ทั้งนี้ วว. ได้ต่อยอดขยายผลการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ครอบคลุม

ทั่วทุกภูมิภาค กลุ่มจังหวัด จังหวัด และระดับพื้นที่อย่างเป็นระบบ โดยมีการจัดกิจกรรม Roadshow ในจังหวัดเป้าหมาย ดำเนินงานจับคู่ความต้องการกับนักวิจัย วว. และนักวิจัยภายใต้เครือข่ายความร่วมมือวิจัย ตลอดจนมีการส่งต่อผู้ประกอบการที่ได้รับพัฒนา จนสามารถยกระดับมาตรฐานและขยายโอกาสจนมีความพร้อมสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยสนับสนุนการพัฒนาให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าใน 6 ด้าน ได้แก่ 1. พัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ 2. พัฒนาและออกแบบบรรจุภัณฑ์ 3. พัฒนาและออกแบบกระบวนการผลิต 4. พัฒนาระบบมาตรฐาน 5. พัฒนาและออกแบบเครื่องจักร และ 6.พัฒนาคุณภาพวัตถุดิบต้นน้ำ

สำหรับเป้าหมายในอนาคตของ วว. ในการสร้างรายได้วิสาหกิจชุมชนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม และความคาดหวังในการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) เสริมแกร่งเศรษฐกิจของประเทศในยุค Thailand 4.0 วว. มุ่งเน้นการขยายพื้นที่ดำเนินการให้ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยทั้ง 77 จังหวัด โดยการใช้ วทน. เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนการดำเนินงาน เพื่อเสริมแกร่งเศรษฐกิจของประเทศในยุค Thailand 4.0 ในการสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง

โดยมาตรการต่างๆ ทั้งการพัฒนาการดำเนินธุรกิจ การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาด้านการตลาด ดังนี้ 1. ปัจจุบัน วว. ดำเนินโครงการฯ ครอบคลุมพื้นที่ 10 จังหวัดเป้าหมาย ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน นราธิวาส ปัตตานี กาฬสินธุ์ นครพนม ชัยนาท ตาก บุรีรัมย์ อำนาจเจริญ และจังหวัดน่าน 2. ปี 2563 มุ่งดำเนินโครงการฯ ให้ครอบคลุมพื้นที่ 45 จังหวัด และ 3. ปี 2564 มุ่งดำเนินโครงการฯ ให้ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 77 จังหวัด ของประเทศ

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี เห็นชอบในหลักการและมีมติเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2561 อนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จัดทำมาตรการประชารัฐเพื่อลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร และเพิ่มศักยภาพการผลิตภาคการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินโครงการสนับสนุนการผลิตหรือจัดหาปุ๋ยสั่งตัดผ่านสถาบันเกษตรกร

ซึ่งดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2561 ถึง 30 เมษายน 2563 โดยมีเป้าหมายสถาบันเกษตรกร 500 แห่งทั่วประเทศ วงเงิน 3,600 ล้านบาท ด้วยการส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ปุ๋ยตามค่าการวิเคราะห์ธาตุอาหารพืชที่มีอยู่ในดินของแต่ละพื้นที่ ให้การสนับสนุนสินเชื่อจากแหล่งเงินทุน ธ.ก.ส. สำหรับเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้แก่สถาบันเกษตรกรในการผลิตหรือจัดหาปุ๋ยสั่งตัดจำหน่ายให้กับสมาชิกสถาบันเกษตรกรและเกษตรกรทั่วไป ซึ่งจะสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิต (ค่าปุ๋ยเคมี) ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังจัดอบรมให้ความรู้เรื่องการวิเคราะห์ดินและปุ๋ยจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร

สศก. ได้ติดตามและประเมินผลโครงการสนับสนุนการผลิตหรือจัดหาปุ๋ยสั่งตัดผ่านสถาบันเกษตรกรพบว่า มีสถาบันเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 202 แห่ง (ร้อยละ 40.4 ของเป้าหมาย) จำนวนสถาบันเกษตรกรได้ขอรับสนับสนุนเงินกู้ 5 แห่ง วงเงิน 18.32 ล้านบาท (ร้อยละ 0.51 ของวงเงิน) เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการผลิตหรือจัดหาปุ๋ยสั่งตัดให้กับเกษตรกร ทั้งนี้ พบว่า สถาบันเกษตรกรส่วนใหญ่มีเงินทุนการดำเนินงานอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มเติม ซึ่งเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ส่วนใหญ่เห็นว่าช่วยลดต้นทุน เกษตรกรได้ปุ๋ยที่มีคุณภาพและมีความรู้เรื่องการใช้ปุ๋ยผสมเอง

จากการติดตามข้อมูล กลุ่มปรับปรุงคุณภาพไม้ผลบ้านทุ่งสงคราม อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี พบว่า ได้รับสนับสนุนสินเชื่อ 336,540 บาท มีจำนวนสมาชิก 33 ราย ทดลองใช้ปุ๋ยสั่งตัดในไม้ผล/ไม้ยืนต้น เฉลี่ยรายละ 4 ไร่ ได้นำผลการตรวจดิน และผสมแม่ปุ๋ยตามตารางผสมปุ๋ยที่ได้รับจากกรมวิชาการเกษตร ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลงถึงร้อยละ 30 รวมทั้งพืชมีลำต้นที่แข็งแรงและลดการระบาดของโรค สำหรับสหกรณ์การเกษตรสามชุก จำกัด อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ได้รับสินเชื่อวงเงิน 10 ล้านบาท ใช้ในการจัดหาแม่ปุ๋ย ดำเนินการผลิตปุ๋ยผสมตามสูตรที่สมาชิกสั่งซื้อ และจำหน่ายให้กับสมาชิกและเกษตรกรทั่วไป ในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดเฉลี่ยกระสอบละ 40-90 บาท ช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ร้อยละ 29 เช่นกัน

