ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถนำโคเนื้อมาสร้างมูลค่าเพิ่มได้ เริ่มตั้งแต่

การชำแหละเพื่อแยกเนื้อแต่ละประเภท ตามความนิยม และ ความเหมาะสมกับการนำไปประกอบอาหารแต่ละเมนู เช่น ทำสเต็ก ก๋วยเตี๋ยว ที่สำคัญการแยกชิ้นส่วน แต่ละชิ้นส่วน ทำให้เกษตรกรสามารถขายได้ทุกส่วน หรือ แม้แต่กระดูกช่วงข้อเข่า (โคบราห์มัน ผสมพันธ์พื้นเมือง) ก็อาจได้ราคาถึงกิโลกรัมละ 200 บาท ขณะเดียวกัน เกษตรกร หรือ ผู้ ประกอบการ สามารถนำเนื้อโค มาแปรรูปตามความนิยมของผู้บริโภค เช่น การเอาเนื้อมาสไลด์ เพื่อนำไปทำปิ้งย่าง รวมถึง การทำเป็นผลิตภัณฑ์พวกแฮม ไส้กรอก ต่างๆ ซึ่งทั้งหมดรวมอยู่ในการอบรมช่วง 4 วันนี้ โดยความรู้ทางวิชาการ และ เทคนิค ต่างที่ทางวิทยากร แล้ว ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้แลกเปลี่ยนความรู้กันและกัน

สุดท้ายนี้ ตนในฐานะนักวิชาการที่ทำวิจัย เรื่องการขยายโอกาสธุรกิจเนื้อโคไทย มากว่า 10 ปี เชื่อว่า หากมีการจัดการตลาดโคเนื้ออย่างเป็นระบบ ครบทุกห่วงโซ่ จะเป็นเกษตรกร หรือ ผู้ประกอบการเงินล้าน ไม่ใช่ฝันที่ไกลเกินเอื้อม

เมื่อวันที่ 2 เมษายน เจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์ จ.กาฬสินธุ์ และเจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอยางตลาดร่วมกันนำสุนัขสายพันธุ์ต่างๆจำนวน 40 ตัว จากพื้นที่บ้านนาขาม ต.คลองขาม อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งได้รับเชื้อพิษสุนัขบ้า และเจ้าของไม่มีสถานที่กักกันไปส่งยังศูนย์พักพิงชั่วคราวหรือด่านกักกันสัตว์ จ.นครพนม

ด้านนายวันชัย ถวิลไพร ปศุสัตว์ จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ โดยในปี 2560 ที่ผ่านมา ตรวจพบสุนัขติดเชื้อพิษสุนัขบ้าจำนวน 33 ตัวอย่าง และสถานการณ์ตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 จนถึงปัจจุบันตรวจพบ 21 ตัวอย่าง ในพื้นที่ 8 อำเภอ ประกอบด้วย อ.กุฉินารายณ์ อ.กมลาไสย อ.ดอนจาน อ.เมืองกาฬสินธุ์ อ.ยางตลาด อ.นาคู อ.ร่องคำ และ อ.นามน พร้อมทั้งประกาศให้ทั้ง 8 อำเภอเป็นพื้นที่โรคระบาดพิษสุนัขบ้าชั่วคราว โดยล่าสุดตรวจพบในพื้นที่บ้านนาขาม ต.คลองขาม อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ ได้นำสุนัขที่ได้รับเชื้อพิษสุนัขบ้านจำนวน 40 ตัวส่งไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวหรือด่านกักกันสัตว์ จ.นครพนม ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ส่งสุนัขที่ได้รับเชื้อในพื้นที่บ้านเก่าน้อย ต.ธัญญา อ.กมลาไสย จำนวน 22 ตัว และพื้นที่ ต.หลุบ อ.เมืองกาฬสินธุ์ อีกจำนวน 17 ตัว ไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวแล้วเช่นกัน

