ทั้งนี้ ปัญหาที่กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวได้รับความเดือดร้อน

จากราคามะพร้าวตกต่ำ อาจมีความเป็นไปได้ว่า มะพร้าวที่สร้างความเดือfร้อนอยู่ในท้องตลาด เป็นมะพร้าวที่มีแหล่งที่มาไม่ถูกต้อง ซึ่งกรมฯ ได้ประสานไปยังกรมศุลกากร เพื่อให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการนำเข้ามะพร้าวแล้ว และที่ผ่านมา มีการดำเนินการในเรื่องนี้อย่างเข้มงวด โดยตั้งแต่เดือน พ.ค. 2561 กรมการค้าภายใน ได้ประสานกรมศุลกากร เพื่อเพิ่มความเข้มงวด ตรวจสอบ ปราบปรามการลักลอบนำเข้ามะพร้าวเถื่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ผลิตมะพร้าวในประเทศ

ส่วนข้อเรียกร้องให้ภาครัฐชะลอการนำเข้ามะพร้าว ทั้งมะพร้าวผล น้ำกะทิ และมะพร้าวขาวแช่แข็งจากต่างประเทศ กรมฯ ได้รับทราบและตระหนักถึงความเดือดร้อนของเกษตรกร และได้พิจารณาเพื่อหามาตรการดูแลอย่างต่อเนื่อง แต่ในประเด็นการใช้มาตรการห้ามนำเข้า พบว่า จะเป็นการขัดต่อพันธกรณีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) จึงได้พิจาณาแนวทางออกอื่น ซึ่งพบว่าสามารถที่จะนำมาตรการที่มิใช่ภาษีเข้ามาใช้ในการชะลอการนำเข้าได้

สำหรับการเสนอให้ภาครัฐ กำหนดราคากลางของมะพร้าว กรมฯ ขอเรียนว่า ไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของกรมฯ จึงไม่สามารถดำเนินการได้ ขณะที่การเสนอให้ทบทวนระเบียบการนำเข้า ที่ต้องการให้มีแต่อุตสาหกรรมน้ำกะทิเป็นผู้นำเข้าและต้องแนบข้อมูลการนำเข้าย้อนหลัง 2 ปี และกำหนดบทลงโทษผู้กระทำผิดเงื่อนไขการนำเข้านั้น กรมฯ จะส่งทั้ง 2 เรื่องนี้ ให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช นำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการฯ เพื่อพิจารณากำหนดคุณสมบัติผู้มีสิทธินำเข้าและเกณฑ์การออกหนังสือรับรอง รวมถึงกำหนดบทลงโทษต่อไป

เตรียมรับมือไว้เลย กรมอุตุฯ เตือน 28 ก.ย.-1 ต.ค.นี้ ฝนกลับมาถล่มไทยอีกรอบ เหนือ-อีสาน ระวังผลกระทบจากฝนที่ตกสะสม เผย 28-29 ก.ย.นี้ พายุจ่ามีเข้าใกล้เกาะไต้หวัน ก่อนจ่อเข้าประเทศญี่ปุ่น
เมื่อวันที่ 26 ก.ย. กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางมีปริมาณฝนน้อยลง ส่วนภาคตะวันออก และภาคใต้ ยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นได้ในระยะนี้ประมาณร้อยละ 40 ของพื้นที่ ขอให้ประชาชนบริเวณภาคใต้ และภาคตะวันออกระวังอันตรายจากฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย

อนึ่ง พายุไต้ฝุ่น “จ่ามี” (TRAMI) บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก มีแนวโน้มจะเคลื่อนเข้าใกล้เกาะไต้หวันในช่วง วันที่ 28-29 กันยายน 2561 หลังจากนั้น จะเปลี่ยนทิศทางเคลื่อนเข้าประเทศญี่ปุ่น ในวันที่ 30 กันยายน 2561 ขอให้ผู้ที่จะเดินทางไปบริเวณดังกล่าวตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทางด้วย โดยพายุนี้ไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังอ่อนพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าว ยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นได้ในระยะนี้

สำหรับการคาดหมาย ในช่วง วันที่ 25-27 ก.ย. 61 บริเวณประเทศไทยจะมีฝนตกน้อย ส่วนในช่วงวันที่ 28 ก.ย.–1 ต.ค. 61 ประเทศไทยตอนบนมีปริมาณฝนเพิ่มขึ้นกับมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ข้อควรระวัง ในช่วง วันที่ 28 ก.ย.–1 ต.ค. 61 ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระวังผลกระทบจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย ส่วนชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทย ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ของวันนี้ ถึงเวลา 06.00 น. ของวันที่ 27 ก.ย. นี้ ภาคเหนือ มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ตาก กำแพงเพชร และสุโขทัย อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 ก.ม./ช.ม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดหนองคาย อุดรธานี บึงกาฬ สกลนคร และนครพนม อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตก ความเร็ว 10-30 ก.ม./ช.ม.

