ทั้งนี้ มก. พยายามติดตามนกอพยพเพื่อให้นักศึกษาและนักท่องเที่ยว

ได้เรียนรู้และรักนกเหยี่ยว เพื่อร่วมกันอนุรักษ์นกที่เป็นประโยชน์ต่อธรรมชาติในการควบคุมแมลงศัตรูพืชได้ ซึ่งจากการศึกษาเก็บข้อมูลที่เขาเรดาร์เป็นจุดดูเหยี่ยวอพยพที่ดีมาก ขณะเดียวกัน ยังมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาแวะชม พร้อมกับมาพักโรงแรมรีสอร์ตในชุมชน

“เหยี่ยวเหล่านี้จะมากินหนู แมลงต่างๆ ที่ทำลายพืชผลทางการเกษตร จึงไม่ควรไปทำร้ายไปรวบกวน ควรปล่อยให้ใช้ชีวิตไปทำหน้าที่นักล่าในระบบนิเวศ ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามกฎหมาย เป็นต้นทุนธรรมชาติที่ทุกคนต้องร่วมกันอนุรักษ์ ไม่ควรจับมาเลี้ยง หรือทำลาย สำหรับผู้สนใจเที่ยวชมขอแนะนำให้ใส่เสื้อแขนยาว ขายาว แว่นกันแดด และที่สำคัญมีอุปกรณ์กล้องดูนก” ผศ.น.สพ.ดร.ไชยยันต์กล่าว

อุดรธานี – นางไพรี ภูหนองโอง เจ้าของนาบัว ที่บ้านหนองฮาง หมู่ 4 ต.เชียงพิณ อ.เมืองอุดรธานี เผยว่า เคยทำนาในเนื้อที่ 13 ไร่ แต่เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมาน้ำท่วมนา ข้าวทำให้เสียหายขาดทุน จึงหันมาทำนาบัวแทน โดยสัปดาห์หนึ่งเก็บดอกขาย 2 ครั้ง ในราคาดอกละ 75-80 สตางค์ แต่ในช่วงเดือนไหนมีวันพระหรือวันสำคัญทางพุทธศาสนา ราคาสูงขึ้นถึงดอกละ 1 บาท ครั้งหนึ่งเก็บได้ 3-4 พันดอก มีรายได้ต่อเดือน 15,000-20,000 บาท

นางเพชร พรมจันทน์ แม่ค้าจากนครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาวกล่าวว่า มารับซื้อดอกบัวที่นาบัวแถวนี้ 5 ปีแล้ว เพื่อไปขายในตลาดเช้า ที่ สปป.ลาว เนื่องจากดอกบัวที่ลาวไม่เพียงพอ ยิ่งใกล้เทศกาลออกพรรษาจะใช้จำนวนมาก ในวันเดียวกันนี้ได้สั่ง 2,000 ดอก ซึ่งในตอนนี้ดอกบัวที่ฝั่งลาวดอกละ 2-2.50 บาท

วันนี้ (12 ตุลาคม 2560) นายวนัส แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เครือเบทาโกร นำคณะผู้บริหารและพนักงานร่วมถวายภัตตาหารเช้า ทอดผ้าบังสุกุล ถวายจตุปัจจัยไทยธรรม และตักบาตรเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในโอกาสครบ 1 ปี สวรรคต พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พร้อมร่วมประดับต้นดาวเรืองบริเวณหน้าอาคาร เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ณ อาคารเบทาโกร ทาวเวอร์ กรุงเทพฯ

นายณัฐพล รังสิตพล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยภายหลัง นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบาย สมอ. ว่าขณะนี้ สมอ.กำลังเจรจากับสายการบินไทยสมายล์ เพื้อนำร่องนำสินค้าที่ผ่านมาตรฐานสินค้าชุมชนไปสู่มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) ไปจำหน่ายบนเครื่องบิน คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในต้นปี 2561 และเตรียมขยายไปยังสายการบินนกแอร์ และบางกอกแอร์เพิ่มเติมในระยะต่อไป

นอกจากนี้ สมอ.ยังเตรียมพัฒนามาตรฐานตัวใหม่สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และผู้ประกอบการเริ่มต้น (สตาร์ตอัพ) ภายใต้มาตรฐาน “มอก.Lite” ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็กที่เพิ่งเริ่มต้นกิจการ แต่ไม่ใช่สินค้าชุมชนและไม่ใช่มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) แบบเดียวกับผู้ประกอบการรายใหญ่

