ทั้งนี้ ปัจจัยแวดล้อมที่มีต่อผลผลิตยางในประเทศผู้ผลิตอินโดนีเซีย

คาดว่าในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะถึง จะมีผลผลิตที่ออกสู่ตลาดช้าลง ส่วนในประเทศมาเลเซียและไทยจะลดลงเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง โดยทางสมาคมอุตสาหกรรมยางธรรมชาติแห่งประเทศผู้ผลิต (ANRPC) คาดว่าจะมีการขาดดุลความต้องการซื้อยางธรรมชาติจากทั่วโลก

นายธีธัช ผู้ว่าการ กยท. กล่าวเพิ่มเติมว่า ITRC และ IRCo จะยังคงติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มตลาดยาง ตลอดจนพิจารณามาตรการอื่น ๆ ที่เป็นไปได้ในการสร้างความเข้มแข็งให้กับราคายาง เพื่อให้มั่นใจว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในประเทศสมาชิก ITRC จะได้รับประโยชน์สูงสุด โดยเน้นให้ความสำคัญในเรื่องการจัดการอุปสงค์และอุปทานให้สมดุล ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งประเด็นนี้ประเทศสมาชิกต่างให้การสนับสนุนแผนงานของรัฐบาลไทยในการลดพื้นที่ปลูกยางพาราอย่างถาวร ซึ่งจะเป็นการลดอุปทานของยางธรรมชาติประมาณ 360,000 เมตริกตันต่อปีในอนาคตอันใกล้นี้

“ทั้ง 3 ประเทศสมาชิกจะดำเนินการพิจารณามาตรการระยะยาวเป็นหลัก เพื่อเพิ่มการใช้ยางภายในประเทศของแต่ละประเทศให้มากยิ่งขึ้น ทั้งการก่อสร้างถนน เขื่อนยาง ฯลฯ เป็นต้น

โดยรัฐบาลของทั้งสามประเทศมีความเชื่อมั่นต่อทิศทางของตลาดยางและราคาว่าจะมีการปรับตัวตามปัจจัยพื้นฐานที่สะท้อนเหล่านี้ และที่สำคัญ จะให้ความร่วมมือภายใต้กรอบของ ITRC เพื่อให้เกิดเสถียรภาพด้านราคาในระยะยาว” ต้องยอมรับว่าหลายๆ เรื่องคนเมืองก็รู้ไม่เท่าคนต่างจังหวัด โดยเฉพาะตำรับยาพื้นบ้าน

ไม่ต้องดูอะไรมาก “หอมแดง” ประโยชน์ที่น่าทึ่งนอกจากเป็นส่วนประกอบสำคัญในการปรุงเสน่ห์ให้กับอาหารหลายๆ เมนูมีกลิ่นและรสชาติที่โดดเด่นชวนให้น้ำลายสอ เรามักคิดถึงสรรพคุณบรรเทาหวัดคัดจมูก

ทว่ามีความน่าทึ่งมากกว่านั้น และเหมาะกับห้วงเวลา ณ ปัจจุบัน ที่บางแห่งยังต้องเผชิญกับน้ำไหลหลาก หรือคนที่อยู่ในที่ห่างไกลจากสถานพยาบาล เวลาที่ถูกแมลงสัตว์กัดต่อย หอมแดงช่วยได้

เรื่องนี้ได้ความรู้มาจากนางพยาบาลคนหนึ่งเล่าว่า เธอให้ฟังว่า ได้ให้เด็กอายุ 5 ขวบ ดูแลน้องอายุ 1 ขวบ ปรากฏว่าน้องร้องไห้ลั่นเพราะถูกมดตะนอยกัด พี่ 5 ขวบรีบวิ่งเข้าไปในครัวคว้าหอมแดงมาทุบแล้วโปะไปที่แผลมดกัด สักพักเด็กน้อยก็หยุดร้องไห้ และบนผิวส่วนที่บวมก็อักเสบน้อยลงด้วย

เธอรู้สึกทึ่ง และยังได้ลองวิชากับลูกสาวเธอที่โดยตัวต่อต่อยถึง 4 ตัว พบว่าระยะเวลาที่พาไปถึงมือหมอ บริเวณที่บุบหอมพอกนั้นยุบจริง ส่วนที่ไม่โปะบวมมากๆ

