ทั้งนี้ การค้ากับเมียนมาขยายตัวสูงสุดถึง 9.47% เพราะการนำ

เข้าที่เพิ่มขึ้นถึง 33.53% โดยเป็นการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ ส่วน สปป.ลาว ก็มีการนำเข้าเพิ่มถึง 19.92% เป็นการนำเข้าพลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก ซึ่งไม่น่ากังวล เพราะนำเข้ามาใช้เป็นพลังงานของประเทศ และช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

นายอดุลย์ กล่าวว่า สำหรับการค้าผ่านแดน พบว่า ยังมีแนวโน้มเติบโตได้ดี โดยการค้าผ่านแดนไปยังเวียดนามมีมูลค่ามากที่สุด 34,257 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.63% เป็นการส่งออกมูลค่า 23,441 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.14% นำเข้า 10,814 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 81.92% รองลงมา คือ จีนตอนใต้ 15.71% และนำเข้ามูลค่า 20,764 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.04% และสิงคโปร์ มูลค่า 32,676 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.61% เป็นการส่งออก 12,629 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.81% นำเข้า 20,045 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.55%

“การค้าผ่านแดนไปยังจีนตอนใต้มีการขยายตัวสูง ทั้งการส่งออกและนำเข้า เป็นเพราะสินค้าเกษตรไทยส่งออกได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าผลไม้สดแช่เย็น แช่แข็ง ซึ่งมีการขยายตัวสูงถึง 224% และยังได้รับผลดีจาก AQSIQ ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการอนุญาตการนำเข้าสินค้าเกษตรของจีนได้เพิ่มเติมรายชื่อสินค้าผลไม้ของไทยที่สามารถส่งออกเข้าสู่ประเทศจีนได้ 22 รายการ เมื่อต้นปี 2561 ทำให้การส่งออกสินค้าผลไม้ของไทยเติบโตอย่างมาก เช่น มังคุด ลำไยแห้ง ทุเรียน ส่วนใหญ่ผ่านทางด่านโย่วอี้กวาน ด่านผิงเสียง ด่านตงซิน ด่านผู่จ้าย เป็นต้น รวมทั้งยังอนุญาตให้ไทยส่งออกไก่สดแช่แข็งไปยังจีนได้ผ่านทางแม่น้ำโขงขึ้นไปท่าเรือกวนเหล่ยเพื่อจำหน่ายในมณฑลยูนนาน ทำให้ไทยส่งออกได้มากขึ้นด้วย”นายอดุลย์ กล่าว

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ที่บริเวณด้านหลังศาลากลางจังหวัดสุพรรณบุรี นายนิมิต วันไชยธนวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ได้ร่วมกับจังหวัดแม่ฮ่องสอน นำกระเทียมตัดจุก จำนวน 4,000 กิโลกรัม ตามโครงการเชื่อมโยงการผลิตและการตลาด มอบให้แก่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จำหน่ายประชาชนชาวจังหวัดสุพรรณบุรี ในราคากิโลกรัมละ 67 บาท เพื่อเป็นการกระจายผลผลิตกระเทียมแห้งของเกษตรกรจังหวัดแม่ฮ่องสอน จากเกษตรกรสู่ผู้บริโภคโดยตรง โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ภายใต้แนวคิด Farm to Kitchen

จากนั้น นายมนตรี พันธุ์ภัคดีนุพงษ์ อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 94 ม. 6 ต.อู่ทอง อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ได้ติดต่อทาง นายนิมิต วันไชยธนวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี นำรถสิบล้อบรรทุกสับปะรด จำนวน 10 ตัน มาจาก จ.ลำปาง เพื่อแจกให้กับประชาชนชาวจังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีอำเภอทั้ง 10 อำเภอ ใน จ.สุพรรณบุรี ได้นำรถมาขนสับปะรดเพื่อไปแจกจ่ายประชาชนทั้งจังหวัด และแบ่งให้ประชาชน ข้าราชการ ที่ศาลากลาง นำไปรับประทานกัน