รองเลขาธิการ สศก. กล่าวทิ้งท้ายว่า ในภาพรวมพบว่า เกษตรกรมีความพึงพอใจระดับมากที่สุดในนโยบายของรัฐและชนิดปุ๋ยที่ผลิต เนื่องจากตรงต่อความต้องการทั้งด้านคุณภาพและราคาปุ๋ย ซึ่งเกษตรกรจะนำความรู้และเทคนิคไปขยายผลในพื้นที่อื่นๆ รวมทั้งถ่ายทอดให้กับเกษตรกรทั่วไปอีกด้วย อย่างไรก็ตาม เกษตรกรยังต้องการองค์ความรู้เพิ่มเติม โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีปุ๋ยสั่งตัดเพื่อเพิ่มผลผลิต โดยต้องการให้หน่วยงานภาครัฐจัดทำแปลงสาธิตการใช้ปุ๋ยสั่งตัด เพื่อให้เกษตรกรเกิดความมั่นใจและเกิดการยอมรับภายในชุมชนต่อไป ทั้งนี้ สำหรับเกษตรกรหรือสหกรณ์การเกษตรที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดโครงการเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ

กรมประมง แจงโซเชียล “กระเบนนก” ย้ำไม่ผิดกฎหมาย แต่ควรช่วยกันอนุรักษ์มากกว่านำมาบริโภค
​ผู้สื่อข่าวรายงานกรณีประเด็นร้อนหลังรายการแข่งขันทำอาหารชื่อดังนำปลากระเบนนกมาเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหาร กรมประมง แจงข้อสงสัยจับปลากระเบนนกมารับประทานผิดกฎหมายหรือไม่? กรมประมงเผยชัดไม่ผิดกฎหมาย แต่ก็เป็นเรื่องที่ไม่ควร เนื่องจากสหภาพสากลเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) จัดให้เป็นสัตว์น้ำชนิดที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ ควรค่าแก่การอนุรักษ์ให้อยู่คู่กับท้องทะเลมากกว่านำมาบริโภค

โดย นายอรุณชัย พุทธเจริญ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากกรณีปลากระเบนที่ปรากฏอยู่ในรายการแข่งขันทำอาหาร จากการตรวจสอบ มี 2 ชนิดพันธุ์ คือ กระเบนหิน และ กระเบนนกจุดขาวสำหรับปลากระเบนนกจุดขาว หรือปลากระเบนค้างคาว หรือปลากระเบนยี่สนอยู่ในวงค์ปลากระเบนนก (Myliobatidae) เป็นปลากระเบนทะเลที่พบได้ในมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก และอีกหลายประเทศ อาทิ ประเทศออสเตรเลีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ รวมถึงน่านน้ำประเทศไทยที่สามารถพบเห็นได้ทั้งฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน มีลักษณะเด่น มีผิวหนังเรียบ ด้านหลังมีสีดำมีจุดขาวกระจาย ด้านท้องมีสีขาว หางเรียวยาวมาก มีส่วนหัวที่แยกออกจากครีบเห็นได้ชัดเจน จึงทำให้ว่ายน้ำไปมาได้อย่างอิสระเหมือนนกบิน มีขนาดกว้างได้ถึง 1.5 เมตร เคยพบสูงสุดถึง 3 เมตร น้ำหนัก 230 กิโลกรัม อาศัยบริเวณใกล้ผิวน้ำถึงใกล้พื้นท้องทะเลตามชายฝั่งทะเลแนวปะการัง ส่วนปลาขนาดเล็กอาจพบได้ในเขตน้ำกร่อยปากแม่น้ำ กินปลาขนาดเล็กหอยปลาหมึกกุ้งและปูเป็นอาหาร

​สำหรับในประเทศไทยปลากระเบนนก เป็นสัตว์น้ำพลอยได้จากการทำประมงไม่อยู่ในเป้าหมายการจับของชาวประมง และไม่มีเครื่องมือที่ใช้จับเป็นการเฉพาะ ถึงแม้ว่าปลากระเบนนกจะเป็นสัตว์น้ำที่ไม่อยู่ในบัญชีรายชื่อสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครองหรือบัญชีแนบท้ายอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) แต่ทางสหภาพสากลเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) ได้ทำการสำรวจและประเมินสถานภาพรายชื่อปลาฉลามและปลากระเบนทั่วโลกจำนวน 1,038 ชนิด ขึ้นใน IUCN Red List สำหรับปลากระเบนนกชนิดนี้แสดงสถานะให้เป็นสัตว์น้ำชนิดพันธุ์ที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (VU) โดยได้ขอความร่วมมือประเทศที่เป็นเจ้าของสัตว์น้ำในบัญชี IUCN Red List ให้ความสำคัญทั้งด้านบริหารจัดการและการอนุรักษ์เนื่องจากการประเมินสถานภาพ พบว่ามีแนวโน้มลดลงจากการทำประมงและการท่องเที่ยว