“จุดประสงค์ที่จะดำเนินการให้ผู้ประกอบการที่เริ่มต้นหรือสตาร์ตอัพ แต่ไม่ใช่สินค้าชุมชน เพื่อให้มีมาตรฐานสามารถพัฒนาขยายตลาดได้อย่างเป็นระบบ รวมถึงการดูแลทรัพย์สินทางปัญญาและหลังจากมีการเติบโตก็จะเข้าสู่ มอก.ปกติ” เลขาฯ สมอ.กล่าว

สมัยวัยเรียน ปิดเทอมผมมักถูกส่งไปอยู่บ้านญาติต่างจังหวัด ฝ่ายพ่อบ้าง ฝ่ายแม่บ้าง นัยว่าให้เป็นทูตเยี่ยมเยือนแทนตัวพ่อแม่ เป็นเช่นนี้จนผมเข้ามัธยมศึกษาตอนปลาย ผมจึงกลายเป็นตัวแทนตระกูล ได้รู้จักมักคุ้นญาติผู้ใหญ่รวมทั้งรุ่นเดียวกันมากกว่าลูกหลานบ้านอื่น

อยู่บ้านในกรุงเทพฯ เช้าก็ไม่ได้ออกไปไหน เมื่อได้ออกต่างจังหวัด ตกเช้า บรรดาลุงป้าน้าอาจะพาหลานไปอวด ตามตลาด ตามบ้านญาติคนอื่น และสุดท้าย มาตกนั่งร้านกาแฟ บอกหลานว่าอยากกินอะไรก็สั่งเอาตามใจชอบ จะเป็นไข่ลวก กาแฟ ชานม โกโก้ ปาท่องโก๋ โดนัท ข้าวเหนียวหน้าสังขยา ฯลฯ ส่วนท่านจะไปคว้าหนังสือพิมพ์เช้านั้นมาอ่าน หรือคุยกับมิตรสหายคอกาแฟด้วยกัน

เมื่อเวลา 07.09 น. วันที่ 13 ตุลาคม ที่บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายวิเชียร จันทรโณทัย ผวจ.นครราชสีมา พร้อม พลตำรวจโทดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 นำพสกนิกรชาวจังหวัดนครราชสีมาทุกหมู่เหล่ากว่า 5 พันคน ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร สวรรคต ครบ 1 ปี แด่พระสงฆ์จำนวน 89 รูป มีข้าราชการ และประชาชน ในพื้นที่แต่งกายชุดไว้ทุกข์ นำข้าวสารอาหารแห้งมารอใส่บาตรกัน จนเต็มพื้นที่รอบลาน ฯ ย่าโม

บรรยากาศเป็นไปด้วยความลัย เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงอุทิศพระวรกายประกอบพระราชกรณียกิจซึ่งนำมายังประโยชน์สุขและความเจริญรุ่งเรืองแก่ประชาชนชาวไทย และประเทศชาติตลอดช่วงเวลาที่พระองค์ทรงครองราชย์

ศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร (KU – OAE Foresight Center : KOFC) โดย ดร.ภูมิศักดิ์ ราศรี ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) พร้อมด้วย ผศ.ดร.กัมปนาท เพ็ญสุภา ผอ.ศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) เปิดเผยว่า จากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2560 ได้มีมติเห็นชอบในหลักการแนวทางการจัดประชารัฐสวัสดิการ การให้ความช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอให้กับผู้มาลงทะเบียนรายได้น้อยที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติตรงตามที่กำหนดแล้ว โดยบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 เป็นการลดค่าใช้จ่ายการดำรงชีพ และส่วนที่ 2 เป็นเรื่องของการเดินทาง