นายมนตรี กล่าวว่า ได้ไปรับงานออแกไนซ์ที่ จ.ลำปาง ได้เห็นชาวไร่ชาวสวนนำสับปะรดมาวางขายตามถนนข้างทางเป็นจำนวนมาก และเห็นสับปะรดมีการเน่า เสียหายเยอะ ขายไม่ได้ ไม่มีคนซื้อ และราคาถูกมาก ตนจึงคิดว่าอยากทำอะไรให้กับสังคมบ้าง จึงนำรถสิบล้อจากสุพรรณบุรีวิ่งขึ้นไปเอาสับปะรด จำนวน 10 ตัน ซื้อมากิโลกรัมละ 2 บาท โดยซื้อมาจาก 1 ตำบล เกษตรกรได้ตัดผลผลิตของตนนำมารวมกัน นำมาแจกให้กับคนจังหวัดสุพรรณบุรี ทั้ง 10 อำเภอ เพื่อช่วยเกษตรกร ดีกว่าขายสับปะรดไม่ได้ เกิดการเน่าเสียและขาดทุน หรือถ้าใครสนใจร่วมสมทบทุนตนก็ยินดี เพราะตนเองจะนำรถไปรับสับปะรดมาอีก 1 ตัน ในวันที่ 26 มิถุนายนนี้

นายการัณย์ ศุภกิจวิเลขการ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ เปิดเผยว่า สถาบันฯ ร่วมกับกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บูรณาการภารกิจของหน่วยงานเพื่อให้เกิดการสานต่อแนวพระราชดำริ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานที่สถาบันจะร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้การสานต่อแนวพระราชดำริเกิดอย่างเป็นรูปธรรม

ในส่วนการร่วมมือกับกรมประมงครั้งนี้ เป็นการส่งเสริมและการขยายพันธุ์ปลาพลวงชมพู เพื่อสร้างอาชีพแก่ประชาชน ตามพระราชดำริของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 รวมถึงการส่งเสริมอาชีพประมงให้แก่ประชาชนในพื้นที่พัฒนาของสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ ที่มีหลายพื้นที่ แต่ที่เพิ่งขยายพื้นที่พัฒนาลงไป ใน ปี 2560 คือ ที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ รวม 7 พื้นที่ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ดำเนินโครงการซ่อมแซมและปรับปรุงระบบน้ำ โดยดำเนินการเสร็จในหลายพื้นที่ เช่น ที่ ต.สากอ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ซึ่งหลังจากนี้จะมีโครงการส่งเสริมอาชีพเข้าไปเพิ่มเติม ซึ่งการส่งเสริมการเลี้ยงปลาพลวงชมพู จะเป็นทางเลือกของอาชีพใหม่ ซึ่งใช้เวลาเลี้ยงสั้นกว่าการปลูกพืชเกษตรและมีตลาดรองรับ

“การส่งเสริมประมงเป็นอาชีพเพิ่มเติม จะเริ่มดำเนินการในพื้นที่มีน้ำเพียงพอสม่ำเสมอก่อน คือ ทั้งใน 3 จังหวัดชายแดน คือ นราธิวาส ยะลา ปัตตานี และดำเนินการในพื้นที่ จ.เพชรบุรี ที่เป็นเขตพัฒนาของสถาบันปิดทองหลังพระฯ ไปพร้อมกัน” นายการัณย์ กล่าว

