ทั้งนี้ คุณสมนึก ใช้ไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่ 1 มาเป็นพ่อพันธุ์ราว

ส่วนความนิยมของตลาดนั้น ถ้าพูดถึงไก่ลูกผสมพื้นเมือง หรือไก่บ้าน ความนิยมมีมากเพราะเนื้ออร่อย เนื้อไม่เหนียว ไม่ยุ่ยเกินไป เป็นที่นิยมของตลาด

คุณสมนึก บอกอีกว่า เกษตรกรในเมืองไทยเลี้ยงกันเยอะ เพราะในตลาดทั่วไปไก่พวกนี้จัดอยู่ในระดับตลาดสินค้าคุณภาพดี ราคาค่อนข้างสูง เนื้อจะอร่อย นิยมใช้กันมากในห้องอาหารทั่วไป หรือตามโรงแรม

ทั้งนี้ คุณสมนึก แนะนำว่า แม้จะเลี้ยงง่าย แต่ก็มีเทคนิคการเลี้ยงบางประการที่ต้องศึกษาและต้องใช้ประสบการณ์จากการเลี้ยงจริง ควรเลี้ยงจำนวนน้อยๆ อย่างหลักร้อยตัวไปก่อน ไม่ควรขึ้นไปถึงหลักพันตัวเสียทีเดียว ซึ่งจะช่วยให้มีความมั่นคง ทั้งในเรื่องความเชี่ยวชาญในการเลี้ยง และการหาตลาดด้วย เนื่องจากไก่พันธุ์นี้มีราคาสูงกว่าไก่เนื้อทั่วไป ราว 40-50 เปอร์เซ็นต์

ทางด้าน คุณเพิ่ม สำเร็จทรัพย์ ผู้จัดการเกษตรฟาร์ม อธิบายเพิ่มเติมว่า เหตุที่เลือกไก่ประดูหางดำเชียงใหม่ 1 มาเป็นพ่อพันธุ์ เพราะมีความต้านทานโรค อีกทั้งต้องการพ่อพันธุ์มากลบสี เพราะตัวเมียที่เลี้ยงอยู่ เป็นสีเหลืองทอง ต้องการนำสีของพ่อพันธุ์มากลบ จนได้ลูกสีดำเหมือนไก่บ้านหรือไก่พื้นเมือง

“เนื้อ น้ำหนักตัว หรือภูมิต้านทานโรคจะดีมากๆ และเนื้อจะหมือนไก่บ้านทุกอย่าง เลี้ยงง่ายมาก เป็นรายได้เสริมได้สบายๆ” คุณเพิ่ม ว่าอย่างนั้น

คุณเพิ่ม แนะนำว่า เมื่อเกษตรกร ซื้อลูกไก่ไปแล้ว ต้องนำไปกกด้วยไฟ หรือถ้าเลี้ยงในปริมาณมาก ก็ต้องมีหัวกกแก๊ส ซึ่งหัวกกแก๊ส 1 หัว จะกกลูกไก่ได้ถึง 1,200 ตัว และควรหาวัสดุล้อมป้องกันลม

“ไก่อายุ 70 วัน น้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม 2 ขีด สามารถนำไปทำไก่ย่าง และถ้าเลี้ยงต่อไปอีกหน่อยจนได้น้ำหนักราว 2 กิโลกรัม ก็จะใช้เป็นไก่ไหว้เจ้า โดยทั่วไป ราคาตลาดของไก่อยู่ที่ กิโลกรัมละ 70-75 บาท”

สำหรับราคาลูกไก่ที่สั่งเอาไปเลี้ยง อยู่ที่ตัวละ 18-20 บาท เลี้ยงราว 2-3 เดือน ก็จับขายได้ โดยจะได้กำไรตัวละ 20-30 บาท

“ใครที่อยากหาอาชีพเสริมการเลี้ยงไก่ เป็นอาชีพที่ดีมากเพราะไม่ต้องการการดูแลมาก สามารถทำอาชีพอื่น ควบคู่ไปได้” คุณเพิ่ม กล่าวทิ้งท้าย

นครสวรรค์ ถือเป็นแหล่งปลูกผักชีฝรั่งที่ใหญ่และสำคัญมากในประเทศ มีพื้นที่หลายตำบล และหลายหมู่บ้านที่ยึดอาชีพนี้ อาทิ เขตพื้นที่ ต.วัดไทร, ต.บางม่วง และ ต.ตะเคียนเลื่อน ลักษณะการปลูกผักชีฝรั่งในแต่ละครัวเรือนไม่เท่ากัน มีจำนวนเนื้อที่ปลูกตั้งแต่น้อยสัก 1 ไร่ขึ้นไปจนกระทั่งไปถึงจำนวนหลายสิบไร่ เกษตรกรบางรายมักปลูกร่วมกับพืชอายุสั้นชนิดอื่น แต่บางรายอาจปลูกเพียงอย่างเดียว

