ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวระบุอีกว่า ที่ประชุมได้ร่วมหารือกับ นายลีลาธรรม

กรรมการผู้จัดการ เอสเอ็มอีแบงค์ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ นายบุญยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งทั้งหมดได้ร่วมหารือกัน คาดว่าจะหารือเรื่องของการพักหนี้เกษตรกร 3 ล้านคน คาดว่าจะต้องมีการหารือในรายละเอียดและนำเสนอต่อ ครม. ก่อน จึงจะสามารถประกาศได้อย่างเป็นทางการ เร็วๆ นี้

ร้อยเอ็ด – นายเลิศบุศย์ กองทอง รอง ผวจ.ร้อยเอ็ด เปิดการอบรมโครงการประชารัฐร่วมใจขจัดภัย ยาเสพติดจังหวัดร้อยเอ็ด รุ่นที่ 11/2560 ที่ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติ อำเภอธวัชบุรี โดยมีศูนย์ป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดร้อยเอ็ด อัยการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกิจกรรม

นายอภิชาติ อารีย์พัฒนไพบูลย์ ป้องกันจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำหนดให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นวาระสำคัญของชาติ ที่ประชารัฐทุกภาคส่วนต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหายาเสพติดให้หมดจากพื้นที่อย่างยั่งยืน รวมทั้งนโยบายด้านการรักษาความสงบเรียบร้อย การป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่าและทรัพยากรธรรมชาติ การจัดระเบียบสังคมและอาชญากรรมต่างๆ

ประกอบกับคณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่นายกรัฐมนตรีเสนอให้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของชาติไปสู่การปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยภาคส่วนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงในพื้นที่ร่วมกัน

จังหวัดร้อยเอ็ดดำเนินการโครงการประชารัฐร่วมใจขจัดภัยยาเสพติด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 อบรม เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดระดับอำเภอ อำเภอละ 5 คน และชุดปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในระดับตำบล ตำบลละ 8 คน ฝึกทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติในการป้องกัน และแก้ไขปัญหา ยาเสพติด การสืบสวนหาข่าว การจับกุม การปิดล้อมตรวจค้น การตั้งจุดตรวจ จุดสกัด

รวมทั้งการฝึก การออกฝึกปฏิบัติภาคสนาม การออกแบบระเบียบสังคมในช่วงเวลากลางคืน เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้และทักษะสามารถปฏิบัติงานในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มหาวิทยาลัยมหิดล และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือจีซี (GC) ประกาศความร่วมมือโครงการส่งเสริมการจัดตั้งธนาคารขยะรีไซเคิล เพื่อตอกย้ำพันธกิจในการร่วมแก้ปัญหาขยะมูลฝอยในประเทศ พร้อมร่วมมือพัฒนาระบบธนาคารขยะรีไซเคิลออนไลน์ นำร่องโรงเรียนในพื้นที่ จังหวัดระยอง

ศ.นพ. บรรจง มไหสวริยะ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล และ นางวราวรรณ ทิพพาวนิช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานกิจการองค์กร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว เพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการในรูปแบบโครงการธนาคารขยะรีไซเคิล ที่จัดตั้งขึ้นให้กับโรงเรียนโดยรอบพร้อมมุ่งเน้นให้นักเรียนหรือเยาวชนมีความตระหนักและเข้าใจในการจัดการปัญหาขยะของชุมชนต่อไป โดยการร่วมมือกับจีซีในครั้งนี้จะช่วยสนับสนุนการวิจัยด้านการบริหารจัดการขยะชุมชน พร้อมต่อ ยอดและพัฒนาระบบสารสนเทศธนาคารขยะรีไซเคิล เพื่อเป็นโปรแกรมต้นแบบนำร่องสำหรับโรงเรียนอื่นๆ ในประเทศไทย ในการบริหารจัดการขยะในชุมชน ต่อไป

ด้าน นางวราวรรณ เผยว่า จีซี เล็งเห็นถึงความสำคัญของการบริหารจัดการปัญหาขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน และการสนับสนุนให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดเก็บและแยกขยะพลาสติก ตลอดจนการนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ให้สามารถจำหน่ายในตลาดได้ ซึ่งจะเป็นการสร้างงานและสร้างรายได้ให้กับชุมชน ตลอดจนสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับขยะ เพื่อนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ รวมถึงการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน

“เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ ม.มหิดล ในการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับการจัดการข้อมูลธนาคารขยะอย่างมีประสิทธิภาพ และเตรียมพร้อมขยายเครือข่ายโรงเรียนธนาคารขยะกว่าอีก 10 โรงเรียน ในพื้นที่ จังหวัดระยอง เพื่อให้นักเรียนรู้จักการคัดแยกขยะอย่างถูกวิธี และสามารถนำไปขายเพื่อให้เกิดรายได้อีกด้วย” นางวราวรรณ กล่าว

สำหรับโครงการธนาคารขยะ นักเรียนจะนำขยะที่เก็บรวบรวมจากที่บ้านมาขายที่ธนาคารขยะของโรงเรียน โดยขยะรีไซเคิลถูกแบ่งแยกย่อยตามผลิตภัณฑ์และราคารับซื้อ 14 ด้านมหาวิทยาลัยมหิดลจะเตรียมพัฒนาโปรแกรมระบบธนาคารขยะรีไซเคิลออนไลน์ เพื่อช่วยในการจัดเก็บข้อมูลให้ถูกต้องแม่นยำ และบริหารจัดการสร้างฐานข้อมูลการคัดแยกขยะในระดับชุมชนให้เป็นระบบ เอื้อต่อการต่อยอดสู่งานวิจัยในหลากหลายสาขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กรมส่งเสริมการเกษตร สนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกลำไย พร้อมใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี
ในการตัดแต่งเพื่อควบคุมทรงพุ่ม เน้นสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพมากกว่าปริมาณ พร้อมกระจายผลผลิตคุณภาพสู่ผู้บริโภค

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ตามมติคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ปี 2561 ได้วางแผนบริหารจัดการคุณภาพและปริมาณผลผลิตลำไย
เน้นกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตและเห็นชอบให้จังหวัด พัฒนาคุณภาพผลผลิตภายใต้โครงการรณรงค์การผลิตลำไยคุณภาพ โครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ และศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) โดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพื่อตัดแต่งกิ่ง ตัดต้นเตี้ย ซึ่งจะทำให้ผลผลิตมีคุณภาพ ขายได้ในราคาดี

ลำไย เป็นไม้ผลเศรษฐกิจ มีแหล่งผลิตสำคัญทั้งในภาคเหนือ และภาคตะวันออก โดยภาคเหนือ ปลูกกันมากใน 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำปาง ลำพูน ตาก แพร่ และน่าน มีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมกว่า 6,500 ราย และส่งเสริมการผลิตลำไยให้ได้ตามมาตรฐาน GAP ในเกษตรกร 1,950 ราย ส่วนการกระจายผลผลิต ซึ่งคาดการณ์ว่าผลผลิตลำไยภาคเหนือ ปี 2561 จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดรวม 654,329 ตัน และจะออกมากในเดือนสิงหาคม ร้อยละ 36.40 เป็นผลผลิตในฤดูกาล 381,498 ตัน

มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ร้อยละ 1.08 และเป็นผลผลิตนอกฤดูกาล 272,831 ตัน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ร้อยละ 15.74 เนื่องจากกรมส่งเสริมการเกษตร ส่งเสริมให้มีการปรับเปลี่ยนมาผลิตลำไยนอกฤดูกาลเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ในสัดส่วน นอกฤดู 60 ต่อในฤดู 40 ทำให้ผลผลิตในฤดูลดลง ส่วนด้านการบริหารจัดการลำไยภาคเหนือ ในฤดู ปี 2561 ตามที่คาดการณ์นั้น จะมีปริมาณ 381,498 ตัน

โดยจะส่งเสริมการบริโภคผลสดภายในประเทศ ประมาณ 28,084 ตัน คิดเป็นร้อยละ 7.36 ด้วยวิธีกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตผ่านช่องทางต่างๆ เช่น ผู้ประกอบการ Modern Trade วิสาหกิจชุมชน การกระจายผ่านเครือข่ายสหกรณ์การเกษตร เป็นต้น เพื่อการส่งออก ประมาณ 82,544 ตัน คิดเป็นร้อยละ 21.64 และผลิตภัณฑ์แปรรูป คิดเป็นร้อยละ 71 อาทิ การแปรรูปอบแห้งทั้งเปลือก แปรรูปอบแห้งเนื้อสีทอง ลำไยกระป๋อง น้ำเลำไยสกัดเข้มข้น

ในปีนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร สนับสนุนให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการรณรงค์การผลิตลำไยคุณภาพเพื่อพัฒนาคุณภาพผลผลิต โดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีการตัดแต่งช่อผล ตัดต้นเตี้ยมาช่วยในการผลิตในโครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (ลำไย) จำนวน 53 แปลง ส่งผลให้ผลผลิตมีคุณภาพเพิ่มขึ้น เป็นเกรด AA และ A คาดว่าจะมีผลผลิตลำไยคุณภาพออกมาประมาณ 27,000 ตัน และในบางแปลงสามรถผลิตลำไยเกรด AAA ส่งขายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เช่น สยามพารากอน ได้ นอกจากนั้น กรมส่งเสริมการเกษตร

ร่วมกับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด นำผลผลิตทางการเกษตรเข้าสู่ระบบตลาดออนไลน์ โดยผลผลิตลำไยแปลงใหญ่ ในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน และน่าน จะเป็นจังหวัดนำร่องในการค้าขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ ด้วยระบบ E-Market ผ่าน Thailandpostmart.com โดยแบ่งลักษณะสินค้าออกเป็น 2 กลุ่ม คือ Business to Business หรือ B2B คือ การขายส่งสินค้าในปริมาณมาก ให้ทั้งตลาด Modern trade โรงแรมห้างสรรพสินค้า ผู้ผลิต เป็นต้น และ Business to Customer หรือ B2C จะเป็นการขายส่งตรงถึงมือผู้บริโภค อันเป็นสินค้าคุณภาพ เกรดพรีเมี่ยม ส่งผลให้สินค้าจะขายได้ในราคาที่สูงขึ้นนั่นเอง

ศพก. : ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร เป็นหนึ่งในงานตามนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นเจ้าภาพหลัก นำไปสู่การปฏิบัติร่วมกับหน่วยงาน บุคลากรในทุกอำเภอ อำเภอละ 1 แห่ง (มีทั้งหมด 882 แห่ง ทั่วประเทศ) เพื่อนำตัวอย่างเกษตรกรต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในพื้นที่ มาเป็นตัวอย่างในการขยายผล เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ ดูงานของเกษตรกรรายอื่นๆ ที่สนใจ ในลักษณะเกษตรกรสอนเกษตรกร โดยมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นพี่เลี้ยงคอยสนับสนุนข้อมูลข่าวสารทางวิชาการ วัสดุอุปกรณ์ และเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็น

ผลการดำเนินงาน ศูนย์เรียนรู้ฯ ตำบลทุ่งคาโงก อำเภอเมืองพังงา จังหวัดพังงา ถือว่าประจักษ์ชัด คุณนิพนธ์ สุขสะอาด เกษตรจังหวัดพังงา เล่าว่า ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ตำบลทุ่งคาโงก อำเภอเมืองพังงา เป็น 1 ในจำนวน 8 ศูนย์ ของจังหวัดพังงา ที่เริ่มดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 โดยดำเนินการในพื้นที่ของเกษตรกรต้นแบบ คุณสุทัศน์ กาละสังข์ ซึ่งมีพื้นที่ทำการเกษตรอยู่ที่ บ้านเลขที่ 55 หมู่ที่ 1 ตำบลทุ่งคาโงก อำเภอเมืองพังงา

กิจกรรมหลักคือ การปลูกปาล์มน้ำมัน ในพื้นที่ 6 ไร่ มีปาล์มน้ำมันอายุ 7 ปี จำนวน 123 ต้น จากการพิจารณาคัดเลือกของคณะกรรมการพัฒนาการเกษตรของอำเภอ และความสมัครใจของเกษตรกรต้นแบบที่มีความมานะพยายาม และให้ความสำคัญกับการพัฒนาอาชีพเกษตรมาอย่างยาวนาน หลังจากที่สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองพังงา ได้คัดเลือกแปลงต้นแบบแล้วก็ได้แนะนำขั้นตอนของการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ฯ

ส่งไปอบรมดูงาน และสนับสนุนปัจจัยการผลิตที่จำเป็น รวมทั้งการพัฒนาอาคารสถานที่ให้เหมาะแก่การให้บริการผู้ที่มาศึกษาเรียนรู้ ห้องน้ำ ฐานการเรียนรู้ แปลงเรียนรู้ (ปาล์มน้ำมัน) และที่สำคัญที่สุดคือ เกษตรกรเจ้าของแปลงที่มีความพร้อมในการเป็นวิทยากรและพร้อมที่จะพัฒนา เพิ่มเติมความรู้ตลอดเวลา รวมทั้งการเก็บสะสมองค์ความรู้ (Knowledge) ที่เป็นรูปธรรม สามารถนำเสนอ เปรียบเทียบ บอกต่อและนำไปสู่การปฏิบัติที่เกิดผลในเชิงประจักษ์ได้จริงๆ