นายศุภวัฑฒ์ โกมลมาลย์ ผู้อำนวยการ กองโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและกิจกรรมพิเศษ กรมประมง กล่าวว่า กรมประมง จะให้การสนับสนุนในส่วนองค์ความรู้ โดยเทคนิคการเลี้ยงปลาที่เข้าไปให้ความรู้กับประชาชนในโครงการคือ เทคนิคการเลี้ยงปลาในระบบน้ำไหลนี้ ซึ่งล่าสุดได้ถ่ายทอดให้เกษตรกรหลายรายใน อ.เบตง จ.ยะลา เป็นเทคนิคการเลี้ยงแบบธรรมชาติ ซึ่งมีน้ำไหลตลอดปี ประหยัดต้นทุน เหมาะกับการเลี้ยงปลาในหลายสายพันธุ์ ทั้งปลานิล ปลาจีน และปลาพลวงชมพู

ขณะนี้ได้เริ่มทดลองเลี้ยงปลานิลในระบบน้ำไหลที่ อ.เบตง จ.ยะลา แล้วพบว่าใช้เวลาเลี้ยงสั้น ประมาณ 8 เดือน ได้ปลาขนาดใหญ่ ปลาที่มีคุณภาพไร้กลิ่นโคลน เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ ทำให้ขายได้ราคาดี กำไรกว่า 50% ของเงินที่ลงทุน

ส่วนของ ปลาพลวงชมพู เดิมนั้นเป็นปลาธรรมชาติพบในเขตป่าฮาลาบาลา แต่ที่ผ่านมาถูกจับไปขายที่ประเทศมาเลเซียเป็นจำนวนมาก เนื่องจากได้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 3,000 บาท ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จึงมีพระราชเสาวนีย์ ให้ขยายพันธุ์ปลาพลวงชมพูเพื่อป้องกันการสูญพันธุ์และเป็นอาชีพแก่ประชาชน ซึ่งปัจจุบัน กรมประมง ประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ปลาพลวงชมพู และกำลังเร่งขยายพันธุ์เพื่อแจกจ่ายพันธุ์สู่ประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่อยู่ใกล้มาเลเซียซึ่งเป็นตลาดรองรับขนาดใหญ่

ทั้งนี้ นอกเหนือจากการส่งเสริมประมงแล้ว กรมประมงฯ และสถาบันปิดทองหลังพระฯ ได้ร่วมมือกันในการศึกษาวิจัยเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนว่าการมีส่วนร่วมอย่างไร ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ประเทศไทยมีไว้กับองค์การสหประชาชาติ

สับปะรด / เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 25 มิ.ย. ที่ด้านหลังศาลากลางจังหวัดสุพรรณบุรี นายนิมิต วันไชยธนวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ร่วมกับจังหวัดแม่ฮ่องสอน นำกระเทียมตัดจุก มามอบให้แก่ประชาชนชาวจังหวัดสุพรรณบุรี 4,000 กิโลกรัม ตามโครงการเชื่อมโยงการผลิตและการตลาดเพื่อกระจายรายได้ให้แก่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในราคากิโลกรัมละ 67 บาท

เพื่อเป็นการกระจายผลผลิตกระเทียมแห้งของเกษตรกรจังหวัดแม่ฮ่องสอน จากเกษตรกรสู่ผู้บริโภคโดยตรง โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ภายใต้แนวคิด Farm to Kitchen จากนั้น นายมนตรี พันธุ์ภัคดีนุพงษ์ อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 94 ม.6 ต.อู่ทอง อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรีติดต่อทาง นายนิมิต วันไชยธนวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี นำรถสิบล้อบรรทุกสับปะรด 10 ตัน มาจาก จ.ลำปาง

เพื่อนำมาแจกให้กับประชาชนชาวจังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีอำเภอทั้ง 10 อำเภอ ใน จ.สุพรรณบุรี นำรถมาขนสับปะรดเพื่อไปแจกจ่ายประชาชนทั้งจังหวัด และแบ่งให้ประชาชน ข้าราชการ ที่ศาลากลาง นำไปรับประทานกัน

