนาจนก้าวหน้า

วิถีชุมชนคนอาศัยใกล้แม่น้ำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ต่อชีวิตจนอาจจะเป็นปกติธรรมดากันไป ถ้าหากฤดูน้ำหลากจะมีวิธีป้องกันน้ำท่วม แม่น้ำปิงไหล่บ่าอย่างน่ากลัว เรือลากแพซุงไม้สักเป็นท่อนเพื่อนำไปส่งที่สุดปลายทางนครสวรรค์ ถึงกรุงเทพฯ จนแพยาวนับเป็นกิโลเมตร และพักค้างคืนกลางแม่น้ำ ที่จอดท้าทายวัยเด็กอย่างพวกเราต้องว่ายน้ำไปวิ่งเล่นบนท่อนซุง ชีวิตในวัยเด็กต้องว่ายน้ำเป็นตั้งแต่ อายุ 6-7 ขวบ ส่วนลำคลองน้ำท่วมหลากไหลจนล้นป่าเรียกว่าน้ำป่า มีปลาชุกชุมมากับกระแสน้ำ ตามด้วยลูกมะกอกน้ำลอยมากับกระแสน้ำลำคลอง ต้องว่ายน้ำแข่งกับเพื่อนๆ เพื่อช่วงชิงลูกมะกอกที่ลอยมาอย่างท้าทาย

ช่วงฤดูแล้งตามธรรมชาติ หาดทรายจะโผล่ขึ้นเป็นที่แสวงผลประโยชน์จากน้ำดื่มบ่อทรายใสสะอาด เมื่อเข้าสู่ฤดูหน้าแล้ง ปริมาณน้ำลดลงเกือบแห้งขอด แต่ไม่ขาดแคลนน้ำ เห็นหาดทรายทอดยาวนับเป็นกิโลเมตรใกล้ริมตลิ่งจรดกลางน้ำเลยทีเดียว

หาดทรายเป็นสถานที่สำหรับพักผ่อนยามเย็น เล่นกีฬาหลายประเภท ลำคลองมีปลาชุกชุมหลายชนิด ตัวใหญ่ขายได้ราคา ทั้งวัยรุ่น วัยชรา อาศัยริมน้ำ ตกเย็นมาพักผ่อนออกกำลังกาย แต่อีกส่วนของหาดริมแม่น้ำยังใช้ประโยชน์จากหาดทรายที่มีแหล่งน้ำบริสุทธิ์ กับเพาะเลี้ยงถั่วงอก ที่ทำแบบง่ายๆ แต่เป็นอาหารที่มีประโยชน์และขายได้ การเพาะถั่วงอก หรือถั่วเขียว ที่ชาวชุมชนต่างขุดบ่อบนหาดทราย กว้าง ลึก ไม่ให้ถึงน้ำ แล้วใช้ถั่วเขียวเพาะค้างคืนเดียวจากบ้านมาโรยลงบ่อทรายไม่ให้โดนน้ำ แล้วกลบด้วยทรายบางๆ เพียง 3 วันก็เปิดออกโดยมีกิ่งไม้ปิดบริเวณปากหลุมทราย ถั่วงอกก็จะเติบโต ขุดไปล้างน้ำไปบริโภคหรือขายได้

ส่วนบ่อน้ำทรายเพื่อบริโภคเท่านั้น คนอาศัยริมน้ำจะขุดบ่อน้ำบนหาดทรายลึกไม่มาก เพียงพอให้น้ำมันซึมออกมาตลอด ก่อนใช้น้ำในบ่อต้องใช้ขันหรือถังน้ำวิดน้ำออกก่อนครั้งแรก เอาน้ำสกปรกทิ้ง หลังจากนั้นน้ำใต้ทรายจะค่อยๆ ซึมออกมาจะไม่ขุ่นและใสสะอาด น้ำซึมที่ออกมานั้นผ่านกระบวนการการกรองจากหิน กรวด ทราย หลายชั้นจนดูใสดี แล้วตักใส่ถังนำไปใส่โอ่งที่บ้าน

