ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังเน้นสานต่อนโยบายตลาดนำการผลิต

ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ สร้างความเป็นธรรมด้านราคาสินค้าเกษตร รวมทั้งสนับสนุนเกษตรกรให้เกิดการรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน หรือกลุ่มเกษตรกร เพื่อนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม เน้นดำเนินการ 2 เรื่องหลัก คือแผนงานบูรณาการพัฒนาศักยภาพการผลิตภาคเกษตร และการบริหารจัดการ น้ำ วงเงินรวม 51,631 ล้านบาท

แบ่งเป็นแผนงานบูรณาการพัฒนาศักยภาพการผลิตภาคเกษตร 7,460 ล้านบาท เน้นการบริหารจัดการ สินค้าเกษตร (Product Base) และให้เกษตรกรเป็นศูนย์กลางพัฒนา (Farmer – Center) ส่วนการบริหารจัดการน้ำ วงเงิน 44,171 ล้านบาท ใช้เพื่อจัดหาแหล่งน้ำ เพิ่มพื้นที่ชลประทาน และบรรเทาปัญหาอุทกภัย ในพื้นที่ลุ่มน้ำต่างๆ เป้าหมายเพื่อเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 213,813 ไร่

สำหรับส่วนแผนงานบูรณาการพัฒนาศักยภาพการผลิตภาคเกษตร วางเป้าหมายบริหารจัดการสินค้าเกษตร (Product Base) 5 รายการ คือ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และยางพารา + 4 plus (สับปะรด มะพร้าว ปศุสัตว์ ประมง) ดำเนินการพัฒนาศักยภาพ กระบวนการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพได้มาตรฐานตรงตามความต้องการของตลาด และการแปรรูปสินค้าเกษตร มี 5 โครงการสำคัญ ดังนี้ 1) โครงการพัฒนาศักยภาพกระบวนการผลิตสินค้าเกษตร 2) โครงการส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตร 3) โครงการยก ระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร 4) โครงการพัฒนาศักยภาพ กระบวนการแปรรูปสินค้าเกษตร และ 5) โครงการพัฒนาตลาดสินค้าเกษตร 400 แห่ง

ส่วนแผนงานเกษตรกรเป็นศูนย์กลางพัฒนา (Farmer – Center) มีเป้าหมายพัฒนาศักยภาพเกษตรกรให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยใช้กลไกศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และเครือข่าย รวมทั้งพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรรูปแบบประชารัฐ ด้วยระบบส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่

การปรับเปลี่ยนกิจกรรมการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสมตาม Agri – Map เพื่อพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน โดยมีโครงการที่สำคัญ อาทิ โครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร 882 ศูนย์ โครงการพัฒนาศักยภาพการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ภาคการเกษตร/กลุ่มเกษตรกร จำนวน 350 แห่ง โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ จำนวน 4,608 แปลง โครงการบริหารจัดการการผลิตสินค้าเกษตรตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri – Map) และโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน 709,390 ไร่

นายกฤษฎา กล่าวต่อว่า ปีงบประมาณ 2561 ที่ผ่านมา พืชเป้าหมายที่กระทรวงเกษตรฯ จะใช้สนับสนุนให้เกษตรกรปลูกเพื่อนำร่องมี 3 ชนิด เพราะปริมาณไม่เพียงพอต่อการปริโภค ผู้ผลิตในประเทศต้องนำ เข้าปีละหลายหมื่นล้าน ได้แก่ มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และถั่วเหลือง โดยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ไทยยังมีผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ แต่ละปีต้องนำเข้าประมาณ 3 ล้านตัน ภาครัฐ สามารถเพิ่มปริมาณผลผลิตได้ด้วยการส่งเสริมปลูกข้าวโพดทดแทน ข้าวนาปรัง หรือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวโพดในพื้นที่เดิมที่ปลูกอยู่ ประมาณ 6 ล้านไร่

ส่วน มันสำปะหลัง ยังมีผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ ในแต่ละปีต้องนำเข้ามาประมาณ 13.51 ล้านตัน ภาครัฐสามารถเพิ่มปริมาณผลผลิตได้ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพในพื้นที่เดิมที่ปลูกอยู่แล้ว 8.29 ล้านไร่ และถั่วเหลืองยังผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการในการใช้ในภาคอุตสาหกรรม โดยใน ปี 2560 ต้องนำเข้า 2.75 ล้านตัน ภาครัฐสามารถเพิ่มปริมาณผลผลิตโดยการส่งเสริมให้เกษตรกรทำการผลิตในพื้นที่เหมาะสมทั้งในพื้นที่หลังนาและพื้นที่ใหม่