อย่างไรก็ตาม วงเงินทั้งหมดหากประชาชนใช้ไม่หมดจะถูกตัดยอดทันทีไม่มีการสะสมในเดือนถัดไปและถึงรอบวันที่ 1 ของทุกเดือน วงเงินจะถูกปรับเป็นค่าเริ่มต้นของวงเงินแต่ละสวัสดิการเสมอขณะที่มาตรการค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้าให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้มาตรการที่เคยดำเนินการมาไปพลางก่อน โดยการจัดประชารัฐสวัสดิการผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นการดำเนินการตามแนวนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมในสังคม โดยกำหนดให้มีการสนับสนุนค่าใช้จ่ายบางส่วนที่จำเป็นในการดำรงชีพให้แก่ผู้มีรายได้น้อย เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ซึ่งได้เห็นชอบให้บรรจุกรอบวงเงินเพื่อการดำเนินการดังกล่าวไว้ในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 (รายการกองทุนประชารัฐ เพื่อเศรษฐกิจฐานราก) ไว้เป็นวงเงินรวมทั้งสิ้น 46,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2560 กระทรวงการคลังได้สรุปข้อมูลยอดผู้ลงทะเบียนมีทั้งสิ้น 14,176,170 คน โดยมีจำนวนผู้ลงทะเบียนที่ผ่านหลักเกณฑ์ที่กำหนด จำนวน 11,431,681 คน แบ่งเป็นผู้ลงทะเบียนที่มีอาชีพเกษตรกร จำนวน 3,322,214 คน ไม่ใช่เกษตรกร จำนวน 8,109,467 คน

หมายเหตุ 1. ข้อมูลจำนวนผู้ลงทะเบียนที่ผ่านหลักเกณฑ์ตามประกาศ ณ วันที่ 15 ก.ย. 60

อาชีพเกษตรกรรม ประกอบด้วย ทำเกษตรกรรมปลูกพืช, เลี้ยงสัตว์ และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร ได้วิเคราะห์ผลกระทบดังกล่าวภายใต้สมมติฐานที่ว่าในปีงบประมาณ 2561 (ต.ค. 60 – ก.ย. 61) ผู้ผ่านสิทธิ์ 11.43 ล้านคน มีการใช้จ่ายเต็มวงเงินงบประมาณในหมวดที่ 1

การลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ส่วนที่เหลือเป็นงบประมาณการใช้จ่ายในหมวดที่ 2 การลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ภาพรวม พบว่า มีผู้ผ่านสิทธิ์ 11.43 ล้านคน ใช้งบประมาณ 46,000 ล้านบาท จะทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ ประมาณ 118,077.82 ล้านบาท และเมื่อพิจารณาผลกระทบในภาคเกษตร พบว่า มีเกษตรกร 3.32 ล้านคน ใช้งบประมาณ 13,368.59 ล้านบาท จะทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจในภาคเกษตร 21,215.50 ล้านบาท แบ่งเป็น มูลค่าในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคมากที่สุด คิดเป็นมูลค่า 21,134.27 ล้านบาท รองลงมาเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง คิดเป็นมูลค่า 70.73 ล้านบาท และส่วนลดในการซื้อก๊าซหุงต้ม คิดเป็นมูลค่า 10.50 ล้านบาท ตามลำดับ

หากพิจารณาถึงผลกระทบต่อภาคการเกษตรรายสาขา พบว่า สาขาการผลิตที่ได้รับผลกระทบทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ สาขาการทำนา คิดเป็นมูลค่า 8,542.02 ล้านบาท รองลงมาเป็นสาขาการเลี้ยงสัตว์ปีก คิดเป็นมูลค่า 2,753.76 ล้านบาท สาขาการเลี้ยงสุกร คิดเป็นมูลค่า 2,270.93 ล้านบาท สาขาการทำไร่พืชตระกูลถั่ว คิดเป็นมูลค่า 1,235.53 ล้านบาท และสาขาการปศุสัตว์ คิดเป็นมูลค่า 1,177.83 ล้านบาท

สำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย พบว่า ในภาคการเกษตร ภาครัฐควรเน้นการแก้ปัญหาไปที่การพัฒนาความรู้ทักษะการประกอบอาชีพที่มีความสอดคล้องและเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นการพึ่งพาตัวเองอย่างยั่งยืน ซึ่งโครงการบัตรสวัสดิการอาจเป็นการสร้างภาระให้กับภาครัฐในการบริหารงบประมาณจำนวนมหาศาล ดังนั้น ในระยะต่อไปควรปรับแนวคิดจาก “Welfare” ให้เป็น “Workfare” เพิ่มมากขึ้น เน้นให้ผู้เดือดร้อนที่ยังพอมีศักยภาพอยู่สามารถพัฒนาตนเองให้พึ่งตนเองได้ หรือกลับเข้าไปแข่งขันในตลาดแรงงานได้อย่างสมบูรณ์ ควรเพิ่มมาตรการในการตรวจสอบข้อมูลอย่างเข้มงวด รวมไปถึงการกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ที่แจ้งข้อมูลเท็จโดยเฉพาะกลุ่มคนในระบบภาษี ทั้งนี้ ในอนาคตควรสร้างความหลากหลายในการบริการสวัสดิการเพื่อรองรับทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยต้องหาความต้องการที่แท้จริงในแต่ละกลุ่มเป้าหมายก่อน

นายเรวัติ หทัยสัตยพงศ์ ประธานคณะกรรมการโครงการรณรงค์บริโภคไข่ ไก่ 300 ฟอง เปิดเผยว่า สมาคมผู้ผลิต ผู้ค้าและส่งออกไก่ไข่ ร่วมกับสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ และเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ ร่วมกันจัดกิจกรรมคืนความสุขแก่ผู้สูงอายุด้วยการปรุงเมนู “ไข่พระอาทิตย์ของพ่อ” จัดเลี้ยงแก่ผู้สูงวัยในสถานสงเคราะห์คนชราบ้านบางแค2 จำนวน 150 คน เพื่อถวายพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร วันที่ 13 ตุลาคม ทั้งยังเป็นการรณรงค์เนื่องใน “วันไข่โลก” เพื่อให้ผู้บริโภคทุกเพศ ทุกวัย เห็นคุณประโยชน์ของไข่ไก่ที่สามารถรับประทานได้ทุกวัน ช่วยสร้างสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง

นายเรวัติ กล่าวว่า ไข่ไก่เป็นอาหารโปรตีนคุณภาพสูงที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของคนทุกวัย แต่คนไทยยังบริโภคไข่ไก่ในปริมาณที่ต่ำเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ดังนั้น ภาครัฐโดยกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สมาคมไก่ไข่ สหกรณ์ไก่ไข่ ภาคเอกชน และเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่จึงจัดโครงการรณรงค์บริโภคไข่ไก่ของคนไทย 300 ฟอง ตามแผนยุทธศาสตร์ไก่ไข่ พ.ศ.2557-2561 เพื่อกระตุ้นคนไทยบริโภคไข่ไก่เพิ่มเป็น 300 ฟอง/คน/ปี ภายในปี 2561 โดยไตรมาสแรกของปี 2560 มีผลสำรวจอัตราการบริโภคไข่ไก่ของคนไทยเพิ่มขึ้นเป็น 257 ฟอง/คน/ปี สูงขึ้นกว่าปี 2559 ซึ่งเป็นปีเริ่มโครงการที่มีการบริโภคประมาณ 240 ฟอง/คน/ปี หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 7

“โครงการรณรงค์ฯ นี้นอกจากจะช่วยส่งเสริมให้คนไทยได้หันมารับทานไข่ไก่เพิ่มขึ้นเพื่อเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงแล้ว นำไปสู่สังคมที่มีประชากรสุขภาพดี ยังมีส่วนช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่ไข่ของไทย เมื่อผู้บริโภคหันมาบริโภคไข่มากขึ้นจะช่วยสนับสนุนให้เกษตรกรมีความมั่นคงในอาชีพ และส่งผลดีต่อเนื่องในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ” นายเรวัติ กล่าว./

บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ด้วยการปลูกและประดับดอกดาวเรืองซึ่งเป็นดอกไม้ประจำรัชกาลที่ 9 ในกิจกรรม “ซีพีเอฟ ร้อยดวงใจ ปลูกดาวเรืองถวายพ่อหลวง รัชกาลที่ 9” ที่สถานประกอบการของซีพีเอฟ ทั้งพื้นที่สำนักงาน ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โรงงานผลิตอาหารสัตว์ โรงงานแปรรูปอาหารในประเทศไทย รวมถึงซีพีเอฟในต่างประเทศ ตลอดจนปลูกประดับที่บ้านเรือนของบุคลากรของบริษัท รวมกว่า 1 แสนต้น