ภาคกลาง มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดกาญจนบุรี อุทัยธานี สุพรรณบุรี อ่างทอง และลพบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 ก.ม./ช.ม.

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 ก.ม./ช.ม. ทะเลมีคลื่นสูง ประมาณ 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา และยะลา อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 ก.ม./ช.ม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 ก.ม./ช.ม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 ก.ม./ช.ม. ส่วนในช่วงวันที่ 28 ก.ย.–1 ต.ค. 61 มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่

วันที่ 26 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฟองสนาน จามรจันทร์ นักจัดรายการวิทยุชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จฯ มาทรงเปิด ร้านกาแฟชายทุ่ง ที่คลอง 4 อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ในวันที่ 29 ก.ย. นี้

ทั้งนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างอาคารดังกล่าว และพระราชทานชื่อว่า “ร้านกาแฟชายทุ่ง”โดยร้านกาแฟชายทุ่ง เป็นร้านจำหน่ายกาแฟและเบเกอรี่ เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่ เวลา 07.30 น. – 17.30 น.

จากโครงการปุ๋ยสั่งตัดของรัฐบาล พบว่า หากผลิตปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ผลที่ได้ ดังนี้

ถูกสูตร คือ ใช้ปุ๋ยให้ถูกสูตรตามที่ได้ผลจากการวิเคราะห์ดินของพืชในแต่ละช่วงถูกอัตรา คือ ใส่ปุ๋ยถูกอัตรา ให้มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของพืช และต้องผสมปุ๋ยอย่างแม่นยำ

ถูกเวลา คือ ใส่ปุ๋ยถูกเวลา เพื่อให้รับธาตุอาหารในเวลาที่ตรงกับความต้องการของพืช

ถูกวิธี คือ ใส่ปุ๋ยถูกวิธี เพื่อให้ถูกตำแหน่งที่พืชสามารถดูดนำธาตุอาหารไปใช้ได้ที่ต้องเอ่ยเช่นนี้ เพราะทราบมาว่า มีบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ผลิตเครื่องผสมปุ๋ยอัตโนมัติ โดยใช้ชื่อว่า “TP ONE” และเท่าที่ทราบนวัตกรรมเครื่องผสมปุ๋ยอัตโนมัตินี้ มีระบบคอนโทรล เก็บข้อมูล ตรวจสอบย้อนกลับด้วยระบบ on line และระบบแอปพลิเคชั่นต่างๆ ซึ่งพัฒนาจากฝีมือคนไทย และมีการยื่นจดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว

การให้ข้อมูลบางประการ อาจจะดูเหมือนเป็นการสนับสนุนบริษัทเอกชนที่เป็นเจ้าของเครื่องผสมปุ๋ยอัตโนมัติ แต่เมื่อพิจารณาถึงต้นทุนการผลิต จะเข้าใจได้ว่า เครื่องผสมปุ๋ยอัตโนมัติเหมาะสำหรับการใช้งานในระดับอุตสาหกรรมขนาดเล็กขึ้นไป ซึ่งอุตสาหกรรมขนาดเล็กมีทั้งเอกชนและหน่วยงานราชการ หรือการรวมกลุ่มของเกษตรกร

จึงลองพิจารณาการผสมปุ๋ยให้ได้ตามที่รัฐบาลส่งเสริม คือการทำปุ๋ยสั่งตัด ผลที่ได้คือ จะได้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้มากคุณสุชิน จันทร์ศรีทอง เจ้าของ บริษัท ที.พี. เมคคานิคอล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผลิตเครื่องผสมปุ๋ยอัตโนมัติ ขนาดต่างๆ เปิดเผยว่า บริษัทเห็นความสำคัญของการแก้ปัญหาเกี่ยวกับราคาปุ๋ยที่นับวันจะสูงขึ้นตามลำดับ จึงมองหาวิธีแก้ปัญหา ด้วยการหาวิธีการผสมปุ๋ยให้ได้ตามปริมาณธาตุอาหารให้เหมาะสมแต่ละพื้นที่ โดยจัดหาแม่ปุ๋ยมาผลิตเอง และเมื่อได้ปุ๋ยตามต้องการ ก็ไม่จำเป็นต้องผูกขาดกับกลไกตลาดการขายปุ๋ยสำเร็จรูป อีกทั้งต้นทุนการผลิตลดลงอย่างแน่นอน