อยู่ว่างๆ เพราะเกษียณอายุ เลยมีเวลาฟังวิทยุมากขึ้น ส่วนใหญ่ ถ้ามีการวิจารณ์เศรษฐกิจของประเทศแล้ว มักจะพูดถึงการเกษตร ว่าผลผลิตข้าวของเราต่ำกว่าประเทศอื่นได้แค่ 30 ถัง ต่อไร่ หรือพื้นที่การเกษตรเราเล็กเกินไป ทำให้เกษตรกรซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ยากจน จากหัวข้อข่าวความคิดเห็นเหล่านี้ เป็นแรงบันดาลใจให้รื้อฟื้นความคิดเห็นเล็กๆ น้อยๆ จากความจำเก่าๆ ออกมา

พูดถึงผลผลิตการเกษตรแล้ว เวลาสอบถามเกษตรกร มักจะบอกผลผลิตให้ต่ำๆ และต้นทุนสูง เพื่อที่รัฐบาลจะได้ให้ความช่วยเหลือ แต่ความเป็นจริงแล้ว ถ้าแบ่งเกษตรกรออกเป็นพื้นที่ในเขตชลประทาน พื้นที่อุดมสมบูรณ์ภาคกลาง กับพื้นที่ในเขตน้ำฝนภาคอีสานและภาคเหนือ กับพื้นที่ประสบภัยธรรมชาติคือน้ำท่วมประจำ จะเห็นว่าเกษตรกรในเขตชลประทาน ปลูกข้าวได้ผลผลิตสูง เพราะน้ำอุดมสมบูรณ์ ได้ผลผลิตร่วม 80 ถัง ต่อไร่ขึ้นไป แต่พื้นที่ในเขตน้ำฝน โดยเฉพาะที่ปลูกข้าวหอมมะลิหรือข้าวเหนียว ผลผลิตอาจจะต่ำกว่าเขตชลประทาน แม้พันธุ์ข้าวหอมมะลิหรือข้าวเหนียว ซึ่งลักษณะพันธุ์จะให้ผลผลิตต่ำ แต่ให้คุณภาพของเมล็ดดี จำหน่ายได้ราคาสูง น่ารับประทาน

ไม่ว่าจะเป็นพืชอะไร มักจะเป็นแบบนี้ คืออะไรที่ให้ผลผลิตสูง จะมีคุณภาพสู้พวกผลผลิตต่ำแต่ลักษณะคุณภาพดีไม่ได้ สำหรับพื้นที่ๆ ประสบภัยธรรมชาติ น้ำท่วมประจำ เกษตรกรอาจจะไม่ได้ปลูกข้าวในหน้าฝน รอไปทำนาปรัง หรือปลูกไปเสียหายไป ทำให้ผลผลิตเฉลี่ยระดับประเทศยิ่งต่ำลง ทั้งนี้ ไม่ใช่ชาวนาทุกคนที่ได้ผลผลิตต่ำและยากจน

พูดถึงการทำการเกษตรแปลงใหญ่นั้น เราคงไม่ได้คิดถึงประเทศในยุโรป หรืออเมริกา หรือประเทศอื่นๆ ที่เกษตรกรมีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล เพราะโครงสร้างสังคมไม่เหมือนกัน เพราะประเทศเรา เกษตรกรมีเป็นจำนวนมาก สมัยก่อนทำการเกษตรมาแต่ดั้งเดิม พอมีลูกมีหลานก็ยกมรดกที่ดินให้ แบ่งออกให้เท่าๆ กันจนมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ แต่เคยมีความคิดว่า เกษตรกรสามารถเอาพื้นที่มารวมกันทำเป็นแปลงใหญ่ๆ อาจจะตีขนาดของที่ดินแต่ละรายเป็นจำนวนหุ้น แต่ทุกคนก็ยังถือครองที่ดินอยู่เหมือนเดิม ของใครของมัน เมื่อได้รายได้ออกมาก็สามารถเฉลี่ยผลตอบแทนออกมาตามจำนวนหุ้นที่ถือ

