ทั้งนี้ เมื่อรวมค่าวัสดุอื่นๆ จะใช้งบประมาณ 1,130,040 บาท

ในการสร้างถนนงานดินซีเมนต์ยางพาราความยาว 1 กิโลเมตร โดยทางจังหวัดหนองบัวลำภูจะรับซื้อน้ำยางสดจากสถาบันเกษตรกรในท้องถิ่นเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้และช่วยยกระดับราคายางให้สูงขึ้นตามวัตถุประสงค์ของรัฐบาล

กระทรวงเกษตรฯ มิติใหม่ ปลดหนี้สินเกษตรกรไทย เร่งยกร่างประกาศขึ้นทะเบียนหนุนปลูกไม้พะยูงสายพันธุ์ต่างประเทศเพื่อส่งออก ชี้ราคาแพงและอยู่นอกเหนือกฎควบคุมไม้ยืนต้น 58 ชนิด ที่กรมป่าไม้ควบคุมอยู่ ด้าน “หงมู่” เร่งตลาดกล้าไม้พะยูง พร้อมออกใบรับรองสุขอนามัยปลอดโรค ประเดิมปลูกที่ลำปาง 2 แสนต้น ภายในปีนี้

แหล่งข่าวจากกรมวิชาการเกษตร เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรมเป็นผู้กำกับดูแลการนำเข้าพันธุ์พืชจากต่างประเทศตาม พ.ร.บ. ควบคุมพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 กรมกำลังร่างระเบียบหรือประกาศกรมวิชาการเกษตรเรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขึ้นทะเบียนแปลงปลูกพืชอนุรักษ์ประเภทไม้ยืนต้นเพื่อการส่งออก อาทิ ไม้พะยูงสายพันธุ์จากต่างประเทศ และไม้ยืนต้นชนิดอื่นๆ นอกเหนือจากไม้ยืนต้น 58 ชนิด ที่กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมควบคุมอยู่ โดยได้ประชาพิจารณ์ไปเมื่อไม่นานมานี้ และผ่านคณะอนุกรรมการต่างๆ อีกหลายขั้นตอน คาดว่า ปี 2562 อธิบดีกรมวิชาการเกษตรจะเซ็นอนุมัติประกาศฉบับนี้ได้ และจะประชาสัมพันธ์เกษตรกรปลูกไม้ยืนต้นเหล่านี้ต่อไป

ทั้งนี้ ผู้ที่ปลูกไม้พะยูงเพื่อการส่งออกต้องมาขึ้นทะเบียนที่กรมวิชาการเกษตร และต้องนำหลักฐานใบสุขอนามัยหรือใบปลอดโรคในการซื้อกล้าไม้ที่นำเข้าเมล็ดจากต่างประเทศมาเพาะ แต่หากนำเข้าเป็นต้นกล้า ต้องแสดงใบอนุญาตการนำเข้าที่ถูกต้อง กับหลักฐานเอกสารสิทธิในที่ดินที่ปลูก ซึ่งที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิขึ้นทะเบียนปลูกเพื่อส่งออกไม่ได้

“ไม่มีการกำหนดเวลาในการขึ้นทะเบียน ว่าต้องดำเนินการภายในกี่ปี เพียงแต่ผู้ปลูกมั่นใจว่าต้นไม้อยู่รอดเท่าใด ก็มาขึ้นทะเบียนได้ ซึ่งประกาศฉบับนี้ถ้าออกมาจะถือเป็นมิติใหม่ในอาชีพที่มั่นคง และการส่งออกสินค้าใหม่ๆ ของไทย” แหล่งข่าวกล่าว

ด้าน ดร.เจษฎา สิงห์ทองชัย ประธานกรรมการ บริษัท หงมู่ (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า บริษัทได้เปิดจำหน่ายกล้าไม้พะยูงไหหลำและกล้าไม้พะยูงเวียดนามในไทยเป็นครั้งแรกมา 5-6 เดือนแล้ว หลังจากได้นำเข้าเมล็ดพันธุ์จากคู่ค้าทั้ง 2 ประเทศ มาเพาะเป็นกล้าไม้จำนวนมากในปีที่ผ่านมา โดยคาดว่าภายในสิ้นปีนี้บริษัทจะปลูกกล้าไม้พะยูงเวียดนาม 2 แสนต้นในแปลงใหญ่ที่ อ.เถิน จ.ลำปาง พื้นที่ประมาณ 2,000 ไร่ เนื่องจากไม้พะยูงเวียดนามมีความทนทานต่อโรครบกวน