ในตำราบอกถึงวิธีการถอนพิษผึ้งหรือแตนต่อยอย่างง่ายว่า ให้ดึงเหล็กไนออกก่อน แล้วใช้หอมแดงบุบหรือฝานบางๆ ถูกบริเวณที่ถูกต่อยไปมา ช่วยให้หายปวดได้

หากถูกต่อยบริเวณคอ ให้เคี้ยวหอมแดงอย่างช้าๆ แล้วกลืน..ถ้าไม่เชื่อ ต้องลอง ความพยายามในการเคลื่อนไหวของภาคเอกชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มหนึ่ง เพื่อให้รัฐบาล “ยกเลิกมติ” ของคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ครั้งที่ 4/2560 เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 ซึ่งมีมติให้ยกเลิกการใช้สารเคมี 2 ชนิด คือ พาราควอต และคลอร์ไพริฟอส โดยถูกกำหนดให้เป็นวัตถุอันตรายชนิด 4 ที่ไม่อนุญาตให้มีการใช้

และระหว่างนี้จะ “ไม่อนุญาตให้มีการขึ้นทะเบียนเพิ่ม ไม่ต่ออายุทะเบียน” และต้อง “ยุติการนำเข้า” ภายในวันที่ 1 ธ.ค. 2560 และ “ยุติการใช้สารเคมี” ทั้ง 2 ตัว ในวันที่ 1 ธ.ค. 2562 เพื่อให้ทุกฝ่ายมีเวลาเตรียมตัว รวมถึงการเตรียมออกหลักเกณฑ์ควบคุมการใช้ “ไกลโฟเสต” โดยระบุว่า พาราควอตจัดเป็นยาพิษที่มีความรุนแรง ไม่สามารถหายถอนพิษได้ ที่ผ่านมา 47 ประเทศทั่วโลกยกเลิกการใช้แล้ว

เริ่มจากผู้บริหารกลุ่มบริษัทซินเจนทา ประเทศไทย ผู้ประกอบการธุรกิจผลิตภัณฑ์อารักขาพืช ออกมาบอกว่า หากไม่มีสารพาราควอตใช้ จะกระทบโดยตรงแก่เกษตรกรทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น เพราะหากต้องใช้แรงงานคนในการถอนหญ้าจะเสียค่าใช้จ่ายต่อไร่สูง ทั้งยังมีปัญหาแรงงานขาดแคลน ทั้งนี้ หากหันไปหาสารทดแทนตัวอื่นก็ไม่คุ้ม เพราะมีประสิทธิภาพด้อยกว่าและต้องใช้ในปริมาณที่สูงกว่าสารพาราควอต อย่างไรก็ตาม ปี 2559

ซินเจนทามียอดขายรวมประมาณ 5,000 ล้านบาท ปี 2560 คาดว่าจะมียอดขายรวมเติบโตประมาณ 10% จากปีก่อน แบ่งเป็นยอดขายสารอารักขาพืช 70% ของยอดขายรวม และเป็นยอดขายสารพาราควอต 20% ของยอดขายรวม

ตามมาด้วยกลุ่ม “สมาพันธ์เกษตรปลอดภัย” ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนถึงนายกฯประยุทธ์ ระบุว่า เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนมาก กรณีที่รัฐจะยกเลิกการใช้พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเสต โดยบอกว่า เกษตรกรไทยล้วนต้องพึ่งสารเคมีในการทำการเกษตร เพราะไทยอยู่ในเขตร้อนชื้น มีความหลากหลายของศัตรูพืช พืชที่ปลูกต้องเผชิญปัญหาศัตรูทั้งโรค แมลง และวัชพืชมากกว่าในเขตอื่น

ขณะที่ด้านกลุ่ม NGO นำโดยนายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) ออกมาสนับสนุนมติดังกล่าว และขอให้ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯให้คำตอบภายใน 1 เดือน โดยเฉพาะกรมวิชาการเกษตรควรมีหน้าที่ยุติการขึ้นทะเบียนและเพิกถอนสารพิษดังกล่าวและหาทางเลือกอื่นในการกำจัดวัชพืชแนะนำต่อเกษตรกร