ผักชีฝรั่ง หรือที่ชาวบ้านบางรายเรียกกันว่า ผักชีใบยาวบ้าง ผักชีหนามบ้าง เป็นพืชอายุสั้น ใช้เวลาปลูกประมาณ 4 เดือน เก็บผลผลิตขายได้แล้ว เกษตรกรหลายรายต่างก็ยืนยันว่ามีรายได้มากกว่าการปลูกพืชหลายชนิด แม้จะต้องลงทุนมากในช่วงการเริ่มต้นครั้งแรก แต่หลังจากเวลาผ่านไปสามารถได้คืนทุน

ประโยชน์ของผักชีฝรั่งมักจะนำมาใช้ในการปรุงอาหารหลายชนิด แต่ที่นิยมและดูจะใช้มากเป็นพิเศษคือในอาหารทางอีสาน สรรพคุณของผักชีฝรั่งนั้นมีคุณค่าทางโภชนาการหลายประการอันมาจากการที่ประกอบด้วย เส้นใย แคลเซียม เหล็ก โพแทสเซียม ไอโอดีน วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินซี ไนอะซิน มีสารคลอโรฟิลล์สูง มีน้ำมันหอมระเหย เช่น เอพิออล (apiol) เบอแกบทีน (bergaptein) ไมรีสทิซิน (myristicin) ฟูราโนคิวมารีน (furanocumarin) ฟลาโนวอยด์ (flavonoids) นอกจากนี้ ยังมีกรดโฟลิกและเมือก “มูซิเลจ” (mucilage) ที่รากอีกด้วย

ใบและใบอ่อน ยังใช้เป็นยาแก้ท้องอืด ใช้ดับกลิ่นปากได้ดี เพราะมีสารคลอโรฟิลล์ นอกจากนี้ยังมีสารต้านมะเร็งทำให้สารก่อมะเร็งในยาสูบไม่ออกฤทธิ์ ตำบลท่าม่วง อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ เป็นอีกแห่งที่ชาวบ้านปลูกผักชีฝรั่งหารายได้ เกษตรกรอย่าง คุณสมพร กลิ่นนิ่มนวล อยู่บ้านเลขที่ 19 หมู่ที่ 2 ตำบลบางม่วง อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ โทรศัพท์ (089) 639-9189 เป็นอีกคนที่ทำอาชีพนี้เช่นกัน และทำมาหลายปีแล้ว

ซื้อเมล็ดพันธุ์เพียงครั้งแรกเท่านั้นครั้งต่อไปจะเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูก คุณสมพร ปลูกผักชีฝรั่งแบบไม่เน้นเป็นอาชีพหลัก เพราะเธอปลูกพืชอายุสั้นอย่างอื่นควบคู่ไปด้วย จึงทำอยู่ 1 ไร่ เป็นผักชีฝรั่งพันธุ์เชียงใหม่ ใช้เมล็ดพันธุ์น้ำหนัก 2 กิโลกรัม และตอนที่ซื้อเมล็ดพันธุ์ครั้งแรกมีราคาประมาณ 2,000 บาท ต่อ 1 กิโลกรัม

เกษตรกรรายนี้เปิดเผยเรื่องเมล็ดพันธุ์ว่า จะซื้อมาปลูกเพียงครั้งแรกเท่านั้น และครั้งต่อไปจะเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกในรุ่นต่อๆ ไป โดยเลือกเก็บต้นที่ให้ดอกสมบูรณ์ๆ เลือกดูต้นที่ใหญ่ ถ้าติดดอกเก็บเอาดอกของต้นนั้นไว้ทำพันธุ์ เหตุผลที่ทำเช่นนี้เพราะถือเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย และจะได้ต้นใหม่ที่สมบูรณ์

รูปแบบการปลูกผักชีฝรั่งนั้นจะต้องทำโรงเรือนมุงซาแรนรอบด้าน ให้แสงสว่างส่องเข้าไปภายในโรงเรือนได้ประมาณ 60% ถ้าแสงผ่านเข้าไปน้อยกว่านั้น ประมาณ 70% ขึ้นไป ก็จะทำให้เกิดความชื้นในโรงเรือนมากเป็นเหตุให้เกิดเชื้อรา ส่งผลให้ผักชีฝรั่งเป็นโรครากโคนเน่าง่าย แต่หากแสงผ่านเข้าโรงเรือนมากราว 50% ขึ้นไป ก็จะทำให้ผักชีฝรั่งไม่เติบโต ฉะนั้น เรื่องแสงสว่างในโรงเรือนจึงมีผลต่อการปลูกผักชีฝรั่งมาก ส่วนขนาดโรงเรือนควรสูงประมาณ 1.70-2.00 เมตร และความกว้าง ยาว อาจต้องดูตามความเหมาะสมของแต่ละแห่ง