“การทำตลาดกล้าไม้พะยูงจนถึงขณะนี้ สามารถจำหน่ายกล้าไม้พะยูงดังกล่าวให้ลูกค้าไปปลูกทั่วประเทศประมาณ 3 หมื่นต้น ซึ่งทางบริษัท พร้อมจะออกใบสุขอนามัยหรือใบรับรองการปลอดโรคในการนำเข้าเมล็ดพันธุ์ไม้พะยูงไหหลำจากคู่ค้าสาธารณรัฐประชาชนจีน และไม้พะยูงเวียดนามจากประเทศเวียดนามให้ลูกค้าที่มาซื้อพันธุ์ไม้พะยูงทั้ง 2 ชนิดที่จะนำไปปลูก รวมทั้งออกใบรับรองการนำเข้าเมล็ดพันธุ์ที่ถูกกฎหมายและเป็นพันธุ์แท้ให้กับลูกค้าด้วย”

ดร.เจษฎา กล่าวว่า บริษัทพร้อมซื้อไม้พะยูงไหหลำและเวียดนามจากลูกค้าที่ซื้อกล้าไม้จากบริษัทในราคาตลาดด้วย เนื่องจากไม้พะยูงไหหลำและพะยูงเวียดนามสามารถตัดจำหน่ายและส่งออกไปต่างประเทศได้ โดยจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและแบบฟอร์มการส่งออกไม้พะยูงทั้ง 2 พันธุ์ จากต่างประเทศ และไม้ยืนต้นอื่นๆ จากป่าปลูกนอกเหนือพันธุ์ไม้ 58 ชนิด ซึ่งทางกรมป่าไม้ควบคุมอยู่ แต่ขณะนี้กรมวิชาการเกษตรอยู่ระหว่างการร่างประกาศกรม ทั้งนี้ การส่งออกไม้พะยูงไหหลำและเวียดนามสามารถส่งออกได้ถูกต้องตามกฎหมาย ต่างจากไม้พะยูงสายพันธุ์ไทยที่ยังติดปัญหาเป็นไม้หวงห้าม 58 ชนิด ส่งออกไม่ได้ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ห้ามส่งออก-นำเข้าจาก สปป.ลาว และกัมพูชา

ไปได้สวย – โครงการปลูกข้าวโพดหลังนาปีนี้ เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ คิดเป็นอัตราส่วนพื้นที่แล้วกว่า 71% เพราะนอกจากรัฐจะช่วยปัจจัยการผลิต ไร่ละ 2,000 บาท ดอกเบี้ยต่ำ 0.01% ต่อปี แล้ว ราคาข้าวโพดยังค่อนข้างสูงหน้าไซโลโรงงานอาหารสัตว์รับซื้อถึง กก.ละ 10.10 บาท คาดจะมีกำไรไร่ละไม่ต่ำกว่า กก.ละ 3,000 บาท
โครงการสานพลังประชารัฐหนุนเกษตรกรปลูกข้าวโพดหลังนาปีนี้สุดเวิร์ก แห่ขึ้นทะเบียนคิดเป็นพื้นที่ถึง 71% แล้ว นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์หนุนส่งเสริมขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มอีก 3-4 ล้านไร่ พร้อมรับซื้อทดแทนการนำเข้า

รายงานข่าวจากกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงความคืบหน้าในการดำเนินโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาปีนี้ ที่เริ่มตั้งแต่ วันที่ 1 พ.ย. นี้ ว่า จากการสำรวจเกษตรกรที่ต้องการปลูกข้าวโพดหลังนาของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2 รอบ ในเดือน ก.ย.และ ต.ค.ที่ผ่านมา มีเกษตรกรที่เป็นสมาชิกสหกรณ์การเกษตร และสมาชิกลูกค้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทั่วประเทศต้องการเข้าร่วมโครงการนี้ทั้งสิ้น 116,486 ราย จำนวน 160,186 แปลง คิดเป็นพื้นที่ 1,014,921 ไร่ ใน 33 จังหวัด ณ วันที่ 22 พ.ย. 2561 เวลา 09.00 น. มีเกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดไปแล้ว 15 วันมาขึ้นทะเบียนในโครงการแล้ว 84,090 ราย จำนวน 129,042 แปลง คิดเป็นพื้นที่ 726,020.5 ไร่ หรือคิดเป็นอัตราส่วนพื้นที่ปลูกแล้ว 71.53%