หลังจากนั้นวิธีการต่อไป ใช้สารส้มแกว่งในน้ำที่อยู่ในโอ่งเพื่อสะอาดของน้ำหมุนเวียน จนกระทั่งปล่อยทิ้งไว้ 2-3 วัน น้ำจากบ่อทรายที่อยู่ในโอ่งจะเริ่มตกตะกอนจากการกรองน้ำมาจากกระบวนหิน กรวด ทราย มาแล้ว ผงหรือตะกอนจะเริ่มตกลงนอนก้นโอ่งจนทำให้น้ำในโอ่งใสแจ๋ว แล้วนำขันมาตักดื่ม เย็น น้ำจะมีรสชาติหวาน สะอาดบริสุทธิ์ ผิดกับน้ำจากแหล่งอื่นๆ เมื่อเปรียบเทียบกัน

คนริมน้ำถึงไม่นิยมชอบน้ำดื่มชนิดอื่นๆ มันอร่อยต่างกัน

แบรนด์น้ำดื่ม “โพลาริส” จุดประกายน้ำดื่มคนไทยในกรุงเทพฯ เมื่อ 50 ปี หันมาดื่มน้ำสะอาด คนชนบทที่มาจากริมน้ำอย่างผู้เขียน มาอาศัยกรุงเทพฯ บางครั้งบางคราวสมัยก่อน แต่เมื่อได้ดื่มน้ำประปาในกรุงเทพฯ ยิ่งกว่ากินยาขม

ต้องใช้น้ำประปาใส่โอ่งเก็บไว้ รอให้คลอรีนระเหยให้หมดไป จนถึงบางครั้งกลับไปบ้านหาน้ำบ่อทรายในโอ่งใส่แกลลอนมาดื่มในกรุงเทพฯ เพราะรสชาติมันต่างกัน เหม็นกลิ่นคลอรีนด้วย

ในออฟฟิศภาคเอกชนจะมีน้ำโพลาริสใส่ถังใหญ่แช่เย็นตั้งไว้ให้พนักงานหรือลูกค้าไว้ดื่ม สะอาด ปลอดภัย หากมาเทียบกับน้ำซึมบ่อทรายบ้านผู้เขียน รสชาติต่างกัน

นานๆ กลับบ้านครั้ง ตั้งแต่ในอดีตนึกถึงน้ำบ่อทรายในโอ่ง แม้ว่าขณะนั้นหลังปี 2505 มีนโยบายสร้างเขื่อนภูมิพล หรือเขื่อนยันฮี ที่จังหวัดตาก นานหลายปี ความเจริญของอำเภอได้พัฒนามีน้ำประปาเกิดขึ้นมาบริการตามบ้าน แต่น้ำดื่มจากประปายังมีรสชาติไม่ต่างกับน้ำซึมจากบ่อทรายกลางหาด เป็นไปได้อย่างไร…ที่แท้ หัวสูบน้ำประปาที่ตั้งไว้ริมแม่น้ำเขาใช้หัวสูบน้ำเจาะลงไปในหาดทราย และลึก เพื่อให้หัวสูบดูดกรองน้ำใต้บ่อทราย นำไปขึ้นแท็งก์น้ำ แล้วให้ไหลส่งท่อน้ำประปาไปตามบ้าน ใครได้รับน้ำเปิดลงไหลเข้าโอ่ง 3-4 วัน ให้น้ำตกตะกอน แล้วจะมีน้ำใสผุดขึ้นมาเหนือตะกอน ดื่มแล้วไม่ต่างกัน

จวบจนกระทั่งสิบปีที่ผ่านมา มีพรรคพวกเอาขวดน้ำดื่มมาให้ทดลองดื่มดู อ่านที่ฉลากขวดว่า น้ำดื่มแร่จากธรรมชาติ ชื่อ เพชรสุวรรณ ก็ไม่คิดอะไร หลังรับประทานอาหารแล้วเปิดฝาขวดดู พอน้ำไหลผ่านลำคอไปครั้งแรกก็ยังไม่ฉงนสนใจ นึกว่าน้ำดื่มทั่วๆ ไป

พอเข้าไปสัมผัสกับลิ้น ทำให้ย้อนอดีตของคนริมน้ำแม่ปิงทันทีว่า มันช่างคล้ายคลึงกับน้ำดื่มบ่อทรายสมัยยังเป็นเด็ก รสชาติหวานไม่เพี้ยนเหมือนน้ำดื่มทั่วไปที่เคยลองดื่มมาก่อน