“การขึ้นทะเบียนสูตร การวิเคราะห์ผลปุ๋ย ล้วนไม่สะดวกต่อเกษตรกรหรือสถาบันเกษตรกรที่คิดจะผลิตปุ๋ย เพื่อให้ในหน่วยงานของตนเอง ปัญหามากมายที่ผมเห็นว่า ควรหาวิธีให้เกษตรกรหรือสถาบันเกษตรกรได้ผลิตปุ๋ย เพื่อใช้เอง จะทำให้ราคาปุ๋ยถูกลง ซึ่งทำได้จริงและผลประโยชน์จะตกมายังเกษตรกรโดยแท้ ไม่ต้องร้องขอให้กลุ่มทุนที่ค้าปุ๋ยลดราคาลงแต่อย่างใด ซึ่งมักเป็นที่สงสัยกันตลอดมาว่า ความเสมอภาคในการตรวจสอบคุณภาพปุ๋ยเป็นมาตรฐานเดียวกันหรือไม่”

สิ่งที่เห็นได้ชัด จากเครื่องผสมปุ๋ยอัตโนมัติ ที่ผลิตโดย บริษัท ที.พี. เมคคานิคอล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด มีการควบคุมและตรวจสอบคุณภาพปุ๋ยจากห้องปฏิบัติการ และระบบตรวจสอบย้อนกลับ อีกทั้งในการผสมปุ๋ย เมื่อบรรจุกระสอบเรียบร้อยแล้ว ข้อมูลจะถูกบันทึกลง QR CODE โดย QR CODE จะบอกสถานที่ วัน เวลา การผลิต บอกสัดส่วนวัตถุดิบการผลิตของปุ๋ยในกระสอบนั้น บอกสถานะของผู้ซื้อ (ถ้ามี) บอกข้อมูลที่ถูกต้องตรงกับศูนย์ปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ QR CODE และการตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อเป็นข้อมูลการผลิตปุ๋ยแต่ละกระสอบ รวมถึงเพื่อเป็นข้อมูลแสดงปริมาณธาตุอาหาร

เท่าที่ทราบ ปัจจุบัน เครื่องผสมปุ๋ยอัตโนมัติ TP ONE ถูกผลิตและนำไปใช้ยังสหกรณ์หลายแห่งทั่วประเทศ อาทิ สหกรณ์การเกษตรเมืองศรีสะเกษ สหกรณ์การเกษตรอำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา สหกรณ์การเกษตรอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น

จึงน่ายอมรับและน่าเชื่อถือระดับหนึ่ง แต่ทั้งหมดทั้งมวล ก็ขึ้นอยู่กับเกษตรกรและหน่วยงานที่มีความจำเป็นในการใช้เครื่องผสมปุ๋ยอัตโนมัติด้วยการพัฒนาเด็ก คือ การลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศ มูลนิธิเอสซีจี จึงได้รณรงค์ส่งเสริมให้คุณพ่อคุณแม่ หันมาใช้หนังสือเป็นเครื่องมือในการเลี้ยงลูก ด้วยเชื่อว่า หนังสือ โดยเฉพาะหนังสือภาพเหมาะกับการเสริมสร้างพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ สติปัญญา และการเข้าสังคม ซึ่งจะส่งผลต่อการสร้างความพร้อม และการเติบโตให้เป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต

มูลนิธิฯ ร่วมกับกองบรรณาธิการผู้ทรงคุณวุฒิและนักประพันธ์หนังสือภาพชื่อดังระดับประเทศซึ่งมีความเชี่ยวชาญและเชื่อมั่นในการใช้หนังสือภาพ เช่น ครูชีวัน วิสาสะ นักประพันธ์และบรรณาธิการหนังสือภาพสำหรับเด็ก คุณพรอนงค์ นิยมค้า เลขาธิการมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก นักเขียน และนักแปล คุณอัจฉรา ประดิษฐ์ ประธานหลักสูตรศิลปบัณฑิต สาขาวิชาวรรณกรรมสำหรับเด็ก ศูนย์การศึกษาระดับปริญญาตรี คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ คุณวิภาวี ฉกาจทรงศักดิ์ นักประพันธ์และบรรณาธิการหนังสือภาพสำหรับเด็ก มาร่วมคัดสรรหนังสือภาพชั้นนำระดับโลก (World Class Picture Books) สำหรับนำมาแปล และจัดจำหน่ายในราคาย่อมเยา เพื่อให้ทุกครอบครัวสามารถเข้าถึง และใช้หนังสือภาพพัฒนาศักยภาพของลูก

คุณสุวิมล จิวาลักษณ์ กรรมการและผู้จัดการมูลนิธิเอสซีจี เล่าถึงที่มาของโครงการว่า “เพราะต้นทางความรู้ที่ดีที่สุดคือการอ่าน มูลนิธิเอสซีจีจึงได้เริ่มจัดทำหนังสือภาพสำหรับเด็กผ่าน โครงการนำหนังสือดีสู่เด็กไทย มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 โดยมุ่งหวังให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง และผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัยซึ่งหมายถึงเด็กที่มีอายุแรกเกิด – 6 ขวบ ได้นำหนังสือภาพไปใช้พัฒนาเด็กอย่างเป็นประจำและต่อเนื่อง การเล่านิทาน อ่านหนังสือ โดยใช้หนังสือภาพนี้ นอกจากจะเสริมสร้างพัฒนาการที่ดีรอบด้านแล้ว

ยังเป็นการเชื่อมสายใยรัก และสร้างความอบอุ่นของครอบครัวให้แนบแน่นอีกด้วย แม้ทุกวันนี้โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลรวมทั้งสถานการณ์สื่อสิ่งพิมพ์กำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลง แต่มูลนิธิฯ ยังคงเชื่อมั่นในพลังมหัศจรรย์ ของหนังสือภาพ จึงยังคงดำเนินโครงการฯ มาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 โดยในปีนี้ได้คัดเลือกหนังสือภาพชั้นดีจากต่างประเทศมาแปลเป็นภาษาไทย 3 เรื่อง ประกอบด้วยเรื่อง ‘บ้านบนต้นไม้’ ‘พระจันทร์ฝันดี’ ‘วันนี้วันดี’ และหนังสือภาพฝีมือคนไทย เรื่อง ‘บา บา’ พร้อมทั้งแปลหนังสือภาพคุณภาพระดับโลกเรื่อง ‘กอด’ และจัดทำเป็นพิเศษสำหรับเด็กๆ ผู้บกพร่องทางการมองเห็น เพื่อให้ คุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครองใช้เป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการพัฒนาลูก”

กระบวนการเล่านิทาน และการอ่านหนังสือให้ลูกฟังได้รับการยอมรับและยืนยันจากนายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ คอลัมนิสต์และจิตแพทย์ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มงานจิตเวช โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ว่าสามารถช่วยกระตุ้นและพัฒนาสมองของเด็กได้จริง โดยได้เคยให้สัมภาษณ์ และกล่าวถึงพลังของการใช้หนังสือภาพเพื่อช่วยในการเรียนรู้ของเด็กวัย 0-3 ขวบไว้ว่า “เด็กทารกเกิดมาพร้อมกับเซลล์สมองเป็นแสนล้านเซลล์ ซึ่งแต่ละเซลล์มีแขนงมากมายเพื่อติดต่อกับเซลล์สมองอื่นๆ เรียกว่า ซินแนปส์ (Synaps) โดยจะขยายตัวไปเรื่อยๆ เมื่อเกิดการเรียนรู้ ในทางกลับกัน เซลล์ที่ไม่ได้ถูกกระตุ้นจะค่อยๆ หดหายไป เรียกว่า เซลล์สมองฝ่อ (Neuron Pruning) จากข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของซินแนปส์นั้น แสดงได้ว่าหากเด็กวัยทารกจนถึงก่อนเข้าเรียนได้รับการกระตุ้นผ่านการดู ‘หนังสือภาพ’ ที่เหมาะสมอยู่บ่อยๆ ย่อมจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ทั้งด้านภาษา อารมณ์ และสังคมให้เติบโตเป็นคนที่มีคุณภาพต่อไป”