การปลูกผักชีฝรั่ง ต้องปลูกระบบร่องน้ำจึงจะได้ผลดี หน้าร่องปลูกควรกว้างประมาณ 6 เมตร หรือ 3 วา ความยาวแล้วแต่พื้นที่ และร่องน้ำกว้างประมาณ 1 เมตร ลึก 1 เมตร ระดับน้ำจะต้องสามารถสูบน้ำเข้า-ออก ให้ลดระดับน้ำสูงต่ำในร่องน้ำได้

“ลงทุนซื้อเมล็ดพันธุ์มาครั้งแรก พอเก็บได้รุ่นแรกให้เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ในรุ่นต่อไปโดยไม่ต้องลงทุนซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ แต่สิ่งที่ต้องลงทุนคือ การสร้างร้านปลูกปักเสาแล้วคลุมซาแรนเพื่อบังแดด ต้องใช้เงินลงทุนซื้อวัสดุมาทำครั้งละเป็นหมื่นบาท ต่างกับสมัยก่อนใช้ก้านมะพร้าวบังแดด”

การปลูกให้ได้คุณภาพ

ต้องปรับน้ำ แดด ให้พอเหมาะ

คุณสมพร อธิบายขั้นตอนการปลูกว่า ก่อนอื่นต้องปรับดินให้มีความเสมอ แล้วต้องรดน้ำให้ดินชุ่มมาก ทิ้งไว้สักพักแล้วจึงหว่านเมล็ด ให้ฉีดยาป้องกันแมลงและป้องกันเชื้อรา คอยหมั่นถอนหญ้าและวัชพืช หมั่นรดน้ำอย่าให้ขาด โดยการใช้สายยางปล่อยน้ำอ่อนๆ เพื่อรักษาความชื้นของดิน ระหว่างนั้นอาจมีการใส่ปุ๋ยยูเรียบ้างเป็นครั้งคราว หรือเป็นปุ๋ย สูตร 25-7-7 ให้ใส่หลังหว่านไปแล้วสัก 1 เดือน

“การเตรียมดินหากเป็นแปลงปลูกใหม่ๆ ดินยังมีสภาพดี ตากดินให้แห้งเสียก่อน จากนั้นก็ตีดินด้วยรถตีดินให้ร่วนซุย เมื่อพร้อมปลูกก็หว่านเมล็ดบางๆ ลงหน้าร่อง อัตราส่วนเมล็ดพันธุ์พื้นที่ 1 ไร่ ต่อเมล็ดพันธุ์ 2-3 กิโลกรัม หลังจากหว่านเมล็ด ประมาณ 10-15 วัน เมล็ดจะงอกเป็นต้นกล้าขึ้นมา

พอต้นกล้างอกให้น้ำพอประมาณทิ้ง ระยะให้น้ำแต่ละครั้งควรห่างสัก 3-7 วัน จนกระทั่งต้นผักชีฝรั่งอายุ 1 เดือน คราวนี้หยุดให้น้ำ ปล่อยทิ้งไว้ให้ดินแห้งสักระยะหนึ่ง สังเกตดินแห้งแตกระแหงพอสมควร และต้นผักชีฝรั่งค่อนข้างเหี่ยวเฉาแล้วจึงให้ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกหว่านให้ทั่วแปลง จากนั้นรดน้ำให้ชุ่มเพื่อให้รากดูดซึมน้ำและปุ๋ยขึ้นไปเลี้ยงลำต้นได้มากๆ”

คุณสมพร บอกต่อว่า หลังจากรดน้ำวันแรก วันที่สองให้พักการรดน้ำจะไปรดน้ำอีกครั้งในวันที่ 3 หลังจากนั้นก็ให้น้ำเช้า-เย็น ตามปกติ การใส่ปุ๋ยผักชีฝรั่งให้ปุ๋ยอีก 2 ครั้ง คือในช่วงเดือนที่ 2 และเดือนที่ 3 พอถึงเดือนที่ 4 ก็เริ่มถอนต้นที่มีขนาดใหญ่ใบอวบสวยตามตลาดต้องการขายได้