คุณสุทัศน์ กาละสังข์ เกษตรกรเจ้าของแปลงเรียนรู้ฯ แห่ง ศพก. ทุ่งคาโงก ได้เล่าให้ฟังว่า ในอดีตแปลงปาล์มน้ำมันของตนเองแปลงนี้ ได้รับการดูแลและการจัดการมาอย่างดีตลอด ตั้งแต่ปลูกจนถึงอายุ 5 ปี (พ.ศ. 2559) การจัดการดิน จัดการปุ๋ย การดูแลโดยทั่วไปตามคำแนะนำของนักวิชาการบ้าง พัฒนาการเรียนรู้เองบ้าง ผลผลิตปาล์มก่อนปี 2559 โดยเฉลี่ย ครั้งละ 750 กิโลกรัม (เก็บเกี่ยวทุก 15 วัน) หรือเฉลี่ยปีละ 3 ตัน ต่อไร่ แต่หลังจากที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นศูนย์เรียนรู้ต้นแบบได้นำหลักวิชาการมาใช้เต็มรูปแบบ

ทั้งการตรวจวิเคราะห์ดิน การกำจัดวัชพืชโดยใช้วิธีตัดหญ้า (ไม่ใช้ยาฆ่าหญ้า) การป้องกันกำจัดศัตรูพืช การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ การเก็บเกี่ยวผลปาล์มที่สุกเต็มที่ การตัดแต่งทางใบ ผลการเปลี่ยนแปลงเห็นผลชัดเจนแล้ว คือ 1. ผลผลิตปาล์มติดทะลายดกตลอดทั้งปี ในขณะที่แปลงอื่นๆ ผลผลิตลดลงตามช่วงฤดู 2. ความสมบูรณ์ของผลปาล์ม ขนาดของทะลาย และน้ำหนักรวมของทะลายเพิ่มมากขึ้น 3. น้ำหนักรวมของผลผลิตในการเก็บเกี่ยวแต่ละครั้งเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการจดบันทึกตัวเลขผลผลิตในแต่ละรอบ ปี 2559 ผลผลิตเฉลี่ย 3.5 ตัน ต่อไร่ ต่อปี เพิ่มขึ้นเป็น 4 ตัน ต่อไร่ ต่อปี ในปี 2560 และคาดว่าในปี 2561 ผลผลิตเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นเป็น 5 ตัน ต่อไร่ ต่อปี

จากผลความสำเร็จดังกล่าว เป็นที่น่าสนใจของเพื่อนเกษตรกรทั้งใกล้ไกล ที่เริ่มเข้ามาเรียนรู้อย่างจริงจังมากขึ้น ตามเจตนาของนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งขณะนี้ศูนย์เรียนรู้ฯ แห่งนี้ มีความพร้อมในการให้บริการผู้ที่เข้ามาเรียนรู้ ซึ่งประกอบด้วยแปลงเรียนรู้เรื่องการผลิตปาล์มน้ำมัน ฐานการเรียนรู้จำนวน 7 ฐาน ได้แก่ ฐานการเรียนรู้เรื่องการทำปุ๋ยหมักและน้ำหมัก ฐานการเรียนรู้เรื่องการผสมปุ๋ยเคมีและการบริหารจัดการกองทุนปุ๋ยของกลุ่ม ฐานการเรียนรู้เรื่องการปลูกกล้วยหอมทองแซมในสวนปาล์มน้ำมัน

การปลูกผักปลอดภัย การเลี้ยงปลาดุกในบ่อดินในสวนปาล์มน้ำมัน การเลี้ยงสุกรในสวนปาล์มน้ำมัน การเลี้ยงกบในบ่อซีเมนต์ และศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ยังได้มีหลักสูตรในการให้บริการความรู้แก่สมาชิก และเกษตรกรผู้สนใจตามศักยภาพของศูนย์ ได้แก่ หลักสูตรการเลี้ยงสุกร การเลี้ยงปลา การผสมปุ๋ยเพื่อลดต้นทุน การขยายพันธุ์พืช การตรวจวิเคราะห์ดิน การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ การปลูกพืชเสริมรายได้ และการจัดทำบัญชีครัวเรือน เป็นต้น