โดยเกษตรกรใน 10 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ ตาก เพชรบูรณ์ กาฬสินธุ์ แพร่ หนองบัวลำภู อุทัยธานี ปราจีนบุรี พะเยา และพิจิตร ที่ส่วนใหญ่เกษตรกรปลูกทั้งข้าวและข้าวโพดมานาน สมัครเข้าร่วมโครงการเมื่อเทียบที่มีการสำรวจไปก่อนหน้านี้สูงถึง 89.93, 89.47, 87.39, 85.94, 84.21, 82.23, 81.03, 78.94, 77.78 และ 75.70% ตามลำดับ

ส่วนจังหวัดที่เกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการแล้ว ในระดับ 50-75% ได้แก่ กำแพงเพชร พิษณุโลก น่าน สุรินทร์ ชัยนาท ลำปาง อุตรดิตถ์ บุรีรัมย์ ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ มหาสารคาม ขอนแก่น ชัยภูมิ อุบลราชธานี สุโขทัย เชียงราย และอุดรธานี ขณะที่เกษตรกรในจังหวัดที่มาสมัครเข้าร่วมโครงการ 25-50% ได้แก่ นครราชสีมา หนองคาย ลำพูน สระบุรี และนครพนม ส่วนจังหวัดสุดท้ายที่เกษตรกรมาสมัครเข้าร่วมโครงการน้อยที่สุด คือ สกลนคร มีพื้นที่ 2,509.5 ไร่ คิดเป็นอัตราส่วนพื้นที่ 10.25% จากที่สำรวจต้องการปลูกข้าวโพดก่อนหน้านี้ 24,462 ไร่

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย เปิดเผยถึงความร่วมมือในการดำเนินโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาว่า ทางสมาคมได้มีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการ เนื่องจากสมาคมมีสมาชิกเป็นบริษัทเอกชนที่ผลิตอาหารสัตว์ประมาณ 55 แห่ง และมีความต้องการข้าวโพดเพื่อนำไปผลิตเป็นอาหารสัตว์อีกจำนวนมาก

ปัจจุบันปริมาณข้าวโพดในประเทศยังขาดแคลนและต้องการให้เพิ่มผลผลิตอีกปีละ 3 ล้านตัน ซึ่งอาจจะต้องส่งเสริมให้เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพดเพิ่มอีก 3-4 ล้านไร่ และหากสามารถเพิ่มผลผลิตได้อีกปีละ 3 ล้านตัน ก็จะเป็นประโยชน์กับทั้งตัวเกษตรกรที่สามารถลดพื้นที่ทำนาแล้วหันมาปลูกพืชที่มีตลาดรับซื้อแน่นอนและได้ราคาที่เป็นธรรม ขณะเดียวกัน โรงงานผู้ผลิตอาหารสัตว์ก็จะมีวัตถุดิบในประเทศที่เพียงพอสำหรับการผลิตอาหารสัตว์ และลดการสั่งซื้อวัตถุดิบจากต่างประเทศ ทั้งนี้ ทางสมาคมมีการกำหนดพื้นที่และบริษัทที่จะเข้าไปรับซื้อที่ชัดเจน จึงอยากเชิญชวนเกษตรกรที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการได้จนถึง 15 ม.ค. 2562 พร้อมให้ความมั่นใจว่าผลผลิตจากโครงการส่งเสริมปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาจะมีตลาดรับซื้ออย่างแน่นอน

อนึ่ง ราคารับซื้อข้าวโพดล่าสุดของ บริษัท แหลมทอง จำกัด ที่ อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ณ วันที่ 22 พ.ย. 2561 ความชื้น 14.5% ราคา กิโลกรัมละ 10.10 บาท