ดังนั้นเพื่อช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำไม่ให้ลดน้อยลงจนถึงขั้นสูญพันธุ์ จึงขอความร่วมมือพี่น้องชาวประมงหากจับสัตว์น้ำที่ไม่ใช่สัตว์น้ำเศรษฐกิจขอให้ช่วยกันปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ เพราะถึงแม้ประเทศไทยจะมีการกำหนดมาตรการในการบริหารทรัพยากรสัตว์น้ำโดยเน้นการทำการประมงที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น ด้านการอนุรักษ์สัตว์น้ำเป็นเรื่องที่กรมประมงให้ความสำคัญมาโดยตลอด เนื่องจากสัตว์น้ำบางชนิดถึงแม้อาจไม่ใช่สัตว์น้ำเศรษฐกิจและไม่ถูกนิยมมาบริโภค แต่ก็สามารถเป็นดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์ของท้องทะเลไทยได้เป็นอย่างดี

การดูแลเอาใจใส่สุขภาพนับเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างโล่กำบังเพื่อต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บที่มาเยือน ทุกวันนี้ผู้คนทุกเพศวัยต่างให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเป็นอย่างมาก โดยจะพบเห็นตามสื่อออนไลน์ถึงกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับสุขภาพ ไม่ว่าทางด้านอาหารการกินหรือการออกกำลังกาย

อาหารเจ ถือเป็นแนวทางการเลือกบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ ทั้งนี้ เพราะอาหารเจให้ประโยชน์แก่ผู้บริโภคทั้งทางตรงและทางอ้อม เนื่องจากผู้รับประทานอาหารเจไม่เพียงได้รับคุณค่าที่สำคัญจากอาหารเจแต่ละชนิด แต่ยังส่งผลต่อจิตใจอันนำไปสู่ระบบการทำงานที่สมบูรณ์ของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคอาหารเจคงต้องใช้ดุลพินิจในการเลือกผลิตภัณฑ์เจที่วางจำหน่ายควบคู่ไปด้วย เพื่อจะได้รับประโยชน์จากอาหารอย่างแท้จริงที่วังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา มีผู้ประกอบอาชีพผลิตข้าวเกรียบเห็ดหอมเจ ในชื่อ “ข้าวเกรียบเห็ดหอมเจ ครอบครัวเห็ดวังน้ำเขียว” เป็นข้าวเกรียบเห็ดหอมที่ผลิตจากดอกเห็ดหอมจึงให้มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เป็นที่นิยมของผู้บริโภคในกลุ่มสุขภาพ อีกทั้งยังได้รับการการันตีความเป็นเจจากกูรูอาหารเจชื่อดังระดับประเทศด้วย

คุณสิริณัฏฐ์ จารุชัยสิริ หรือ คุณตั้ม เจ้าของผลิตภัณฑ์ข้าวเกรียบเห็ดหอมเจ ครอบครัววังน้ำเขียว โดยมีแหล่งผลิตอยู่เลขที่ 141 หมู่ที่ 11 บ้านน้ำซับ ตำบลวังน้ำเขียว อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา

คุณตั้มอยู่ในวงการเห็ดมานานหลายปี เมื่อครั้งแรกที่เขาเริ่มอาชีพเพาะเห็ดมีจำนวนหลายสายพันธุ์ กระทั่งพบว่าเห็ดฮังการีเป็นสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับตลาดแปรรูปสำหรับเป็นของกิน ของฝากที่วังน้ำเขียว เพราะมีคุณภาพมาก ไม่ว่าจะนำมาทำเป็นแหนมเห็ด เห็ดปรุงรส และอื่นๆ ดังนั้น อาชีพเพาะเห็ดของเขาจึงเหลือเพียงฮังการีสายพันธุ์เดียว ต่อมาอีกไม่นานได้ต่อยอดด้วยการผลิตลูกชิ้นเห็ดเจออกขายให้กับกลุ่มผู้รักสุขภาพ เป็นที่สนใจสั่งซื้อกันเป็นจำนวนมากจนผลิตไม่ทัน

เมื่อราวปีเศษคุณตั้มทดลองผลิตข้าวเกรียบเห็ดหอมเจ เป็นการผลิตแบบง่ายๆ ตามหลักวิธีด้วยวัสดุอุปกรณ์เครื่องมือแบบพื้นฐาน แล้วยังไม่ได้เพาะเห็ดหอมเอง แต่เป็นเห็ดหอมแห้งที่ซื้อมาจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้จนประสบความสำเร็จถูกต้องตามมาตรฐาน แล้วลองนำวางขายก็ได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้รักสุขภาพอีกเช่นเดิม

การต้อนรับด้วยดีของกลุ่มลูกค้าจากผลิตภัณฑ์เห็ดหอมเจที่ไม่ได้ตั้งใจผลิตจำนวนมาก ทำให้คุณตั้มต้องตัดสินใจอีกครั้งด้วยการวางแผนการผลิตข้าวเกรียบเห็ดหอมเจอย่างจริงจัง พร้อมไปกับสร้างแบรนด์ให้คุ้นหูว่า “ข้าวเกรียบเห็ดหอมเจ ครอบครัวเห็ดวังน้ำเขียว”