สามารถเก็บผลผลิตได้หลายรุ่น

ต่อการปลูกหนึ่งครั้ง

การปลูกผักชีฝรั่งของคุณสมพรถือว่าได้เปรียบในเรื่องแหล่งน้ำ เพราะแปลงปลูกของเธออยู่ใกล้แม่น้ำปิง จึงเป็นโอกาสดีที่สามารถดึงน้ำจากแหล่งใหญ่ตามธรรมชาติมาใช้อย่างง่ายดาย

การเก็บเกี่ยว ผักชีฝรั่งจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุประมาณ 120 วัน ก่อนถอนควรรดน้ำบนแปลงให้ดินชุ่มชื้นเสียก่อน เพื่อสะดวกในการถอน การเก็บจะถอนทั้งต้นมีรากติด หรือตัดทีละต้น นำไปล้างดินออก ตกแต่งโดยเด็ดใบเหลืองใบเสียทิ้ง นำไปผึ่งลมแล้วบรรจุลงในตะกร้า

“หลังจากถอนต้นผักชีฝรั่งชุดแรกแล้ว ให้หว่านปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยสูตร 25-7-7 เพื่อบำรุงต้นเล็กที่ยังไม่ได้ขนาดเก็บให้เจริญเติบโต ควรรดน้ำเช้า-เย็น ทิ้งห่างจากเก็บครั้งแรกประมาณ 25 วัน จึงเก็บครั้งที่สอง โดยการเลือกถอนต้นที่ใหญ่ได้ขนาดออกมา จากนั้นก็หว่านปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 หรือ 16-16-16 ให้ทั่วแปลงรดน้ำให้ชุ่ม ทิ้งห่างไปอีก 25 วัน จึงเก็บครั้งที่สาม หลังถอนต้นต้องใส่ปุ๋ยทุกครั้ง ผักชีฝรั่งสามารถถอนได้ 4-5 ครั้ง จึงจะหมดแปลง”

ลำต้นผักชีฝรั่งจะเจริญเติบโตไม่เสมอกัน เกษตรกรจะไล่ถอนต้นที่มีใบขนาดใหญ่ออกก่อน ส่วนใบที่เหลือและยังมีขนาดเล็กเกินไปจะรดน้ำดูแลต่อไปเพื่อให้ได้ใบใหญ่ตามขนาดจึงถอนขาย พอถอนเสร็จก็เก็บต้นผักชีฝรั่งมาทำความสะอาด กำให้เรียบร้อย ใส่ถุงขาย น้ำหนัก 5 กิโลกรัม ราคา 60 บาท เป็นราคาซื้อ-ขายปกติ เธอเล่าว่าตอนช่วงหลังน้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมาราคาสูง 150-180 บาท ต่อกิโลกรัม อีกทั้งยังเคยราคาตกต่ำถึง กิโลกรัมละ 20 บาท ราคานี้มักเกิดในช่วงก่อนปีใหม่ เพราะช่วงนั้นชาวบ้านปลูกกันมากและผักชีฝรั่งโตพร้อมกัน พอเก็บขายพร้อมกันราคาเลยตก

เกษตรกรรายเดิมให้ข้อมูลเพิ่มเติมต่อว่า ระยะเวลาที่เริ่มจากการหว่านเมล็ดไปจนกระทั่งเก็บผลผลิตใช้เวลารวมเกือบ 3 เดือน แต่ถ้าดูแลเต็มที่ อัดทั้งปุ๋ยและน้ำ ดูแลสภาพแวดล้อมภายในแปลงปลูกให้มีระเบียบ สะอาด ปราศจากวัชพืชอาจได้เร็วกว่ามาก นอกจากนั้น การหว่านเมล็ดให้หนา อาจเก็บได้อีก 2-3 ครั้ง ภายหลังเก็บรุ่นแรกผ่านไปแล้ว ซึ่งแต่ละครั้งที่เก็บใช้เวลาห่างกันประมาณ 2 เดือน

คุณสมพร จะปลูกผักชีฝรั่งปีละ 2 ครั้ง เธอบอกว่าแต่ละครั้งเก็บได้ถึง 3 รุ่น แต่ละรุ่นห่างกัน 2 เดือน ซึ่งหลังจากเก็บครบแล้ว จะจัดการไถพรวนดินเพื่อเตรียมแปลงปลูกในครั้งต่อไป