นายวันชัย กล่าวต่อว่า จากสถานการณ์ดังกล่าวนายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการ จ.กาฬสินธุ์ ได้กำชับให้ทางสำนักงานปศุสัตว์ จ.กาฬสินธุ์เร่งแก้ไขปัญหาตามนโยบายของกรมปศุสัตว์ “สองบวกหนึ่ง” คือการประกาศเขตระบาดชั่วคราวรัศมี 1-5 กิโลเมตร จากจุดที่พบเชื้อ ซึ่งสุนัขทุกตัวต้องฉีดวัคซีน 100 เปอร์เซ็นต์ โดยสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดจะร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งปูพรมฉีดวัคซีนครอบคลุมทั้ง 18 อำเภอ ของ จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งปัจจุบันในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์มีสุนัขที่มีเจ้าของและไม่มีเจ้าของรวมทั้งหมด 130,798 ตัว

ส่วนแมวมีทั้งหมด 15,925 ตัว รวม 146,723 ตัว โดยขณะนี้ได้ดำเนินการฉีดวัคซีนสุนัขและแมวไปแล้ว 90,000 ตัว คาดว่าจะสามารถฉีดครอบ 100 เปอร์เซ็นต์ภายในสิ้นเดือนเมษายน 2561 นี้ ส่วนพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดของโรคทางสำนักงานปศุสัตว์จะได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในช่วงเวลา 6 เดือน พร้อมออกหน่วยบริการผ่าตัดทำหมั่นให้กับสุนัขและแมวฟรีในพื้นที่ต่างๆ เพื่อควบคุมจำนวนประชากรสุนัขและแมว โดยเน้นสัตว์ที่ไม่มีเจ้าของ สัตว์ด้วยโอกาสและสัตว์ในพื้นที่เสี่ยง รวมไปถึงความต้องการทำหมั้นสัตว์เลี้ยงของประชาชน

นายวันชัย กล่าวอีกว่า สำหรับสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดในตอนนี้คือสุนัขถูกสุนัขที่ติดเชื้อกัดแล้ว แต่เจ้าของกลับปล่อยละเลย ขาดความรับผิดชอบ เพราะอาจจะทำให้การแพร่ระบาดของโรคมากขึ้นได้ ดังนั้นพี่น้องประชาชนทุกคนต้องตระหนักและหมั่นดูแลสัตว์เลี้ยงของตนเอง ซึ่งจะต้องรู้จักทำการฉีดวัคซีนป้องกันโรค อย่างไรก็ตามหากพบสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะสุนัขมีความผิดปกติ เช่น คลุ้มคลั่ง ดุร้าย จำเจ้าของไม่ได้ กัด ขากรรไกรแข็ง น้ำลายฟูมปาก น้ำลายไหล เห่าหอน เจ้าของสัตว์จะต้องรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์จังหวัด ปศุสัตว์อำเภอ หรือสัตวแพทย์และคลินิกที่อยู่ใกล้ทันที ทั้งนี้หากเจ้าของไม่มีสถานที่กักกันสัตว์เลี้ยงของตนเองก็ให้ประสานยังสำนักงานปศุสัตว์ เพื่อที่จะจัดหาสถานกักกันให้ต่อไป

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เสด็จปล่อยพันธุ์ปลา เพื่อบำเพ็ญกุศลเนื่องในวันพระราชสมภพ โดยพันธุ์ปลาที่กรมประมงน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเป็นปลาไทยจำนวน 10 ชนิด ได้แก่ ปลาตะเพียนขาว ปลาตะเพียนทอง ปลาแก้มช้ำ ปลาสร้อยขาว ปลาหมอไทย ปลากราย ปลาชะโอน ปลาโพง ปลาบึก รวมห้าแสนเก้าหมื่นตัว และปลากระเบนเจ้าพระยา จำนวน 2 ตัว พร้อมทั้งทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเค้กเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ ณ ท่าวาสุกรี กรุงเทพมหานคร

บางทีเวลานี้ หลายคนคงจะให้ความสนใจกับเรื่องของกิน พยายามเสาะหาของหลายอย่างมาทำกิน บางอย่างก็เคยกินเคยรู้จักมาก่อนแล้ว บางอย่างก็ลืมเลือนไปจากความทรงจำ บางอย่างไม่เคยพบเห็นมาก่อนเลย ก็อาศัยได้อ่านเจอในหนังสือ ในอินเตอร์เน็ต หรือไม่ก็จากคำบอกเล่าที่ผ่านเข้าหู สิ่งของที่นำมาประกอบอาหารการกิน ส่วนใหญ่มาจากสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะจากพืช มีนับร้อยนับพันชนิดที่นำมาทำอาหารได้ เรียกกันว่าของกินได้ก็ไม่ผิดนัก