เจ้าของผลิตภัณฑ์ข้าวเกรียบรายนี้เผยว่า มีความตั้งใจสร้างสินค้าสุขภาพให้แก่ลูกค้า ดังนั้น จึงใช้ส่วนของดอกเห็ดหอมแห้งมาแปรรูปเป็นข้าวเกรียบ ซึ่งแนวทางนี้ต่างจากรายอื่นที่ใช้ส่วนของก้านหรือขาเห็ดมาผลิตเป็นข้าวเกรียบเพราะลดต้นทุนได้มาก แต่สำหรับคุณตั้มมองว่าขาเห็ดหรือก้านเห็ดมีความแข็ง รสชาติไม่อร่อย หรือได้ประโยชน์น้อยกว่าดอกเห็ดล้วนๆ แม้จะมีราคาสูงก็ตาม เพราะเล็งถึงคุณภาพสินค้าที่มีต่อผู้บริโภคเป็นหลัก

พร้อมกับให้รายละเอียดการผลิตข้าวเกรียบเห็ดหอมเจว่า ให้นำดอกเห็ดหอมแห้งแช่น้ำเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง เพื่อให้ดอกเห็ดซับน้ำเต็มที่ จากนั้นให้นำไปเข้าเครื่องบดละเอียดแล้วนำไปผัดร่วมกับเครื่องปรุงรสต่างๆ เพื่อทำเป็นเห็ดหอมปรุงรสโดยชิมรสให้เข้าที่แล้วมีส่วนประกอบสำคัญโดยประมาณ ได้แก่ เห็ดหอมที่ใช้ดอกเห็ดล้วน 100 เปอร์เซ็นต์, แป้งมันสำปะหลัง, เกลือป่น, พริกไทยป่น และผงปรุงเจที่ได้มาตรฐานมีคุณภาพ

หลังจากนั้น ให้ผัดร่วมกับน้ำมันคลุกเคล้าเป็นเวลานานจนส่งกลิ่นหอมคลุ้ง พักให้เย็น แล้วปล่อยน้ำมันทิ้งให้มากที่สุดจนเกือบแห้ง พอต้องการจะทำข้าวเกรียบก็จะนำเห็ดหอมปรุงรสมาต้มในน้ำเดือดจัด จากนั้นนำพริกไทยเม็ดที่ป่นละเอียดเพื่อเพิ่มความหอมแล้วจะเติมผงปรุงรสเจเพิ่มอีกก็ได้ จากนั้นเทใส่แป้งมันหรือแป้งสาลี แป้งข้าวโพดอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ต้องการ

แล้วให้นำไปนวดหรือกวนให้เข้ากันในเวลาไม่มาก พอให้แป้งมีการจับตัว จากนั้นจึงนำไปปั้นในความยาวที่ต้องการ พอปั้นเสร็จให้นำเข้าเตานึ่งใช้เวลาหลายชั่วโมง หลังจากครบเวลานึ่งแล้วจะปล่อยให้เย็นในอุณหภูมิปกติ แล้วให้นำไปใส่ในตู้แช่เย็นเป็นเวลา 2 คืน เพื่อนำออกมาตัดตามขนาด และความหนาตามที่ต้องการ ก่อนที่จะนำไปอบ

ทั้งนี้ การตัดแผ่นข้าวเกรียบดิบของคุณตั้มจะเน้นให้มีความบางที่สุดเพื่อไม่ต้องการให้ข้าวเกรียบอมน้ำมันเวลาทอดกิน ซึ่งแนวคิดเช่นนี้ไม่ค่อยมีใครทำเพราะเสี่ยงต่อความเสียหายของข้าวเกรียบแล้วเสี่ยงต่อผลกำไร แต่เนื่องจากคุณตั้มเห็นว่าเพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคแม้จะเสี่ยงก็ยอมจนทำให้ถูกใจลูกค้าแล้วต่างออกปากชมว่า “บาง กรอบ หอม อร่อย และปลอดภัยต่อสุขภาพ”

ขณะเดียวกัน เพื่อให้ได้มาตรฐาน รวมถึงการรองรับยอดผลิตที่กำลังขยาย ทางคุณตั้มได้สร้างตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์หรือพาราโบลา จำนวน 1 หลังก่อนเพื่อใช้สำหรับอบข้าวเกรียบ และแก้ปัญหาสภาพอากาศที่แปรปรวน สำหรับการอบข้าวเกรียบจากโรงพาราโบลาได้ถึงวันละไม่ต่ำกว่า 200 กิโลกรัม โดยจะใช้เวลาอบเพียงครึ่งวันต่อรอบเท่านั้น สำหรับเห็ดหอมอยู่ระหว่างเตรียมสถานที่และอุปกรณ์เพื่อจะเพาะเองสำหรับใช้เป็นวัตถุดิบผลิตข้าวเกรียบจนต่อยอดสินค้าอื่นๆ ในอนาคต