ขณะที่ “กรมวิชาการเกษตร” ซึ่งรับผิดชอบโดยตรง ล่าสุดได้ออกหนังสือเวียนโดยเชิญผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเปิดรับฟังความคิดเห็น ในการพิจารณา ลด ละ เลิกใช้วัตถุอันตราย พาราควอตไดคอลไรด์ คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเสต-ไอโซโพรพิลแอมโมเนียม 4 ครั้ง ที่จ.เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี ขอนแก่น และกทม. พร้อมให้ดาวน์โหลดแบบสอบถามแสดงความคิดเห็นในการกำหนดมาตรการควบคุมสารกำจัดศัตรูพืชทั้ง 3 ชนิด

เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) โดย นางสาวปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงาน ได้ตั้งข้อสังเกตว่า คำถามบางข้อ เช่น ข้อ 11ถามว่า ท่านมีความคิดเห็นในการควบคุมการใช้สารเคมีศัตรูพืชเหล่านี้อย่างไรบ้าง โดยระบุชื่อสาร 3 ตัว คือ พาราควอต ไกลโฟเสต และคลอร์ไดริฟอส พร้อมมีคำตอบให้เลือก 5 ช่อง คือ 1)ห้ามใช้ 2)จำกัดการใช้ 3)เฝ้าระวังการใช้ 4)ยังคงให้ใช้ตามเดิม และ 5)กรณีห้ามใช้ควรนำสาร/วิธีการใดทดแทน พร้อมให้ผู้ตอบเขียนระบุนั้น การถามทางเลือกจากเกษตรกรนั้นขึ้นกับว่าเกษตรกรเองเคยได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับสารทางเลือกหรือวิธีการจัดการวัชพืชแบบอื่น ๆ หรือไม่ ถ้าไม่เคย คำตอบของเกษตรกรคง “ไม่เลือกการห้ามใช้” ทั้งที่ไทยแพนเองเห็นงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตรในเรื่องนี้ไม่น้อยเลย

โดยหลักการไทยแพนเห็นว่าคณะกรรมการชี้ปัญหาต่อสุขภาพที่เกิดจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชและหลายประเทศยกเลิกการใช้ด้วยเหตุผลเดียวกัน “บทบาทของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ ต้องหาทางเลือกให้กับเกษตรกร” ซึ่งกว่าจะปี 2562 ยังมีเวลาในการพัฒนาทางเลือก รวมถึงการสนับสนุนเกษตรกรในรูปแบบที่เหมาะสม

ซึ่งเท่าที่สังเคราะห์งานวิจัยและราคาในท้องตลาด ต้นทุนไม่ได้สูงขึ้นมาก ขณะเดียวกันต้นทุนผลกระทบต่อสุขภาพ และสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากการใช้สารที่มีอันตรายร้ายแรงกลับไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมา

ประเด็นร้อนดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่ากะพริบตาว่า ท้ายที่สุดแล้วกรมวิชาการเกษตรจะชี้ชะตาผลประโยชน์ที่แท้จริงให้กับใคร ! เมื่อวันที่ 15 ส.ค. ผู้สื่อข่าวข่าวสด ราชบุรี รายงานเรื่องราวของขนมยอดฮิตไปชั่วสัปดาห์หลังมีผู้ใช้เฟซบุ๊ก Kunvadee Kik Aramraung โพสต์และแชร์ภาพและข้อความของขนมไข่เต่ามันม่วง ที่ร้านขนมไข่เต่า ขนมกล้วยทอด มันทอด เจ๊เพลง หน้าอาคารศูนย์ราชบุรีเกมส์ภายในศาลากลาง จังหวัดราชบุรี

เมื่อตามไปพิสูจน์ พบนายอุดร ชาวไทย อายุ 40 ปี และนางสาวปราณี กมลคร วัย 38 ปี ชาวบ้านหมู่ที่ 5 ตำบลวัดเพลง อำเภอวัดเพลง จังหวัดราชบุรี กำลังขะมักเขม้นปั้นและทอดขนมไข่เต่าลักษณะสีม่วงกลมหรือ ที่เรียกว่า ขนมไข่เต่ามันม่วง ภายในกระทะน้ำมันร้อนๆ ที่กำลังเดือดและส่งกลิ่นหอมของเนื้อมันม่วง