ด้านคุณโย สุทินันท์ ปูคะภาค คุณพ่อรุ่นใหม่ที่ได้สัมผัสพลังจากหนังสือภาพ เล่าถึงประสบการณ์และพัฒนาการที่ดีของลูกว่า “ผมและภรรยามีลูกชื่อน้องวายุ วัย 3 ขวบ 7 เดือน เริ่มสนใจกระบวนการเล่านิทาน และอ่านหนังสือหลังจากได้อ่านบทสัมภาษณ์ของคุณหมอประเสริฐที่พูดถึงการใช้หนังสือภาพเพื่อเสริมสร้างพัฒนาการที่ดีของลูก จึงลองหาซื้อหนังสือภาพมาเล่าให้น้องวายุฟังก่อนนอนทุกคืน วันละ 2-3 เรื่อง ทำเป็นกิจวัตรต่อเนื่องเป็นเวลา 1 ปี ผมสามารถพูดได้เต็มปากว่า แต่เดิมน้องวายุเป็นคนนอนยาก

แต่หลังจากลองเปลี่ยนมาใช้วิธีการเล่านิทานและอ่านหนังสือแล้ว น้องนอนได้ง่ายขึ้น เนื่องจากระหว่างการฟังนิทานจะมีการสร้างคลื่นสมองช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยให้น้องมีความจำดีขึ้น และที่สำคัญยังช่วยให้น้องเป็นเด็กร่าเริง เข้าสังคมได้ดี ทุกวันนี้เมื่อไปร้านหนังสือ น้องสามารถเลือกหนังสือที่ตัวเองชอบได้ ผมเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดผลลัพธ์ที่มหัศจรรย์ จึงอยากเชิญชวนคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกให้ลองหันมาใช้กระบวนการเล่านิทาน อ่านหนังสือกับลูกอย่างน้อยวันละ 10-15 นาที ก็จะสามารถช่วยเปิดโลกการเรียนรู้ เสริมสร้างสติปัญญาที่ดีให้ลูก และสร้างช่วงเวลาที่มีคุณภาพของครอบครัวได้อย่างน่าอัศจรรย์”

ผู้ที่สนใจสามารถหาซื้อหนังสือภาพได้ที่ร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป ซึ่งรายได้ทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่ายจะนำเข้า ‘กองทุนนำหนังสือดีสู่เด็กไทย’ เพื่อจัดพิมพ์หนังสือภาพ และมอบให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงเรียนอนุบาลในชนบทที่ขาดแคลนต่อไป เช่น โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนทั่วประเทศ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ในจังหวัดต่างๆ โรงพยาบาลภูมิพล โรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา โรงพยาบาลศรีนครินทร์ขอนแก่น และโรงพยาบาลบางไผ่ กรุงเทพฯ เป็นต้น สำหรับหนังสือภาพเรื่อง “กอด” มูลนิธิฯ ได้จัดพิมพ์ทั้งหมดจำนวน 500 เล่ม เพื่อมอบให้โรงเรียนสอนคนตาบอดทั่วประเทศ และไม่มีวางจำหน่าย

นอกจากมูลนิธิฯ จะมุ่งมั่นสร้างสรรค์หนังสือภาพให้ครอบครัวไทยได้นำไปใช้เพื่อสร้างพัฒนาการของลูกแล้ว มูลนิธิฯ ยังจัดงาน “เทศกาลนิทานในสวน” กิจกรรมสุดหรรษาสำหรับครอบครัว งานนี้พ่อแม่ไม่ควรพลาดที่จะพาลูกหลานมาอ่านหนังสือใต้ต้นไม้ใหญ่ยามเย็น และเพลิดเพลินกับการชมตัวละครในโลกนิทานที่ออกมาโลดแล่นแต่งแต้มความคิดสร้างสรรค์ กระตุ้นจินตนาการของน้องๆ หนูๆ พร้อมฟังคำแนะนำ เทคนิคการเล่านิทานจากผู้เชี่ยวชาญ และพูดคุยไขข้อข้องใจเรื่องการเลี้ยงลูกกับนักจิตวิทยาเด็ก ตลอดจนร่วมกิจกรรมแสนสนุกมากมายในบรรยากาศยามเย็น โดยเริ่มวันเสาร์ที่ 15 และ 22 ธันวาคม 2561 ณ สวนลุมพินี และวันเสาร์ที่ 5 และ 12 มกราคม 2562 ณ สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) เริ่มตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.scgfoundation.org หรือ Facebook มหัศจรรย์หนังสือภาพ