“การมีโรงอบพลังงานแสงอาทิตย์ถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่จะช่วยทำให้การผลิตข้าวเกรียบเห็ดหอมมีคุณภาพ ได้มาตรฐานแล้วสร้างความปลอดภัยต่อสุขภาพ ทั้งนี้ ระยะเวลาในการอบข้าวเกรียบในโรงพาราโบลาเพียงครึ่งวันหรือเร็วกว่านั้นหากมีแดดจัดมาก เพราะข้าวเกรียบควรมีความชื้นเหลือสัก 10 เปอร์เซ็นต์เพื่อไม่ให้แตกง่าย โดยใช้การสังเกตด้วยตาว่าถ้าแผ่นข้าวเกรียบเป็นลายงาแสดงว่าแห้งมากเกินไป อย่างไรก็ตาม ในอนาคตวางแผนจะซื้อเครื่องวัดอุณหภูมิมาใช้เพื่อทำให้มีมาตรฐานแล้วง่ายต่อการทำงานมากขึ้น”

การตลาดมีหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเปิดขายในเฟซบุ๊ก วางขายตามร้านสุขภาพที่วังน้ำเขียว หรือร้านของฝากของที่ระลึก ขณะเดียวกัน จะมีกลุ่มลูกค้าสุขภาพที่เคยอุดหนุนลูกชิ้นเห็ดเจร่วมอยู่ด้วย โดยลูกค้ากลุ่มนี้จะแนะนำคนรู้จักให้มาอุดหนุนข้าวเกรียบเจ จึงทำให้ยอดการผลิตวันละ 100 กิโลกรัม หรือสัปดาห์ละ 600 กิโลกรัม สามารถขายได้หมดเพราะมีการบริหารจัดการปริมาณและความต้องการที่สอดคล้องกันจึงทำให้ข้าวเกรียบยังคงคุณภาพตลอดเวลา

ขนาดบรรจุขายมี 2 แบบ คือขนาด 500 กรัม กับ 1 กิโลกรัม ซึ่งกำหนดราคาขายส่งถ้าถุงละ 1 กิโลกรัม กำหนดไว้ 180 บาท ซึ่งผู้รับซื้อนำไปขายต่อในราคาถุงละ 250 บาท ส่วนถุงขนาด 500 กรัม ขายส่งถุงละ 100 บาท และนำไปขายต่อในราคาถุงละ 160-170 บาท นอกจากนั้น ถ้าสนใจเป็นตัวแทนจำหน่ายก็จะได้ราคาพิเศษอีก

คุณตั้ม บอกว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมาในช่วงเทศกาลกินเจ จะมีลูกค้าให้ความสนใจสั่งซื้อลูกชิ้นเห็ดเจกันอย่างคับคั่งจนผลิตไม่ทัน ดังนั้น สำหรับข้าวเกรียบคงมีลักษณะเดียวกัน จึงต้องเพิ่มกำลังการผลิตอีกถึง 2 เท่าจากอัตราเดิม แล้วจัดตารางเวรให้พนักงานทำงานเพิ่มมากขึ้นไปด้วย

อย่างไรก็ตาม เมื่อการติดตั้งโรงอบพลังงานแสงอาทิตย์เสร็จสมบูรณ์ พร้อมกับการจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์อื่นๆ เรียบร้อยก็จะเริ่มเพิ่มกำลังการผลิตแล้วจัดหาตลาดรองรับการผลิตที่เพิ่มขึ้นด้วยโดยมองไปที่ร้านสุขภาพหลายแห่งในจังหวัดนครราชสีมา

สำหรับสิ่งที่การันตีความเป็นข้าวเกรียบเจนั้น คุณตั้ม บอกว่า จะให้ความสำคัญทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการผลิต การเลือกคัดสรรวัตถุดิบ รวมถึงเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ ขณะเดียวกัน ยังได้รับการการันตีจากท่าน อาจารย์เฉลิมชาติ ประไพ กูรูอาหารเจชื่อดัง เพียงแค่นี้ก็ทำให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นได้แล้ว

“อยากให้ลองชิมข้าวเกรียบเห็ดหอมเจ แบรนด์ข้าวเกรียบเห็ดหอมเจ ครอบครัวเห็ดวังน้ำเขียว เพราะผู้ผลิตทุกคนมีความมุ่งมั่น ตั้งใจที่จะผลิตอาหารที่ดีมีสุขภาพและเกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภค ทั้งนี้ ไม่ว่าท่านจะกินเจหรือไม่ก็ตาม ผลิตภัณฑ์ข้าวเกรียบเห็ดหอมเจก็จะสร้างความอร่อยให้แก่ทุกท่านด้วยรสชาติความบาง กรอบ อร่อย อย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน” เจ้าของข้าวเกรียบกล่าว

ถือเป็นความพยายามที่ประสบความสำเร็จอย่างดีของชาววังน้ำเขียวรายนี้โดยไม่หยุดอยู่กับที่ พร้อมกับฉกฉวยโอกาสด้วยการต่อยอดจากอาชีพเดิมที่มีฐานแน่นไปสู่สินค้าตัวใหม่ที่ไม่ต้องเหนื่อยทำตลาดเพิ่ม แถมยังใช้เทคโนโลยีการสื่อสารยุคดิจิตอลเข้ามาเสริมช่วยให้การขายเป็นไปได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว

ท่านที่สนใจสอบถามรายละเอียดสั่งซื้อหรือสนใจเป็นตัวแทนจำหน่ายข้าวเกรียบเห็ดหอมเจแบรนด์ครอบครัวเห็ดวังน้ำเขียว ได้ที่โทรศัพท์ (081) 790-9390 fb : ครอบครัวเห็ดวังน้ำเขียว line : 0817909390