นายสุขสันต์ เจียมใจสว่างฤกษ์ ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม และกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ชาวซีพีเอฟทั่วโลกร่วมกันผนึกพลังองค์กร ร่วมใจกันปลูกดาวเรืองมาตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และแจกกล้าพันธุ์และเมล็ดพันธุ์ดาวเรืองให้พนักงานและชุมชนโดยรอบนำไปปลูกที่บ้านของตนเอง เพื่อถวายพระราชกุศลแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทยทั่วประเทศไทย โดยทั้งซีพีเอฟในประเทศไทยและประเทศที่เครือซีพีและซีพีเอฟเข้าไปลงทุน อาทิ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ปากีสถาน บังกลาเทศ ลาว กัมพูชา ได้แสดงความมุ่งมั่นในการปลูกและดูแลต้นดาวเรือง กระทั่งปัจจุบันดอกดาวเรืองเริ่มทยอยเบ่งบานและคาดว่าจะบานสะพรั่งอย่างพร้อมเพรียงกันในช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพดังที่ทุกคนตั้งใจไว้

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 13 ตุลาคม ที่กระทรวงพาณิชย์ นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง และเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ ร่วมบำเพ็ญกุศลเพื่อถวายพระราชกุศลครบรอบ 1 ปี วันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 3 กระทรวงพาณิชย์ และร่วมกันปลูกต้นดาวเรือง จำนวน 1,199 ต้น บริเวณหน้ากระทรวงพาณิชย์

คุณวรรณพร พรประภา ประธานจัดงานการประชุมทางวิชาการระดับภูมิภาค “2017 IFLA ASIA-PACIFIC REGIONAL CONGRESS” กล่าวว่า “ภูมิสถาปนิกเป็นวิชาชีพที่มีความสำคัญ เนื่องจากเป็นวิชาชีพที่สามารถช่วยคิดค้น วิเคราะห์ พิจารณา และค้นหาทางออกในการแก้ไขปัญหาสภาพแวดล้อมอันเป็นปัญหาที่สั่งสมมายาวนานได้ เช่น ภาวะโลกร้อน การสูญเสียสมดุลในระบบนิเวศ เพื่อพัฒนาเมืองน่าให้อยู่และยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น นับเป็นความภาคภูมิใจของประเทศไทย ที่ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพอีกครั้ง ในการจัดกิจกรรมการประชุมทางวิชาการระดับภูมิภาค “2017 IFLA ASIA-PACIFIC REGIONAL CONGRESS” ครั้งที่ 2 ภายใต้แนวความคิด “BLUE, GREEN, AND CULTURE” อันจะสะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องกันระหว่างสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม สังคมและวิถีชีวิต เพื่อเตรียมรับมือกับยุคโลกาภิวัตน์ ที่ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ซึ่งงานการประชุมทางวิชาการระดับภูมิภาคในครั้งนี้ นับเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ภูมิสถาปนิกจากหลากหลายประเทศได้ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้เชิงวิชาการ ร่วมกันพัฒนาสภาพแวดล้อมให้เมืองมีความน่าอยู่และคุณภาพชีวิตของคนทั่วโลกที่ดีขึ้น โดยในงานจะมีกิจกรรมการเสวนาอภิปรายในหัวข้อเรื่อง “Building a Better Future for Bangkok” อันประกอบด้วยผู้มีส่วนร่วมในการวางแผนและกำหนดนโยบายจากภาครัฐ และนักพัฒนาจากภาคเอกชน เพื่อแบ่งปันความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ดีต่อการพัฒนากรุงเทพฯในอนาคตให้ดียิ่งขึ้น ต่อเนื่องด้วยกิจกรรมการเสวนาทางวิชาการโดยผู้เข้าร่วมที่มาจากสถาบันการศึกษาชั้นนำ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, Harvard University’s Graduate School of Design, ภูมิสถาปนิกผู้ออกแบบ PTT Metro Park และภูมิสถาปนิกผู้ออกแบบ Yanghwa Riverfront Park in Seoul เป็นต้น อีกทั้งผู้ที่เข้าร่วมการประชุมยังมีโอกาสได้ท่องเที่ยวไปกับผู้เชี่ยวชาญที่จะให้ความรู้เชิงลึก ในงานออกแบบและประวัติศาสตร์ของสถานที่ท่องเที่ยวของไทย อาทิ แม่น้ำเจ้าพระยา เกาะรัตนโกสินทร์ และพื้นที่มรดกโลกของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา”