ด้าน นายมนตรี กล่าวว่า ตนไปรับงานออแกไนซ์ ที่ จ.ลำปาง เห็นชาวไร่ชาวสวนนำสับปะรดมาวางขายตามถนนข้างทางเป็นจำนวนมาก และเห็นสับปะรดเน่า เสียหายเยอะ ขายไม่ได้ ไม่มีคนซื้อและราคาถูกมาก ตนจึงคิดว่าอยากทำอะไรให้กับสังคมบ้าง จึงนำรถสิบล้อจากสุพรรณบุรีวิ่งขึ้นไปเอาสับปะรด 10 ตัน ซื้อมา กิโลกรัมละ 2 บาท

แห่รับสับปะรดที่หนุ่มซื้อมาแจก
โดยซื้อมาจาก 1 ตำบล เกษตรกรได้ตัดผลผลิตของตนนำมารวมกัน นำมาแจกให้กับคนจังหวัดสุพรรณบุรี ทั้ง 10 อำเภอ เพื่อช่วยเกษตรกร ดีกว่าขายสับปะรดไม่ได้ เกิดการเน่าเสีย และขาดทุน หรือถ้าใครสนใจร่วมสมทบทุนตนก็ยินดี เพราะตนเองจะนำรถไปรับสับปะรดมาอีก 1 ตัน ในวันพรุ่งนี้

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานจัดงานรณรงค์เริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ในวาระครบรอบ 50 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร

ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้ให้ความสำคัญกับอาชีพการเกษตรของเกษตรกรเป็นลำดับต้นๆ ซึ่งที่ผ่านมา ได้มีโครงการ มาตรการในการช่วยเหลือมาแล้วหลายโครงการ ทั้งนี้ เพื่อเป้าหมายการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างโอกาสในการแข่งขันให้กับสินค้าเกษตร การถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตรที่ถูกต้อง เหมาะสม ก็เป็นแนวทางหนึ่งในการยกระดับความรู้ ทักษะและประสบการณ์ให้กับผู้ประกอบอาชีพการเกษตร การถ่ายทอดความรู้ ช่วงเริ่มต้นการผลิตในปีการเพาะปลูกใหม่ นับเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นโอกาสที่ดี ที่จะช่วยเกษตรกรมีความพร้อมในการผลิตทางการเกษตร การจัดงานรณรงค์เริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) จึงเป็นส่วนสำคัญ ที่จะช่วยเตรียมความพร้อมเกษตรกรก่อนเข้าสู่การเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 2561

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ที่หน้าโรงพยาบาลลำปาง นายอธิฐาน วงศ์ใหญ่ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลลำปาง นำสับปะรด จำนวน 10 ตัน จากพื้นที่ปลูกใน ต.บ้านเสด็จ อ.เมือง จ.ลำปาง มาแจกจ่ายให้กับประชาชนที่มารับบริการที่ รพ.ลำปาง และญาติผู้ป่วย โดยใน ต.บ้านเสด็จ และ ต.บ้านแลง อ.เมือง จ.ลำปาง เป็นพื้นที่ปลูกสับปะรดแหล่งใหญ่สุดของ จ.ลำปาง ปลูกทั้งพันธุ์ปัตตาเวียและสายน้ำผึ้ง ซึ่งปีนี้ ราคาโรงงานรับซื้อเพียง กิโลกรัมละ 70 สตางค์ เท่านั้น ทำให้เกษตรกรเร่งนำไปขายตามจุดต่างๆ เพื่อให้ได้ราคาดีขึ้น และเป็นการเร่งกระจายผลผลิตให้ออกสู่ท้องตลาดโดยเร็ว ไม่ให้เกิดการเน่าเสียจากสับปะรดที่สุกเร็ว