ในบรรดาพืชที่กินได้ มีประโยชน์ต่อร่างกายคนเรา “ผักเฮือก” เป็นพืชชนิดหนึ่ง ที่คนทางภาคเหนือรู้จัก และนำมาประกอบเป็นอาหารเหนือกันมานานแล้ว คนภาคอีสาน ภาคใต้ ภาคกลาง ก็มีการนำมาทำกิน แต่จะต่างกันที่วิธีการประกอบอาหาร การปรุงแต่ง ถ้าบอกไว้อย่างนี้ แค่นี้ เชื่อว่าหลายคนคงจะยังคิดไม่ออกว่า ผักเฮือกที่ว่ามันเป็นอย่างไร อาจจะวาดมโนภาพไปต่างๆ นานา ก็ขอบอกไว้ก่อนว่า ผักเฮือก ไม่ใช่ผักที่ได้จากการหว่านปลูกถอนตัด ขึ้นมาจากแปลง แต่เป็นผักประเภท ยอดไม้ยืนต้น

จนถึงทุกวันนี้ ผู้เขียนเองก็ยังกังขาอยู่ว่าใครนะ ที่เขาเรียกยอดใบอ่อนของต้นไม้ยืนต้นว่า “ผัก” เรียกกันมาตั้งแต่เมื่อไร ใครเรียกมาก่อน ที่พอรู้ก็มีว่า ใบไม้ ยอดไม้ ของไม้ยืนต้น ไม้พุ่ม ไม้เถาหลายชนิดที่ชาวบ้านนำมากิน หรือนำมาทำประกอบอาหารกินนั้น มักจะเรียกกันว่าผัก เช่น ผักหวาน ผักสาบ ผักดีด ผักฮ้วนหมู ผักเสี้ยว ผักแปม ผักปู่ย่า ฯลฯ

ผักเฮือก เป็นพืชในวงศ์ MORACEAE มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ficus superba Miq. var. japonica Miq. เป็นไม้ยืนต้นประเภทมะเดื่อและไทรพัน มีชื่อเรียกอื่น บางทีเรียก “ผักเฮือด” แถวภาคกลางเรียก “ต้นเลียบ” พบในป่าผลัดใบผสมป่าโปร่ง ป่าแถบชายทะเล ป่าชายทุ่ง ทางภาคเหนือมีการนำมาปลูกในหมู่บ้าน ที่สาธารณะ ปลูกเอาร่มเงาให้ความร่มเย็น เป็นพืชยืนต้นขนาดใหญ่ ลำต้นสูง 5-15 เมตร ต้นที่อายุมาก จะแตกพุ่มใหญ่ ต้นที่ถูกตัดกิ่งหักกิ่งบ่อย จะดูทรงต้นเป็นคล้ายตอไม้ เหมือนต้นมะเดื่อ ต้นไทร มีปุ่มปม กิ่งก้านมาก ยิ่งตัดฟันยิ่งแตกกิ่ง จะแตกใบอ่อนช่วงปลายฤดูหนาว เข้าสู่ร้อน เดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม ใบอ่อน ผลิยอดใบอ่อนสีชมพู หรือสีชมพูอมเขียว

เมื่อใบเริ่มออกจะลักษณะคล้ายดอกจำปาตอนตูม กลมรียาวปลายแหลม มีปลอกบางๆ หุ้มเป็นกาบใบ มองดูใสโปร่งสวยงาม เด่นสะดุดตาน่าเชยชมไปทั่วทั้งกิ่งก้าน เมื่อยอดอ่อนใบอ่อนเจริญเป็นใบแก่สีเขียว เป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ ใบแก่รูปรีหรือรูปไข่ขอบขนาน ปลายใบมน ขอบใบเรียว ผิวใบมัน กว้าง 5-8 เซนติเมตร ยาว 8-15 เซนติเมตร มีหูใบขนาดเล็กติดโคนใบนิดๆ ดอกออกเป็นช่อ ดอกเล็กเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.4-0.6 เซนติเมตร ก้านดอกสั้น ดอกออกตามซอกใบ ผลอ่อนสีเขียว ขนาด 1-2 เซนติเมตร เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีชมพูแดง ม่วง ม่วงอมดำ หรือดำ