วิธีการตัดแต่งกิ่งเป็นการบังคับให้ฝรั่งออกดอก… โดยทั่วไปฝรั่งจะให้ผลเร็ว ถ้าเป็นฝรั่งที่ได้จากกิ่งตอนจะให้เก็บผลครั้งแรกเมื่ออายุได้ประมาณ 6-12 เดือน การบังคับให้ฝรั่งออกดอกนั้นทำได้ไม่ยากนัก ถ้าต้นฝรั่งสมบูรณ์ แข็งแรง และปลูกในที่ที่มีแสงแดดตลอดทั้งวัน แต่ควรคำนึงถึงว่าการให้ฝรั่งมีผลมาก ผลก็จะเล็กลง ดังนั้น จึงควรให้ปุ๋ยและน้ำแก่ต้นฝรั่งที่บังคับการออกดอกให้มากกว่าปกติ การบังคับให้ฝรั่งออกดอกติดผลนั้นมีหลายวิธี แต่ที่นิยมกันก็คือ การตัดแต่งกิ่ง

โดยการตัดแต่งกิ่งฝรั่งถ้าตัดแต่งกิ่งหนักเหมือนการทำสาว คือตัดแต่งกิ่งออกหมดทั้งต้นให้เหลือโครงสร้างกิ่งหลักๆ เอาไว้ เพื่อให้ต้นฝรั่งสร้างกิ่งและใบออกมาใหม่ทั้งต้น ซึ่งจะใช้ระยะเวลาประมาณ 3 เดือน แต่ต้นที่ตัดแต่งกิ่งหมดทั้งต้นจนใบและกิ่งใหม่มีความสมบูรณ์ทั้งต้น ช่วงเวลาที่สร้างกิ่งและใบใหม่เราต้องบำรุงให้ต้นและใบฝรั่งมีความสมบูรณ์มากที่สุด เพื่อเป็นการเตรียมต้นให้พร้อมในการตัดแต่งปลายใบอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นการตัดแต่ง ครั้งที่ 2 ให้ต้นฝรั่งแตกใบมาพร้อมกับการออกดอก เมื่อต้นและใบฝรั่งมีความพร้อมก็จะตัดปลายใบฝรั่ง ครั้งที่ 2 การตัดปลายใบฝรั่งจะประมาณคู่ใบที่ 3-5 โดยนับจากปลายยอดเข้ามาก็ใช้กรรไกรตัด

การตัดแต่ง ครั้งที่ 2 นี้จะใช้เวลาประมาณ 30-45 วัน ที่เราจำได้เห็นใบฝรั่งออกมาพร้อมกับดอกระยะตูม แล้วจากระยะที่ดอกฝรั่งบานไปจนระยะติดผลอ่อน ผลมีขนาดประมาณเหรียญ 5-10 บาท (ระยะห่อผลฝรั่งได้) จะใช้เวลารวมประมาณ 40-50 วัน แล้วหลังจากที่ห่อผลไปแล้ว ก็จะนับไปอีก 50-60 วัน ก็จะเริ่มเก็บผลผลิตได้ ซึ่งหากเราทราบระยะการเปลี่ยนแปลงคร่าวๆ เหล่านี้ ในการผลิตฝรั่งจะสามารถทำให้เราคาดคะเนให้ผลผลิตฝรั่งออกสู่ช่วงที่เราต้องการหรือมีราคาได้ การตัดแต่งกิ่งเพื่อบังคับให้ต้นฝรั่งออกดอกติดผลนั้น หากท่านที่มีต้นและใบสมบูรณ์พร้อมอยู่แล้ว ก็ข้ามขั้นตอนการตัดแต่งหนักแบบตัดทั้งต้นได้เลย สามารถตัดแต่งแค่ปลายใบให้ต้นฝรั่งออกดอกติดผลได้เลย หรือต้องการให้ต้นฝรั่งมีการออกดอกติดผลหลายชุด ก็ค่อยๆ ทยอยตัดแต่งปลายใบตามความชอบ จะเห็นว่าฝรั่งมีจุดเด่นที่สามารถกำหนดวันเก็บเกี่ยวได้

การห่อผลฝรั่งพันธุ์ พิจิตร 1 และ พิจิตร 2 ประโยชน์ของการห่อผลนอกจากจะช่วยป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูฝรั่งแล้ว ยังทำให้ผลฝรั่งมีผิวสวยน่ารับประทาน รวมถึงให้ผลผลิตปลอดภัยจากสารเคมีตกค้างได้เป็นอย่างดี วิธีการห่อผลฝรั่งโดยส่วนใหญ่จะใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วหรือถุงสีขาวขุ่นสำหรับห่อผลฝรั่งโดยเฉพาะ (เจาะรูมาให้แล้ว) แล้วใช้กระดาษหนังสือพิมพ์หรือกระดาษจากสมุดหน้าเหลืองห่อบังแดดอีกชั้น แต่ที่ “สวนคุณลี” นั้น จะใช้ถุงห่อคาร์บอนของบริษัทชุนฟงมาห่อแทนกระดาษหนังสือพิมพ์ ซึ่งจะทำให้ผลฝรั่งผิวสวยมาก (เนื่องจากสวนคุณลีเป็นแหล่งผลิตมะม่วงที่มีการใช้ถุงห่อคาร์บอนจำนวนมากในแต่ละปีทำให้ถุงห่อคาร์บอนที่ใช้แล้วจากการห่อผลมะม่วงในแต่ละปีมีจำนวนมาก จึงประยุกต์นำถุงห่อเหล่านี้มาใช้ห่อผลฝรั่งอีก