ผู้สื่อข่าวจากนครราชสีมารายงานว่า เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ภายหลังจากการเก็บเกี่ยวข้าว ซึ่งจะเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่เริ่มทำการเพาะปลูกพืชผักที่ใช้น้ำน้อย อย่างใน อ.ประทาย จ.นครราชสีมา เริ่มมีเกษตรกรทำการเกษตร ปลูกพืชใช้น้ำน้อย ที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในช่วงหน้าหนาว ทำให้ทางสำนักงานเกษตรอำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา ต้องออกมาเตือนเกษตรกรให้รู้จักโรคพืชที่อาจเกิดการระบาดได้ รวมถึงแนะนำวิธีการป้องกันก่อนที่จะเกิดความเสียหายแก่ผลผลิต

นายธีระศักดิ์ บุตรธนู เกษตรอำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ในช่วงหน้าหนาวนี้ หากเกษตรกรต้องการที่จะปลูกพืชผักชนิดต่างๆ จำเป็นที่จะต้องมีความรู้เพื่อคอยดูแลพืชผักให้ได้ผลผลิตที่ดีที่สุด ซึ่งโรคของต้นอ่อนหรือกล้าผักต่างๆ มีอยู่ด้วยกันหลายชนิดแต่ที่ทราบและรู้จักกันดีที่สุด ได้แก่ โรคโคนเน่าคอดิน หรือที่ชาวบ้านเรียกกันทั่วๆ ไปว่า โรคกล้าตายพราย หรือโรคเหี่ยวเขียว จัดว่าเป็นโรคระบาดสำคัญที่สร้างความเสียหายให้กับผักมากมายหลายชนิด หลายตระกูลในเกือบทุกสภาพของดินและภูมิอากาศตั้งแต่ระยะเริ่มแรกของการเจริญเติบโต

อาการทั่วไปจะพบว่า ต้นกล้าฟุบตายเป็นหย่อมๆ เมื่อนำกล้ามาพิจารณาดูจะเห็นว่า บริเวณโคนต้นจะมีลักษณะแผลช้ำ เหี่ยวแฟบ คอร่วงเป็นสีน้ำตาลดำและเน่า เป็นเหตุทำให้ต้นกล้าหักพับลง พบในกล้าพืชแทบทุกชนิดในแปลงที่มีกล้าแน่นเกินไป และความชื้นสูง โดยมีสาเหตุมาจากเชื้อรา เชื้อโรคแต่ละชนิดต้องการสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันไป เช่น โรคเน่าคอดิน โรครากเน่าจะเกิดรุนแรงเมื่อความชื้นสูง ดินมีการระบายน้ำไม่ดี โรคเน่าเละของผักระบาด เมื่อความชื้นสูง และอากาศร้อน โรคราแป้งขาวจะเกิดโรคได้ดีในสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้ง ในขณะที่โรคราน้ำค้างจะเกิดโรคได้ดีและระบาดมาก เมื่อมีความชื้นสูงและฝนตกชุก จึงอยากแนะนำให้เกษตรกรควรหมั่นดูแลพืชผลทางการเกษตรอย่างใกล้ชิด หากพบการแพร่ระบาดของโรคผักในช่วงฤดูหนาวก็สามารถติดต่อสอบถามวิธีป้องกันความเสียหายได้ที่เกษตรอำเภอใกล้บ้าน

จังหวัดชลบุรี ร่วมกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ จัดโครงการ “สินค้าราคาพิเศษ จากคาราวานซีพีเอฟ” ช่วยลดค่าครองชีพแก่ชาวชลบุรีและจังหวัดใกล้เคียง ระหว่างวันที่ 27 พฤศจิกายน-2 ธันวาคม 2561 ณ ลานหน้าศาลากลางจังหวัดชลบุรี พร้อมชม “ศึกยอดมวยโลกซีพีเอฟเขย่าบัลลังก์โลก”

นายอดิศร์ กฤษณวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า บริษัทเดินหน้าจัดโครงการคาราวานสินค้าราคาพิเศษเคียงข้างประชาชนช่วยลดค่าครองชีพ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 ด้วยการนำผลิตภัณฑ์อาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค จากเครือซีพีและซีพีเอฟกว่า 200 รายการ ทั้งผลิตภัณฑ์อาหารสด อาหารแช่แข็ง ผลิตภัณฑ์กลุ่มอาหารพร้อมทาน อาหารเพื่อสุขภาพ และอาหารทานเล่น โดยจัดจำหน่ายในราคาลดพิเศษสุดแก่พี่น้องประชาชน ตลอดจนผลิตภัณฑ์ของดีประจำจังหวัดและสินค้า OTOP เพื่อช่วยสนับสนุนผลิตภัณฑ์ชุมชน และช่วยลดค่าใช้จ่ายแก่ประชาชนตอบสนองนโยบายรัฐบาล