นายอธิฐาน บอกว่า ได้มีผู้ใจบุญ คือ พ.อ.นายแพทย์ พงศ์ศักดิ์ ตั้งคณา ประธานมูลนิธิจิตเป็นผู้ให้ใจเป็นนิพพาน และยังเป็นนักพูดชื่อดังของเมืองไทย รวมถึง นพ.เทพ เวชวิสิฐ เจ้าของประตูน้ำโพลีคลินิก ต้องการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกใน จ.ลำปาง หลังไปช่วยซื้อที่ จ.เชียงราย มาแล้ว ดังนั้น จึงขอให้ตนช่วยซื้อสับปะรดในพื้นที่ วงเงิน 100,000 บาท นำไปแจกจ่ายให้กับประชาชน เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดของ จ.ลำปาง โดยวันนี้ได้ซื้อสับปะรดจากเกษตรกรมา 10 ตัน หรือ 10,000 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 2 บาท เป็นเงิน 20,000 บาท เพื่อแจกจ่ายผู้มารับบริการที่โรงพยาบาลและญาติผู้ป่วย

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาพรวมรายได้ของเกษตรกร ซึ่งวัดจากดัชนีรายได้เกษตรกรเดือน พ.ค. 2561 พบว่า เพิ่มขึ้นจากเดือน พ.ค. 2560 สัดส่วน 10.34% สำหรับดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ที่ไร่นา เดือน พ.ค. 2561 ลดลงจาก เดือน พ.ค. 2560 สัดส่วน 4.89% โดยสินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน ราคาลดลงเนื่องจากมีปริมาณผลผลิตปาล์มทะลายสูงขึ้น ยางพารา ราคาลดลง เนื่องจากความต้องการซื้อภายในประเทศลดลง สับปะรด ราคาลดลง เนื่องจากมีปริมาณผลผลิตออกกระจุกตัวและมีปริมาณมากกว่าความต้องการของตลาด และ สุกร ราคาลดลง เนื่องจากปริมาณผลผลิตมากกว่าความต้องการ จากสภาพอากาศที่เย็นลงในช่วงฤดูฝน

ส่วนสินค้าที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า ความชื้น 15% ราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง รวมทั้งผู้ประกอบการส่งออกมีความต้องการข้าวในทิศทางที่เพิ่มขึ้น เพื่อเตรียมการส่งมอบตามคำสั่งซื้อจากประเทศคู่ค้า เงาะโรงเรียน ราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากผลผลิตยังมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทุเรียน ราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีความต้องการของตลาดภายในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง และ ไข่ไก่ ราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากโรงเรียนเปิดเทอม จึงมีความต้องการใช้ไข่ไก่เพื่อการบริโภคมากขึ้น ประกอบกับมาตรการเพิ่มการส่งออกไปยังต่างประเทศ

ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเดือน พ.ค. 2561 เพิ่มขึ้นจากเดือน พ.ค. 2560 คิดเป็น 16.00% โดยสินค้าสำคัญที่ดัชนีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า มันสำปะหลัง ยางพารา สับปะรด ปาล์มน้ำมัน ไก่เนื้อ ไข่ไก่ และกุ้งขาวแวนนาไม ส่วนสินค้าสำคัญที่ดัชนีผลผลิตลดลง ได้แก่ ทุเรียน และสุกร หากมองถึงแนวโน้มดัชนีรายได้ของเกษตรกรในเดือน มิ.ย. 2561 คาดว่าเพิ่มขึ้นจากเดือน มิ.ย. 2560 สัดส่วน 7.87% เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น สัดส่วน 8.34%

ขณะที่ดัชนีราคาปรับตัวลดลง 0.44% สำหรับสินค้าสำคัญที่มีผลผลิตออกมากในช่วงเดือน มิ.ย. 2561 ได้แก่ ยางพารา โดยผลผลิตยางพาราออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นจากเดือน พ.ค. 2561 เนื่องจากเกษตรกรเริ่มเปิดกรีดยาง ขณะที่ผู้ซื้อต้องการยางเพื่อส่งมอบ สับปะรด คาดว่าผลผลิตจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากเดือน พ.ค. 2561 และ สุกร คาดว่าผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น เป็นผลจากสภาพอากาศที่เย็นลงในช่วงฤดูฝนจะทำให้สุกรโตเร็ว

ทั้งนี้ เดือน ก.ค. 2561 ดัชนีรายได้เกษตรกร คาดว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ส่วนดัชนีราคา คาดว่าจะทรงตัวเมื่อเปรียบเทียบกับเดือน ก.ค. 2560 ในขณะที่ดัชนีผลผลิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อาทิ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน สุกร ไก่เนื้อ และเงาะ

น.สพ.สรวิศ ธานีโต ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ เริ่มเปิดปฏิบัติการปราบปรามการลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงสัตว์ โดยสั่งการให้รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นำชุดเฉพาะกิจสารวัตรกรมปศุสัตว์กว่า 50 นาย เข้าตรวจปัสสาวะสุกรในฟาร์ม 8 แห่ง ใน ต.ทุ่งลูกนก อ.กำแพงแสน ด้วยการบุกเข้าตรวจโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า ตามนโยบายสินค้าเกษตรปลอดภัยของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

“หลังจากนี้ จะปฏิบัติการสุ่มตรวจสอบทั้งในระดับโรงงานผลิตอาหารสัตว์ ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ รวมถึงโรงฆ่าสัตว์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้บริโภค เนื่องจากสารเร่งเนื้อแดงเป็นอันตรายต่อสุขภาพ หากบริโภคเนื้อสัตว์ที่มีสารนี้ อาจทำให้เจ็บป่วยถึงขั้นเสียชีวิตได้ ขอย้ำกับผู้ที่ลักลอบใช้ ให้หยุดการกระทำผิด หากฝ่าฝืนและตรวจพบจะถูกดำเนินคดีในทันที ทั้งได้รับโทษหนักและอาจต้องปิดกิจการ” น.สพ.สรวิศ กล่าวและว่า

การลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดงในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ เป็นการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ด้าน น.สพ.จีรศักดิ์ พิพัฒนพงศ์โสภณ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ และประธานคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาการใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ครั้งนี้เป็นการตรวจสอบฟาร์มตามเบาะแสที่มีผู้แจ้งผ่านแอปพลิเนชั่น “DLD 4.0” ซึ่งเป็นช่องทางใหม่ที่กรมปศุสัตว์เปิดขึ้น เพื่อให้สามารถแจ้งการกระทำความผิดด้านปศุสัตว์ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

“จากการตรวจสอบฟาร์มสุกร 5 แห่ง ที่เจ้าหน้าที่ได้เก็บตัวอย่างปัสสาวะสุกร ฟาร์มละ 5 ตัวอย่าง และตรวจด้วยชุดทดสอบเบื้องต้นชนิดรวดเร็วที่มีความแม่นยำสูง พบว่า ทั้ง 25 ตัวอย่าง ให้ผลเป็นลบหรือไม่พบการตกค้างของสารเร่งเนื้อแดง ส่วนฟาร์มสุกรอีก 3 แห่ง ได้ปิดดำเนินการแล้ว ผลการตรวจในครั้งนี้สะท้อนถึงความตระหนักในกฎหมายและความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคของเกษตรกร หลังจากนี้ ปศุสัตว์ทุกจังหวัดจะดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มข้นต่อไป” น.สพ.จีรศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ หากพบเห็นการกระทำผิดทั้งโรงฆ่าสัตว์เถื่อนและการใช้สารเร่งเนื้อแดง โปรดแจ้งเบาะแสผ่านแอปพลิเคชั่นในมือถือ “DLD 4.0” เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายได้ทันท่วงที โดยผู้แจ้งจะได้รับรางวัลสินบนนำจับหลังจากคดีสิ้นสุด