ประโยชน์ของแปลงใหญ่คือ การจัดการที่สามารถจัดทำเป็นระบบ เหมือนเป็นบริษัท เช่น การใช้พันธุ์พืช การปฏิบัติรักษา หรือการเก็บเกี่ยว โดยทุกขั้นตอนสามารถอาศัยเครื่องมือกลใหญ่ๆ ที่มีประสิทธิภาพทดแทนแรงงานที่ขาดแคลนลง วิธีนี้จะต้องมีการสร้างทีมงาน เช่น ผู้จัดการฟาร์ม ฝ่ายเครื่องจักรกล ฝ่ายแปรรูปหลังการเก็บเกี่ยว พัฒนาผลผลิต หรือฝ่ายแรงงาน เป็นต้น สำหรับระบบสหกรณ์ก็สามารถแชร์เครื่องมือกันได้ แม้จะมีพื้นที่ฟาร์มของใครของมัน แต่ถ้ารวมเป็นแปลงเดียวกันได้ การจัดการจะมีประสิทธิภาพมากกว่า

การเพิ่มขนาดธุรกิจอีกแบบหนึ่ง ที่ไม่ได้เอาพื้นที่มารวมกันและทำได้ง่ายกว่า คือเมื่อได้ผลผลิตเกษตรซึ่งเป็นวัตถุดิบออกมาแล้ว ก็เอามาแปรรูปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารหรือของใช้ ในรูปแบบที่ตลาดให้ความสนใจและพยายามส่งขายให้ไกลถึงตลาดปลายทาง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือตั้งแต่วัตถุดิบจากไร่นา เป็นสินค้าถึงตัวผู้บริโภคที่บ้านนั้น เกษตรกรรับทำเองหมดเป็นการเพิ่มมูลค่าของสินค้าให้สูงขึ้น ถ้าปลูกอะไรได้แล้วขายเลย ได้ราคาถูก เพราะเป็นเพียงวัตถุดิบเท่านั้น คนที่ซื้อไปก็สบาย ไม่ต้องปลูกเอง เอาวัตถุดิบไปแปรรูปได้กำไรสบายๆ

ซึ่งปัจจุบัน ในประเทศของเราเองมีเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรหลายรายมีความรู้เรื่องเหล่านี้ และพยายามที่จะทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะมีงานวิสาหกิจชุมชน ศูนย์เรียนรู้ กลุ่มเกษตรกร หรือสหกรณ์ ที่เคยไปดูงานมา สามารถทำธุรกิจ แปรรูปวัตถุดิบที่ผลิตได้เอง แต่ที่พัฒนาไปได้ไม่ไกลนักเนื่องจากความสามารถทางการตลาดและการพัฒนาเทคโนโลยีสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ยังสู้บริษัท โรงงานใหญ่ๆ ที่มีเครื่องมือทันสมัยไม่ได้ และโรงงานใหญ่ๆ มีคนที่มีความรู้ทางออกแบบผลิตภัณฑ์ สิ่งเหล่านี้ คิดว่า จะต้องกระตุ้นให้เกษตรกรร่วมกันคิด ว่าจะพัฒนาตัวเองหรือกลุ่มตัวเอง เดี๋ยวนี้ แม้แต่เส้นไหมหรือเส้นใยฝ้าย อาจจะนำเข้ามาจากต่างประเทศ แล้วมาทอในโรงงานภายใน เกษตรกรสู้ไม่ไหว ซึ่งจริงๆ แล้ว เกษตรกรรวมกลุ่มกัน สร้างผลิตภัณฑ์ด้วยความคิดและความชำนาญที่สืบทอดกันมา ก็อาจจะสามารถสู้โรงงานต่างๆ ได้

เรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการทำการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่พระราชทานให้กับเกษตรกรไทย โดยเฉพาะเกษตรกรที่มีพื้นที่การเกษตรไม่มากนัก แนวคิดนี้ ทำให้คิดถึงย้อนไปเมื่อผมได้เรียนเกษตรเมื่อ 50 ปีเศษที่ผ่านมา อาจารย์ได้เคยพาไปเยี่ยม พี่ชวน พงศ์สุวรรณ ซึ่งเป็นรุ่นพี่อาวุโสที่ฉะเชิงเทรา และพี่เขาพาไปเยี่ยมไร่นาสวนผสมที่ตำบลสองคลอง อำเภอบางปะกง และต่อมาในช่วงทำงานระยะแรก ผมก็ได้มีโอกาสไปทำงานกับพี่ชวนที่ฉะเชิงเทรานั่นเอง ซึ่งการทำไร่นาสวนผสมในอดีตนั้น คล้ายกับการทำแปลงตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่นี้ คือเป็นการเพิ่มขนาดธุรกิจเกษตรในฟาร์มให้หลากหลาย หรือทำแบบผสมผสาน เป็นการลดความเสี่ยง เพราะทำการเกษตรเชิงเดี่ยว ถ้าเสียหาย ก็หมดตัว และการทำหลายๆ อย่างนี้ สามารถเกื้อกูลกัน เช่น เอามูลสัตว์ ไปใช้เป็นปุ๋ยปลูกผัก เศษผัก ผลไม้มาใช้เป็นอาหารสัตว์ รำข้าวเป็นอาหารปลา ฯลฯ