“นับตั้งแต่เริ่มต้นโครงการเมื่อปี 2551 จนถึงปัจจุบัน คาราวานซีพีเอฟสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้มากกว่าสิบล้านคนโดยทุกๆ ครั้งต่างได้รับเสียงตอบรับที่ดี มีประชาชนหลายหมื่นคนมาร่วมงานอย่างคับคั่ง นับเป็นการมอบความสุขแก่คนไทยและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกทางหนึ่ง โครงการนี้จึงเป็นการช่วยเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงอาหารปลอดภัยที่หลากหลาย และเป็นช่องทางในการมอบอาหารคุณภาพมาตรฐานระดับโลก ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ถึงมือผู้บริโภคโดยตรง ครอบคลุมจังหวัดหัวเมืองและจังหวัดใกล้เคียง” นายอดิศร์ กล่าว

พร้อมกันนี้ ซีพีเอฟร่วมเติมพลังชีวิตสืบวิถีไทยสู่มวยโลก ด้วยการจัด “ศึกยอดมวยโลกซีพีเอฟเขย่าบัลลังก์โลก” การป้องกันตำแหน่งแชมป์โลกรุ่นมินิมัมเวต 105 ปอนด์ ของสมาคมมวยโลก WBA ระหว่าง น็อคเอาท์ ซีพีเอฟ กับ ไบอัล โรฮาส รองแชมป์โลกอันดับ 1 ชาวนิการากัว ในวันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน เวลา 18.00-20.00 น. ถ่ายทอดสดทางช่อง 24 True4U ตลอดจนมหกรรมคอนเสิร์ตและความบันเทิงอีกมากมาย จัดให้ชมฟรีตลอดงาน ณ ลานหน้าศาลากลางจังหวัดชลบุรี

บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด นำโดย นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส (ที่ 2 จากซ้าย) รับรางวัล Outstanding Brands ประจำปี 2561 ประเภทอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร จาก นายชัยรัตน์ ศิริวัฒน์ อัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ประจำประเทศสิงคโปร์ (ซ้ายสุด) ในงาน 2018 Asia CEO Summit & Award Ceremony ซึ่งเป็นงานมอบรางวัลให้แก่องค์กรชั้นนำทั่วเอเชียที่มีความโดดเด่นด้านแบรนด์สินค้า และมีเติบโตของธุรกิจที่มั่นคงและยั่งยืน โดยงานนี้ มีบริษัท ชั้นนำทั่วเอเชียเข้ารับรางวัลในครั้งนี้ 7 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม อินโดนีเซีย และสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ โรงแรม แมริออท ติ้ง พลาซ่า ออร์ชาร์ด สิงคโปร์

สำหรับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ เป็นการตอกย้ำถึงการเป็นผู้นำตลาดเครื่องจักรกลการเกษตรในภูมิภาค อาเชียน ที่นอกจากจะมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านการเกษตรตอบโจทย์การใช้งานของเกษตรกรแล้ว ยังได้รับความไว้วางใจให้เป็นแบรนด์สินค้าที่อยู่ในใจเกษตรกรไทยมากว่า 40 ปีอีกด้วย

ข้าว…ยังคงเป็นอาหารหลักสำหรับผู้บริโภค เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรเป็นกอบเป็นกำที่ปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาเหมาะสม การพัฒนาคุณภาพผลผลิตข้าวด้วยการรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อจัดการทำนาเป็นแบบแปลงใหญ่ ที่มีหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนให้การสนับสนุนการปลูกและเพิ่มผลผลิตข้าว เพื่อพัฒนาคุณภาพผลผลิตข้าวที่ได้คุณภาพมาตรฐาน และเป็นการสร้างโอกาสให้เกษตรกรในการเพิ่มรายได้นำไปสู่วิถีที่มั่นคง