ซึ่งเป็นการใช้ถุงห่อคาร์บอนเหล่านี้อย่างคุ้มค่าที่สุด จากการใช้ถุงห่อคาร์บอนมาห่อผลฝรั่ง พบว่า ทำให้ผิวฝรั่งสวย สีผิวขาวสวยเป็นที่ต้องการของตลาด และสามารถใช้ซ้ำได้อีกหลายครั้งมากจนกว่าถุงห่อคาร์บอนเสื่อมสภาพ โดยจะเริ่มห่อผลฝรั่งเมื่อมีขนาดเท่าลูกมะนาว หรือหลังดอกบานแล้ว 1 เดือน ก่อนห่อผลควรพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อราและแมลงที่ผลฝรั่งก่อน 1 วัน ก่อนจะห่อ แต่ที่สวนคุณลีจะค่อยๆ ทยอยห่อผลฝรั่ง

ก่อนการห่อผลจะผสมสารป้องกันเชื้อรา-แมลงและฮอร์โมน สารป้องกันกำจัดแมลงและฮอร์โมน เช่น สารป้องกันกำจัดแมลง (ไซเพอร์เมทริน อัตรา 2 ซีซี) + สารป้องกันกำจัดเชื้อรา (อะซอกซีสโตรบิน อัตรา 1 ซีซี) + ฮอร์โมน (แคลเซียม-โบรอน อัตรา 5 ซีซี) + ฮอร์โมน (จิบเบอเรลลิน 2 ซีซี) + ปุ๋ย [ไฮโปส (สูตร 10-4-36) อัตรา 5 กรัม] ต่อน้ำ 5 ลิตร แล้วแบ่งใส่กระบอกฉีดน้ำ (ฟ็อกกี้) หลังจากเลือกผลที่ดีที่สุด 1 ผล ใช้มือเด็ดกลีบเลี้ยงที่ก้นผลฝรั่งออกให้หมด เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งหลบซ่อนของแมลง ก็ฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดโรค-แมลง และฮอร์โมนที่ผสมไว้ให้ทั่วผลฝรั่ง

จากนั้นก็จะห่อด้วยถุงหูหิ้ว (เจาะหรือกรีดก้นถุง) มัดปากถุงให้แน่น 1-2 รอบ เพื่อไม่ให้แมลงเข้าไปได้ แล้วห่อตามด้วยถุงห่อคาร์บอนหรือกระดาษหนังสือพิมพ์เป็นอันเสร็จ แล้วรอเวลาอีกประมาณ 1 เดือน ผลฝรั่งก็จะพร้อมเก็บเกี่ยว สำหรับท่านที่ห่อผลไว้รับประทานเองที่บ้าน ไม่ได้ปลูกเชิงการค้าก็ข้ามขั้นตอนการฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดโรค-แมลง ไปเลย เพียงแต่เลือกผลห่อ 1-2 ผล ต่อกิ่ง ก็สามารถมีฝรั่งรสอร่อย ผิวสวย ไว้รับประทานที่บ้านแล้ว

ตัวอย่าง การใช้สารป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูฝรั่งฮอร์โมนที่ฉีดพ่นเป็นประจำ ช่วงก่อนการออกดอกจนถึงดอกบานจะฉีดพ่นฮอร์โมนโบรอนเดี่ยวหรือแคลเซียมโบรอนเป็นประจำ เพื่อช่วยส่งเสริมการออกดอกได้ดี ดอกสมบูรณ์หรือช่วงติดผลอ่อนจนผลโต จะช่วยเรื่องการสร้างเนื้อ เนื้อแน่น มีน้ำหนักดี

การเก็บเกี่ยวฝรั่ง ถ้านับจากดอกบานจนถึงผลแก่พร้อมที่จะเก็บเกี่ยวได้ จะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน หรือถ้านับจากการห่อผล (ผลขนาดเหรียญ 10 บาท หรือผลมะนาวเล็ก) ก็จะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน การเก็บเกี่ยวควรใช้กรรไกรตัดขั้วผลมา โดยไม่ต้องเอาถุงพลาสติกที่หุ้มผลฝรั่งออก เพื่อประหยัดเวลาและรักษาความชื้นให้ผิวฝรั่งไม่เหี่ยวแห้งเร็ว อีกอย่างถ้าหากไม่มีขั้วติดผลจะทำให้ฝรั่งเสียคุณภาพเร็วกว่าปกติ

ซึ่งตอนนี้ “สวนคุณลี” อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทร. 081-886-7398 ปลูกฝรั่งทั้ง 2 สายพันธุ์นี้เป็นหลัก เนื่องจากมั่นใจในคุณภาพในเรื่องของรสชาติที่หวาน กรอบ รับประทานอร่อย ถูกใจผู้บริโภค และจำหน่ายได้ราคา กิโลกรัมละ 50 บาท ออกจากสวน หรือท่านที่สนใจศึกษาดูงานสามารถเยี่ยมชมได้ทุกวัน