เชื้อรา ถือเป็นศัตรูของผักชีฝรั่งอีกชนิดหนึ่งที่มักเกิดขึ้นได้เสมอ สาเหตุเพราะผักชีฝรั่งปลูกในโรงเรือนที่มีความชื้นสูง เกษตรกรควรใช้เชื้อไตรโครเดอร์ม่าดีกว่าได้ผลกว่า ซึ่งวิธีใช้ไตรโครเดอร์ม่าให้ผสมน้ำราดทั่วทั้งแปลงก่อนหว่านเมล็ด แล้วหลังจากนั้นฉีดทุกๆ 4 เดือน จะช่วยป้องกันได้ แต่ถ้าเป็นหน้าฝนมักเกิดโรครากโคนเน่าง่าย หากพบว่าเกิดโรครีบใช้สารกำจัดเชื้อรา หรือใช้ไตรโครเดอร์ม่าผสมน้ำฉีดบริเวณที่เกิดเชื้อราทันที อย่าปล่อยให้ลุกลามมากยิ่งขึ้น จะยากต่อการควบคุม

ปลูกมะเขือเปราะสร้างรายได้ ควบคู่ไปด้วย

นอกจากผักชีฝรั่งที่คุณสมพรปลูกเพื่อสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวแล้ว เธอยังปลูกมะเขือเปราะพันธุ์เจ้าพระยา จำนวน 1 ไร่ ซึ่งเธอเผยว่าการปลูกมะเขือไม่ได้ยุ่งยากอะไร เพียงแต่มีข้อเสียคือชอบมีหนอนแล้วเพลี้ยชอบลง แมลงหวี่ก็มี สร้างความเสียหาย ดังนั้น ต้องหมั่นใส่ยาป้องกันเสมอ แล้วยังบ่นว่ายาก็ปรับราคาอยู่ตลอด จึงทำให้รายได้ลดน้อยลง

ส่วนราคาจำหน่ายมะเขือเปราะ คุณสมพร บรรจุใส่ถุงขาย น้ำหนักถุงละ 10 กิโลกรัม ราคาส่ง 70-80 บาท ใช้เวลาปลูกราวเดือนกว่าจะได้เก็บผล เธออธิบายว่า พื้นที่ 1 ไร่ เก็บผลผลิตได้ประมาณ 15 กว่าถุง

ข้อดีของการปลูกมะเขือเปราะคือ สามารถเก็บผลผลิตขายได้ตลอดทั้งปี อายุต้นให้ผลิตได้นานสักปีกว่า จึงรื้อทิ้งแล้วปลูกใหม่ คุณสมพรปลูกมะเขือมาหลายรุ่นแล้ว อนาคตกำลังขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มอีกสัก 1 ไร่

เธอบอกว่า ชาวบ้านแถวนี้มีอาชีพปลูกผักชีฝรั่งและมะเขือเปราะกันมาก และบอกว่ารายได้จากผักชีฝรั่งดีกว่ามะเขือเปราะ เพราะการปลูกและดูแลผักชีไม่ยุ่งยาก เพียงแต่คอยใส่ใจเรื่องการเก็บวัชพืช ใส่ปุ๋ยบ้างและน้ำอย่าให้ขาด เวลาเก็บขายครั้งละเป็นหมื่นบาท และยังบอกอีกว่าราคาขายขาดความแน่นอนในแต่ละปี เหตุผลหนึ่งอาจจะมาจากปริมาณผลผลิตในท้องตลาดที่เป็นตัวกำหนดราคาขาย แต่อย่างไรก็สามารถยึดเป็นอาชีพได้อยู่เพราะถือว่าเป็นการเฉลี่ยรายได้กันไป

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาพรวมรายได้ของเกษตรกร วัดจากดัชนีรายได้เกษตรกรในเดือนกันยายน 2561 ลดลงจากเดือนกันยายน 2560 ร้อยละ 4.04 โดยดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ที่ไร่นาเดือนกันยายน 2561 ลดลงจากเดือนกันยายน 2560 ร้อยละ 6.00 สินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังมีสต๊อกน้ำมันปาล์มคงเหลือเป็นจำนวนมาก ประกอบกับความต้องการใช้บริโภคและอุตสาหกรรมลดลงอย่างต่อเนื่อง ลองกอง เงาะ ราคาลดลงเนื่องจากเป็นผลผลิตจากภาคใต้ ซึ่งอยู่ในช่วงที่ผลผลิตออกมากส่งผลให้ผลผลิตออกสู่ตลาดกระจุกตัว ไก่เนื้อ ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตยังคงออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ประกอบกับการบริโภคชะลอตัว

สินค้าที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ มันสำปะหลัง ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดไม่เพียงพอต่อความต้องการของโรงงานแป้งมัน และลานมันสำปะหลัง ลำไย ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยลงเนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ทำให้ผลผลิตไม่เพียงพอความต้องการ และสุกร ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดลดลงประกอบกับผลผลิตเนื้อสุกรลดลงจากนโนบายควบคุมการผลิตเนื้อสุกรที่เริ่มได้ผล