ใช่จริงๆ ขวดสองลองต่อ บังเอิญเป็นขวดเล็ก ต้องลองใหม่ดูอีกขวด พิสูจน์ดูใหม่เหมือนขวดแรกไหม คำสบถออกมาว่าน้ำบ่อทรายจริงๆ ด้วย ตั้งแต่นั้นมาน้ำดื่มตราเพชรสุวรรณเป็นแขกประจำบ้านจนถึงวันนี้ ไม่ต้องพิสูจน์อีกแล้วล่ะ

รู้จักแหล่งผลิตน้ำแร่ธรรมชาติ “เพชรสุวรรณ”

ทางเลือกของคนรุ่นใหม่ที่เรียกหาน้ำดื่มคุณภาพ

ดังได้กล่าวมาแล้ว คนชนบทหรือคนอาศัยริมน้ำ หรือแม่น้ำปิงสมัยก่อน พวกเขามีรสนิยมการดื่มน้ำสะอาด ปลอดภัยจากธรรมชาติ เพื่อให้รสชาติของน้ำเหมือนดังเดิมตามบรรพบุรุษที่ลอกเรียนกันมา หากรสชาติผิดเพี้ยนอย่างที่ผู้เขียนโดนมาแล้ว ย่อมจะปฏิเสธน้ำประปาหรือน้ำจืดทั่วไปที่ใส่ขวดมาขาย โดยไม่คำนึงถึงแหล่งผลิตที่มาแน่นอน อาจมีการปนปลอมน้ำดื่มอย่างที่เคยเป็นข่าวมาแล้ว

น้ำแร่เพชรสุวรรณ ได้รับเครื่องหมายอนุญาตจากคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มาแล้ว เป็นเครื่องการันตีที่ผู้บริโภคไว้ใจได้ จึงขอรับประกันความเป็นมาจากแหล่งผลิตน้ำดื่มน้ำแร่ธรรมชาติ เพชรสุวรรณ ยอดน้ำดื่มคุณภาพที่ผู้เขียนผูกพันกับมันนานกว่า 10 ปี

จังหวัดเชียงราย…ดินแดนเหนือสุดในสยาม ผืนแผ่นดินทองที่คงไว้ซึ่งมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติและธาตุอาหารในดินที่เหมาะต่อการทำการเกษตรทั้งพื้นที่ราบและที่สูง เพื่อพลิกฟื้นผืนแผ่นดินทองทำการเกษตรหล่อเลี้ยงชีวิตหมู่มวลมนุษยชาติและสรรพสิ่งมีชีวิตให้คงไว้ซึ่งเผ่าพันธุ์ในนิเวศวิทยา เวียงป่าเป้า…หนึ่งในผืนแผ่นดินทองของจังหวัดเชียงรายแห่งนี้ ก่อกำเนิดทรัพย์ใต้ดินเปรียบประดุจเพชรน้ำหนึ่ง คงไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ ดุจธรรมชาติคัดสรร ก่อเกิดเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติ ที่กลั่นจากน้ำฝนบริสุทธิ์ ผ่านชั้นดินและหินที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย บรรจุขวดด้วยระบบปิดอัตโนมัติ คงไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ ใส สะอาด ประดุจหนึ่งดื่มน้ำแร่จากธรรมชาติ

“น้ำแร่เพชรสุวรรณ” เพชรน้ำหนึ่งจากผืนแผ่นดินทอง เวียงป่าเป้า

กระบวนการผลิตน้ำแร่ธรรมชาติ เพชรสุวรรณ สุดยอดไฮเทค

การค้นพบแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติ เพชรสุวรรณ ที่ก่อกำเนิดจากอำเภอเวียงป่าเป้า เมื่อมีการปรับปรุงใช้เครื่องจักร อุปกรณ์ทันสมัยนำมาพัฒนาเครื่องดื่มน้ำแร่จนเป็นที่ยอมรับของกระบวนการผลิตที่ถูกต้องจากนักวิชาการประจำอยู่ในโรงงาน และปรารถนาที่จะให้ผู้บริโภคมีทางเลือกสิ่งดีๆ ที่มนุษย์ต้องการของสะอาด บริสุทธิ์ ปลอดภัย มีประโยชน์ต่อร่างกายจริงๆ