คุณธีระศักดิ์ ขุมเงิน เกษตรจังหวัดลพบุรี เล่าให้ฟังว่า จังหวัดลพบุรี มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทำการเกษตร และประชากรส่วนใหญ่ได้ทำนาเป็นอาชีพหลัก ปีนี้มีพื้นที่ทำนา 694,642 ไร่ เกษตรกร 64,738 ครัวเรือน มีพื้นที่เก็บเกี่ยวข้าวแล้ว 44,125 ไร่ ได้ผลผลิตข้าว 35,020,000 กิโลกรัม หรือได้ผลผลิตข้าวเฉลี่ย 794 กิโลกรัม ต่อไร่ ผลผลิตข้าวเกษตรกรนำออกขายได้ราคาเฉลี่ย 7.06 บาท ต่อกิโลกรัม

จากอดีตที่ผ่านมา ปัญหาการปลูกและผลิตข้าวของเกษตรกรโดยรวมคือ วิธีการผลิตยังคงเป็นแบบเดิมๆ การใช้ต้นทุนสูงหรือไม่ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ขายข้าวได้ราคาไม่คุ้มทุน จึงมีรายได้ไม่พอเพียงต่อการยังชีพ ซึ่งการแก้ไขปัญหาดังกล่าว สำนักงานเกษตรอำเภอจะไปส่งเสริมและร่วมกับเกษตรกรในการพัฒนาคุณภาพข้าว และสำนักงานจังหวัดลพบุรี จะให้การสนับสนุนการดำเนินงานพร้อมออกไปติดตามนิเทศก์งานเพื่อให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จ

คุณประทีป อยู่สุข เกษตรอำเภอบ้านหมี่ เล่าให้ฟังว่า อำเภอบ้านหมี่ มีพื้นที่ทำนา 199,400 ไร่ เกษตรกร 12,580 ครัวเรือน มีพื้นที่เก็บเกี่ยวข้าวแล้ว 7,700 ไร่ ได้ผลผลิตข้าว 5,800,000 กิโลกรัม เฉลี่ย 753 กิโลกรัม ต่อไร่ เกษตรกรขายข้าวได้ราคาเฉลี่ย 6.00 บาท ต่อกิโลกรัม

การพัฒนาคุณภาพข้าวนั้น สำนักงานเกษตรอำเภอบ้านหมี่ ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่ม เพื่อจัดการทำนาเป็นแบบแปลงใหญ่ โดยให้มีพื้นที่ทำนาอยู่ในชุมชนหรือหมู่บ้านเดียวกัน เพื่อความสะดวกในการติดตามส่งเสริม ได้เติมเต็มองค์ความรู้ สนับสนุนหรือจัดหาปัจจัยการผลิตราคาถูกมาใช้เพื่อลดต้นทุนการผลิต หรือส่งเสริมให้ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อพัฒนาคุณภาพผลผลิตข้าวที่ได้คุณภาพมาตรฐาน เพื่อขายข้าวเปลือกและแปรรูปเป็นข้าวสารขาย และส่งเสริมให้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต หรือให้ประชากรในชุมชนมีเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพไปปลูก

คุณอุษา ทรงหอม ประธานกลุ่มย่อยโรงสีข้าวชุมชน เล่าให้ฟังว่า ปีที่ผ่านการทำนามาไม่ประสบผลสำเร็จ ราคาข้าวตกต่ำ ปีนี้เกษตรกรจึงรวมกลุ่มทำนาแบบแปลงใหญ่ โดยภาครัฐได้ส่งเสริมการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตและพัฒนาคุณภาพข้าว พัฒนาให้เป็นจุดเรียนรู้การจัดการครบวงจร ด้วยการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวที่เหมาะสมกับพื้นที่สู่เกษตรกรในชุมชน และให้เกษตรกรสามารถยกระดับรายได้เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่มั่นคงยั่งยืน

เป้าหมายการทำนาแบบแปลงใหญ่เพื่อขายข้าวเปลือกและสีข้าวเปลือกเป็นข้าวสารขาย และทำนาเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวปลูก เมล็ดพันธุ์ข้าวได้จัดการขายให้กับภาคเอกชนและเกษตรกรใช้เป็นพันธุ์ข้าวปลูกในฤดูถัดไป