“พาณิชย์” วอนเกษตรกร ที่ยังไม่ขึ้นทะเบียนปลูกข้าว ให้รีบมาขึ้นทะเบียน หวั่นหากมีมาตรการช่วยเหลือออกมา เกษตรกรผู้ปลูกอาจจะไม่ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐเต็มที่ พร้อมเตรียมเสนอมาตรการช่วยเหลือที่ประชุม นบข. ก.ค. 61 นี้

นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ขอความร่วมมือไปยังเกษตรกรที่เพาะปลูกข้าวที่มีอยู่ประมาณ 4 ล้านครัวเรือน ให้รีบแจ้งขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หลังจากที่ปลูกข้าวไปแล้ว 15 วัน และไม่เกิน 60 วัน เพื่อให้คงได้รับสิทธิในการรับความช่วยเหลือจากภาครัฐ ทั้งการช่วยเหลือด้านการผลิตและการตลาด โดยเร็วนี้กระทรวงพาณิชย์จะนำเสนอมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2561/62 ให้คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) พิจารณาในวันที่ 11 กรกฎาคม 2561

สำหรับ ปี 2560 มีเกษตรกรแจ้งขึ้นทะเบียน 4 ล้านครัวเรือน จากที่ข้อมูลที่กระทรวงเกษตรฯ แจ้งไว้ประมาณ 3.7 ล้านครัวเรือน ในปี 2561 นี้ มีแจ้งขึ้นทะเบียนไปแค่ 5.4 แสนครัวเรือน ซึ่งถือว่าน้อยมาก และภาครัฐเองไม่รู้ว่าเกษตรกรปลูกข้าว ปลูกอะไรไปบ้าง ปลูกที่ไหน ทำให้ไม่สามารถวางแผนการช่วยเหลือได้ถูกต้อง จึงขอให้เกษตรกรที่ปลูกข้าวไปแล้ว ให้รีบไปแจ้งขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับเกษตรอำเภอ หรือเกษตรจังหวัดโดยด่วน เพราะหากถ้าไม่แจ้ง เวลามีมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐออกมา ก็จะไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ซึ่งเกษตรกรจะเสียประโยชน์

ทั้งนี้ ในการประชุม นบข. สำหรับมาตรการช่วยเหลือที่จะเสนอนั้น ส่วนใหญ่เป็นมาตรการที่คล้ายกับปีการผลิต 2560/61 เช่น การช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวให้เกษตรกร ไร่ละ 1,200 บาท รายละไม่เกิน 10 ไร่ หรือไม่เกิน 12,000 บาท, สินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี โดยจะได้ค่าเก็บรักษาข้าวเปลือก ตันละ 1,500 บาท, สินเชื่อให้สถาบันเกษตรกร เพื่อรวบรวมหรือแปรรูปข้าว, ชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการในการเก็บสต๊อก, การจัดตลาดนัดข้าวเปลือก, การเชื่อมโยงตลาดข้าว เป็นต้น

นอกจากนี้ จะมีมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ เพิ่มเติม เช่น การให้สินเชื่อเกษตรกรเพื่อสร้างยุ้งฉาง เนื่องจากที่ผ่านมา มีโครงการรับจำนำข้าว ทำให้เกษตรกรไม่มีการสร้างยุ้งฉางเพิ่ม หรือที่มีอยู่ก็เก่า ไม่สามารถใช้งานได้ จึงจะมีการให้สินเชื่อกับเกษตรกร เพื่อไปสร้างยุ้งฉางเพื่อเก็บข้าว ในช่วงที่ผลผลิตออกมาก อย่างไรก็ดี สำหรับวงเงินที่จะใช้ในการช่วยเหลือทั้งด้านการผลิตและการตลาด ใน ปี 2561 นี้ จะใกล้เคียงปีที่ผ่านมา ประมาณ 2 แสนล้านบาท และนอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ก็จะมีมาตรการเพิ่มเติมเข้ามาช่วยเพิ่มเติม ซึ่งก็ต้องรอติดตามรายละเอียดต่อไป