ขณะนั้นมีลูกค้าจากกลุ่มต่างๆ อาทิ ข้าราชการ พนักงานบริษัทและบรรดาวัยรุ่น ที่ทราบข่าวต่อๆ กันจากบนสื่อออนไลน์ มามุงล้อมเพื่อรอซื้อขนมไข่เต่ามันม่วง คนละ 5 –10 ถุง ตลอดทั้งวัน บางคนโทร.มาสั่ง และหลายคนยืนรอต่อคิวกันกันเนืองแน่น

นายอุดรและเจ๊เพลง เล่าว่า ตนเองและภรรยาคือนางสาวปราณี กมลคร วัย 38 ปี ได้ยึดอาชีพขายขนมไข่เต่า กล้วยทอด มันทอดมานานกว่า 2 ปี แล้ว โดยที่มาของขนมไข่เต่ามันม่วง มาจากเพื่อนซึ่งเป็นชาวพม่าที่สนิทกันบอกให้ทดลองทำ หลังจากมีขายทั่วไปในประเทศพม่า เมื่อลองทำดูแล้วปรากฏว่าสีม่วงสดน่ากิน จึงดัดแปลงรสชาติให้เข้ากับกลุ่มลูกค้าเดิมที่ขายอยู่ ออกมันหวานและมีความหอมของมันม่วง

จากเดิมที่ขายขนมไทยจะเป็นขนมกล้วยทอด มันทอด ตอนนี้ขนมไข่เต่ามันเทศทั่วไปซึ่งมีจำหน่ายกันอย่างมากในจังหวัดราชบุรี จึงหารือกับภรรยา เพื่อหาจุดขายและจุดเด่นให้กับขนมไข่เต่าของทางร้านเพิ่มเติม วันสองวันแรกยังไม่มีใครสนใจ พอขายได้บ้าง วันหนึ่งปกติจะขายประมาณ 4 กิโลกรัม รายได้ประมาณ 1,700 บาท บางวันรายได้ประมาณ 1,200-1,500 บาท จนผ่านไป 4 วัน มีลูกค้ามาซื้อและมาขอถ่ายรูปพร้อมทั้งนำไปโพสตผ่านหน้าเฟซบุ๊ก จึงมีลูกค้าที่ทราบข่าวต่างมาสั่งซื้อกันตลอดอย่างต่อเนื่อง

หลังจากที่กระเสของขนมมันไข่เต่ามันม่วงเป็นที่ยอดฮิตและขายดี จากกระแสปากต่อปาก จนทำให้วันนี้มีลูกค้ามายืนรอต่อคิวซื้อแน่นร้านทุกวัน จากเดิมขายอยู่ที่วันละ 4 กิโลกรัม จนต้องเพิ่มปริมาณมาเป็นวันละ 40 กิโลกรัม มีรายได้ถึงวันละ 4,000 – 5,000 บาท ขายกัน 2 คนกับภรรยาขายไม่ทัน บางวันลูกค้าที่มายืนรอต้องมาช่วยกันปั้นด้วย

ล่าสุดสองสามีภรรยาต้องซื้อกระทะและเต้ามาทอดเพิ่มอีก 1 ชุด เพื่อให้ทันและรองปรับปริมาณของลูกค้าที่เดินทางมารอซื้อตั้งแต่ช่วงเช้า และผู้ที่โทรเข้ามาสั่งล่วงหน้าของทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8.00 – 14.00 น. ของทุกวัน บางวันขายหมดก่อนเวลา

แม้กระแสของขนมไข่เต่ามันม่วงฮิตขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แต่ทางร้านยังขายราคาเดิมถุงละ 20 บาท จำนวน24 ลูก ไม่มีการฉวยโอกาสหวังขึ้นราคาหรือลดปริมาณ แต่อย่างใด บางครั้งก็ตักแถมเกินไปให้ลูกค้าบ้างและบางวันถ้ากระทะที่ทอดน้ำมันน้อยทำให้ขนมแห้งและแข็งตัว ก็จะไม่ขายให้ลูกค้าเพื่อคงคุณภาพความอร่อย และไม่ทำให้เสียลูกค้าโดยเด็ดขาด

นอกจากขนมไข่เต่ามันม่วงแล้ว ร้านยังคงมีการทำตามออเดอร์ทั้งขนมไข่เต่ามันม่วง ขนมกล้วยทอด ขนมมันทอดด้วย