มีเกษตรกรจำนวนมากนำแนวคิดนี้มาดัดแปลงให้เข้ากับอาชีพและท้องถิ่น และบางคนยังทำกิจกรรมที่ไม่ค่อยมีในตลาดปกติ เช่น เลี้ยงกบ เพาะเห็ด หรือทำฟาร์มสมุนไพร ซึ่งสามารถเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรโดยตรง แต่ก็มีเกษตรกรบางรายที่ไปหารายได้เพิ่มจากนอกภาคเกษตร เช่น เป็นแรงงานรับจ้าง ก่อสร้าง หรือขายสินค้าต่างๆ สำหรับเกษตรกรที่ทำการเกษตรแบบผสมผสานนี้ ขอเสนอข้อคิดว่า เกษตรกรควรจะต้องรักษาความสะอาด ดูแลด้านสุขภาพอนามัยในการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคและสัตว์เลี้ยง

สินค้าเกษตรอินทรีย์ เป็นอีกผลิตภัณฑ์อันหนึ่งที่เกษตรกรสร้างขึ้น มีเทคโนโลยีแลกเปลี่ยนกันระดับนานาชาติ คือมีการทำกันแทบทุกประเทศทั่วโลก สินค้าที่ได้จากเกษตรอินทรีย์ เรียกว่า premium grade หรือสินค้าคุณภาพ มีราคาสูง หลายๆ ประเทศมีร้านขายผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์โดยเฉพาะ เป็น niche market แต่ในประเทศไทยเรามีเคาน์เตอร์วางสินค้าเกษตรอินทรีย์ในตลาด super market ประเทศต่างๆ ในยุโรป อเมริกา มีการทำการเกษตรอินทรีย์ไม่มาก สมัยก่อนคิดว่าคงไม่ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในปัจจุบันอาจจะเพิ่มขึ้น แต่การเกษตรนอกจากเกษตรอินทรีย์แล้ว ก็ยังต้องใช้สารเคมี เช่น ปุ๋ย สารเร่งดอกผล ยาป้องกันกำจัดศัตรูพืชและวัชพืช เพื่อให้การจัดการเป็นไปได้ด้วยดี ซึ่งในประเทศที่พัฒนาแล้ว เขาจะมีหน่วยงานและมาตรการที่ควบคุมความปลอดภัยอย่างเข้มแข็ง อันนี้รวมถึงร้านอาหารด้วย เช่น ห้องน้ำเหม็น เขาจะสั่งปิดร้าน ให้แก้ไขทันที

ประเด็นนี้ขอเสนอให้เป็นโยบายของรัฐบาลไทยให้เร่งพัฒนา ความปลอดภัย และสุขอนามัยของอาหารและร้านอาหาร ซึ่งมีหลายหน่วยงานที่รับผิดชอบและเกี่ยวข้อง โดยมีหน่วยงานตรวจสอบรับรองที่เคร่งครัด ที่ประเทศเรามีการรับรอง โดยใช้ตัว Q เป็นสัญลักษณ์ อาจจะรับรองเป็นตลาดๆ หรือเป็นศูนย์การค้า เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค

สำหรับการไม่เผาฟางในนาข้าว เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่เรารณรงค์กันมายาวนาน เพราะฟางข้าวเป็นอินทรียวัตถุที่จำเป็นที่จะต้องใส่กลับคืนไปสู่ดิน เพื่อให้ดินมีสภาพร่วนซุยและเป็นตัวกระตุ้นให้ต้นข้าวดูดธาตุอาหารจากดินหลายชนิดไปใช้ประโยชน์ได้ดีขึ้น ในปัจจุบัน มีการเก็บเกี่ยวข้าวโดยรถเกี่ยวข้าว ทำให้แนวคิดเรื่องการไม่เผาฟางทำได้ง่ายขึ้น เพียงแค่กระจายฟางข้าวที่ป่นละเอียดพอสมควรไปให้ทั่วแปลงนา สำหรับตอซังข้าวที่เหลืออยู่ก็มีเครื่องมือตัดกระจายอยู่แล้ว