ด้านดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเดือนกันยายน 2561 เพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2560 ร้อยละ 2.08 สินค้าสำคัญที่ดัชนีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา ลองกอง ปาล์มน้ำมัน ไก่เนื้อ และไข่ไก่ ส่วนสินค้าสำคัญที่ดัชนีผลผลิตลดลง ได้แก่ สับปะรด มันสำปะหลัง สุกร และ กุ้งขาว แวนนาไม

หากมองแนวโน้มดัชนีรายได้เกษตรกรในเดือนตุลาคม 2561 คาดว่าเพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคม 2560 ร้อยละ 0.19 เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 1.78 โดยสินค้าสำคัญที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลิ ข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว ยางพารา เงาะ ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว และไก่เนื้อ ในขณะที่ดัชนีราคาปรับตัวลดลงร้อยละ 1.56 โดยสินค้าสำคัญที่มีราคาลดลง ได้แก่ อ้อยโรงงาน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว สุกร ไก่เนื้อ และ กุ้งขาวแวนนาไม ด้านสินค้าสำคัญที่มีผลผลิตออกมากในช่วงเดือนตุลาคม 2561 ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากเป็นช่วงเดือนที่เก็บเกี่ยวผลผลิตมาก ส่งผลให้ผลผลิตยังคงออกสู่ตลาดมากอย่างต่อเนื่อง และยางพารา เนื่องจากผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากตามฤดูกาลเก็บเกี่ยว

อย่างไรก็ตาม เดือนพฤศจิกายน 2561 ดัชนีรายได้เกษตรกร คาดว่าอยู่ในเกณฑ์ทรงตัว เนื่องจากดัชนีราคาคาดว่าจะทรงตัวต่อเนื่องเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนพฤศจิกายน 2560 ในขณะที่ดัชนีผลผลิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอาทิ ข้าวเปลือกเจ้า ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และไข่ไก่

“ปลากะพงขาว” เป็นปลาน้ำกร่อย ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่งของประเทศไทย มีการเพาะเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย ในบริเวณเขตจังหวัดชายทะเล เนื่องจากเลี้ยงง่ายและเนื้อมีรสชาติดี เป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลให้เกษตรกรมีการเพาะเลี้ยงปลากะพงขาวจำนวนมาก แต่ในปัจจุบันเกษตรกรยังต้องประสบปัญหาเกี่ยวกับต้นทุนในการเลี้ยงปลากะพงขาว เนื่องจาก 60 เปอร์เซ็นต์ ของต้นทุนการเลี้ยง เป็นค่าอาหาร ทั้งแบบการใช้ปลาสดจากธรรมชาติ และการใช้อาหารสำเร็จรูป

นอกจากนี้ อาหารแต่ละชนิดยังมีคุณค่าทางอาหารและโภชนาการที่แตกต่างกันอีกด้วย ดังนั้น การพัฒนาดัชนีชี้วัดการเจริญเติบโตของปลากะพงขาวที่ตอบสนองต่อโภชนาการ เพื่อให้ได้อาหารที่มีโภชนาการดีและทำให้ปลามีการเจริญเติบโตดี โดยเฉพาะส่วนของเนื้อปลากะพงขาวจะสามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของเกษตรกรได้

ทีมนักวิจัยกรมประมง จึงได้ศึกษา “การใช้หน่วยพันธุกรรม Insulin-like Growth Factor (IGF) และ Myostatin (MSTN) เพื่อเป็นดัชนีวัดการเจริญเติบโตประเมินคุณค่าทางอาหาร และกระตุ้นการเจริญเติบโตของปลากะพงขาว

ดร. พิชญา ชัยนาค นักวิชาการประมงชำนาญการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งพังงา กรมประมง หนึ่งในทีมนักวิจัย เปิดเผยว่า ได้ศึกษาหน่วยพันธุกรรมที่มีบทบาทสำคัญในการควบคุมการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อมาใช้เป็นดัชนีวัดการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อในปลากะพงขาว โดยอาศัยเทคนิคอณูชีวโมเลกุล (molecular technique) ซึ่งเป็นดัชนีที่ดีกว่าการวัดการเจริญเติบโตด้วยการวัดน้ำหนัก ซึ่งไม่ได้สะท้อนถึงการเพิ่มขึ้นของเนื้อปลาอย่างแท้จริง การศึกษาพบว่า ปลาที่เจริญเติบโตได้ดีและมีกล้ามเนื้อมากจะมีการแสดงออกของหน่วยพันธุกรรม IGF-I สูง และ MSTN ต่ำ