นายสันทัด เดชเกิด อดีตแกนนำชาวสวนยาง อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ราคามะพร้าวผลในพื้นที่ อ.บางสะพานน้อย ตกต่ำในรอบ 15 ปี หลังจากพ่อค้าคนกลางกำหนดราคารับซื้อมะพร้าวผลใหญ่ ผลละ 2 บาทเท่านั้น ทำให้ราคาต่ำกว่าไข่ไก่ 1 ฟอง และต่ำกว่าราคามะพร้าวน้ำหอม 1 ผล ประมาณ 10 เท่า จากเดิมมะพร้าวแกงราคาเฉลี่ยผลละ 4-5 บาท ขณะที่เดิมราคา ผลละ 20 – 23 บาท ล่าสุด ตนขายมะพร้าวจากสวน 290 ผล ได้เงินสด 580 บาท ขณะที่ผู้รับซื้ออ้างว่ายังไม่มีตลาดรับซื้อทำให้มะพร้าวแห้งกลายเป็นมะพร้าวงอก

นายพงษ์ศักดิ์ บุตรรักษ์ แกนนำเครือข่ายชาวสวนมะพร้าว จ.ประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า ขณะนี้ชาวสวนมะพร้าวทั้งจังหวัด พื้นที่ปลูกมากกว่า 4 แสนไร่ ประสบปัญหาจากสถานการณ์ราคาผลผลิตตกต่ำอย่างหนัก แต่หน่วยงานภาครัฐในส่วนกลางยังไม่มีมาตรการเร่งด่วนเพื่อเยียวยาความเสียหายและยังยืนยันว่าจะนำชาวสวนไปประท้วงที่ กทม. ในวันที่ 17 ตุลาคมนี้ อย่างแน่นอน เนื่องจากทราบว่ามีบางหน่วยงานอ้างกรอบการค้าระหว่างประเทศจะเสนอให้รัฐบาลนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศ เพื่อผลิตในระบบอุตสาหกรรมหลังสิ้นสุดมติ

ครม. สั่งห้ามนำเข้า 3 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป ล่าสุดแกนนำเครือข่ายมีมติไม่ยื่นหนังสือร้องเรียนผ่าน พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรีที่มีกำหนดเดินทางมาราชการที่ อ.บางสะพาน ในวันที่ 27 กันยายนนี้ เนื่องจากไม่มีประโยชน์ในการแก้ไขปัญหา นอกจากนั้น ชาวสวนขอเรียกร้องให้ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ทุกพรรคทุกเขตในจังหวัดออกมาแสดงวิสัยทัศน์ประกาศนโยบายแก้ปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำ โดยเครือข่ายพร้อมขออนุญาตจากฝ่ายความมั่นคงเพื่อเวทีสาธารณะ

สศก. ระบุ ผลพยากรณ์หอมหัวใหญ่ ปี 62 คาด เนื้อที่เพาะปลูกทั้งประเทศ 10,354 ไร่ ลดลงจากปี 61 เล็กน้อย ร้อยละ 0.73 ผลผลิตรวมทั้งประเทศ 37,072 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.64 ส่วนผลผลิตต่อเนื้อที่เพาะปลูกอยู่ที่ 3,580 กิโลกรัม ต่อไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.36 เนื่องจากสภาพภูมิอากาศหนาวเย็น ไม่มีโรคแมลงรบกวน ส่งผลให้ผลผลิตทั้งประเทศเพิ่มขึ้น

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์หอมหัวใหญ่ ปี 2562 โดยผลพยากรณ์ (ข้อมูล ณ 20 กันยายน 2561) คาดว่า ปี 2562 เนื้อที่เพาะปลูกหอมหัวใหญ่ รวมทั้งประเทศ 10,354 ไร่ ลดลงจากปี 2561 ซึ่งมีจำนวน 10,430 ไร่ (ลดลงร้อยละ 0.73) ผลผลิต รวมทั้งประเทศ 37,072 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วซึ่งมีจำนวน 36,838 ตัน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.64) ผลผลิตต่อเนื้อที่เพาะปลูกทั้งประเทศ 3,580 กิโลกรัม ต่อไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 3,532 กิโลกรัม ต่อไร่ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.36)