สาเหตุที่ผลผลิตเกษตรอินทรีย์ เช่น ผลไม้ นม มักจะมีรสชาติดีกว่า เพราะอินทรีย์วัตถุสามารถให้ต้นไม้ดูดธาตุอาหารหลายชนิดไปใช้ และการเลี้ยงสัตว์ก็มีการเจริญเติบโตตามธรรมชาติ แม้จะได้ผลผลิตน้อย แต่ได้ผลผลิตดีที่ไม่มีอะไรมากระตุ้นให้ส่วนประกอบทางเคมีแปรเปลี่ยนไป เปรียบเทียบได้กับสาวๆ นางเอกงิ้ว ที่อยู่ตามธรรมชาติปกติเป็นคนน่ารักน่าใกล้ชิด พอแต่งตัวเล่นงิ้ว พอกหน้าเขียนคิ้วทาปากออกมาแล้ว ดูสวยก็จริงแต่ก็ไม่สามารถสัมผัสที่เป็นธรรมชาติได้ ถ้าเป็นหนุ่มๆ เวลาจะมองสาวๆ จะชอบสาวที่แต่งหน้าเก่งๆ เหมือนงิ้ว หรือหน้าตาแบบธรรมชาติ ก็เลือกเอา

ผมคิดว่าการที่จะให้เกษตรกรเปลี่ยนแปลงรับการแนะนำจากเราให้ลึกซึ้งนั้น ยากมาก จะเกิดขึ้นได้เมื่อลองทำแล้วเห็นผล ซึ่งค่อยๆ ซึมซับทีละน้อยๆ เคยแนะนำให้ปลูกถั่วเหลืองและข้าวโพดทดแทนนาปรังในหน้าแล้ง เพราะขาดแคลนน้ำ มีเกษตรกรหลายรายที่ทำตามและปลูกได้ผลดีมากๆ แต่ต่อมาก็ล้มเลิกหันไปทำนาปรังเหมือนเดิม เพราะถนัดกว่า และการปลูกข้าวให้รายได้ที่สูงกว่า ยกเว้นเรื่องการปลูกทานตะวันในช่วงปลายฤดูฝน ที่เราโหมทำหลายๆ ปี และได้ผลมาจนปัจจุบัน เพราะทานตะวันมีตลาดเด่นชัดในช่วงแรก

ยังไงก็อยากเตือนน้องๆ ที่ยังทำงานอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ ว่าการส่งเสริมเกษตรกรนั้น คำนึงถึงตัวผู้รับคือเกษตรกรที่ต้องพัฒนาตัวเอง ผลิตสินค้าครบวงจรที่มีคุณภาพ ดึงดูดผู้บริโภค และปลอดภัย เพื่อเข้าแข่งขันในตลาด สร้างชื่อเสียงว่าเป็น local made เรื่องรายได้ที่เพิ่มขึ้นจะตามมาทีหลัง แต่อยากให้เป็นรายได้ที่แน่นอนยาวนาน การทำบัญชีรายรับรายจ่ายเป็นสิ่งจำเป็นมากๆ โดยเฉพาะถ้ามีการรวมเกษตรกรเป็นกลุ่ม ทุกประเด็นเป็นธุรกิจและระบบ ซึ่งบัญชีจะเห็นความแตกต่างจากของเดิมที่เคยทำ และสิทธิของเกษตรกรรายบุคคล

ระบบของสหกรณ์ถูกนำมาใช้ในประเทศไทยกว่า 102 ปี การจะขับเคลื่อนระบบสหกรณ์ให้เกิดความสำเร็จ มีความโปร่งใสเพื่อผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับมวลสมาชิกทุกๆ คนนั้น อยู่ที่หลักการบริหารจัดการของผู้บริหารสหกรณ์นั้นๆ โดยภายใต้ความโปร่งใสนั้น มีหน่วยงานสำคัญคือ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้นำระบบบัญชีเข้ามาใช้ในการบริหารจัดการในการดำเนินงานของสหกรณ์ให้เกิดความยั่งยืน