ผักเฮือก หรือ ผักเฮือด ยอดอ่อนที่แตกออกมาตอนปลายหนาวต่อร้อนนั่นแหละ ชาวบ้านเก็บเอามา กินเป็นผักสดก็มี ทำกับข้าว ชาวเหนือมักจะนำมาแกงใส่กระดูกซี่โครงหมู แกงใส่ปลา หรือนำไปลวก นึ่ง ทำผักลวกราดกะทิ เป็นผักเคียงจิ้มน้ำพริก และที่ฮิตฮ็อตทำกัน ยำผักเฮือก ใส่กากหมู หรือแคบหมู ลำแต้ๆ เน้อ ชาวใต้ก็นิยมนำไปต้มกะทิปลาเค็ม แกงเผ็ดปลา แกงเผ็ดไก่ หรือแกงกะทิ หรอยจังฮู้ ชาวภาคกลาง ไม่รู้คนภาคไหน ก็มีบ้างที่ได้นำเอาผักเฮือกมาทำอาหาร ชาวอีสานหลายแหล่งนำไปแกง แล้วแอบกินเองไม่กระซิบบอกใครว่า แซ่บเว่อร์…

ยอดผักเฮือก มีรสชาติแปลกลิ้นเมื่อปรุงเป็นอาหารการกินแล้ว แต่รสชาติที่เป็นต้นตำรับของยอดอ่อนผักเฮือก คือมีรสฝาด มัน เปรี้ยว ในประมาณยอดอ่อนผักเฮือก 1 ขีด หรือ 100 กรัม มีคุณค่าให้พลังงานต่อร่างกาย 39 กิโลแคลอรี ประกอบด้วยเส้นใยอาหาร หรือไฟเบอร์ 1.5 กรัม ฟอสฟอรัส 84 มิลลิกรัม แคลเซียม 55 มิลลิกรัม เหล็ก 2.1 มิลลิกรัม ไนอะซิน 0.8 มิลลิกรัม วิตามินซี 1 มิลลิกรัม วิตามินบีหนึ่ง 0.01 มิลลิกรัม วิตามินเอ 6375 iu.

ในสมัยก่อน หมอพื้นบ้านภาคเหนือ นำเปลือกต้นผักเฮือกมาต้มน้ำทำเป็นน้ำยาแก้ปวดท้อง ชาวบ้านที่ปวดท้องทุรนทุราย ดื่มน้ำต้มเปลือกต้นผักเฮือกสักจอกสองจอก หาย รอดจากความเจ็บปวดทรมานไปได้ สมัยนี้ก็พอมีผู้รู้ นำมาทำยาแก้ปวดท้อง เป็นยาเม็ดลูกกลอน หมอยังมีข้อแนะนำสำหรับสตรีมีลูกน้อย แม่ลูกอ่อนที่มีอาการไอ ห้ามกินผักเฮือก มันจะทำให้ไอกำเริบ แต่ไม่บอกไว้ว่า ผู้ชายหรือสาวๆ ที่ยังไม่มีลูกน้อย กินแล้วจะไอมากกว่าเก่าหรือไม่ คงไม่เป็นไรถ้าให้เป็น ไอเลิฟยู

ต้นผักเฮือก ผักเฮือด เลียบ มียางเหนียวที่ต้น กิ่ง เมื่อทำให้เปลือกเกิดแผล จะมียางไหลซึมออกมา เป็นยางที่เหนียวเหมือนกับยางต้นขนุน เด็กๆ สมัยก่อนที่ชอบฝึกออกป่าล่าสัตว์ ออกยิงนกตกปลา ป่าละเมาะใกล้บ้าน ได้ไม้ไผ่ลำเล็กๆ ยาวๆ ติดปลายไม้ไผ่ด้วยยางผักเฮือก ล่าจับจักจั่น ที่ชอบเกาะร้องตามกิ่งไม้ เสียงแสบแก้วหู หนำซ้ำชอบปล่อยน้ำเป็นฝอยออกมาด้วย ยางเหนียวผักเฮือกทำให้จักจั่นติดมากับปลายไม้ไผ่

เด็กๆ นำจักจั่นมาคั่วกินเล่น สนุก อิ่มอร่อยด้วย ก็เป็นความสุขเล็กๆ ให้กับเด็กๆ ที่สมัยนี้ไม่มีโอกาสได้สัมผัส ความสุขที่ได้จาก “ผักเฮือก ผักเป็นยาและอาหาร”