นอกจากการทำหน้าที่บริการให้ความรู้ในฐานะศูนย์หลักแล้ว ยังได้เชื่อมโยงกับแหล่งเรียนรู้อื่นๆ ภายในอำเภอเมืองพังงา เช่น ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ศูนย์เรียนรู้เรื่องเกษตรผสมผสานตำบลป่ากอ ศูนย์เรียนรู้เกษตรผสมผสานตำบลตากแดด ศูนย์การเรียนรู้การผสมปุ๋ยใช้เองตำบลบางเตย ศูนย์การเรียนรู้การปลูกพืชแซมในสวนปาล์มน้ำมัน (มะม่วงหิมพานต์ตัดยอด) และศูนย์การเรียนรู้การแปรรูปผลผลิตเกษตร (น้ำพริกกุ้งเสียบ) ตำบลนบปริง การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้กับฐานต่างๆ เหล่านี้เป็นการเพิ่มศักยภาพ และความเข้มแข็งให้กับ ศพก.แห่งนี้มากขึ้น ทำให้ได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมการคัดเลือก ศพก. ดีเด่น ระดับจังหวัด ปี 2561 ให้เป็น ศพก. ดีเด่น ของจังหวัดพังงา

ผลงานดีเด่นในเชิงประจักษ์ ที่ ศพก. ทุ่งคาโงกแห่งนี้ มีความภาคภูมิใจมากที่สุด คือการพิสูจน์ทราบว่า การจัดการดิน และการใช้ปุ๋ยผสมตามค่าวิเคราะห์ดิน สามารถทำให้ปาล์มน้ำมันให้ผลผลิตสูงขึ้นได้จริง มีผลผลิตดกทั้งปี และมีต้นทุนการผลิตที่ลดลงได้จริง โดยคุณสุทัศน์ได้เปรียบเทียบตัวเลขให้เห็นดังนี้

ในภาพรวมเฉพาะแปลงเรียนรู้ต้นแบบปาล์มน้ำมันของ ศพก.แปลงนี้ ในเนื้อที่ 6 ไร่ สามารถเพิ่มผลผลิตได้จริง สูงกว่าค่าเฉลี่ยของจังหวัดพังงา จาก 3 ตัน เป็น 5 ตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 67 ส่วนประเด็นเปรียบเทียบต้นทุนการผลิต (เฉพาะค่าปุ๋ยเคมี) เปรียบเทียบกับปุ๋ยเคมีสำเร็จรูปในท้องตลาด ในอัตราการใช้ปุ๋ยที่เท่ากันต่อต้นต่อปี จากไร่ละ 4,500 บาท เป็นไร่ละ 3,000 บาท หรือลดลงร้อยละ 33 ซึ่งนับว่าเป็นตัวอย่าง และต้นแบบที่น่าจะนำไปขยายผลอย่างจริงจัง เพื่อให้เกษตรกรสามารถมีรายได้เพิ่มขึ้นและต้นทุนการผลิตที่ลดลง ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่เรียกว่า “กำไร” จริงๆ เสียที

นายประยงค์ ภูดินทราย เกษตรจังหวัดปราจีนบุรี เป็นประธานการอบรมหลักสูตรเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ โครงการพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ ครั้งที่ 1 จัดโดยสำนักงานเกษตรจังหวัดปราจีนบุรี ระหว่าง วันที่ 10-13 กรกฎาคม 2561 ณ ห้องประชุมสำนักงานเกษตรจังหวัดปราจีนบุรี อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมและพัฒนา Young Smart Farmer

ให้เป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ที่มีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ นวัตกรรม ฐานข้อมูล เครือข่ายในการทำธุรกิจเกษตร เป็นผู้นำด้านเกษตร 4.0 พัฒนาและยกระดับผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่สู่การเกษตรตามมาตรฐานสินค้าและการตลาดสากล รวมทั้งสร้างและพัฒนาศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็นศูนย์ต้นแบบในการเตรียมความพร้อมและพัฒนาเกษตรกรสู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ รวมถึงการเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีสมัยใหม่ นวัตกรรม ธุรกิจเกษตร ฐานข้อมูล และการเชื่อมโยงเครือข่ายภาคการเกษตร