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า สหกรณ์นับเป็นสถาบันทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีส่วนในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจระดับฐานรากของประเทศไทย ทุกรัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้นผ่านระบบสหกรณ์ โดยมุ่งพัฒนาระบบสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง เป็นที่พึ่งแก่สมาชิกได้ การทำบัญชี จะช่วยให้การบริหารจัดการของสหกรณ์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และโปร่งใส โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์จะเข้าไปตรวจสอบการทำบัญชีของสหกรณ์ ให้มีความถูกต้อง เป็นไปตามมาตรฐานสากล และสร้างธรรมาภิบาลด้านบัญชีการเงิน รวมทั้งยังทำหน้าที่กำกับ แนะนำด้านการเงินการบัญชีสหกรณ์ และติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาสหกรณ์ให้เกิดความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้มีการไปส่งเสริมและทำความเข้าใจกับสมาชิกสหกรณ์ ให้มีความสนใจและความสำคัญกับเรื่องของการทำบัญชีมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อมีโอกาสได้รับเชิญเข้าไปในที่ประชุมใหญ่ของสหกรณ์แต่ละแห่ง ก็จะพยายามกำชับให้เจ้าหน้าที่ของกรมฯ ให้ความรู้ด้านบัญชีกับพี่น้องสมาชิกของสหกรณ์ นอกจากนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ยังได้พัฒนาเทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยในการบริหารงานของสหกรณ์ คือ โปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (Cooperative Full Pack Accounting Software : FAS)

เพื่อช่วยให้การบริหารงานของสหกรณ์มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยได้ออกแบบให้ครอบคลุมธุรกิจของสหกรณ์ในทุกๆ ด้าน มีความทันสมัย เป็นปัจจุบัน ช่วยลดข้อผิดพลาดในการทำงานและมีระบบข้อมูลทางบัญชีที่ได้มาตรฐาน สามารถปิดบัญชีประจำปีได้อย่างรวดเร็ว จึงนับเป็นเครื่องมือในการสร้างความแข็งแกร่งทางบัญชี และสามารถให้บริการสมาชิกแบบจุดเดียว (One Stop Service)

และยังช่วยให้ผู้บริหารสหกรณ์สามารถนำข้อมูลสารสนเทศทางการเงิน มาใช้ประกอบการตัดสินใจในการบริหารจัดการได้รวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สหกรณ์ อย่างไรก็ดี ในปัจจุบัน โดยภาพรวมการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ต่างๆ ถือว่าอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ เพราะนอกจากความโปร่งใส ยึดมั่นในคุณธรรมและจริยธรรมของคณะกรรมการดำเนินงานแล้ว กฎระเบียบต่างๆ ที่ภาครัฐกำหนดออกมาอย่างเข้มงวด จะเป็นมาตรการที่ช่วยตรวจสอบให้สหกรณ์มีความเข้มแข็งมายิ่งขึ้น

โดยเฉพาะมิติสำคัญของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ที่เราไม่ได้เพียงแค่เข้าไปตรวจสอบหรือว่าไปตรวจดูว่าบัญชีนั้นทำอย่างไร มีความโปร่งใสหรือไม่ แต่เราทำหน้าที่เป็นเหมือนเพื่อนคู่คิดให้กับสหกรณ์ ทั้งให้ข้อแนะนำ ให้ความเห็นที่คิดว่าเป็นประโยชน์ต่อภาพรวมของสมาชิกในสหกรณ์นั้นๆ อะไรเป็นจุดอ่อน อะไรเป็นความเสี่ยงก็ให้ความเห็นไว้ ทุกอย่างยังสามารถแก้ไขได้เพื่อไม่ให้สังคมของสหกรณ์นั้นเสียความมั่นใจของสมาชิกไป

คุณปัทมา คงสำราญ อยู่บ้านเลขที่ 138/3 หมู่ที่ 3 ตำบลวังลึก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี เลี้ยงตะพาบน้ำเป็นอาชีพ สร้างรายได้ให้กับเธอได้เป็นอย่างดี