คุณพงษ์ศักดิ์ เหล่ามานะเจริญ นายกสมาคมภูมิสถาปนิกประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมถึงการจัดงานครั้งนี้ว่า “การรวมตัวกันของวงการภูมิสถาปนิกโลกจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกๆ ปีเพื่อกระชับความสัมพันธไมตรีและต่อยอดแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างประเทศสมาชิก โดยจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพในแต่ละปี สำหรับประเทศไทยโดยสมาคมภูมิสถาปนิกประเทศไทยได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมระดับโลก IFLA World Congress และ ระดับภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก IFLA APR Congress อยู่หลายครั้ง และในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2560 ทางประเทศไทยโดยสมาคมภูมิสถาปนิกประเทศไทยได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพต้อนรับภูมิสถาปนิกจากกว่า 17 ประเทศทั่วภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและทั่วโลกอีกครั้ง โดยการจัดงานในครั้งนี้มีความสำคัญกับวงการภูมิสถาปนิกไทยเป็นอย่างยิ่งเพราะนอกจากจะได้มีโอกาสแสดงมิตรภาพและความมีน้ำใจ ไมตรีของคนไทยแล้ว ยัง

มีโอกาสที่จะได้เผยแพร่ผลงานของภูมิสถาปนิกไทยที่ได้รังสรรค์ไว้อย่างสวยงามทั่วประเทศ และยังเป็นการต่อยอดองค์ความรู้ทางการพัฒนาพื้นที่ทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกับการพัฒนาเมือง ให้มีความยั่งยืนและรุ่งเรืองสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาประเทศในอนาคตภายใต้หัวข้อ BLUE, GREEN, AND CULTURE.

โดยผลสำเร็จของการจัดประชุมภูมิสถาปนิกระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกนี้ ไม่เพียงแต่จะตอกย้ำถึงความสำคัญของงานภูมิสถาปัตยกรรมในการพัฒนาประเทศให้ก้าวสู่ระดับผู้นำในเอเชียแล้ว การที่ได้มีโอกาสต้อนรับภูมิสถาปนิกระดับแนวหน้าของโลก ให้ได้มาเห็นผลงานของภูมิสถาปนิกไทยและเห็นถึงแนวคิด จิตวิญญาณของการพัฒนาเมืองให้สอดคล้องกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสร้างสรรค์ น่าอัศจรรย์ และยั่งยืน ตามแนวพระราชดำริขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 อีกด้วย”

ด้าน ดร.พรธรรม ธรรมวิมล ภูมิสถาปนิก สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร พูดถึงวิสัยทัศน์ของวิชาชีพภูมิสถาปนิกที่มีต่อการพัฒนาสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมว่า “ภูมิทัศน์และภูมิสถาปัตยกรรม คือ ปรากฏการณ์ที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ หากร่องรอยในรูปของภูมิทัศน์ที่มนุษย์กระทำให้ปรากฎอยู่บนผืนแผ่นดิน คือวัฒนธรรมที่แสดงถึงวิถีชีวิต ความสุนทรีย์ และความสุขของมนุษย์ในการอาศัยอยู่บนโลก ดังนี้ วิชาชีพภูมิสถาปนิกจึงสำคัญยิ่ง เพราะมีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องการสร้างสรรค์เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์อาศัยอยู่

ในอนาคต ความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ cerrochapelco.com นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น การคุกคามอัฉริยลักษณ์บนพื้นที่ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเดิมโดยมนุษย์เอง ก็ยิ่งมีความรุนแรงมากขึ้นเช่นกัน การออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมในยุคหน้า แนวคิดการสอดประสานทรัพยากรบนพื้นโลกและมรดกทางวัฒนธรรมของพื้นที่ จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรถูกนำมาคิดวิเคราะห์ร่วมกับการออกแบบให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น การออกแบบที่ “โน้มเข้าหาธรรมชาติ” มากขึ้น รวมทั้ง “ความคิดสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆทางภูมิสถาปัตยกรรม” จะช่วยชะลอการทำลาย ชะลอการสูญหายของมรดกทางวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ ในขณะเดียวกัน ยังเป็นการเยียวยาและรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ให้อยู่ร่วมกับสังคมมนุษย์ได้อย่างสมดุลย์”