นายสีโห อุทกโยธะ ประธานชมรมอนุรักษ์ช้างป่า อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา กล่าวว่า ในช่วงฤดูแล้ง พื้นที่ ต.บ้านราษฎร์ อ.เสิงสาง ซึ่งมีพื้นที่เกษตรของชาวบ้านติดแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลานมักเกิดปัญหาช้างป่าออกหากินนอกเขตป่าและกัดกินเหยียบย่ำผลผลิตของชาวบ้านได้รับความเสียหาย แม้ชาวบ้านใช้อุปกรณ์ป้องกัน รวมทั้งรวมกลุ่มอาสาสมัครอนุรักษ์ช้างป่า เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทับลาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำโดย นายจักรินทร์ เสมหิรัญ นายอำเภอเสิงสาง ออกตรวจผลักดันช้างแทบทุกคืน แต่ยังคงมีช้างป่าลอบทำลายผลผลิตอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดชาวบ้านรายหนึ่งที่บ้านซับเจริญ ต.บ้านราษฎร์ ตัดสินใจทิ้งไร่อ้อยที่กำลังให้ผลผลิต บนเนื้อที่ถึง 12 ไร่ ให้ช้างป่ากิน เนื่องจากไม่มีเวลาเฝ้าไล่ช้าง และคาดว่าได้ผลผลิตไม่คุ้มทุนกับค่าเก็บเกี่ยว เนื่องจากไร่อ้อยถูกช้างป่าบุกกินเสียหายไปแล้วกว่าครึ่ง

“ปัญหาช้างป่าออกมาหากินนอกพื้นที่ป่าอุทยานฯ มีหลายสาเหตุ อาทิ พื้นที่เกษตรที่ติดแนวเขตอุทยานฯ มีการเพาะปลูกพืชหลากหลาย ส่วนหนึ่งเป็นพืชที่ช้างชื่นชอบ ประกอบกับประชากรช้างเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้แหล่งอาหารของช้างในป่าขาดแคลน ช้างจึงออกหากินผลผลิตของชาวบ้านตามแนวชายป่า เป็นปัญหาเรื้อรังมานานหลายสิบปี แม้ช้างสร้างความเสียหายให้ชาวบ้านในพื้นที่ แต่ชาวบ้านมีความรักผูกพันกับช้างมานาน เข้าใจพฤติกรรมของช้าง รวมถึงช้างเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองมาช้านาน จึงไม่มีการทำร้ายช้าง บางครั้งต้องเสียสละผลผลิตของตนเองเพื่อผลผลิตโดยรวมอยู่รอด”

นายสีโห กล่าวอีกว่า ขณะนี้ทุกภาคส่วนพยายามหาทางแก้ปัญหา มีทั้งจัดตั้งกองทุนอนุรักษ์ช้างป่า หารายได้มาสร้างแหล่งอาหารช้าง จัดหาวัสดุอุปกรณ์ผลักดันช้างกลับสู่ป่า รณรงค์ให้ชาวบ้านเพาะปลูกพืชที่ไม่ดึงดูดช้าง ส่วนการแก้ปัญหาระยะยาว อยากฝากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องช่วยหาวิธีดำเนินการอย่างเร่งด่วน หากปล่อยไว้อาจเกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างจนนำไปสู่การสูญเสียได้

ยะลา – นายอับดุลการิม อุเซ็งรานง เจ้าของฟาร์มแพะการิม เผยว่า ทำฟาร์มมากว่า 10 ปีแล้ว ตอนนี้ภายในฟาร์มเป็นแบบครบวงจร คือเลี้ยงแพะ แกะ กวาง ไก่ ปลา สวนผสม ทางฟาร์มชำแหละให้เรียบร้อย รวมทั้งรับทำข้าวหมก แกงแพะ ตามความต้องการของลูกค้า ในส่วนของที่เหลือจากการชำแหละ เช่น กระดูก ไส้ หนัง มูลสัตว์ จะนำไปใส่ในบ่อปลาดุก กระดูกนำมาเผาทำเป็นปุ๋ย ส่วนขี้แพะก็จะบรรจุกระสอบขาย แต่ปัจจุบันมีไม่เพียงพอ เนื่องจากขายดี ส่วนก้นกระทะจากข้าวหมกก็นำมาผสมเป็นอาหารไก่ ซึ่งมีหลายสายพันธุ์

“ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน จากที่ผ่านมาที่เคยเชือดแพะ 50 ตัว ต่อวัน เหลือแค่ 30 ตัว โดยเฉพาะช่วงเดือนเมาลิด แต่เดือนเมาลิดปีนี้ไม่ถึง 30 ตัว ถ้าช่วงเดือนปกติจะเชือดได้ถึง 20 ตัว แต่ปัจจุบัน 3-5 ตัว เท่านั้น ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่อยู่ที่ราคายางตกต่ำ เศรษฐกิจทุกอย่างอยู่ที่ราคายางอย่างเดียว ถ้าราคายางดีชาวบ้านมีกำลังซื้อ แพะก็ขายดี ปัจจุบันกวางขายไม่ได้เลย”

เมื่อวันที่ 2 เมษายน นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า กรณีมีผู้โพสต์ผ่านโลกออนไลน์ทวงถามเงินช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ปี 2560 รายละ 3,000 บาท ทางจังหวัดขอชี้แจง เพื่อทำความเข้าใจให้ถูกต้อง โดยยึดถือตามมติ ครม. และระเบียบทางราชการ ใน 2 ประเด็น คือ

1.ในปี 2560 ที่ผ่านมา จังหวัดพระนครศรีอยุธยามีพื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบจากอุทกภัย รวม 11 อำเภอ จากเขตปกครอง 16 อำเภอ ได้แก่ อ.บางซ้าย ผักไห่ เสนา บางบาล พระนครศรีอยุธยา บางปะอิน บางไทร ลาดบัวหลวง บางปะหัน มหาราช บ้านแพรก รวมจำนวน 16,375 ราย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้จัดส่งข้อมูลเกษตรกรได้รับผลกระทบ ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2561

สาเหตุของความล่าช้า เนื่องจากจำเป็นต้องหารือในข้อกฎหมาย ประกอบกับจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจำนวนมาก ล่าสุดได้ตรวจสอบเอกสารครั้งสุดท้ายกับหน่วยงานส่วนกลางของกระทรวงฯ แล้วเสร็จไปเมื่อวันที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาอนุมัติเงินช่วยเหลือจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

2.ความเสียหายจากอุทกภัย ต่อประมงและปศุสัตว์ จังหวัดได้จัดส่งข้อมูลเกษตรกรที่จะได้รับเงินช่วยเหลือให้กรมส่งเสริมการเกษตร เมื่อวันที่ 22 มีนาคมที่ผ่านมา คงเหลืออำเภอที่อยู่ระหว่างการพิจารณาช่วยเหลือด้านประมง 2 อำเภอ คือ อ.ลาดบัวหลวงและผักไห่ จำนวน 116 ราย ความล่าช้าเนื่องจากต้องตรวจสอบเอกสารจำนวนมาก ให้เป็นไปตามระเบียบฯ จะดำเนินการแล้วเสร็จภายในวันที่ 4 เมษายนนี้

ทางจังหวัดพระนครศรีอยุธยาขอให้ประชาชนเกษตรกรเข้าใจและรับทราบของความล่าช้าในการตรวจสอบและตรวจทานเอกสาร ที่มีจำนวนมากและให้เข้าระเบียบทางราชการที่สุด และขออภัยมาในความล่าช้าดังกล่าวด้วยเช่นกัน

กรมท่าอากาศยาน ชงคมนาคมไฟเขียวเปิดเอกชนร่วมทุน 3 สนามบิน บุรีรัมย์ เพชรบูรณ์ และโคราช เดือนเม.ย.นี้ คาดเปิดประมูลได้ต้นปี ’62 เตรียมรองรับการท่องเที่ยว-กีฬา-เชื่อมอีอีซี ส่วนสนามบินชุมพรรอถกร่วม ทอท. ทำสนามบินรับโครงการไทยแลนด์ริเวียร่า