โดย นายประยงค์ กล่าวว่า “ประเทศไทย เป็นเมืองเกษตรกรรม มีศักยภาพทางภูมิประเทศ ภูมิอากาศที่เหมาะสมกับการทำการเกษตรและได้เปรียบประเทศอื่น และปัจจุบันเกษตรกรไทยอยู่ในวัยสูงอายุเป็นส่วนใหญ่ จำเป็นต้องพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ Young Smart Farmer โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมที่จะสนับสนุนด้านการเกษตรให้แก่ Young Smart Farmer”

นายประยงค์ กล่าวเสริมว่า “ในการทำการเกษตรนั้น นอกจากลดต้นทุนการผลิต เกษตรกรต้องมี 3 ภาพที่ต้องคำนึงถึง ได้แก่ ประสิทธิภาพ คุณภาพ และสร้างภาพ หรือการ PR ประชาสัมพันธ์ให้ผลผลิต ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ ทำให้ผลผลิต/ผลิตภัณฑ์ของเราเป็นที่รู้จักและยอมรับแก่ผู้บริโภคมากขึ้น”

ซึ่งกิจกรรมการอบรมครั้งนี้ประกอบไปด้วย การเขียนโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนสินเชื่อจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มาตรฐานสินค้าเกษตร มาตรฐานอาหาร/primary GMP (อย.) ภาษีและการนำเข้าส่งออก มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) มาตรฐานสินค้า OTOP ความต้องการสินค้าเกษตรในปัจจุบัน การจัดทำบัญชี และการเชื่อมโยงเครือข่ายในการพัฒนาธุรกิจ ซึ่งมีเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ Young Smart Farmer ของจังหวัดปราจีนบุรีเข้าร่วม 50 ราย และจะจัดอบรม ครั้งที่ 2 ในระหว่าง วันที่ 7-10 สิงหาคม 2561 เพื่อเสริมความรู้ที่จำเป็นในการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ต่อไป

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบกลางเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ปี 2560 เพิ่มเติมวงเงิน 3,136.735 ล้านบาท เนื่องจากกรอบวงเงินตามที่ ครม. อนุมัติให้ไว้ไม่เพียงพอ โดยอุทกภัย จากพายุตาลัสและเซินกา ระหว่าง วันที่ 5 ก.ค.-15 ส.ค. 2560 และพายุทกซูรี ระหว่าง 16 ส.ค.-31 ต.ค. รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณ เพื่อช่วยเหลือครัวเรือนละ 3,000 บาท รวมกรอบวงเงิน 6,027.659 ล้านบาท แต่คณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัด (อกพ.) ได้พิจารณาความเสียหายและผลกระทบที่รัฐต้องเยียวยาเกษตรกรวงเงิน 7,312.347 ล้านบาท ส่งผลให้เงินช่วยเหลือเกษตรกรไม่เพียงพอ ต้องของบประมาณเพิ่มเติม 1,284.688 ล้านบาท

นอกจากนี้ เมื่อปลายปี 2560 เกิดอุทกภัยเพิ่มขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ 13 จังหวัด เกษตรกรได้รับผลกระทบ จำนวน 617,349 ครัวเรือน อกพ. ได้สำรวจความเสียหายและวงเงินที่ต้องจ่ายชดเชยให้เกษตรกรครัวเรือนละ 3,000 บาท รวมเงิน 1,852.047 ล้านบาท

พล.ท. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม. มีมติเห็นชอบแนวทางการแก้ปัญหามะพร้าว โดยห้ามการนำเข้ามะพร้าวชั่วคราวในช่วงเวลา 3 เดือน หรือระหว่างเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่สินค้ามะพร้าวของไทยให้ผลผลิตมาก มาตรการดังกล่าวจะช่วยพยุงราคามะพร้าวภายในประเทศไม่ให้ราคาตกต่ำ เนื่องจากการตีตลาดของมะพร้าวที่นำเข้า

สำหรับในปี 2561 คาดว่า ผลผลิตต่อไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่ปริมาณ 0.833 ล้านตัน และ 754 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 0.860 ล้านตัน และ 783 กิโลกรัม ต่อไร่ หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 3.27 และร้อยละ 3.85 ตามลำดับ คาดว่ามีปริมาณความต้องการใช้ 1.1 ล้านตัน ลดลง ร้อยละ 22.05 จากปี 2560 (1.413 ล้านตัน)