สำหรับผู้ที่ต้องการสอบถามรายละเอียดของขนมสามารถติดต่อได้โดยตรงที่หมายเลขโทรศัพท์ 09-4052-4168 ร้านเปิดจำหน่ายตั้งแต่เวลา 08.00-14.00 น. และมีเพียงสาขาเดียวเท่านั้นในจังหวัดราชบุรี

ดาวเรือง ดอกไม้ที่ได้รับความนิยมนำมาใช้ในงานประดับตกแต่ง นำมาใช้ในงานพิธีต่างๆ ใช้ร้อยเป็นพวงมาลัยเพื่อบูชาพระและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อ หรือนำมาใช้เป็นดอกไม้ปักแจกัน เพราะดอกที่มีสีเหลืองสวยงามสะดุดตา และยังนิยมปลูกเป็นไม้ประดับตามสวน ริมถนน หรือทางเดิน นอกจากนั้น ยังสามารถนำมาใช้ปลูกเป็นเกราะป้องกันแมลงศัตรูพืชให้แก่พืชอื่นๆ ได้อีกด้วย

แต่เนื่องจากดาวเรืองมีสารที่มีกลิ่นเหม็นฉุนที่แมลงไม่ชอบ แต่คุณประโยชน์ที่มาก กว่านั้นซึ่งส่วนใหญ่ไม่รู้ คือ ในดอกดาวเรืองจะมีสารเบต้าแคโรทีนจากธรรมชาติ ซึ่งสารเบต้าแคโรทีนนี้จะทำหน้าที่โปรวิตามินเอ เมื่อได้รับเข้าสู่ร่างกายแล้วจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ

นอกจากนี้ ยังเป็นสารที่มีฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ทั้งยังมีความสามารถในการต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย แผลเปื่อยเรื้อรัง ซึ่งเป็นอาการที่เกิดจากการติดเชื้อที่ผิวหนัง ส่วนใบก็ยังนำมาคั้นหรือต้มเอาน้ำ เพื่อเป็นยาทารักษาหรือชะล้างบริเวณที่เป็นฝีต่างๆ ฝีฝักบัว ฝีพุพอง หรือตุ่มหนองที่มีอาการอักเสบโดยไม่รู้สาเหตุ

ดาวเรือง ถือเป็นส่วนประกอบหลักในผลิตภัณฑ์ซีรัมบำรุงผิวผสมสมุนไพร ดร. สาโรช และ เฮอร์เบิล รีทัช ครีม ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษในการฟื้นฟูและปรับสภาพผิวหน้า ช่วยลดการอักเสบระคายเคืองผิว แม้ผิวที่บอบบาง หรือผิวที่แพ้เครื่องสำอางง่าย สามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิว นอกจากนี้ยังมีสารสกัดจากสมุนไพรธรรมชาติ อาทิ ชาโมไมล์ ว่านหางจระเข้ ช่วยบำรุงผิวหน้าให้นุ่มชุ่มชื่นขึ้นด้วย

กระทรวงเกษตรฯรับลูก “สมคิด” ปั้น 4 จังหวัดเมืองรอง กระตุ้นรายได้ท่องเที่ยวท้องถิ่น เผยนักท่องเที่ยวอาเซียนชื่นชอบเกษตรเชิงท่องเที่ยว-ฟาร์มออร์แกนิก

นายวีระศักดิ์ บุญเชิญ ผู้อำนวยการกลุ่มท่องเที่ยวเชิงเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯโดยกรมส่งเสริมการเกษตร ขานรับนโยบายท่องเที่ยวสร้างรายได้ กระจายสู่ท้องถิ่นเมืองรอง โดยก่อนหน้านี้ได้ทำบันทึกความร่วมมือข้อตกลง (MOU) ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ท่องเที่ยว 12 เมืองต้องห้าม รวมถึง 49 จังหวัด แต่เนื่องจากเป็นภาพใหญ่ยังขาดการเชื่อมโยงจึงไม่เห็นผลเท่าที่ควร ล่าสุด กรมส่งเสริมการเกษตรอยู่ระหว่างวางแผนเชิงรุกพัฒนาการท่องเที่ยวหัวเมืองรอง