สภาวะโลกร้อน ภัยคุกคามใหญ่หลวงต่อมนุษยชาติ ทั้งในด้านผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงที่ชั้นบรรยากาศ ภูมิอากาศ อุณหภูมิ ทำให้รังสียูวีรั่วเข้ามาได้มากขึ้น เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติถี่และรุนแรงขึ้น เกิดจากขาดแคลนอาหารและน้ำ ปัญหามลภาวะ นำมาซึ่งความเจ็บป่วย อาการแพ้ ผลกระทบต่อดวงตา ผิวหนัง โรคระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหาร โรคทางจิตประสาท โรคซาร์ส โรคเมอร์ส เป็นต้น และโรคปัจจุบันทันด่วนอย่างลมแดด (heat stroke) ที่เราคาดเดาไม่ออกว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร เป็นเรื่องที่เราต้องทำความรู้จัก สร้างความเข้าใจ ให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้สมุนไพรดูแลสุขภาพในสภาวะโลกร้อน

สมุนไพรรสหอม ถนอมใจ เมื่อไฟกำเริบ

ภาวะโลกร้อนอาจนำมาซึ่งอาการวิงเวียน ปวดศีรษะ ความเครียด หงุดหงิดง่าย อาการเหล่านี้สามารถดีขึ้นได้ด้วยสมุนไพรรสหอมสุขุม โดยการกินยาหอมชนิดต่างๆ เป็นประจำ สามารถบรรเทาอาการได้โดย ค่อยๆ ลดความร้อนร่างกายลง ใช้ผ้าชุบน้ำประคบตามตัว ศีรษะ ข้อพับ รักแร้ พัดระบายความร้อน หรือใช้สมุนไพรฤทธิ์เย็น เช่น บัวบก ว่านกาบหอย อัญชัน ผักปลาบ ผักปลัง ตำกับน้ำสุมหัวหรือชโลมตามตัว แต่ต้องระวังอย่าลดความร้อนอย่างรวดเร็ว เช่น ราดน้ำเย็น ดื่มน้ำเย็นจัด จะทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน อาจช็อกและเสียชีวิตได้

เพื่อบำรุงและชะลอความเสื่อมของดวงตา โดยกินสมุนไพรเหล่านี้เป็นประจำ เช่น ผักบุ้ง อัญชัน ดาวเรือง มะเขือเทศ บัวบก ขมิ้นชัน มะขามป้อม งาขี้ม่อน เป็นต้น

สมุนไพรบรรเทาอาการท้องเสีย

ฟ้าทลายโจร : กินครั้งละ 500 มิลลิกรัม ถึง 2 กรัม วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน ผักเบี้ยใหญ่ : เอาส่วนเหนือดิน โขลกคั้นน้ำ ผสมน้ำผึ้ง จิบแก้หวัด ไอ

เสนียด : ใช้ใบบดใส่น้ำผึ้งกิน หรือใช้ใบเสนียด ต้มใส่รากกะเม็ง ต้มเคี่ยวกินแก้หวัด ไอ

มะเขือเทศ : กินมะเขือเทศ หรือน้ำมะเขือเทศเป็นประจำ ทำให้อาการภูมิแพ้ดีขึ้นได้ หูเสือ : ใช้ใบ 4-5 ใบ ฉีกเป็นชิ้นเล็กๆ ต้มกับน้ำ 1 ลิตร ผสมน้ำผึ้งหรือเกลือเล็กน้อย จิบบ่อยๆ แก้ไอ

ลิ้นมังกร : ใช้ใบสดประมาณ 7-8 ใบ หรือใบแห้งประมาณ 15 กรัม ต้มน้ำดื่มแก้ไอ

ตำลึง : ขยี้ใบทาบริเวณที่มีอาการคัน ผื่นแพ้

ผักบุ้ง : ใบตำพอกแก้ผื่นคัน

ชบา : ดอกขยี้ทาบริเวณผื่นคัน

ว่านหางจระเข้
สมุนไพรเอาใจผิว แก้สิวฝ้า

ผักเบี้ยใหญ่ : นำต้นผักเบี้ยใหญ่มาตำพอกหน้าเป็นประจำ บำรุงผิว แก้สิวฝ้า

มะขามเปียก : เนื้อมะขามเปียกขยี้กับน้ำพอกหน้า 15-20 นาที ล้างออก ทำให้ผิวเนียนสวย

มะขามป้อม : ฝนผลหรือกิ่งกับน้ำซาวข้าวส่วนที่นอนก้นทิ้งไว้ ทาเป็นประจำก่อนนอน แล้วล้างออกในตอนเช้า ช่วยลดริ้วรอย แก้ฝ้า

ว่านตาลเดี่ยว : หัวฝนทาหน้า แก้สิว แก้ฝ้า

มะเขือเทศ : กินมะเขือเทศ หรือน้ำมะเขือเทศเป็นประจำ ช่วยบำรุงผิว

แตงกวา : นำแตงกวามาพอกผิวหน้าลดอาการไหม้จากแสงแดดได้

ว่านหางจระเข้ : นำส่วนวุ้นของว่านหางจระเข้มาพอกผิวเป็นประจำ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหนัง

บานเย็น : แป้งจากเนื้อในเมล็ดดอกบานเย็นทาหน้าแก้ฝ้า บำรุงผิว

ประดู่ทุ่ง : รากประดู่ทุ่ง แป้งข้าวเหนียว น้ำมะนาว ผสมกันพอกหน้า ลดฝ้า กระ จุดด่างดำ

ชบา : ใช้ดอกขยี้ทาหน้าแก้สิว ฝ้า