ข้อสรุปน้ำดื่มแร่เพชรสุวรรณ พิสูจน์แล้วผ่านกระบวนการกรองแบบธรรมชาติ ดุจคล้ายน้ำซึมบ่อทรายจากลุ่มแม่น้ำปิงอย่างแท้จริง

ข้อยืนยันของนักดื่มน้ำจืดทั้งหลายที่มีประสบการณ์ดื่มน้ำจากแหล่งธรรมชาติจะผิดแปลกแตกต่างกับน้ำทั่วไปที่ไม่มีสถานะเทียบเท่ารสชาติทั้งกระบวนการผลิตน้ำแร่ธรรมชาติเพชรสุวรรณ สุดยอดไฮเทค

การค้นพบแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติเพชรสุวรรณที่ก่อกำเนิดจากอำเภอเวียงป่าเป้า เมื่อมีการปรับปรุงใช้เครื่องจักรอุปกรณ์ทันสมัยนำมาพัฒนาเครื่องดื่มน้ำแร่จนเป็นที่ยอมรับของกระบวนการผลิตที่ถูกต้องจากนักวิชาการประจำอยู่ในโรงงานและปรารถนาที่จะให้ผู้บริโภคมีทางเลือกสิ่งดีๆ ที่มนุษย์ต้องการของสะอาด บริสุทธิ์ ปลอดภัย มีประโยชน์ต่อร่างกายจริงๆ

5,000 ปี บรรจุศพชาย-หญิง ผู้เชี่ยวชาญชี้ อาจครองรักยันโลกหลังความตาย
เมื่อวันที่ 27 ก.ค. เว็บไซต์ข่าว เดลี่เมล์ รายงานว่า นักโบราณคดีค้นพบ หลุมศพอายุกว่า 5,000 ปี ที่บรรจุโครงกระดูกคู่รักนอนเคียงข้างกัน ซึ่งถูกฝังใกล้กับหลุมศพม้าอีก 2 ตัว ตามความเชื่อรถม้าสู่โลกหลังความตาย จากยุคทองแดง การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นที่เขตคารักกันดา ประเทศคาซัคสถาน โดยโครงกระดูกชายมีธนูและมีดเหล็กติดตัวด้วย

ส่วนโครงกระดูกหญิงสวมใส่เครื่องประดับจากหินมีค่า และที่หลุมฝังศพม้ายังมีโครงกระดูกของคู่ชาย-หญิงอีกคู่ด้วย ด้านดร.อิกอร์ คูคุชกิน นักโบราณคดี กล่าวว่ายังมีการหาคำตอบว่าโครงกระดูกชาย-หญิง เป็นคู่รักกันหรือไม่ในช่วงที่มีชีวิตอยู่ ซึ่งอาจเป็นการสังเวยชีวิตเองหรือถูกฆ่าแล้วนำมาฝังไว้ด้วยกัน หรืออาจเป็นชายหญิงที่ถูกลิขิตให้เป็นคู่รักในโลกหลังความตาย

นายวิกเตอร์ โนซอซเชนอฟ จากมหาวิยาลัยรัฐคารักกันดา กล่าวว่า “ตำแหน่งของม้าและที่ฝังศพทำให้เห็นว่ามันถูกฝังในรูปแบบรถม้า” โดยยังมีหัวธนูทองแดงและหิน ถูกพบในหลุมฝังศพ นักโบราณคดียังพบจี้เคลือบทองและเครื่องปันเซรามิก

ปัจจุบัน มีผู้สนใจเรื่องของผักมีคุณภาพมากขึ้น พร้อมทั้งเลือกอาหารเพื่อสุขภาพ ในอาหารสุขภาพนั้นก็จะประกอบไปด้วยผักที่หลากหลายชนิด ที่ให้สารอาหารแตกต่างกันไป เทคโนโลยีชาวบ้านจึงอยากแนะนำ “ผักในโรงเรือน” ผักที่มีคุณภาพที่หลายคนต้องอยากลอง เป็นการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับวิถีชาวบ้านอย่างลงตัว เกิดเป็นผักที่ปลอดสารพิษ มีการผลิตน้ำหมักจากผักและผลไม้ที่ไม่ได้มาตรฐานทำให้เกิดประโยชน์ดีกว่าการทิ้งให้สลายไป