คุณปัทมา เล่าให้ฟังว่า เดิมทีทำไร่ทำสวนและได้นำผลผลิตขายตามตลาดเช้า จึงทำให้ได้รู้จักกับเกษตรกรรายหนึ่งซึ่งได้เลี้ยงตะพาบน้ำมาก่อน ทำให้คุณพ่อและคุณแม่ของคุณปัทมา เกิดความสนใจในการเลี้ยงตะพาบน้ำ จึงได้ไปศึกษากับเกษตรกรรายดังกล่าวที่มาแนะนำ ซึ่งตะพาบน้ำที่นำมาเลี้ยงเป็นตะพาบพันธุ์ไต้หวัน เหตุที่ไม่สามารถนำตะพาบน้ำพันธุ์ไทยมาเลี้ยงได้ เนื่องจากตะพาบน้ำพันธุ์ไทย ยังถือว่าเป็นพันธุ์สัตว์น้ำที่ได้รับการคุ้มครอง จึงได้นำลูกตะพาบน้ำพันธุ์ไต้หวันมาเลี้ยงแบบระบบเนื้อมาปล่อยลงบ่อ

“ตะพาบเลี้ยงเนื้อ เราไม่ต้องจัดการอะไรมาก เพราะว่าตลาดที่เราต้องการส่ง มันมีอยู่แล้ว เป็นของที่ตลาดต้องการ ช่วงที่ตลาดต้องการ ตอนที่เริ่มทำ เมื่อปี 2538 เรียกได้ว่า ทำมาเกือบ 20 ปี แล้ว” คุณปัทมา กล่าว

ตะพาบน้ำที่นำมาเลี้ยงครั้งแรก คุณปัทมา เล่าว่า มีจำนวน 2,000 ตัว ปล่อยลงในบ่อดิน ขนาด 15×20 เมตร ใส่น้ำให้มีระดับ 80 เซนติเมตร ถึง 1 เมตร “ในปีแรกๆ ที่ทำจะใช้บ่อดิน เพราะเป็นการประหยัดต้นทุน เมื่อฟาร์มมีขนาดใหญ่ขึ้นก็เริ่มทำบ่อปูน การทำบ่อปูน จะขุดให้ได้ระดับราดเอียงที่ 45 องศา แต่ขอบบ่อ ควรมีกระเบื้องสูงประมาณ 40-60 เซนติเมตร เพื่อกันตะพาบออกจากบ่อ” คุณปัทมา เล่าถึงวิธีการเตรียมบ่อ

อาหารที่ให้ตะพาบน้ำกินจะเป็นปลาบด อาหารหมู อาหารปลาดุก ผสมกับข้าว ทำให้ลดต้นทุน เพราะข้าวที่นำมาเป็นส่วนผสม “การให้อาหารที่ดี ควรวางด้านใดด้านหนึ่งของบ่อ หรือด้านที่วิดน้ำออก และให้พ้นจากผิวน้ำ 1-2 เซนติเมตร คอยสังเกตดู ซึ่งตะพาบจะกินอาหารหมดภายใน 2-3 ชั่วโมง ถ้าหมดก่อนเวลาที่กำหนด ควรเพิ่มอาหาร หรือหมดหลังจาก 3 ชั่วโมง ควรลดปริมาณอาหารลง มิเช่นนั้นน้ำในบ่อ อาจเกิดการเน่าเสียจากอาหารที่ให้มากไปเกินความจำเป็น” คุณปัทมา กล่าว

การป้องกันโรค ในช่วงฤดูฝนจะมีการใช้สารปฏิชีวนะหลายตัว เพื่อป้องกันโรคที่จะเกิดกับตะพาบน้ำ การใช้แต่ละครั้งก็จะดูความเหมาะสมของฤดูกาล ยาที่ให้จะมีทั้งผสมกับอาหารให้ตะพาบน้ำกิน และสาดลงบ่อ อาจเรียกได้ว่าเป็นความชำนาญของเจ้าของฟาร์มที่จะต้องรู้โดยประสบการณ์ ว่าแต่ละช่วงควรดูแลอย่างไร

“ช่วงต้นฤดูฝนตะพาบ จะมีอาการอ่อนแอ พอเรารู้ว่าช่วงฝนจะมา เราอาจจะต้องให้ยากันไว้ก่อน โดยให้อาทิตย์เว้นอาทิตย์ และช่วงที่น่าเป็นห่วงอีกที ก็ช่วงปลายฤดูหนาวจะเกิดโรคที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วง ช่วงฤดูหนาวถ้าอากาศหนาวตะพาบจะเจริญเติบโตช้า เนื่องจากกินอาหารได้น้อยลง เมื่อเติบโตช้าทำให้แบคทีเรียเข้าไปได้ง่าย อาจทำให้ตะพาบอ่อนแอและตายได้” คุณปัทมา อธิบายถึงการเกิดโรคในแต่ละฤดูกาล