โดยมี 4 จังหวัดเป้าหมายเป็นพื้นที่นำร่อง อาทิ จังหวัดสมุทรสงคราม ราชบุรี เพชรบุรี และกาญจนบุรี โดยใช้แนวคิดแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ใกล้กรุงเทพมหานคร ฝั่งตะวันตก โดยจะเน้นการสร้างเรื่องราว (Story) ให้มากขึ้นและให้สนับสนุนสินค้าวิสาหกิจชุมชนสินค้าท้องถิ่นอย่างมะพร้าว เช่น จ.ราชบุรี มีสวนมะพร้าว ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรระดับผู้ส่งออกรายใหญ่และเป็นคนรุ่นใหม่ที่ทำการเกษตรผสมผสาน ฟาร์ม GAP และออร์แกนิกให้มีกิจกรรมครอบครัวเป็นรูปแบบโฮมสเตย์เชื่อมโยงกับ จ.ใกล้เคียง เช่น อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม สัมผัสวิถีชาวสวน เช่าจักรยานเที่ยวพร้อมที่พักรูปแบบ one day trip หรือ เที่ยวเสาร์-อาทิตย์ โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวคนเมืองกำลังซื้อปานกลาง และจากการลงพื้นที่พบว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวอาเซียนชื่นชอบไม่ว่าจะเป็น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย

“จริง ๆ มิติทางท่องเที่ยวในเมืองไทยมีเยอะทุกพื้นที่ แต่เท่าที่ผ่านมายังไม่เห็นภาพชัดมากนัก คณะกรรมการจึงเห็นร่วมกันว่าให้มีพื้นที่นำร่องพัฒนาหัวเมืองรอง เท่าที่ได้คุยกับท้องถิ่นพบว่ารายได้หลักมาจากโฮมสเตย์เพราะคิดเป็นรายหัวที่ชัดเจนกว่า จึงคิดว่า ให้ 4 จังหวัดนี้นำร่องก่อน จึงจะเห็นรายได้ชัด โดยจะเชื่อมโยงสตอรี่เรื่องสวนมะพร้าวและมีกิจกรรมมากขึ้น ที่นอกเหนือจากเพียงแค่เที่ยวตลาดน้ำอัมพวา หรือสถานที่หลัก ทั้งหมดต้องเน้นยกระดับฟาร์มให้เป็นออร์แกนิกเพื่อเน้นสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้วิสาหกิจชุมชนให้มากขึ้น รวมถึงแผนท่องเที่ยวอีสานเเซ่บนัว จ.ขอนแก่น ก็จะกลับมาอีกครั้ง”

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า การผลักดันนโยบายการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี มุ่งทำให้เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็งขึ้น เพราะหากเศรษฐกิจเริ่มขยับ แต่ข้างล่างไม่ขยับ ข้างบนขยับได้ไม่นาน อำนาจซื้อจะไม่มี ซึ่งสิ่งที่ตามมาอีกคือ การเติบโตต้องพึ่งการส่งออกตลอดเวลา ทำให้เศรษฐกิจไทยขาดดุลยภาพ การที่เศรษฐกิจ 70% พึ่งพิงอยู่กับการส่งออก ไม่ใช่สิ่งที่น่าภูมิใจ เพราะเศรษฐกิจไม่สมดุล นี่คือสิ่งที่ต้องแก้

เพราะน้ำเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตของผู้คน อีกทั้งยังเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตเครื่องดื่ม ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีผ่านมา “กลุ่มธุรกิจโคคา-โคลา ในประเทศไทย” ให้ความสำคัญกับการสร้างความยั่งยืนเกี่ยวกับน้ำ โดยมีกรอบการทำงาน 3 ด้าน คือ