การศึกษาดังกล่าว สามารถพัฒนามาใช้ประโยชน์ในการวางแผนการให้อาหารที่เหมาะสมแก่ปลากะพงขาวเพื่อช่วยเกษตรกรลดต้นทุนค่าอาหาร เนื่องจากการพบความสัมพันธ์ของหน่วยพันธุกรรมทั้งสองกับการเจริญเติบโตของปลากะพงขาว ภายใต้โภชนาการต่างกัน จึงเป็นแนวทางที่ทีมนักวิจัยจะดำเนินการใช้หน่วยพันธุกรรม IGF-I เพื่อเป็นวัตถุดิบเสริมในอาหาร และหาวิธีการ

ลดหรือหยุดการทำงานของหน่วยพันธุกรรม MSTN เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเจริญเติบโตของปลากะพงขาว และพัฒนาหน่วยพันธุกรรม IGF-I และ MSTN ให้เป็นเครื่องหมายโมเลกุลสำหรับการศึกษาและพัฒนาด้านอาหารสำหรับปลากะพงขาวต่อไปในอนาคต

ฟู้ดอินโนโพลิสเนื้อหอม แคนาดามองไทยมีศักยภาพด้านวิจัยโปรตีนจากแมลง เตรียมยกทีมมาเยือนกลางเดือนหน้า ด้านเดนมาร์กสนนวัตกรรมอาหารออร์แกนิก เชื่อไทยจะเป็นฐานการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอาหารของอาเซียน

หลังจากที่สิงคโปร์ สนใจประเทศไทยและเตรียมร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอาหารราวต้นปี 2562 ถึงคิวประเทศแคนาดาและประเทศเดนมาร์ก เตรียมเดินทางมาประเทศไทย เพื่อเจรจาความร่วมมือด้านการวิจัยนวัตกรรมอาหารอีกเช่นเดียวกัน โดยเรื่องนี้ ดร.อัครวิทย์ กาญจนโอภาษ ซีอีโอเมืองนวัตกรรมอาหาร หรือ ฟู้ดอินโนโพลิส เปิดเผยว่า ขณะนี้มีหลายประเทศในกลุ่มยุโรปสนใจมาร่วมมือด้านนวัตกรรมอาหารกับประเทศไทย เนื่องจากมองเห็นศักยภาพในหลายๆ ด้านของเรา เช่น ประเทศแคนาดา

โดย สภาวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (National Research Council of Canada : NRC) ซึ่งอยู่ภายใต้กำกับดูแลของรัฐบาลแคนาดา ก่อนหน้านี้ ก็ได้ประสานไปทางสถานทูตไทยประจำกรุงออตตาวา เพื่อขอเยี่ยมชมฟู้ดอินโนโพลิส จากนั้นก็ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญมาหารือเพื่อดูว่าจะร่วมมือกันในด้านใดบ้าง โดยในเบื้องต้นแคนาดามองว่าประเทศไทยมีศักยภาพด้านการวิจัยโปรตีนจากแมลง ซึ่งแคนาดาสนใจเรื่องนี้มาก ขณะเดียวกัน เราก็สนใจแคนาดา ในฐานะที่มีศักยภาพด้านการวิจัยอาหารทะเล โดยเดือนหน้าทาง NRC ก็จะยกทีมมาประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมงาน Food Innopolis Symposium 2018 งานนี้จะเป็นเวทีเปิดความสัมพันธ์ไทย-แคนาดา ด้านนวัตกรรมอาหารอย่างเป็นทางการ

ซีอีโอเมืองนวัตกรรมอาหาร กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ เดนมาร์กหนึ่งในประเทศกลุ่มยุโรปที่มีความมั่นคงทางอาหารสูง ก็สนใจร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอาหารกับไทยอีกเช่นเดียวกัน โดย ฟู้ดอินโนโพลิส ร่วมกับ กรมยุโรปและกรมเศรษฐกิจ กระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางไปเยือนเดนมาร์กมาหลายครั้งและได้มีโอกาสหารือกับทางอะโกรฟู้ดพาร์ค ที่มีศักยภาพด้านนวัตกรรมอาหารออร์แกนิก สมาร์ทฟาร์มมิ่ง และการผลิตอาหารแบบยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Circular Economy ของประเทศไทย โดยต้นปีหน้า เราจะนำผู้ประกอบการด้านอาหารไปทำการตลาดในผลิตภัณฑ์ที่ประเทศไทยมีศักยภาพสูง เช่น ออร์แกนิก เพื่อทำการวิจัยและพัฒนาภาคเอกชนของทั้งสองประเทศเพื่อให้สะดวกและราบรื่นมากขึ้น และจะทำให้ประเทศไทยเป็นฐานการวิจัยและพัฒนาของภูมิภาคอาเซียนได้ในอนาคตอันใกล้

ผมจัดสวนในบ้านของคนอื่นมานาน จนยอมรับได้ว่า ในรูปแบบของสวนอันหลากหลายนั้น เสน่ห์ของสวนน้ำ มักจะมัดใจคนรักสวนได้มากกว่าสวนแบบอื่นๆ

นอกจากเจ้าของสวนจะได้รื่นรมย์กับหมู่ไม้อันสวยงามยามพักผ่อน ทั้งไม้ดอก ไม้ใบ ภายใต้ร่มเงาของไม้ยืนต้นที่พวกเขาจงใจคัดเลือกนำมาใช้ในสวนของเขา ตามแต่ความชอบแล้ว เสียงของสายน้ำที่ไหลริน หรือผุดพลั่งขึ้นมาในลักษณาการต่างๆ ก็คือความสุขอีกอย่างหนึ่งซึ่งพวกเขาต้องการ

ด้วยเหตุผลดังว่า สวนในบ้านลูกค้าของผมแทบทุกราย ไม่ว่าจะมีพื้นที่กว้าง ยาว ขนาดไหน ผมก็มักจะเสนอสวนน้ำเข้าไปในแผนของการทำงานเสมอๆ

เรามาจัดสวนน้ำขนาดเล็ก อย่างง่ายๆ ไว้ดูเล่นในบ้านของเรา กันเถอะครับ สวนน้ำในตัวอย่างนี้ ต้องการพื้นที่แค่เพียง 4 ตารางเมตร เท่านั้นครับ กว้างและยาวเกือบเท่ากันคือ ด้านละ 2 เมตร เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส พื้นที่ด้านหลังติดกำแพงสูง ด้านขวามีถังน้ำใช้ขนาดใหญ่ ด้านซ้ายเป็นพื้นซีเมนต์สำหรับวางชุดเก้าอี้สนาม ด้านหน้าเป็นทางเดินแคบๆ เชื่อมมุมสวนนี้เข้าสู่ตัวบ้าน

1.เสารั้วคอนกรีต ขนาด 3 นิ้ว ยาว 2 เมตร 4 ท่อน (มีขายทั่วไปในร้านวัสดุก่อสร้าง)

บ่อน้ำสำเร็จรูป ขนาดกว้างและยาว 1 เมตร ลึก 30 เซนติเมตร พร้อมปั๊มน้ำ ขนาด 2500 RPM (มีขายทั่วไป)
ทรายหยาบ
4.กรวดแม่น้ำคละสีและขนาด

5.ชุดน้ำล้น น้ำตก ต่างระดับ (มีขายทั่วไปในร้านวัสดุเกี่ยวกับการจัดสวน)

6.ก้อนหินขนาดต่างๆ ตามชอบ ปรับพื้นที่ทั้งหมดให้เรียบด้วยทรายหยาบ
2.วางเสารั้วคอนกรีตลงไปเป็นกรอบของสวน ทั้งสี่ด้าน

3.วางบ่อซีเมนต์ลงในมุมสวนด้านในสุด ชิดด้านขวา เว้นที่ว่างด้านหลังเอาไว้เล็กน้อย (เพื่อปลูกต้นลั่นทมแคระ) ปรับระดับของบ่อให้เสมอกัน ด้วยทรายหยาบ

4.วางชุดน้ำล้น น้ำตกลงไปในอ่าง พร้อมติดตั้งระบบไฟฟ้าให้กับปั๊มน้ำ ซ่อนสายไฟฟ้าให้เรียบร้อย เติมน้ำลงไปจนเต็มอ่าง

5.วางก้อนหินที่เตรียมเอาไว้ ลงไปในมุมสวนต่างๆ ตามความเหมาะสม

วางโคมไฟลงไปในสวน ในมุมสวนด้านในสุด ติดแนวกำแพงรั้วบ้าน ติดตั้งระบบไฟฟ้า พร้อมซ่อนสายไฟฟ้าให้เรียบร้อย
7.ปลูกต้นไม้ที่เตรียมเอาไว้ ลงไปในกรอบสวน

8.ปูตาข่ายพลาสติกลงไปในส่วนที่ว่างภายในกรอบสวน

9.โรยกรวดแม่น้ำคละสีและขนาดลงไปบนตาข่าย

เพียงแค่นี้ สวนน้ำขนาดเล็ก ก็เสร็จสิ้นลง อย่างไม่ยากเย็นเลย