กลุ่มได้รับการสนับสนุนเครื่องสีข้าว จึงได้จัดการให้เป็นโรงสีข้าวชุมชน ภายใต้โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมีเพื่อพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน เป็นการสร้างโอกาสให้เกษตรกรได้ร่วมคิดร่วมทำ นำผลผลิตข้าวเปลือกของสมาชิกจากนาแปลงใหญ่มาจัดการสีข้าวขาย เป็นศูนย์รวมรองรับด้านวิชาการ จัดหาปัจจัยราคาถูกมาใช้ในการปลูกและผลิตข้าว เพื่อให้มีรายได้พอเพียงในการยังชีพ โดยได้รับการสนับสนุนจาก คสช. กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักนายกรัฐมนตรี กรมส่งเสริมการเกษตรและภาคเอกชน

และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนการแปรรูปและการถนอมอาหารบ้านทุ่งสาธารน์ ชุมชนสนามแจง ตำบลสนามแจง อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ได้มีกิจกรรมการแปรรูปข้าวคุณภาพดี ภายใต้โครงการสร้างทักษะและส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตร กิจกรรมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อยและกิจกรรมพัฒนาการเกษตรเพื่อความยั่งยืน

คุณอนิวัฒน์ ไพรดำ ประธานกลุ่มทำนาแปลงใหญ่ เล่าให้ฟังว่า กลุ่มทำนาแปลงใหญ่ได้แบ่งเป็นกลุ่มย่อยมาจัดทำแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ด้วยการสนับสนุนจากศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวลพบุรี กรมการข้าว ร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดลพบุรี ภายใต้ชื่อ “กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวสนามแจง” ตำบลสนามแจง มีพื้นที่ทำนา 1,375 ไร่ สมาชิก 30 ราย เป็นการทำนาแบบประณีต และปฏิบัติทุกขั้นตอนตามหลักวิชาการเพื่อให้ได้ผลผลิตข้าวคุณภาพ

เป้าหมายการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว กลุ่มจะต้องผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ได้ 450 ตัน ต่อฤดู จัดการปรับลดความชื้นเมล็ดพันธุ์ข้าวเปลือกให้อยู่ที่ไม่เกิน 13% และจะขายเมล็ดพันธุ์ข้าวได้ราคาเฉลี่ยที่ 12,500 บาท ต่อตัน

การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว สมาชิกได้ปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ เลือกพื้นที่ อยู่ใกล้กัน มีแหล่งน้ำใช้ตลอดฤดูผลิต ดินมีความอุดมสมบูรณ์ คัดเลือกเมล็ดพันธุ์ข้าว ที่เหมาะสมกับพื้นที่ปลูก วางแผนการปลูก ได้หลีกเลี่ยงปลูกข้าวที่ระยะเก็บเกี่ยวตรงกับช่วงฤดูฝนตกชุก การเตรียมดิน หลังการเก็บเกี่ยวข้าวได้ตากหน้าดินอย่างน้อย 14 วัน แล้วจึงใช้โรตารี่ย่ำกลบตอซัง วิธีการปลูก

จะเลือกทำนาหว่านน้ำตมที่เหมาะกับพื้นที่ใช้น้ำในเขตชลประทานหรือทำนาปักดำ ที่เหมาะกับพื้นที่อาศัยน้ำฝนก็ได้ ต้อง จัดการควบคุมหอยเชอรี่ ควบคุมวัชพืช จัดการน้ำใช้ที่เหมาะสม หรือการใส่ปุ๋ย ต้องจัดการข้าวปนทั้งในระยะแตกกอ ระยะโน้มรวงหรือระยะพลับพลึง ป้องกันกำจัดศัตรูข้าว ทั้งโรค แมลง หรือสัตว์ศัตรูข้าว เก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์ข้าว ที่สุกแก่พอดี ก่อนเก็บเกี่ยว 7-10 วัน ระบายน้ำออกจากแปลงนา ทำความสะอาดรถเกี่ยวนวด เก็บเกี่ยวข้าวที่ขอบแปลงแยกออกมาเพื่อทำความสะอาดรถเกี่ยวนวดอีกครั้ง ทำความสะอาดภาชนะบรรจุ รถบรรทุกและชักลากเมล็ดพันธุ์ จัดการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ให้พร้อมบริการกับผู้ใช้