“Reduce” ลดการใช้น้ำในโรงงานการผลิต ทั้ง 7 แห่ง
“Recycle” นำน้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิตเครื่องดื่ม มาบำบัดจนได้น้ำสะอาด และนำกลับมาใช้ในกิจกรรมอื่นๆ ในโรงงาน เพื่อลดการใช้น้ำจากแหล่งน้ำภายนอกของชุมชน
และ “Replenish” คืนน้ำกลับสู่ชุมชน และธรรมชาติ ในปริมาณเทียบเท่ากับปริมาณที่ใช้ในการผลิตเครื่องดื่ม
ตรงนี้จึงกลายเป็นที่มาของโครงการ “รักน้ำ”
โครงการรักน้ำ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2550 เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำชุมชนในพื้นที่ที่ โคคา-โคลา ใช้น้ำในการผลิตเครื่องดื่ม โดยน้อมนำแนวพระราชดำริการบริหารจัดการน้ำชุมชนของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาประยุกต์ใช้ ซึ่งอาศัยความชำนาญ และองค์ความรู้แบบร่วมแรงร่วมใจ ด้วยการเริ่มจากรับฟังปัญหาของชุมชน หาแนวทางแก้ไขร่วมกันและส่งเสริมให้ชุมชนดำเนินการบริหารจัดการน้ำด้วยตัวเอง
ปัจจุบัน โครงการรักน้ำ ดำเนินงานในพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ ลำปาง, ขอนแก่น, บุรีรัมย์, นครสวรรค์, สุราษฎร์ธานี และปทุมธานี โดยร่วมมือกับพันธมิตร มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์, สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน), สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน, มูลนิธิป่า-ทะเลเพื่อชีวิต และเครือข่ายชุมชนในพื้นที่ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐระดับท้องถิ่น ตลอดจนกลุ่มผู้บริหาร พนักงาน กลุ่มธุรกิจโคคา-โคลา ในประเทศไทย

“วันเพ็ญ โล่ห์เลิศพิภพ” ผู้จัดการองค์กรสัมพันธ์ บริษัท โคคา-โคลา (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน (Water Stewardship) ถือเป็นพันธกิจสำคัญของโคคา-โคลาทั่วโลก ไม่ใช่เพียงแค่ในประเทศไทย

“การดำเนินงานของโคคา-โคลา ให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าร่วมผ่านการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ภายใต้รูปแบบสามเหลี่ยมความร่วมมือสู่ความยั่งยืน (Golden Triangle) โดยร่วมกับหน่วยงานที่มีองค์ความรู้ เช่น มูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ ทำงานร่วมกับคนในชุมชน เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน ซึ่งถ้าชุมชนไม่ให้ความร่วมมือ ไม่สานต่อการบริหารจัดการ ก็ไม่สามารถจะประสบความสำเร็จได้”
ส่วนกรอบการทำงานในเรื่องน้ำจะมีทั้งหมด 3 ด้าน คือ Reduce ลดปริมาณการใช้น้ำในโรงงานผลิต Recycle บำบัดน้ำจากกระบวนการผลิต และสามารถนำกลับไปใช้ได้ สุดท้าย Replenish คือ คืนน้ำสู่ธรรมชาติและชุมชน

“จากรายงาน Quantifying Replenish Benefits in Community Water Partnership Projects โดย Limno Tech ประเทศสหรัฐอเมริกา ยังให้การรับรองว่า โครงการรักน้ำ สามารถคืนน้ำกลับสู่ชุมชนและธรรมชาติได้ร้อยละ 360 ซึ่งเกินกว่าปริมาณที่ใช้ในการผลิตเครื่องดื่ม และเป้าหมายที่ตั้งไว้แล้วในปี 2558 และที่สำคัญ ยังทำให้คนไทยกว่า 1 ล้านคน ได้รับประโยชน์ทั้งทางตรง และทางอ้อมผ่านโครงการนี้”
“วันเพ็ญ” กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการทำงานของโครงการรักน้ำในแต่ละพื้นที่ มีการดำเนินการที่แตกต่างกันไปตามความเหมาะสม เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องอาศัยหลักการทางวิชาการ ทั้งทางด้านสังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ตลอดจนหลักภูมิสังคมของพื้นที่ และความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีองค์ความรู้ เพื่อให้การช่วยเหลือแก่ชุมชนต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติ

“ตลอดระยะเวลา 10 ปีของการทำงานที่ผ่านมา abrahamstent.org เราตระหนักถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ไม่มีการแก้ปัญหาใดสามารถแก้ปัญหาน้ำที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ได้ เราจึงเข้าไปช่วยเหลือชุมชนที่ประสบปัญหาใน 6 พื้นที่ ด้วยวิธีการที่เหมาะสม อย่างปัญหาน้ำแล้ง น้ำหลากที่บ้านลิ่มทอง จังหวัดบุรีรัมย์, ชุมชนบึงชำอ้อ จังหวัดปทุมธานี และชุมชนบางเคียน จังหวัดนครสวรรค์ จะแก้ปัญหาด้วยการทำแก้มลิง ทำคลองส่งน้ำ ถนนน้ำเดิน ซ่อมแซมบ่อน้ำ และประตูระบายน้ำ ตลอดจนส่งเสริมการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อให้เกิดการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า และลดการใช้น้ำ”