คุณวิราภรณ์ มงคลไชยสิทธิ์ รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เล่าว่า สวทช. เริ่มทำงานร่วมกับชุมชนบ้านหนองมัง ตั้งแต่ ปี 2549 พัฒนาเป็นชุมชนหมู่บ้านวิทยาศาสตร์ โดยมุ่งให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ด้วยการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในวิถีการทำเกษตร นำความรู้และเทคโนโลยีการปลูกพืชที่เหมาะสมส่งเสริมให้ชุมชนพัฒนาเรียนรู้ร่วมกัน ระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นในการปลูกพืชแบบดั้งเดิมและงานวิจัยด้านเทคโนโลยีการเกษตรชุมชนเกิดกระบวนการเรียนรู้ แก้ไขปัญหา พัฒนาการทำเกษตรอินทรีย์ที่ได้มาตรฐานและสามารถเป็นต้นแบบสู่ชุมชนอื่นๆ ได้

คุณปิยะทัศน์ ทัศนิยม ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์บ้านหนองมัง ตำบลโนนกลาง อำเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า แต่เดิมเกษตรกรในพื้นที่ทำเกษตรแบบเคมี ซึ่งมีต้นทุนการทำเกษตรที่สูงและยังส่งผลเสียต่อสุขภาพ จึงเริ่มปรับเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์ โดยได้รับการสนับสนุนความรู้และเทคโนโลยีจาก สวทช. ในช่วง ปี 2540 ตนเองได้เริ่มจัดตั้งกลุ่มเกษตรพอเพียง เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการทำการเกษตร โดยได้ร่วมกันทำกองทุนปุ๋ย ทำปุ๋ยหมักและน้ำหมัก น้ำจุลินทรีย์ เพื่อใช้ในการเกษตรด้วยตนเอง และยังได้จัดประชุมให้ความรู้แก่สมาชิกอยู่เป็นประจำ

จนมาถึงวันนี้กว่า 20 ปี ที่ได้ขับเคลื่อนเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนบ้านหนองมัง บวกกับการเข้ามาของ สวทช. ในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ทำให้ชุมชนบ้านหนองมังแห่งนี้เกิดการขยายผลเป็นชุมชนเกษตรอินทรีย์ต้นแบบ ผลผลิตของกลุ่มมีคุณภาพและได้มาตรฐาน เกษตรกรมีสุขภาพแข็งแรง มีรายได้จากการปลูกผักที่มากขึ้น จากเดิมเกษตรกรที่ปลูกผักแบบไม่มีโรงเรือน มีรายได้เฉลี่ย 290,000 บาท/ปี หลังจากการปลูกผักในโรงเรือนแล้ว พบว่า มีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 397,000 บาท/ปี หรือคิดเป็นมูลค่าเพิ่ม ร้อยละ 36 ซึ่งโดยปกติรายได้จากการปลูกพืชผักในโรงเรือนอยู่ที่ 65,000-110,000 บาท/หลัง/ปี

คุณธนันธร ทัศนิยม ลูกชายคุณปิยะทัศน์ จบปริญญาตรี คณะบริหารศาสตร์ สาขาการจัดการ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ปัจจุบัน ทำสวนอยู่ที่บ้านกับพ่อ (คุณปิยะทัศน์ ทัศนิยม) และ คุณกัลยาณี เหมือนมาต (หลานสาว) จบปริญญาตรี สาขาพืชสวน คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ปัจจุบัน ทำงานฝ่ายผลิตให้ “เป็นตาฮักฟาร์ม” รับผิดชอบวางแผนการผลิต ทั้งปุ๋ยหมัก น้ำหมัก และสารชีวภัณฑ์ ในการดูแลรักษาผัก ตั้งแต่การเพาะเมล็ด จนถึงการเก็บเกี่ยว มาช่วยกันปลูกผักในโรงเรือน โดยการแบ่งโซนในการดูแลผักที่แตกต่างกันไป