คุณปัทมา บอกว่า ขนาดไซซ์ของตะพาบน้ำที่ตลาดต้องการ อยู่ที่อายุประมาณเกือบ 8 เดือน ถึง 1 ปี ซึ่งจะมีน้ำหนักอยู่ที่ 800 กรัม ถึง 1 กิโลกรัม ต่อตัว ราคาจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 220 บาท ซึ่งราคาจะแพงไปตามขนาดไซซ์ ยิ่งตะพาบน้ำมีขนาดใหญ่ ราคาก็จะยิ่งแพง ถ้ามีขนาด 1.5 กิโลกรัม ขึ้นไป จะขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 320 บาท

“จะไม่ค่อยได้จับขายหน้าฟาร์ม เพราะการที่ลงไปจับในบ่อ หรือไปกวนตะพาบอาจทำให้เกิดอาการบาดเจ็บ จะทำให้เกิดโรคตามมา ซึ่งส่วนใหญ่จะวิดน้ำทั้งบ่อ แล้วจับตะพาบขายทีเดียว เมื่ออายุครบกำหนดตามที่ต้องการของคนที่มารับซื้อ” คุณปัทมา กล่าว

จึงเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่น่าจับตามอง เพราะปัจจุบันตะพาบน้ำกำลังได้รับความนิยมและสามารถประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู ลุงชาญ บุญเลิศอยู่บ้านเลขที่ 62/1 หมู่ที่ 10 ตำบลไม้ดัด อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี เล่าว่า เดิมทีทำนา ประมาณ 24 ไร่ ซึ่งสมัยนั้นทำเท่าไหร่ก็มีแต่หนี้สินหลายแสนบาท แทบไม่มีเงินเก็บ พอประมาณปี 2536 จึงเลิกทำนา เพราะหนี้สินไม่มีวี่แววว่าจะลดน้อยลง เพราะสมัยนั้นราคาข้าวตกต่ำ มีขึ้นมีลงไม่แน่นอน ทำให้เงินทุนที่เก็บไว้ก็ต้องนำมาใช้จ่าย จึงตัดสินใจเลิกทำนาอย่างเด็ดขาด

ลุงชาญ เล่าต่อว่า พอเลิกทำนา ก็มาทำเห็ดนางฟ้าเป็นอาชีพหลัก เพราะขณะที่ทำนาได้ทำเห็ดเสริมอยู่แล้ว ด้วยการอัดก้อนเชื้อขายและเปิดก้อนเชื้อขายดอกเอง ทำมาได้สักระยะ ครู กศน. ได้มาแนะนำให้ลุงชาญรวมกลุ่มเพื่อทำเห็ด สามารถรวมกลุ่มได้ 15 คน ทำก้อนเห็ดได้ประมาณ 2,000 กว่าถุง ต่อวัน

ช่วงที่รอเชื้อเห็ดเดินให้เต็มถุง ลุงชาญ เล่าว่า จะเป็นช่วงที่ลุงชาญกับสมาชิกกลุ่มค่อนข้างว่าง ลุงชาญจึงได้หามะนาวมาปลูกและขยายพันธุ์ขาย ช่วงนั้นมะนาวพันธุ์แป้นพิจิตรกำลังเป็นที่นิยม

“พอ ครู กศน. เข้ามาก็ให้ตั้งกลุ่ม ทำบัญชีครัวเรือนรายรับรายจ่าย ก็มาแนะนำสิ่งต่างๆ เห็ดที่ทำ ต้องรอให้เชื้อมันเดินเต็ม ช่วงนี้ก็ว่าง ทาง ครู กศน. ก็มาแนะนำให้ขยายพันธุ์มะนาว เริ่มแรกเดิมที มีแค่ 6 ต้น เพราะสมัยนั้นแป้นพิจิตรกำลังดัง ก็ได้มาขยายพันธุ์ พอทำแล้วดี ก็เลยให้คนในกลุ่มทำ เพราะบางคนในกลุ่มก็มีรายได้น้อยแตกต่างกันไป ผมเลยแบ่งกิ่งที่ขยายให้ครอบครัวละ 5 กิ่ง ให้ไปปลูกให้ไปขยายพันธุ์ ถ้าขายได้ให้ขายไป ถ้าขายไม่ได้ให้ขนมาที่บ้านผม เพราะที่นี่เป็นศูนย์กลาง มีคนมาที่นี่ส่วนใหญ่” ลุงชาญ กล่าว