การประชุมทางวิชาการระดับภูมิภาค “2017 IFLA ASIA-PACIFIC REGIONAL CONGRESS” จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 2-5 พฤศจิกายน 2560 ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค สุขุมวิท 22

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ตลอดระยะเวลานับตั้งแต่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคตจนถึงปัจจุบัน ได้มีการบันทึกภาพการเดินทางมากราบถวายสักการะพระบรมศพ และการทำกิจกรรมจิตอาสาในด้านต่างๆ ที่ประชาชนมุ่งปฏิบัติเพื่อเป็นเครื่องระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และน้อมถวายพระราชกุศล ซึ่งความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชดำริที่จะให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการประมวลภาพเหตุการณ์แห่งความทรงจำนับแต่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต ซึ่งบันทึกไว้ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559 เป็นต้นมา เพื่อรวบรวมไว้เป็นเครื่องแสดงให้เห็นถึงความจงรัก ความภักดีและความศรัทธาของปวงเหล่าพสกนิกรที่มีต่อพระองค์ อันจะเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติ โดยมีพระราชดำริให้มีการนำภาพ
ที่จัดส่งมาทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย ไปจัดแสดงให้ประชาชนได้ร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงมีต่อประชาชนชาวไทยและประเทศชาติตลอดไป

สำนักพระราชวังขอเชิญชวนประชาชนทุกหมู่เหล่า ทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วทุกมุมโลก ร่วมส่งภาพแห่งความทรงจำและระลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 ในมุมมองต่างๆ ที่ประชาชนได้บันทึกภาพไว้นับแต่วันเสด็จสวรรคต วันที่ 13 ตุลาคม 2559 โดยสามารถจัดส่งภาพเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงแรกตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2560 และช่วงที่สอง หลังพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560

ทั้งนี้สามารถส่งภาพได้ไม่เกินคนละ 10 ภาพ และมีความละเอียดของภาพไม่เกิน 3 เม็กกะไบร์ท โดยระบุชื่อและนามสกุลของผู้ถ่ายภาพ วัน เวลา และสถานที่ของภาพ พร้อมหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ และส่งมาที่อีเมลล์ photokingrama9@mail.go.th หรือทางไปรษณีย์ที่ สำนักงานราชเลขานุการในพระองค์ 904 พระที่นั่งอัมพรสถาน ถนนนครราชสีมา แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300 , ฝ่ายทะเบียนกองกลาง อาคาร 601 สำนักพระราชวัง (สนามเสือป่า) ถนนศรีอยุธยา แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300 , กองเผยแพร่พระราชกรณียกิจ สำนักพระราชวัง อาคารศาลาลูกขุนใน ถนนหน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200
อนึ่ง ผู้ส่งภาพเข้าร่วมกิจกรรมยินดีให้ส่วนราชการในพระองค์นำภาพไปเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ได้สามารถดูรายละเอียดได้ที่ 02 – 220 – 7200 ต่อ 3401 – 3407

นายสัตวแพทย์อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ระบบการเลี้ยงสัตว์ปีกในประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นการเลี้ยงเชิงอุตสาหกรรมภายใต้ระบบฟาร์ม มีการกำหนดมาตรฐานฟาร์มอย่างชัดเจน แต่มีบางส่วนที่เลี้ยงสัตว์ปีก แบบรายย่อย ซึ่งเป็นการเลี้ยงแบบปล่อยเลี้ยงหากินเองตามธรรมชาติ โดยเลี้ยงในบริเวณบ้าน สวนผลไม้ บางราย ไม่มีโรงเรือนสัตว์ปีกอาศัยอยู่ตามต้นไม้หรือใต้ถุนบ้าน ไม่มีการกำหนดมาตรฐานฟาร์มที่ชัดเจน ทำให้มีโอกาสเสี่ยง ต่อการเกิดโรคระบาดในสัตว์ปีกได้ง่าย มีอัตราการป่วยและตายสูง ดังนั้นกรมปศุสัตว์จึงมีจัดทำโครงการยกระดับมาตรฐานการเลี้ยงสัตว์ปีกพื้นเมือง (Good Farming Management, GFM)