ส่วนปัญหาป่าต้นน้ำเสื่อมโทรมเช่นที่ พื้นที่ลุ่มน้ำคลองยัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี และบ้านแม่ตาลน้อย จังหวัดลำปาง แก้ปัญหาด้วยการสร้างฝายชะลอน้ำในลำห้วย ลำธาร ที่บริเวณที่เป็นต้นน้ำ และกักเก็บตะกอนดิน ทรายไว้ ทำให้ความชุ่มชื้นแผ่ขยายออกไป ป่าต้นน้ำมีความอุดมสมบูรณ์
ขณะที่ปัญหาการขาดแคลนน้ำสะอาดเพื่อการอุปโภคบริโภคเช่นที่ ชุมชนบ้านท่าสวรรค์ และบ้านโนนข่า จังหวัดขอนแก่น จะแก้ปัญหาด้วยการทำระบบประปาแสงอาทิตย์เพื่อการอุปโภคบริโภค และการเกษตร

“วันเพ็ญไ บอกว่า ปัจจุบันแม้กลุ่มธุรกิจโคคา-โคลา ในประเทศไทย จะสามารถคืนน้ำกลับสู่ชุมชน และธรรมชาติได้เกินกว่าเป้าหมายแล้ว เรายังมุ่งมั่นที่จะเดินหน้า โครงการรักน้ำ ผ่านการทำงานร่วมกับชุมชน และพันธมิตรในโครงการต่อไป เพื่อให้ชุมชนสามารถพัฒนา จัดการ และอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน
“เราจะกระตุ้นและส่งเสริมให้ชุมชนอื่นๆ นำองค์ความรู้ และตัวอย่างของชุมชนภายใต้โครงการรักน้ำ มาเป็นตัวอย่างในการทำงาน ด้วยการลงมือทำจริง ซึ่งหากทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันบริหารจัดการน้ำในท้องถิ่นของตนเอง ปัญหาเหล่านี้ย่อมจะบรรเทา”
อีกทั้งการขยายช่องทางผ่าน Youtube, Facebook และเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อเข้าถึงผู้บริโภค โดยเน้นการให้ความรู้ และสร้างแรงบันดาลใจ จนทำให้ผู้บริโภคและคนทั่วไปเห็นคุณค่าของทรัพยากรน้ำในอีกทางหนึ่งด้วย

นับเป็นการสร้างคุณค่าร่วมผ่านการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ในการบริหารจัดการน้ำชุมชนอย่างยั่งยืน รศ.ดร. สมชาย สันติวัฒนกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เปิดเผยถึงการจัดทำโครงการพัฒนาระบบทรัพยากรมหาวิทยาลัย ว่า ปัจจุบันนี้หลายๆ องค์กรต่างขยับตัวและปรับตัวเข้าสู่องค์กรแบบดิจิตอล เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคม เพราะขณะนี้อยู่ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารต้องฉับไว ทันเหตุการณ์ และยังถือเป็นวาระแห่งชาติที่รัฐบาลผลักดันและสนับสนุนให้เกิดขึ้นในทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและยกระดับมาตรฐานการทำงานในทุกฝ่าย ดังนั้น ด้านการศึกษา ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญของทั้งสังคม และเศรษฐกิจก็ต้องขยับตัวและปรับตัวตามเช่นกัน มศว เห็นความสำคัญในการเปลี่ยนแปลงนี้ จึงผลักดันให้มีการปรับเปลี่ยนและทำให้มหาวิทยาลัยเข้าสู่ยุคดิจิตอล

อธิการบดี มศว กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ ได้จัดทำโครงการพัฒนาระบบทรัพยากรมหาวิทยาลัย เพื่อจัดการและดำเนินงานโดยนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อให้เกิดมาตรฐานภายในมหาวิทยาลัย รวมถึงการให้ข้อมูลบริการด้วยความรวดเร็วและถูกต้องแม่นยำ เพื่อให้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว และได้ข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ โครงการนี้จึงถือเป็นการก้าวไปสู่การใช้นวัตกรรมเพื่อการพัฒนาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน