ทั้งนี้ นิทรรศการผลงานวิจัยของ มทส.ที่จัดแสดงในปีนี้

เป็นผลงานวิจัยด้านมันสำปะหลังเพื่ออุตสาหกรรมอาหารและพลาสติกชีวภาพ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “งานวิจัยนำสู่ผลิตภัณฑ์ทางอุตสาหกรรม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยและประชากรโลก” เป็นงานวิจัยที่นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการใช้มันสำปะหลังที่มีราคาถูก และเป็นผลผลิตหลักทางการเกษตรของประเทศไทย มาเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร และพลาสติกชีวภาพที่เกี่ยวข้อง

ประกอบด้วย งานวิจัยด้าน “มันสำปะหลังเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร” โดย น.ส.สุรีลักษณ์ รอดทอง นายจิรวัฒน์ ยงสวัสดิกุล และ น.ส.สุนันทา ทองทา และมอนอเมอร์และพอลิเมอร์พลาสติกชีวภาพ ในวิจัยด้าน”มันสำปะหลังเพื่ออุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ” (ต้นน้ำ และกลางน้ำ) ประกอบด้วย พลาสติกสลายตัวได้ทางชีวภาพและบรรจุภัณฑ์จากวัสดุชีวภาพ โดย น.ส.สุรีลักษณ์ รอดทอง น.ส.จันทิมา ดีประเสริฐกุล น.ส.ปราณี ชุมสำโรง และนายทวิช จิตรสมบูรณ์

บริษัท บ้านปู อินฟิเนอร์จี จำกัด หนึ่งในบริษัทลูกของบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ในฐานะผู้ให้บริการด้านการวางระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจร One Stop Service ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ในระยะแรกจะให้บริการระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา ระบบไฟถนน และอุปกรณ์ไฟส่องสว่างจากพลังงานแสงอาทิตย์ บริการครอบคลุมตั้งแต่ การให้คำปรึกษา ออกแบบระบบ ติดตั้ง ตรวจสอบ ไปจนถึงซ่อมบำรุง เจาะตลาดลูกค้าภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจขนาดใหญ่ ภายใต้แนวคิด “Go Green Together” ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตและการใช้พลังงานสะอาดได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องลงทุนค่าติดตั้งหรือค่าอุปกรณ์ (zero investment) และช่วยลดต้นทุนธุรกิจจากค่าไฟที่ลดลง พร้อมตอบรับนโยบายและแผนพลังงานทดแทนของรัฐบาล

นางสมฤดี ชัยมงคล กรรมการ บริษัท บ้านปู อินฟิเนอร์จี จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำด้านพลังงานแห่งเอเชีย กับกลยุทธ์ล่าสุด Greener & Smarter บ้านปูฯ มุ่งดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และใช้เทคโนโลยีด้านพลังงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่าย บ้านปูฯ ไม่เพียงพัฒนาธุรกิจเหมืองถ่านหินและธุรกิจโรงไฟฟ้าที่ดำเนินการมามากกว่า 30 ปี แต่ยังมุ่งพัฒนาพลังงานทดแทนโดยนำเทคโนโลยีที่ทันสมัย เข้ามาผนวกกับการผลิตพลังงานเพื่อตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นความต้องการด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้น สะอาดขึ้น

สัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนที่สูงขึ้น และการเชื่อมต่อสังคมยุคดิจิตอล หลังจากเตรียมความพร้อมและระบบสนับสนุนที่แข็งแกร่งทั้งด้านเทคโนโลยีและด้านการบริการลูกค้าแบบครบวงจร จึงได้เปิดตัวบ้านปู อินฟิเนอร์จีฯ อย่างเป็นทางการ ถือเป็นการต่อยอดความเชี่ยวชาญจากการดำเนินธุรกิจโซลาร์ฟาร์มของบ้านปูฯ ในประเทศจีนและญี่ปุ่น มาสู่ธุรกิจวางระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ อีกทั้งยังเป็นการร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศด้านพลังงาน หรือนโยบายพลังงาน 4.0 ที่มุ่งเน้นผลักดันให้เกิดนวัตกรรมด้านพลังงานใหม่ๆ ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ”

ในระยะแรก บ้านปู อินฟิเนอร์จีฯ จะให้บริการระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา (Rooftop Solar) ระบบไฟถนน และอุปกรณ์ไฟส่องสว่างจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Streetlight and Accessories) ด้วยอุปกรณ์ชั้นนำที่มีคุณภาพสูง เน้นแพ็คเกจ Signature Infinergy ที่คุ้มค่ามากที่สุด ลูกค้าไม่ต้องลงทุนค่าติดตั้งหรือค่าอุปกรณ์เลยแม้แต่บาทเดียว (zero investment) และจ่ายค่าไฟจากระบบโซลาร์ในราคาที่ถูกลง พร้อมบริการดูแลรักษาระบบ และฟรีอุปกรณ์ตลอดอายุสัญญา 20-25 ปี นอกจากนี้ยังมีอีก 2 แพ็คเกจให้ลูกค้าเลือกตามความต้องการ ซึ่งผลประโยชน์ที่ได้รับจะแตกต่างกัน

บ้านปู อินฟิเนอร์จีฯ มีทีมวิศวกรที่มีความชำนาญ ตั้งแต่การออกแบบระบบ คัดเลือกอุปกรณ์คุณภาพจากแบรนด์ชั้นนำ และวางระบบที่ได้มาตรฐาน พร้อมตรวจสอบไซต์งานลูกค้าผ่านระบบ Control Room ที่วางระบบมอนิเตอร์ และรายงานผลการทำงานของอุปกรณ์ตลอดอายุสัญญา เพื่อตอบสนองลูกค้าอย่างทันท่วงทีหากต้องการความช่วยเหลือด้านระบบ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการบริการภายใต้แนวคิด Smart Service โดยลูกค้าที่ใช้บริการสามารถตรวจสอบยอดการผลิตไฟฟ้า ยอดประหยัดค่าไฟ แจ้งเตือนเมื่อเกิดเหตุขัดข้องแบบเรียลไทม์ และมีช่องทางการติดต่อลูกค้าสัมพันธ์ ผ่านโมบายแอพพลิเคชั่น Banpu Infinergy ลูกค้าในปัจจุบันประกอบไปด้วยหลายกลุ่มธุรกิจ เช่น โรงงานขนาดใหญ่ โรงแรม โรงเรียน และสถานีบริการน้ำมัน

สำหรับแผนกลยุทธ์ในอีก 5 ปีข้างหน้า บ้านปู อินฟิเนอร์จีฯ ตั้งเป้าผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้ได้รวม 300 เมกะวัตต์ เพื่อตอบรับความต้องการของลูกค้าในอนาคต ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการร่วมสนับสนุนแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2558-2579 (Alternative Energy Development plan : AEDP 2015) ของกระทรวงพลังงาน ที่ตั้งเป้าเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนโดยรวมของประเทศจาก 13.9% ในปัจจุบัน เป็น 30 % ภายในปี 2579 นอกจากนี้ ยังมุ่งมั่นที่จะศึกษาและนำระบบการบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management System: EMS) และระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS) มาใช้ในการควบคุมการผลิต การส่ง และการกักเก็บพลังงาน เพื่อให้การใช้พลังงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมการใช้ไฟฟ้าในรถยนต์ (Electric Vehicle)

“บริษัทฯ เชื่อว่าแนวโน้มพลังงานทดแทนในไทยจะชัดเจนมากขึ้น อย่างในต่างประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น จีน ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกาที่มีการใช้พลังงานแสงอาทิตย์อย่างแพร่หลาย และวันนี้ธุรกิจของบ้านปู อินฟิเนอร์จีฯ ถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มาเติมเต็มแผนกลยุทธ์ Greener & Smarter ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำของบ้านปูฯ ที่จะช่วยให้กลุ่มบ้านปูฯ เติบโตอย่างแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น และพร้อมที่จะเป็นผู้ให้บริการด้านพลังงานชั้นนำแก่ภาคส่วนต่างๆ ด้วยจุดแข็งคือ การบริการครบวงจรด้วยเทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่มีคุณภาพสูงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ทีมงานที่มีความชำนาญและประสบการณ์ช่วยลูกค้าลดต้นทุนโดยไม่มีความเสี่ยง และ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนและมั่นคงด้วยพลังงานทางเลือกที่สะอาด สอดคล้องกับหลักการดำเนินธุรกิจของบ้านปูฯ ที่มีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อส่งเสริมพลังงานสะอาดกับสังคมไทยให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น บริษัทฯ ได้ริเริ่มโครงการเพื่อสังคม “โครงการพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการเรียนรู้” โดยติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขา แม่ฟ้าหลวง จังหวัดตาก ที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ 13 แห่ง พร้อมตั้งเป้าติดตั้งให้ครบ 24 โรงเรียนภายในปีนี้” นางสมฤดี ชัยมงคล กรรมการ บริษัท บ้านปู อินฟิเนอร์จี จำกัด กล่าวปิดท้าย

วันที่ 29 สิงหาคม 2560 นายสุชาติ เจริญศรี ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 12 ชัยนาท เปิดเผยว่า จากการประเมินสถานการณ์น้ำล่าสุดพบว่า จากอิทธิพลของ “พายุโซนร้อนปาข่า” ที่อ่อนแรงลง ประกอบกับร่องความกดอากาศต่ำที่พาดผ่านภาคเหนือและภาคกลางจะทำให้มีปริมาณน้ำฝนไหลหลากเข้าสู่เขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะวันที่ 4 กันยายน ที่จะมีปริมาณสูงสุดทะลุ 2,014 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนตั้งแต่ อ.มโนรมย์ ไปจนถึง อ.เมืองชัยนาท สูงขึ้นอีก 30 ซม.

แต่เขื่อนเจ้าพระยา ต.บางหลวง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท จะยังคงการระบายน้ำไว้ในเกณฑ์ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีต่อไป ซึ่งจะส่งผลให้พื้นที่ท้ายเขื่อนตั้งแต่ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ลงไปถึง จ.สิงห์บุรี จ.อ่างทอง และ จ.พระนครศรีอยุธยา มีระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นประมาณ 10-15 ซม.จากปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่ ดังนั้นประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ลุ่มต่ำริมตลิ่งใน จ.สิงห์บุรี จ.อ่างทอง และ จ.พระนครศรีอยุธยา จึงควรเฝ้าติดตามการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำ และประกาศเตือนจากทางราชการอย่างใกล้ชิดต่อไป

วันที่ 29 สิงหาคม 2560 จากสถานการณ์ฝนตกชุกต่อเนื่องมาตลอด 1 สัปดาห์ในพื้นที่ จ.ชัยนาท ทำให้ข้าวในนาของเกษตรกรได้รับความเสียหายจากแรงลมและปริมาณฝน ทำให้ต้นข้าวหักล้มเป็นบริเวณกว้าง ในหลายพื้นที่ของ อ.เมืองชัยนาท อ.สรรพยา อ.สรรคบุรี และ อ.วัดสิงห์ ซึ่งนายนครินทร์ ดีอ่อน ชาวนาในพื้นที่ ต.ธรรมามูล อ.เมืองชัยนาท เปิดเผยว่า ต้นข้าวที่ล้มจากพายุลมฝนแบบนี้ถือว่าชาวนาได้รับผลกระทบเสียหาย เพราะรวงข้าวจะโดนน้ำและน้ำค้างทำให้เกิดเชื้อรา เปลือกของเมล็ดข้าวจะมีสีดำ ทำให้เมื่อเกี่ยวไปขายจะถูกกดราคาจากโรงสีที่รับซื้อ

โดยในสัปดาห์นี้ราคารับซื้อข้าวปกติความชื้นไม่เกิน 25 เปอร์เซ็นต์ จะอยู่ที่ตันละ 6,500 บาท แต่ถ้าเป็นข้าวล้มจะมีความชื้นสูงกว่าก็จะถูกกดราคาลงมาอยู่ที่ 6,100-6,200 บาทต่อตันเท่านั้น แต่ชาวนาเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของธรรมชาติฟ้าฝน แต่ก็อยากวอนขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้ามาช่วยเหลือพยุงราคาข้าวให้เพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน เพราะชาวนาแทบไม่เหลือกำไรในการทำนาแต่ละรอบ เพราะราคาข้าวที่ตกต่ำต่อเนื่อง

กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากศ ประจำวันที่ 29 สิงหาคม 2560 ดังนี้

ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ในระยะนี้ประเทศไทยมีฝนตกชุก และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ในบริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ขอให้ประชาชนที่อาศัยในที่ราบลุ่ม ที่ลาดเชิงเขาระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมอาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากไว้ด้วย

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา ร่องมรสุมได้เลื่อนขึ้นพาดผ่านภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันตก เฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกชุกและมีฝนตกหนักบางพื้นที่

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06.00 วันนี้ ถึง 06.00 วันพรุ่งนี้

ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดน่าน แพร่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ พิจิตร กำแพงเพชร สุโขทัย และตาก อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ บริเวณจังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ขอนแก่น นครราชสีมา และชัยภูมิ อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี อุทัยธานี นครสวรรค์ ชัยนาท อ่างทอง สิงห์บุรี ลพบุรี และพระนครศรีอยุธยา อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาสอุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม/ชม.ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต และกระบี่ อุณหภูมิต่ำสุด 21-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 27-30 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม นพ.ธีรพล โตพันธานนท์ อธิบดีม เปิดเผยว่า โรคแพ้ภูมิตัวเอง หรือโรค SLE (Systemic Lupus Erythematosus, SLE) เป็นโรคภูมิต้านทานตนเองทำลายเนื้อเยื่อตัวเอง ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง อาการของโรคจะเป็นๆ หายๆ มีการกำเริบและสงบเป็นระยะ พบได้บ่อยในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย สาเหตุที่แท้จริงไม่ทราบแน่ชัด แต่มีปัจจัยทางพันธุกรรม และปัจจัยอื่น ส่งเสริมทำให้เกิดโรค ได้แก่ การติดเชื้อ ยา แสงแดด สารเคมีในสิ่งแวดล้อม

อาการของโรคนี้จะแสดงความผิดปกติในร่างกายหลายระบบร่วมกัน เช่น ผื่นโรค SLE ระบบผิวหนัง ระบบประสาท ระบบหัวใจและหลอดเลือด กล้ามเนื้อและข้อ เม็ดเลือด ไต ระบบทางเดินหายใจ ผมร่วง เป็นต้น

ดังนั้น ผู้ป่วยโรค SLE จึงมีอาการแสดงทางคลินิกที่หลากหลาย และมีความรุนแรงแตกต่างกัน ตั้งแต่อาการที่ไม่รุนแรง เช่น มีผื่น ปวดข้อ ไปจนถึงอาการแสดงที่มีความรุนแรงถึงเสียชีวิต เช่น ไตอักเสบ ดังนั้น การดูแลรักษาผู้ป่วยแต่ละรายจึงมีความแตกต่างกัน และแม้ว่าจะเป็นโรคที่รักษาไม่หายแต่ผู้ป่วยสามารถมีคุณภาพชีวิตใกล้เคียงกับคนปกติ

นพ.ธีรพล กล่าวว่า การวินิจฉัยโรค SLE จะต้องอาศัยประวัติการเจ็บป่วย และผลเลือด โดยมีเกณฑ์การวินิจฉัยความผิดปกติอย่างน้อย 4 ใน 11 ข้อ ได้แก่ 1. ผื่นบริเวณใบหน้าและมีการกระจายเป็นรูปผีเสื้อ 2. ผื่นผิวหนังชนิดที่เรียกว่าผื่นดีสคอยด์ พบได้บ่อยบริเวณใบหน้า ใบหู ลำตัว และแขนขา 3. อาการแพ้แดด โดยมีผื่นผิวหนังแดงอย่างรุนแรงเมื่อโดนแดด 4. แผลในปาก 5. ข้ออักเสบ 6. ไตอักเสบ โดยปริมาณโปรตีนหรือไข่ขาวในปัสสาวะมากกว่าปกติ 7. อาการชักหรืออาการทางระบบประสาทอื่นๆ 8.เยื่อหุ้มปอดหรือหัวใจหรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ 9. อาการซีด เม็ดเลือดขาวต่ำ หรือเกล็ดเลือดต่ำ (ที่ไม่ได้เกิดจากยาหรือการติดเชื้อ) 10. ตรวจพบ แอนตินิวเคลียร์แอนติบอดี (antinuclear antibody) ในเลือด 11. ตรวจพบแอนติบอดีต่อดีเอ็นเอ (anti-dsDNA) หรือการตรวจพบแอนติฟอสโฟไลปิดแอนติบอดี หรือการตรวจเลือดพบผลบวกปลอมต่อการตรวจซิฟิลิส

เนื่องจากการรักษาโรค SLE มีระยะการรักษาที่ยาวนาน ufabets.co.uk นอกจากการรักษาโรคแล้ว ผู้ป่วยควรดูแลตนเอง โดยควรทำความเข้าใจ ธรรมชาติ และกลไกการเกิดโรค รวมทั้งเข้าใจเหตุผลของการประเมิน ติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ดังนี้

1.ทำจิตใจให้สงบ ไม่เครียด 2.พักผ่อนให้เพียงพอและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 3. รับประทานอาหารให้ถูกสุขลักษณะและครบหมู่ ควรรับประทานแต่อาหารที่มีประโยชน์และปรุงสุก 4. หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดจ้า ควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไปเมื่อต้องออกไปกลางแดด 5. อยู่ในที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีผู้คนหนาแน่น 6.ไม่ควรตั้งครรภ์ ในขณะที่โรคยังรุนแรงหรือกำลังกำเริบ7. รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ 8. ปรึกษาแพทย์ หากสงสัยว่าจะมีการติดเชื้อ เช่น มีไข้ มีแผล ฝี หนอง ไอ ปัสสาวะแสบขัด ท้องร่วง หรือต้องรับการรักษาอื่นๆ เช่น การทำฟัน หรือต้องเข้ารับการผ่าตัด ทั้งนี้เพื่อให้แพทย์ปรับยา หยุดยา หรือพิจารณาให้ยาตามความเหมาะสม หรือมีอาการผิดปกติที่อาจบ่งชี้ว่าโรคกำเริบ เช่น อาการไข้ อ่อนเพลียมีผื่นขึ้นมากกว่าเดิม ปวดข้อ ผมร่วง มีแผลในปาก เป็นต้น 9. ติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอและไม่ควรหยุดยาเอง เนื่องจากในบางครั้งอาจทำให้โรคกำเริบอย่างรุนแรงจนถึงแก่ชีวิตได้

ใครๆ มักเข้าใจว่าเครื่องดื่มโกโก้เย็นที่เราสั่งเป็นปกตินั้น สีที่เห็นเป็นสีน้ำตาลคือสีจากผงโกโก้ล้วนๆ แท้ที่จริง ไม่ใช่!

เรื่องได้ยินมาจากหมอฟันเล่า (บ่น) ให้ฟัง ระหว่างการทำงานขูดหินปูนในปากของลูกค้าว่า เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ฟันมีสีไม่ขาวเพราะการเคลือบเกาะของสีผงโกโก้ โดยเฉพาะบริเวณซอกระหว่างฟัน ทำให้หมอก็ทำงานยากขึ้น ลูกค้าก็ต้องทนทรมานนานขึ้น

ว่าแต่โกโก้ไม่ให้สีน้ำตาลโกโก้แล้วให้สีอะไร?

ถ้าใครรู้จัก เค้ก “เรดเวลเวท” สีออกแดง นั่นล่ะคือสีที่แท้จริงของ Natural Cocao

เล่ากันว่าเมื่อก่อนเมื่อครั้งที่วงการโกโก้ยังไม่มีผงโกโก้ชนิดที่เรียกว่า Dutch Process จะใช้ Natural Cocao ซึ่งเมื่อทำปฏิกิริยากับกรดจากบัตเตอร์มิลค์แล้ว จะให้สีน้ำตาลอมแดงคล้ายสีอิฐ และเป็นที่มาของสีของเค้กเรดเวลเวท ขณะที่ผงโกโก้แบบดัตช์โพรเซสนั้นผ่านกรรมวิธีต่างๆ เพื่อลดความเป็นกรดโดยธรรมชาติของโกโก้ลง ทำให้มีฤทธิ์เป็นกลาง ละลายน้ำได้ดีกว่า รสนุ่มนวลกว่า และสีก็ดีกว่า คือไม่ออกแดงเท่า

แต่เมื่อดื่มบ่อยๆ สีเหล่านั้นก็เคลือบบนฟัน กลายเป็นงานหนักของหมอฟัน

สำหรับคนที่รักการดื่มโกโก้เย็นเป็นชีวิตจิตใจ หมอฟันบอกว่า ทางที่ดีหลังดื่มให้แปรงฟันซะหน่อย ส่วนสายกาแฟแม้จะมีผลบ้าง ขอแค่ดื่มน้ำตามมากๆ หน่อยหลังจากดื่มกาแฟก็พอช่วยได้ ท่านเจ้าคุณวิเทศสิทธิธรรมาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดอตัมมยตา เมืองซีแอตเติ้ล ได้เดินทางมากิจนิมนต์ที่วัดพุทธธรรมแล้วสนทนากันว่า พระธรรมทูตในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ทำกิจกรรมอะไรกันบ้าง เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนตามหลักแห่งพระธรรมทูตที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า

“เธอทั้งหลายจงจาริกไป เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ชนเป็นอันมาก จงประกาศพรหมจรรย์งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง และงามในที่สุด พร้อมด้วยอรรถและพยัญชนะ”