จากการสนับสนุนของเกษตรอำเภอบ้านหมี่และนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ทำให้การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ได้ผลผลิตข้าว 70 ถัง ต่อไร่ ได้มีการจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ได้มาตรฐาน นำเมล็ดพันธุ์ข้าวขายให้ร้านค้าเอกชน ราคา 10,500 บาท ต่อตัน ขายให้เกษตรกรนำไปปลูก ราคา 13,000 บาท ต่อตัน ทั้งการขายข้าวเปลือก ขายข้าวสาร หรือขายเมล็ดพันธุ์ข้าว ทำให้เกษตรกรที่รวมกลุ่มทำนาแบบแปลงใหญ่มีรายได้พอเพียงต่อการดำรงชีพที่มั่นคง

คุณอุษา บอกว่า โรงสีวิสาหกิจชุมชน แปรรูปข้าวแล้วมูลค่าสูงขึ้นอย่างข้าวหอมปทุมธานี ข้าวเปลือก ตันละ 7,000 บาท สีแล้วได้ 500 กิโลกรัม ขายข้าวสารได้ กิโลกรัมละ 25 บาท จะมีรายได้ 12,500 บาท ปัจจุบัน ทางกลุ่มผลิตข้าวสารจำหน่าย ในระดับอำเภอและจังหวัด ผลิตภัณฑ์ 5 กิโลกรัม ราคา 125 บาท ผู้สนใจข้าวสารชั้นดี สามารถติดต่อได้

สมาชิกหรือคนทั่วไป นำข้าวมาสีเพื่อกินในครัวเรือนหรือสีจำหน่าย เก็บค่าบริการ ถังละ 5 บาท ด้วยเหตุนี้จึงมีชาวนา เก็บข้าวไว้สีกินเองเพิ่มขึ้น บางคนก็มีช่องทางจำหน่าย ก็สีในปริมาณมาก

กระบวนการ ทำนาแปลงใหญ่…ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ เพื่อเพิ่มมูลค่าและรายได้ เป็นการแก้ปัญหาจากความผิดพลาดในอดีตเพื่อก้าวสู่การผลิตข้าวคุณภาพมาตรฐาน และทำให้เกษตรกรมีวิถีชีวิตที่มั่นคงยั่งยืน สอบถามข้อมูลเพิ่มได้ที่ คุณอุษา ทรงหอม ที่ 60 หมู่ที่ 7 ตำบลสนามแจง อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี โทร. 081-319-9067 หรือที่สำนักงานเกษตรอำเภอบ้านหมี่ โทร. 036-471-667 หรือที่ คุณภูวิชย์ ยิ่งเจริญ สำนักงานเกษตรจังหวัดลพบุรี โทร. 036-411-296 หรือ โทร.087-345-7774 ก็ได้ครับ

เครือเบทาโกร โดย บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) ลงนามบันทึกข้อตกลงในการจัดตั้งธุรกิจร่วมทุนกับ ชเว แมร์ กรุ๊ป กลุ่มธุรกิจใหญ่ผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ ทั้งการนำเข้า-ส่งออก และคลังสินค้าในในเมียนมา รวมทั้งเป็นตัวแทนจำหน่ายหลักของผลิตภัณฑ์ก่อสร้างของเอสซีจี เพื่อดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารคุณภาพครบวงจรในเมียนมา ภายใต้ชื่อบริษัท เบทาโกร (เมียนมา) จำกัด โดยมี วสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เครือเบทาโกร และ ทุน ลวิน กรรมการผู้จัดการ ชเว แมร์ กรุ๊ป (Tun Lwin, Managing Director, Shwe Mè Group) เป็นผู้ลงนามในบันทึกข้อตกลง โดยมี ณ อาคารเบทาโกร ทาวเวอร์ กรุงเทพฯ ซึ่งการบรรลุข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้เป็นผลมาจากความเชื่อมั่นและศักยภาพในการดำเนินธุรกิจของทั้ง 2 กลุ่มบริษัท ที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันในการพัฒนาด้านการเกษตร-ปศุสัตว์ในเมียนมา ส่งต่ออาหารคุณภาพและปลอดภัยเข้าถึงผู้บริโภค และส่งเสริมให้ประชากรมีคุณภาพชีวิตที่ดี