นายดรุณ แสงฉาย อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.) เปิดเผยว่า ในเดือนเม.ย.นี้ ทย. จะเสนอเรื่องการพัฒนาสนามบินในภูมิภาค 3 แห่ง คือ บุรีรัมย์ เพชรบูรณ์ และนครราชสีมา รูปแบบการเปิดให้รัฐเอกชนร่วมลงทุน (พีพีพี) ให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาอนุมัติ ทั้งนี้ หากกระทรวงคมนาคมเห็นชอบในหลักการจะว่าจ้างที่ปรึกษาศึกษาความเหมาะสมของโครงการ รวมทั้งรูปแบบการลงทุน กรอบวงเงิน และระยะเวลาในการให้สัมปทาน คาดว่าการศึกษาจะแล้วเสร็จภายใน 6 เดือน และเปิดประมูลได้ในช่วงต้นปี 2562

สำหรับสนามบินบุรีรัมย์นั้นจะพัฒนาเป็นสนามบินท่องเที่ยว (Tourism Airport) เนื่องจากมีจุดเด่นด้านกีฬาโดยเฉพาะการจัดการแข่งขันโมโตจีพี โดยเบื้องต้นเอกชนจะต้องลงทุนขยายความยาวทางวิ่ง (Runway) ให้ยาวกว่า 2,100 เมตร เพื่อให้สามารถรองรับเครื่องบินขนาดที่ใหญ่ขึ้น สอดคล้องกับกิจกรรมกีฬาภายในจังหวัดที่กำลังขยายตัว โดยจะแบ่งเฟสการขยายรันเวย์ออกเป็น 2 เฟส โดยเฟสแรกจะขยายเป็น 2,500 เมตร และเฟสที่ 2 ขยายเป็น 3,000 เมตร ขึ้นอยู่กับความต้องการในการรองรับผู้โดยสาร

สนามบินบุรีรัมย์ยังมีที่ดินว่างเปล่าอีกหลายร้อยไร่ สามารถพัฒนาเชิงพาณิชย์สร้างเป็นโรงแรมรับนักกีฬาหรือนักท่องเที่ยว ห้างสรรพสินค้าขนาดเล็กรองรับความต้องการในท้องถิ่น เนื่องจากสนามบินตั้งห่างจากตัวเมืองบุรีรัมย์ราว 30 กิโลเมตร

สำหรับสนามบินเพชรบูรณ์นั้น ตั้งอยู่ใกล้กับเขาค้อ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญและยังมีพื้นที่เหลืออีกหลายร้อยไร่จากทั้งหมด 2,000 ไร่ มีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นฐานของสายการบินพาณิชย์ สนามกอล์ฟ หรือรองรับการท่องเที่ยวเชิงกีฬาอื่นๆ เบื้องต้นเอกชนอาจจะต้องลงทุนขยายความยาวรันเวย์จาก 2,100 เมตร เป็น 2,500 เมตร เพื่อรองรับเที่ยวบินจากต่างประเทศ รวมไปถึงการขยายอาคารผู้โดยสารด้วย

ส่วนสนามบินนครราชสีมานั้น มีพื้นที่เหมาะกับการลงทุนเป็นศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) เพราะสามารถขนส่งอะไหล่มาจากระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้ง่าย แต่ยอมรับว่าต้องใช้เวลาผลักดันเที่ยวบินเชิงพาณิชย์ในสนามบินนครราชสีมาอีกพอสมควร เพราะผู้โดยสารของกรมท่าอากาศยาน 50% ชื่นชอบทะเลและเดินทางไปภาคใต้ ส่วนอีก 35% เดินทางมาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และอีก 15% เดินทางไปภาคเหนือ

“ขณะนี้ยังไม่ทราบมูลค่าการลงทุนพีพีพี ของ 3 สนามบิน ต้องรอผลการศึกษาก่อน อีก 6 เดือน โดยถ้าเปิดประมูลเป็นสัญญาเดียวอาจมีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาท แต่ถ้าหากประมูลแยกสัญญาคงไม่ถึง”

นายดรุณ กล่าวว่า เดิมกรมยังตั้งเป้าจะนำสนามบินชุมพรเปิด พีพีพี พร้อมกัน แต่ต้องชะลอแผนไปก่อน เนื่องจากนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี มีนโยบายให้ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. พิจารณารับสนามบินหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ หรือสนามบินชุมพร ของกรมท่าอากาศยานไปบริหาร เพื่อรองรับโครงการไทยแลนด์ริเวียร่าของรัฐบาล