คุณปิยะทัศน์ เล่าว่า สมัยตนเด็กๆ ทางบ้านมีฐานะที่ยากจน พ่อแม่มีลูกหลายคน เวลาไปทำสวนไม่มีเงินที่จะซื้อปุ๋ยเคมี เวลาจะปลูกแตง พริก หรือมะเขือ พ่อของตนจะนำเอาเถ้ามาใส่ในต้นพืชนั้นๆ เคยถามพ่อว่า ทำไมต้องใส่ พ่อก็ตอบว่าใส่ไปแล้วรสชาติมันจะดี จากตรงนั้นมันทำให้ตนเองประทับใจ จดจำภาพที่พ่อของตนนั้นได้สั่งสอนมา อีกอย่างหนึ่งคือ อยากที่จะพิสูจน์ให้คนได้เห็นว่าแผ่นดินอีสานมีค่ากว่าคำดูถูกของคน และมีการให้ความรู้แก่สมาชิกคนอื่นเพื่อได้นำไปใช้ สิ่งที่ตนได้ทำขึ้นไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยหมักหรือน้ำหมักจากพืชที่ไม่ใช้แล้ว ได้มีการทดลองและเรียนรู้มาจากสิ่งที่ตนเองได้ลองทำทุกอย่าง อาจจะมีที่อื่นมาบอกว่า อย่างนั้นไม่ดี อย่างนี้ไม่ดี ตนจะไม่ปักใจเชื่อทันทีที่ยังไม่ได้ลองทำดูก่อน หากทำแล้วมันเป็น หรือไม่เป็น อย่างที่เขาบอก ตนจะได้รู้ว่าควรแก้ไขหรือหาทางแก้กับปัญหานั้นอย่างไร

คุณปิยะทัศน์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจเกษตรอินทรีย์บ้านหนองมัง ได้รับรางวัล “สาขาพัฒนาสังคม” ผู้เป็นเกษตรกรที่มีคุณสมบัติเป็นนักวิทยาศาสตร์ปฏิบัติการที่ไม่หยุดเรียนรู้บนเส้นทางอาชีพเกษตรกรรม ยกระดับการทำเกษตรอินทรีย์ด้วยความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ประยุกต์ใช้ร่วมกับภูมิปัญญาชาวบ้านเติมเต็มด้วยเทคโนโลยี ผลักดันแนวคิดส่งต่อความรู้สู่สมาชิกกลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านหนองมัง และร่วมกันกระจายความรู้สู่สังคมเกษตรกรผ่าน “ศูนย์เรียนรู้วิสาหกิจเกษตรอินทรีย์ตำบลโนนกลาง” เกิดเครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์ในหลายพื้นที่ทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ผู้สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อเป็นแบบอย่างการผลิต สอบถามได้ที่ คุณปิยะทัศน์ ทัศนิยม ศูนย์การเรียนรู้ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์โนนกลาง โทรศัพท์ (083) 128-5465

วันที่ 28 กรกฎาคม 2561 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายบุญชู แพใหญ่ นายกสมาคมประมงจังหวัดพังงา พร้อมด้วย สมาชิกสมาคมเรือประมง เจ้าของเรือประมง แพปลา แม่ค้ารับซื้อปลาและผู้ประกอบธุรกิจประมง และประมงพื้นบ้าน ในพื้นที่จังหวัดพังงา เข้าร่วมประชุม เพื่อหามติสรุปผลการยื่นหนังสือให้แก่ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ก่อนที่ทางรัฐบาลผ่านการเห็นชอบข้อกฎหมาย และระเบียบ ในวันที่ 1 สิงหาคม 561 ชาวประมงจังหวัดพังงาเตรียมรวมตัวเพื่อไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีผ่านผู้ว่าพังงา ให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวประมง และขอคำตอบภายใน 7 วัน หากไม่มีการดำเนินการแก้ไขปัญหา ชาวประมงทั่วประเทศจะพร้อมใจกันจอดเรือหยุดทำการประมงประท้วงรัฐบาล และจะดำเนินการยื่นถวายฎีกาต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